บทที่ 8 โจวจวินฉิงช่างหล่อเหลาจริง ๆ
เจียงอี้รู้สึกไม่ค่อยดีที่ถูกจ้องมองแบบนี้ เธอจึงก้มมองตัวเองตามสายตาของเขา
หญิงสาวตั้งใจเปลี่ยนเป็เสื้อผ้าเก่าตัวใหญ่ ๆ เพื่อปกปิดรูปร่าง ปล่อยผมลงมาปิดบังใบหน้า แล้วทาอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนสีผิว ส่วนคิ้วก็เขียนให้หนาขึ้น เธอกล้าพูดเลยว่า แม้แต่พ่อแม่ของเธอเองคงจำเธอไม่ได้เหมือนกัน แต่น่าเสียดาย คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอกลับเป็โจวจวินฉิงผู้มีแววตาเฉียบแหลม
เจียงอี้ไม่ได้รู้สึกว่าการแต่งตัวแบบนี้ทำให้ตัวเองดูแย่แม้แต่น้อย เพราะความไม่ประมาทเป็หนทางสู่ความปลอดภัย หากถูกจับได้ว่าแสวงหากำไรเกินควร คงไม่ใช่เื่เล่น ๆ แน่นอน
เธอแค่อยากรีบไปหาเงินทำเื่สำคัญ ไม่ได้คิดจะพูดคุยอะไรมากมาย เพราะต่อให้โจวจวินฉิงจะหล่อแค่ไหนก็เอาไปใช้แทนเงินไม่ได้ แต่ประเด็นคือ โจวจวินฉิงกลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน
เจียงอี้เอามือจับเสื้อตัวเอง แล้วหาเื่คุยเพื่อหวังจะไล่ให้เขาไปเร็ว ๆ "เอ่อ... ฉันเห็นคุณดูยุ่ง ๆ เลยมาทักทายเฉย ๆ ถ้าคุณมีธุระก็รีบไปทำเถอะ"
"ผมยุ่งอะไรเหรอ?"
"หืม?"
"เมื่อกี้คุณบอกว่าถ้าผมมีธุระก็ให้รีบไป แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าผมมีธุระอะไร?" โจวจวินฉิงมองเด็กสาวตรงหน้า ใบหน้าด้านซ้ายของเธอดูร้อนรน ส่วนด้านขวาเหมือนมีข้อความแปะไว้ว่าโกหก เขาเลยรู้สึกสนุกขึ้นมา
เจียงอี้ "..."
เธอจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขามีธุระอะไร? เธอแค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น คนอื่นได้ยินเขาก็เข้าใจกันทั้งนั้นแหละ! ยังจะมาเซ้าซี้ถามอะไรนักหนา ไม่รู้จักการให้เกียรติคนอื่นบ้างหรือไง!
ยิ่งไปกว่านั้น โจวจวินฉิงไม่ใช่คนพูดน้อยหรอกเหรอ? ชาติที่แล้วตอนที่พวกเขานั่งจิบกาแฟด้วยกันตั้งนาน เจียงอี้ยังจำได้แม่นเลยว่าตลอดการสนทนานั้น โจวจวินฉิงพูดไม่เกินสิบประโยคด้วยซ้ำ! แล้วทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนไปแล้วล่ะ?
เมื่อเห็นเด็กสาวหน้าแดงก่ำด้วยความอึดอัด โจวจวินฉิงจึงเหลือบมองทางเข้าตลาดมืด ก่อนจะเอ่ยว่า "รีบกลับบ้านได้แล้ว"
หัวใจของเจียงอี้กระตุกวูบ พลันรู้สึกได้ว่าโจวจวินฉิงคงเดาออกว่าเธอกำลังจะไปไหน?
แต่ในเมื่อเขาไม่เปิดเผย เจียงอี้จึงได้แต่แสร้งทำเป็ไม่รู้ เพราะเธอต้องไปตลาดมืดแห่งนี้ให้ได้!
เจียงอี้ยิ้มร่า พลางพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ค่ะ ๆ คุณวางใจเถอะ ฉันจะรีบกลับบ้านค่ะ อาโจว... ไม่สิ พี่ชายโจวก็รีบกลับเถอะค่ะ"
โจวจวินฉิง "..."
เด็กคนนั้นคิดจะเรียกเขาว่าอา?
เขาเพิ่งอายุยี่สิบห้าเอง เขาแก่แล้วงั้นเหรอ?
เมื่อเห็นโจวจวินฉิงขมวดคิ้ว เจียงอี้ก็รีบหลบสายตาด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
เื่นี้โทษเธอไม่ได้หรอก ชาติที่แล้วเธอคบกับโจวหนิงเหยียนไอ้สารเลวนั่น พอเจอโจวจวินฉิงเธอเลยเรียกเขาว่าอาตามโจวหนิงเหยียน แม้ว่าโจวจวินฉิงจะอายุมากกว่าเธอเจ็ดปี ทั้งยังดูหนุ่มและหล่อเหลา…
"กลับไปเถอะ" โจวจวินฉิงไม่ใช่คนช่างพูดช่างคุย การที่เขาพูดมากขนาดนี้นับว่าหาได้ยาก เมื่อเห็นเด็กสาวเอาแต่พูดไม่ยอมขยับ เขาจึงได้แต่พยักหน้าให้เธอแล้วหันหลังเดินจากไป
เจียงอี้เห็นดังนั้นพลันรู้สึกดีใจเล็กน้อย เธอนับเลขในใจพลางจ้องมองโจวจวินฉิงเดินจากไป หลังจากนั้นเจียงอี้ก็หันหลังวิ่งเข้าไปในตรอกทันที
ระหว่างวิ่งเธอยังบ่นพึมพำเบา ๆ ว่า "ขอร้องละ! เทวดาฟ้าดินได้โปรดอย่าให้เจอโจวจวินฉิงเลยนะ ถึงเขาจะหล่อ แต่ตอนนี้ฉันยังไม่อยากเจอเขา!"
โจวจวินฉิง "..."
โจวจวินฉิงชะงักและเกือบหลุดขำออกมา
การได้ยินที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาได้ยินทุกอย่างชัดเจน เด็กคนนี้ทำเป็เชื่อฟังแต่เื้ักลับตรงกันข้าม เธอโกหกเขาได้โดยไม่กะพริบตาเลยสักนิด
แต่พอนึกถึงความฉลาดแกมโกงของเธอรวมถึงฝีมือที่ไม่เลว โจวจวินฉิงก็ยกข้อมือขึ้นดูเวลา เเละเตรียมตัวไปทำธุระต่อ
เจียงอี้ไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอทำอะไรหลุดไปให้โจวจวินฉิงรู้เข้าอีกแล้ว
เด็กสาวก้าวเข้าสู่ตลาดมืดด้วยจิตใจเบิกบาน ตาของเธอพลันลุกวาวเมื่อพบเห็นโอกาสทำกำไรมากมายราวกับปลาที่ได้กลับสู่ผืนน้ำ
เธอเดินสำรวจไปทั่วตลาดมืดหลายรอบ อาศัย่จังหวะชุลมุนและรูปร่างเล็กคล่องแคล่วของตัวเองแอบแทรกตัวเข้าไปใกล้กับกลุ่มคนที่กำลังต่อรองราคาสินค้า เมื่อถูกจับได้ก็แสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้แล้วผละตัวออกมา ไม่ถึงชั่วโมง เจียงอี้ก็รู้ราคาสินค้าคร่าว ๆ และตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำอะไร
แท้จริงแล้วเธอหมายตาธุรกิจไว้หลายอย่าง แต่ติดตรงที่เงินทุนในมือยังน้อยเกินไป เลยต้องเลือกสิ่งที่ใช้ต้นทุนต่ำไปก่อน ค่อยอาศัยข้อได้เปรียบของพื้นที่ในมิติลับช่วยในต่อยอด ส่วนเงินที่เธออุตส่าห์ทวงคืนมาให้พ่อกับแม่นั้น เธอไม่คิดจะแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น เธอจะเริ่มต้นด้วยการขายอาหาร เพราะอาหารย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
เจียงอี้สำรวจมาแล้ว ร้านที่ขายผัก เนื้อสัตว์ และไข่ไก่ในตลาดมืดแห่งนี้มีเพียงไม่กี่ร้าน แต่กลับมีลูกค้ามาอุดหนุนไม่น้อย
ตอนนี้ไข่ไก่ที่ร้านสหกรณ์ครึ่งกิโลราคาเจ็ดหยวน และยังต้องใช้ตั๋วแลกซื้อด้วย เท่ากับว่าเฉลี่ยแล้วฟองละหนึ่งเหมา ส่วนที่ตลาดมืดไม่ต้องใช้ตั๋วขายฟองละหนึ่งเหมาสี่เฟิน ส่วนเนื้อไก่ที่ร้านสหกรณ์ครึ่งกิโลราคาแปดหยวน ต้องใช้ตั๋วแลกซื้อเช่นกัน แต่ที่ตลาดมืดขายไก่เป็ ๆ ครึ่งกิโลราคาเจ็ดหยวน เจียงอี้จงใจถามราคาไก่เป็ ๆ เพราะเธอไม่คิดจะฆ่าไก่ทุกวัน
ครอบครัวของเจียงอี้อาศัยอยู่ในตึกของโรงงาน แค่จะหาพื้นที่ริมหน้าต่างปลูกต้นหอม กระเทียม ผักชี ยังแทบไม่มีที่วาง ไหนเลยจะมีปัญญาเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด ดังนั้นถ้าอยากได้ไก่หรือเป็ดก็ต้องควักเงินซื้อเอาอย่างเดียว
เจียงอี้ล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบเงินหกสิบหยวนออกมา สังเกตการณ์อยู่พักหนึ่งจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาป้าคนหนึ่ง
“คุณอาคะ ลูกไก่ตัวละเท่าไหร่คะ?”
“เธออยากได้สักกี่ตัวล่ะ? ลูกเจี๊ยบของฉันราคาเป็กันเอง ตัวละหนึ่งเหมาเก้าเฟิน รับรองว่าซื้อไปไม่ขาดทุนแน่”
“อาคะ บอกตรง ๆ เลยนะคะว่าฉันดูลูกเจี๊ยบไม่เป็หรอกค่ะ วันนี้แม่ยุ่งมากเลยให้ฉันซื้อไปก่อนนิดหน่อย ถ้าลูกเจี๊ยบแข็งแรงดีฉันจะมาซื้อเพิ่มอีก ไม่ใช่แค่ลูกเจี๊ยบนะคะ ไม่ว่าจะเป็สัตว์ปีกอื่น ๆ หรือถ้าคุณอาหาลูกหมู ลูกแกะ ลูกวัวหรือกระต่ายมาได้ ฉันก็เอาค่ะ!”
คนขายลูกเจี๊ยบตอนแรกกะจะเอาลูกเจี๊ยบที่ไม่ค่อยแข็งแรงมาขายเจียงอี้ พอได้ยินว่าจะซื้อเพิ่มอีกเยอะ เธอเลยเปลี่ยนใจทันที
“โอ้! หนูเรียกฉันว่าอาซิ่งฮวาก็ได้จ้ะ มาซื้อกับฉันรับรองไม่ผิดหวัง กล้าพูดเลยนะว่าในเมือง B นี้ ไม่มีใครเลี้ยงลูกเจี๊ยบได้ดีไปกว่าบ้านฉันอีกแล้ว” อาซิ่งฮวาคว้าลูกเจี๊ยบที่แข็งแรงที่สุดสองตัวมา “หนูดูสิ! นี่ฉันคัดไข่เองกับมือทุกฟองเลยนะ แม่ของฉันก็เป็คนดูแลลูกเจี๊ยบโดยเฉพาะเลยละ นี่ไม่ได้โม้นะ แต่เ้าตัวนี้หากโตจนออกไข่ได้ ไข่ต้องใหญ่กว่าบ้านอื่นเขาแน่ ๆ!”
เจียงอี้ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ นี่หมายความว่าแม่ของอาคนนี้เธอดูออกเลยเหรอว่า ในวันข้างหน้าชีวิตของลูกเจี๊ยบตัวนี้จะเป็ยังไง?
“อาซิ่งฮวาบอกราคามาได้เลยค่ะ ถ้าลูกเจี๊ยบแข็งแรงดี ฉันจะซื้ออย่างน้อยอย่างละร้อยตัวเลยค่ะ รวมลูกเป็ดด้วยนะคะ!”
“อย่างน้อยอย่างละร้อยตัวเลยเหรอ?” อาซิ่งฮวาได้ยินดังนั้นก็รีบคิดเลขในใจ ทั้งไก่ เป็ด ห่าน เธอมีทั้งหมดหกร้อยตัว ยังมีลูกหมูอะไรอีก โอ้! เห็นทีการค้าขายครั้งนี้คงไม่ธรรมดาเสียแล้ว!
“ฉันลดให้เหลือตัวละหนึ่งเหมาหกเฟินแล้วกัน ที่อื่นไม่มีราคานี้อีกแล้วนะหนู แต่ต้องสัญญานะว่าจะมาอุดหนุนฉันอีก” คราวนี้อาซิ่งฮวากัดฟันลดราคาให้จริง ๆ ไม่ได้โก่งราคาเจียงอี้แต่อย่างใด
ถึงแม้เจียงอี้จะไม่ได้โตมาในชนบท แต่เธอก็รู้ราคาไข่และราคาลูกเจี๊ยบดี อีกฝ่ายให้ราคาแบบนี้ในตลาดมืดถือว่าถูกมากแล้ว
“ตกลงค่ะ งั้นฉันเอาหกสิบตัวก่อน ไก่ เป็ด ห่าน ตัวผู้ตัวเมียอย่างละสิบค่ะ”
เจียงอี้ไม่รู้ว่าในมิติลับสามารถเลี้ยงสัตว์ได้หรือเปล่า เธอเลยไม่กล้าซื้อมาเยอะ จริง ๆ แล้วเธออยากจะซื้อทั้งหมู วัว และแกะด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่ของพวกนี้หายาก แต่อาซิ่งฮวายังรับปากว่าจะลองหาดูให้
นอกจากนี้ เธอยังซื้อเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวมาหลายชนิดในราคาถูกแสนถูก เรียกได้ว่าเหมือนได้มาฟรี ๆ ด้วยซ้ำ แถมยังมีเมล็ดข้าวโพด ข้าวสาลี และถั่วเหลืองอีกด้วย
"เธอนี่ช่างรู้จักทำมาหากินจริง ๆ รู้ได้ยังไงว่าฉันมีเมล็ดพันธุ์ผักด้วย นี่พูดตรง ๆ เลยนะว่าฉันเก็บเอาไว้ให้ญาติ แต่บังเอิญว่าวันนี้เขามีธุระด่วนเลยมาไม่ได้"
เจียงอี้ยิ้มหวานในใจ ถ้าไม่ได้ยินเข้าเธอคงไม่มาซื้อหรอก
ทั้งสองกระซิบคุยกันจนจบ เจียงอี้จ่ายเงินไปทั้งหมดยี่สิบเอ็ดหยวน เธอรู้สึกเ็ปหัวใจเหลือเกิน ในเมื่อมีเงินอยู่แค่หกสิบหยวน ตอนนี้เลยเหลือเงินแค่สามสิบเก้าหยวน คงต้องรีบหาเงินเพิ่มแล้วละ!
แต่อันดับแรกต้องหาบ้านเช่าก่อน จะได้ทำอะไรสะดวกขึ้น และบางทีเธออาจจะต้องทำอาหารขายเป็อาชีพบังหน้าด้วย ไม่อย่างนั้นจะไปอธิบายกับพ่อแม่ยังไงว่าเธอได้เงินมาจากไหน?
การทำอาหารขายที่บ้านตระกูลเจียงไม่ใช่เื่ที่เป็ไปได้ ถึงแม้จะย้ายออกมาแล้ว เธอก็ไม่สามารถทำอาหารขายในที่ที่พ่อแม่และน้องชายอาศัยอยู่ได้ เพราะเจียงอี้ไม่อยากลากพวกเขาเข้ามาเสี่ยงด้วย
ดูท่าทางยังพอมีเวลา เจียงอี้เลยคิดจะรีบหาบ้านเช่าแถว ๆ กลางระหว่างโรงงานเหล็กกับตลาดมืด ที่กว้างหน่อยและค่าเช่าถูก ๆ ยิ่งดี
เธอติดสินบนเด็ก ๆ แถวนั้นด้วยขนม ให้ช่วยกันหาข่าวเื่บ้านเช่า ได้ความมาหลายที่ พอลองเปรียบเทียบดูแล้วก็มาสะดุดตากับบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่มานานแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
กำลังชะเง้อมองอยู่ดี ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาข้าง ๆ
เจียงอี้รีบหันขวับ "..."