เมืองเหอหยาง
สี่วันหลังออกจากซีหลิน
ฝนตกลงมาก่อนที่เมฆฝนจะเคลื่อนมาถึง
นั่นคือเื่ปกติของเมืองเหอหยางใน่ต้นฤดูใบไม้ผลิ — ฝนที่ไม่เคยส่งสัญญาณเตือน ไม่บอกล่วงหน้า เพียงหล่นพรำลงมาราวกับฟ้าดินเพิ่งเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย
พ่อค้าแม่ค้าที่คุ้นชินกับอากาศเช่นนี้ยังคงวิ่งกันให้วุ่น กางผ้าคลุมสินค้า ยกหีบห่อขึ้นที่สูง พลางร้องะโโหวกเหวกด้วยสำเนียงท้องถิ่นที่คนนอกเมืองแทบฟังไม่เข้าใจ
เว่ยหันเฉินขี่ม้าเข้าสู่เมืองท่ามกลางม่านฝนโดยไม่เร่งรีบ
เขาชินกับฝน
ชินกับเสื้อผ้าเปียกชื้น
และชินกับการไม่มีที่ให้หลบพัก
เสื้อคลุมสีเทาดูดน้ำจนหนักขึ้นหลายส่วน แต่แขนที่จับบังเหียนยังมั่นคง ไม่สั่น ไม่เร่ง ไม่แสดงความหงุดหงิดแม้แต่น้อย
ม้าสีน้ำตาลก้าวเข้าสู่ถนนสายหลักของเมืองเหอหยาง เมืองขนาดกลางที่มั่งคั่งจากการค้าผ้าไหมและเครื่องปั้นดินเผา อาคารสองชั้นเรียงรายตลอดสองข้างทาง หน้าร้านหลายแห่งพันผ้าแดงไว้รอบเสา เพื่อเตรียมรับเทศกาลชิงิที่กำลังใกล้เข้ามา
ทุกอย่างดูปกติ
ธรรมดา
ไร้สิ่งสะดุดสายตา
เว่ยหันเฉินกวาดตามองหาโรงม้าที่ใกล้ที่สุด
แล้วเขาก็ได้ยิน
ไม่ใช่เสียงร้องขอชีวิต
ไม่ใช่เสียงโวยวาย
แต่เป็เสียงที่ผิดจังหวะจากความวุ่นวายรอบข้าง
เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นเอาไว้
เสียงลมหายใจติดขัด
และเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่กดลงบนพื้นโคลนอย่างมุ่งมั่น
มาจากตรอกด้านซ้าย
เว่ยหันเฉินดึงบังเหียนทันที โดยไม่เสียเวลาคิด
ตรอกแคบระหว่างโรงเตี๊ยมสองแห่งมืดกว่าถนนใหญ่ ฝนที่หยดลงมาจากชายคาทำให้พื้นดินกลายเป็โคลนสีเข้ม ผนังทั้งสองด้านเต็มไปด้วยคราบชื้นและตะไคร่น้ำ
ปลายตรอกมีชายสามคนยืนล้อมหญิงสาวผู้หนึ่งเอาไว้
หญิงสาวถอยจนแผ่นหลังชิดกำแพง มือข้างหนึ่งกอดตัวเอง อีกข้างยกขึ้นป้องกันตามสัญชาตญาณ ริมฝีปากเม้มแน่น แต่ดวงตาที่มองชายทั้งสามกลับชัดเจนยิ่ง
นั่นไม่ใช่เพียงความหวาดกลัว
แต่เป็ความกลัวของคนที่ยังไม่ยอมจำนน
และสองสิ่งนั้นแตกต่างกันมาก
ชายทั้งสามสวมเสื้อดำ ที่ต้นแขนขวามีอักษร “เซ่า” ปักอยู่ — เครื่องหมายของ “ตระกูลอุ้งเล็บเซ่า” องค์กรอันธพาลที่มีชื่อเสียงในสามเมืองแถบนี้เื่รีดไถและค้ามนุษย์
ชายร่างสูงที่เป็หัวหน้าเดินเข้าหาหญิงสาวช้า ๆ พลางยิ้มเย็น
“หนีไม่รอดแล้วน้องสาว ปู่เซาส่งคนตามหาเ้ามาสองสัปดาห์เต็ม ๆ ยอมกลับไปดี ๆ จะดีกว่า”
หญิงสาวกัดริมฝีปาก
“ข้าไม่ไปกับพวกเ้า”
ชายร่างสูงหัวเราะในลำคอ
“ใครถามเ้ากัน?”
“พอได้แล้ว”
ทั้งสามหันขวับพร้อมกัน
เว่ยหันเฉินลงจากหลังม้า แล้วยืนอยู่ตรงปากตรอก สายน้ำฝนหยดจากปลายผมและชายเสื้อของเขาช้า ๆ แต่เ้าตัวไม่แม้แต่จะยกมือเช็ด
ชายร่างสูงขมวดคิ้ว
“เ้าเป็ใคร?”
เขาชี้นิ้วใส่เว่ยหันเฉิน
“เื่ของตระกูลอุ้งเล็บเซ่า คนนอกอย่าสอดหัวเข้ามา”
เว่ยหันเฉินตอบเรียบ ๆ
“ปล่อยนางไป”
“เ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไง?”
“ได้ยิน”
เว่ยหันเฉินก้าวเข้ามาช้า ๆ
“แต่ไม่สนใจ”
ชายร่างสูงหรี่ตา ก่อนพยักหน้าให้ลูกน้องสองคนด้านหลัง
ชิ้ง!
ชิ้ง!
เสียงดาบถูกชักออกจากฝักสะท้อนก้องในตรอกแคบ จนฟังคล้ายมีดาบมากกว่าสองเล่ม
เว่ยหันเฉินไม่ได้ชักดาบของตน
เขาเพียงยืนนิ่ง มองชายสองคนที่กำลังเดินเข้ามา แล้วประเมินทุกอย่างในเวลาไม่ถึงครึ่งลมหายใจ
ระดับชี่ขั้นกลาง
ฝึกวิชามาแต่ไม่เคยผ่านสนามจริงหนักหน่วง
เคยชนะด้วยจำนวนคน ไม่ใช่ฝีมือ
ชายด้านซ้ายฟันก่อน
ฮวับ!
คมดาบปาดเข้าใส่เอวในแนวนอน
เว่ยหันเฉินเอนตัวหลบเพียงเล็กน้อย คมดาบเฉียดผ่านหน้าท้องไปไม่กี่ชุ่น มือซ้ายของเขาคว้าข้อมืออีกฝ่าย บิดออกด้านข้างพร้อมก้าวเข้าไปประชิด
กร๊อบ!
เสียงข้อต่อเคลื่อนดังชัด
ชายคนนั้นร้องลั่น ดาบหลุดจากมือร่วงลงโคลนทันที
อีกคนพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง
วูบ!
ดาบแทงตรงเล็งลำคอ
เว่ยหันเฉินก้มศีรษะหลบ คมดาบเฉียดผ่านเหนือศีรษะไปเพียงเส้นผม จากนั้นมือขวาของเขาก็กระแทกเข้าใส่ข้อศอกอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
ปัก!
แขนของชายคนนั้นชาวาบ ดาบหลุดมือในทันที
ชายร่างสูงถอยหลังสองก้าว พลางปลดปล่อยปราณระดับชี่ออกมาจนเต็มกำลัง สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไป
“เ้า...!”
เว่ยหันเฉินยังเดินตรงเข้าไปโดยไม่หยุด
ชายร่างสูงกัดฟัน ก่อนะโเสียงดังแล้วฟันดาบลงสุดแรง
ก้อง!
เว่ยหันเฉินยกมือเปล่ารับสันดาบเอาไว้
ปราณในร่างของเขาไหลรวมสู่ฝ่ามือเพียงเล็กน้อย แรงกระแทกมหาศาลจึงสลายออกไปราวคลื่นน้ำกระทบโขดหิน
ชายร่างสูงหน้าเปลี่ยนสี
เขารู้สึกเพียงว่าดาบในมือกำลังถูกดึงออกไป ทั้งที่ตนใช้แรงทั้งหมดแล้วก็ตาม
เพียะ!
ฝ่ามือของเว่ยหันเฉินตบเข้าที่แก้มขวาเบา ๆ
ไม่หนัก
ไม่รุนแรง
แต่ปราณที่แฝงอยู่ในฝ่ามือกลับทำให้ชายร่างสูงหมุนคว้าง ก่อนกระแทกลงไปนอนคว่ำในโคลนอย่างหมดสภาพ
ทั้งหมดกินเวลาเพียงสามวินาที
สามคน
จบสิ้น
เว่ยหันเฉินถือดาบที่แย่งมาได้ไว้ในมือ ก่อนมองลงไปยังชายร่างสูงที่พยายามพยุงตัวขึ้น
“ตระกูลอุ้งเล็บเซ่าอย่างนั้นหรือ”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ
“กลับไปบอกปู่เซา ครั้งหน้าหากคิดส่งคนมา อย่างน้อยก็ส่งคนที่ฝึกวิชามาดีกว่านี้”
เขาปักดาบลงในโคลนข้างตัวอีกฝ่าย แล้วหันไปมองหญิงสาว
หญิงสาวยังยืนชิดกำแพง แต่แขนที่ยกป้องกันตัวค่อย ๆ ลดลงแล้ว
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมาที่เว่ยหันเฉินอย่างระวัง
ไม่ใช่เพียงความโล่งใจ
แต่เป็สายตาของคนที่เคยถูกหักหลังมาก่อน จึงไม่กล้าเชื่อใจใครง่าย ๆ
เว่ยหันเฉินสังเกตเห็น แต่ไม่แสดงออก
“าเ็หรือไม่?”
หญิงสาวส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่เ้าค่ะ... ขอบคุณท่านมาก”
เว่ยหันเฉินหันกลับไปทางม้า
“เช่นนั้นก็ไปเสีย”
“เดี๋ยวก่อน!”
เขาหยุดฝีเท้า แต่ไม่หันกลับมา
ฝนยังคงตกพรำ เสียงหยดน้ำจากชายคาดังสม่ำเสมอ ส่วนชายทั้งสามในโคลนเริ่มพยุงตัวลุกขึ้นทีละคน มองชายชุดเทาด้วยสายตาปะปนทั้งความกลัวและความแค้น แต่ไม่มีผู้ใดกล้าขยับเข้ามาอีก
หญิงสาวเดินตามมาได้สามก้าว ก่อนหยุด
“ข้าชื่อซูหลิงเยิ่น”
นางสูดลมหายใจลึก
“ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ ข้ายังไม่มีสิ่งใดตอบแทนในตอนนี้ แต่หากภายหน้าท่าน้าความช่วยเหลือ—”
“ไม่จำเป็”
เว่ยหันเฉินตอบทันที
“แต่—”
“รีบหาที่หลบฝนเถอะ”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้อ่อนโยน แต่ก็ไม่เ็าเหมือนก่อนหน้า
“สามคนนั้นยังไม่ไปไกล คืนนี้หาที่พักที่คนพลุกพล่าน อย่าเดินเพียงลำพังหลังฟ้ามืด”
กล่าวจบ เขาก็ะโขึ้นหลังม้า ขี่ออกจากตรอกไปท่ามกลางสายฝน
ซูหลิงเยิ่นยืนอยู่ตรงปากตรอก มองเงาหลังของชายในเสื้อเทาจนเลือนหายไปกับม่านฝน
ริมฝีปากของนางเม้มแน่น
ในอกมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้น
ไม่ใช่เพียงความสำนึกบุญคุณ
แต่เป็ความรู้สึกราวกับว่า... คนผู้นี้จะกลับเข้ามาพัวพันกับชีวิตของนางอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โรงเตี๊ยม “เฮ่อเยี่ยน” ตั้งอยู่กลางเมืองเหอหยาง
ชั้นล่างเปิดเป็ร้านอาหารและสุรา ส่วนชั้นบนใช้รับรองแขกพักแรม ราคาไม่สูง อาหารธรรมดา แต่สะอาดและไม่วุ่นวาย
เว่ยหันเฉินเช่าห้องพักบนชั้นสองไว้สามวัน
ห้องพักเล็ก เตียงแข็ง หน้าต่างหันออกสู่ถนนใหญ่
เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกฝน แขวนเสื้อคลุมสีเทาไว้ข้างหน้าต่าง จากนั้นจึงนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ วางดาบบนโต๊ะ และเปิดถุงหนังเล็กที่ห้อยอยู่ข้างเอว
ด้านในมีของอยู่ไม่กี่อย่าง
เหรียญเงินสี่สิบตำลึง
ผ้าพันแผลใช้แล้วครึ่งม้วน
ชุดเข็มด้ายสำหรับเย็บผ้า
และกล่องไม้ใบเล็กที่ปิดสนิท
เว่ยหันเฉินหยิบกล่องไม้ขึ้นมา
มันเป็กล่องไม้สีเข้มขนาดพอดีฝ่ามือ ผิวไม้เรียบจากการถูกัับ่อยครั้ง มุมหนึ่งมีรอยร้าวเล็ก ๆ ที่ถูกซ่อมด้วยยางเรซิน
ไม่มีลวดลาย
ไม่มีอักษร
ไม่มีสิ่งบ่งชี้ใด ๆ
เขาถือกล่องนั้นนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะวางมันกลับลงไปโดยไม่เปิด
เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา
ยามเย็น โรงเตี๊ยมชั้นล่างเต็มไปด้วยเสียงผู้คน
พ่อค้า นักเดินทาง และนักดาบรับจ้างกลุ่มหนึ่งนั่งดื่มเหล้ากันอย่างครึกครื้น
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่มุมเดิม สั่งเพียงข้าวต้มปลาและชา ไม่แตะต้องสุรา
ขณะที่เขากำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ประตูโรงเตี๊ยมก็เปิดออก
ซูหลิงเยิ่นเดินเข้ามา
นางเปลี่ยนเป็ชุดสีฟ้าอมเทาที่แม้เก่าแต่สะอาด ผมถูกรวบเรียบร้อย มือหนึ่งถือห่อผ้าเล็ก ๆ ซึ่งดูเหมือนจะเป็ทรัพย์สินทั้งหมดที่มี
สายตาของนางกวาดไปรอบห้อง ก่อนหยุดลงตรงมุมสุด
สองคนสบตากันชั่วครู่
จากนั้นนางก็เดินเข้ามา
เว่ยหันเฉินวางถ้วยชาลง
“ตามข้ามาทำไม?”
ซูหลิงเยิ่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่รอเชิญ
“ข้าไม่ได้ตาม”
นางตอบเรียบ ๆ
“โรงเตี๊ยมนี้ใกล้ที่สุด อีกทั้งราคาไม่แพง ข้าเลือกเอง”
เว่ยหันเฉินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปกินข้าวต้มต่อ
ซูหลิงเยิ่นเรียกเด็กเสิร์ฟ สั่งข้าวต้มผักกับน้ำร้อนเพียงอย่างเดียว
ไม่ใช่เพราะนางไม่หิว
แต่จากวิธีที่นางหยิบถุงเงินออกมา ก็เห็นชัดว่าเงินทุกอีแปะล้วนต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
ทั้งสองกินข้าวเงียบ ๆ
ความเงียบระหว่างคนแปลกหน้าสองคนที่นั่งโต๊ะเดียวกันควรชวนอึดอัด
แต่กลับไม่เป็เช่นนั้น
หลังผ่านไปครู่หนึ่ง ซูหลิงเยิ่นจึงเอ่ยขึ้น
“ท่านชื่ออะไร?”
“เว่ย”
“มีเพียงเท่านั้นหรือ?”
“เพียงเท่านั้น”
นางเงยหน้ามองเขา แต่ไม่ได้ถามต่อ
นางฉลาดพอจะรู้ว่าบางคำถามไม่ควรถามเร็วเกินไป
ซูหลิงเยิ่นเปลี่ยนเื่ทันที
“ท่านเว่ยรับงานคุ้มกันหรือไม่?”
มือของเว่ยหันเฉินชะงักเล็กน้อย
“ถามทำไม?”
“เพราะข้า้าคนคุ้มกัน”
น้ำเสียงของนางตรงไปตรงมา ไม่มีการอ้อมค้อม
“ข้าต้องเดินทางจากเหอหยางไปเมืองฉางอัน ใช้เวลาประมาณยี่สิบสามวัน และคนของตระกูลอุ้งเล็บเซ่ายังคงตามล่าข้าอยู่”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ
“ข้าหนีมาคนเดียว ผ่านมาสี่เมืองแล้ว”
เว่ยหันเฉินถามทันที
“เหตุใดพวกมันจึงตามเ้า?”
ซูหลิงเยิ่นนิ่งไปนานพอสมควร
ชัดเจนว่านางกำลังเลือกว่าจะพูดมากเพียงใด
ท้ายที่สุดนางจึงตอบ
“ปู่เซาอ้างว่าครอบครัวข้าติดหนี้เขา เขา้าให้ข้าไปเป็ทาสใช้หนี้แทน”
นางยกสายตาขึ้น
“แต่ข้าไม่ยอม”
เว่ยหันเฉินมองนางเงียบ ๆ
มีบางอย่างที่นางปิดบังไว้
เขารู้
แต่เขาไม่คิดถามต่อ เื่ที่ไม่เกี่ยวกับงาน ไม่ใช่ธุระของเขา
“ค่าจ้างเท่าใด?”
ซูหลิงเยิ่นกำถุงเงินแน่นเล็กน้อย
“ข้ามีอยู่สองร้อยตำลึง”
นางพูดตรง ๆ โดยไม่หลบสายตา
“ข้ารู้ว่ามันน้อยมากสำหรับงานเช่นนี้... แต่ทั้งหมดที่ข้ามี มีเพียงเท่านี้”
เว่ยหันเฉินวางช้อนลงช้า ๆ
สองร้อยตำลึงนับว่าน้อยเกินไป
เส้นทางยี่สิบกว่าวัน พร้อมศัตรูที่ไล่ล่าอยู่ตลอด ปกติราคาควรสูงกว่านี้อย่างน้อยสิบเท่า
เขาควรปฏิเสธ
เหตุผลทุกอย่างบอกให้ปฏิเสธ
แต่หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง เว่ยหันเฉินกลับพูดขึ้นว่า
“ฉางอันอยู่ทางเหนือ”
ซูหลิงเยิ่นกะพริบตา
“เ้าคะ?”
“ข้าก็จะไปทางนั้นเช่นกัน”
เขายกถ้วยชาขึ้นดื่ม
“ถือว่าเป็ทางผ่าน”
ซูหลิงเยิ่นจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับพยายามมองหาความหมายอื่นที่ซ่อนอยู่ใต้คำพูดเรียบเฉยเ่าั้
แต่ใบหน้าของเว่ยหันเฉินยังคงสงบนิ่ง
ท้ายที่สุด นางจึงเอ่ยเบา ๆ
“เช่นนั้น... ท่านตกลงหรือ?”
“ออกเดินทางพรุ่งนี้ก่อนฟ้าสาง”
เว่ยหันเฉินตอบ
“นั่นคือคำตอบ”
ซูหลิงเยิ่นนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนค้อมศีรษะเบา ๆ
“ขอบคุณท่าน”
“เป็เพียงงานเท่านั้น”
คืนนั้น เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ข้างหน้าต่างห้องพัก มองถนนที่เงียบลงหลังฝนหยุด
น้ำฝนไหลผ่านรางไม้ลงสู่ท่อระบาย เสียงหยดน้ำจากชายคาค่อย ๆ เบาบางลงทีละน้อย
เขาหยิบกล่องไม้เล็กออกมาอีกครั้ง
คราวนี้ เขาเปิดมัน
ภายในมีก้อนผลึกสีขาวขุ่นขนาดเท่าเมล็ดข้าวสองเม็ด วางอยู่เงียบ ๆ เมื่อมองใกล้จะเห็นเส้นสายคล้ายปราณไหลวนอยู่ภายใน
“เม็ดปราณยาม”
สิ่งที่เว่ยหันเฉินสร้างขึ้นเองตลอดสิบปีที่ผ่านมา
ผลึกชนิดนี้เชื่อมโยงกับจิตของผู้สร้าง หากผู้ที่ถือมันตกอยู่ในอันตราย ผลึกจะสั่น หากอันตรายนั้นร้ายแรง มันจะร้อนขึ้น
และหากวันใดผลึกดับแสงลงโดยสมบูรณ์—
เว่ยหันเฉินปิดกล่องทันที
เขายังไม่้าคิดถึงความหมายของกรณีนั้น
กล่องไม้ถูกเก็บกลับเข้าอก ใกล้ตำแหน่งหัวใจ
เว่ยหันเฉินเอนกายพิงหน้าต่าง มองท้องฟ้าที่เริ่มเปิดออกหลังฝน ดาวดวงแรกค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากหลังก้อนเมฆ
เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงตอบรับงานนี้
ค่าจ้างเพียงสองร้อยตำลึง
เส้นทางอันตราย
ลูกค้าที่เต็มไปด้วยความลับ
ไม่มีเหตุผลใดสมเหตุสมผลเลย
แต่ในตอนที่เขามองเห็นดวงตาของซูหลิงเยิ่นในตรอกฝนนั้น — ดวงตาของคนที่หวาดกลัวแต่ยังไม่ยอมแพ้ — มีบางสิ่งในใจที่เงียบงันมานานขยับขึ้นมาอีกครั้ง
สิ่งที่เขาคิดว่าตายไปแล้ว พร้อมกับทุกชีวิตในสำนักไท่อวี้
บางทีมันอาจยังไม่ตาย
บางทีมันอาจเพียงหลับใหลอยู่เท่านั้น
เว่ยหันเฉินปิดหน้าต่าง ก่อนล้มตัวลงบนเตียงแข็ง หลับตาลงช้า ๆ
พรุ่งนี้ก่อนฟ้าสาง
และสำหรับตอนนี้ เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว
อีกสองห้องถัดไป ซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่บนพื้นห้องพัก หลังพิงขอบเตียง มองเพดานมืดเงียบงัน
มือซ้ายของนางแตะบริเวณอกด้านซ้าย ใต้ผ้าพันแผลที่ซ่อนเอาไว้
มีบางอย่างอยู่ที่นั่น
บางอย่างที่ติดตัวนางมาั้แ่จำความได้
มันจะอุ่นขึ้นเล็กน้อยเมื่ออันตรายใกล้เข้ามา และเย็นลงเมื่ออยู่ในสถานที่ปลอดภัย
คืนนี้ มันอุ่นเพียงเล็กน้อย
ไม่ร้อน
ไม่เย็น
ซูหลิงเยิ่นไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด ไม่รู้ว่ามาจากไหน รู้เพียงว่ามันอยู่กับนางมาตลอดชีวิต ราวกับมีใครบางคนฝากบางอย่างเอาไว้ในร่างของนาง
และในทุกคืนก่อนหลับ นางมักมีความรู้สึกประหลาดเสมอ
ราวกับมีใครบางคนเฝ้ามองนางอยู่จากที่ไกลแสนไกล
คนที่นางไม่รู้จัก
แต่กลับรู้จักนางเป็อย่างดี
ซูหลิงเยิ่นค่อย ๆ หลับตาลง
พรุ่งนี้ก่อนฟ้าสาง