อื่อ~ อ้า… อื้ม… อ่าส์…
เสียงครางกระเส่าแ่เบาที่หลานเมิ่งอีได้ยินเป็ประจำในทุกคืนชวนให้เธอจำต้องขมวดคิ้วมุ่นและอดทอดถอนใจออกมาไม่ได้ที่ต้องมานอนฟังอะไรแบบนี้สำหรับคนอื่น ๆ ที่ได้ยินเสียงครางกระเส่าเ่าั้อาจอดไม่ได้ที่จะคล้อยตามไปกับความอ่อนไหวระหว่างชายหญิงกระทั่งเกิดอารมณ์ทางเพศในที่สุด
แต่สำหรับหญิงสาววัยสิบแปดปีอย่างหลานเมิ่งอีนับว่าตรงกันข้ามเพราะนอกจากไม่เกิดอารมณ์ทางเพศใด ๆ แล้วหลานเมิ่งอียังรู้สึกเบื่อหน่ายจนอยากหนีออกไปให้พ้น ๆ จากที่นี่อีกต่างหาก
เธอไม่ใช่ว่าตายด้านหรอกนะแต่คนเราเนี่ยเมื่อได้ยินเสียงครางอ่อน ๆ แบบนี้ทุกคืนติดต่อกันเป็ระยะเวลานาน ๆก็ไม่แปลกที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายและรู้สึกหนวกหูเหมือนอย่างที่เมิ่งอีกำลังเป็อยู่
แต่ก็นะ…โลกแห่งความจริงมันไม่ได้สวยงามและไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นดังนั้นสิ่งที่เมิ่งอีพอจะทำได้ในเวลานี้ก็คงเป็การทำใจยอมรับและทำตัวให้คุ้นชินกับวงจรชีวิตบัดซบในค่ายกักกันแห่งนี้
อืม… เพียงแค่คิด…ว่าต้องทนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสักราว ๆ ครึ่งปีหลานเมิ่งอีคนนี้ก็แทบอยากกลั้นใจตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปซะ แต่ก็นะ…พอบทจะตายเข้าจริง ๆ ก็ดันกลัวตายขึ้นมาซะได้ ชีวิตหนอชีวิตช่างยากลำบากซะจริง!
หลานเมิ่งอีลุกออกจากเตียงนอนอย่างเงียบเชียบและแ่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะไม่อยากขัดจังหวะความสุขของหญิงชายหลายคู่ที่กำลังหมกมุ่นกับการทำเื่อย่างว่าหลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาทีหลานเมิ่งอีก็เดินพ้นจากโรงนอนรวมขนาดใหญ่แล้วเดินตรงดิ่งไปหาต้นแปะก๊วย ที่อายุน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบปีเพราะมันต้นใหญ่มากหลานเมิ่งอียืนเท้าเอวก้ม ๆ เงย ๆ อยู่พักหนึ่งจากนั้นก็ตัดสินใจปีนป่ายขึ้นไปนั่งหย่อนขาอยู่บนกิ่งต้นแปะก๊วยอย่างคล่องแคล่วว่องไว
นี่หากบอกว่าหลานเมิ่งอีมีเชื้อสายเป็ลิงเป็ค่างแล้วล่ะก็เดาว่าคงไม่มีใครนึกแปลกใจเลยสักนิด เพราะเธอปีนต้นไม้เก่งมาก!
“โลกในทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปมากจริงๆ”
หลานเมิ่งอีนั่งรับลมอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่พลางทอดมองไปยังนอกสันกำแพงสูงทิวทัศน์บ้านเมืองที่เคยสวยงามหรูหราตอนนี้กลับกลายเป็ซากปรักหักพังที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนสามารถอาศัยอยู่ได้บ้านเมืองที่เคยมีชีวิตชีวา กลับกลายเป็บ้านเมืองที่รกร้างเก่ากรังรายล้อมไปด้วยซากซอมบี้ผีดิบจำนวนมาก
ส่วนสาเหตุที่ทำให้โลกทั้งใบกลายเป็แบบนี้ก็คือ…
เมื่อสามปีก่อนนักข่าวทุกสำนักรายงานข่าวตรงกันว่า เวลาตีสามเศษ ๆของวันหยุดสุดสัปดาห์ ได้มีวัตถุประหลาดพุ่งตกลงมาในโลกใบนี้และแน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงแค่พวกนักวิทยาศาสตร์ที่ลุกฮือขึ้นมาให้ความสนใจกับข่าวคราวนี้คนทั่วทั้งโลกต่างรอฟังข่าว ว่าแท้จริงแล้ว วัตถุประหลาดชิ้นนั้นคืออะไรกันแน่ใช่อากาศยานขับเคลื่อนของพวกมนุษย์ต่างดาวเหมือนที่ผู้หญิงคนหนึ่งเคยทำนายไว้หรือเปล่า?
ผู้หญิงคนนั้นอ้างว่าตนเองเคยตายแล้วฟื้นพอฟื้นกลับมามีลมหายใจได้อีกครั้ง ในโสตสมองของเธอก็มักฉายภาพเหตุการณ์แปลก ๆขึ้นมาให้เห็นเป็ครั้งคราว ซึ่งเหตุการณ์เ่าั้ก็มักเกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมา
ผู้หญิงคนนั้นไม่เคยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองกันแน่จนกระทั่งคืนหนึ่งได้นิมิตเห็นเทพรูปงามองค์หนึ่งและเทพองค์นั้นก็ได้แจกแจงเหตุผลทุกอย่างให้เธอฟังด้วยเหตุนี้เองเธอจึงได้รู้ว่าตนเองคือผู้ที่ถูกเลือกให้สามารถมองเห็นอนาคตได้
แต่ทว่าพร์ที่เหนือธรรมชาติเ่าั้ก็ย่อมต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งเงื่อนไขที่ว่านั่นก็คือ…ทุกครั้งที่หยั่งรู้เื่ราวในอนาคต อายุขัยของเธอก็จะสั้นลงเรื่อย ๆส่วนจะสั้นลงกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ล้วนไม่มีใครตอบข้อสงสัยข้อนี้ได้
่แรก ๆ ที่เธอออกมาพูดเื่ความสามารถเหนือธรรมชาติของตัวเองและออกมาเตือนภัย แน่นอนว่าหนีไม่พ้นถูกผู้คนพูดจาดูถูกดูแคลนสารพัดบอกว่าเธอเป็พวกต้มตุ๋นลวงโลก ที่วัน ๆ ไม่รู้จักออกไปทำมาหากินถนัดแต่หากินกับความเชื่อของมนุษย์
และใช่! โลกปี 2020 แทบไม่มีใครมานั่งเชื่อคำทำนายของหมอดูกันแล้วพวกเขาต่างเชื่อถือในข้อมูลที่มีเหตุผลรองรับเท่านั้นแม้ยังมีคนที่เชื่อถือในคำพูดของหมอดูอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็เพียงคนกลุ่มน้อย
ด้วยเหตุนี้เองหญิงวัยห้าสิบปีผู้หยั่งรู้อนาคตจึงเลือกจดบันทึกทุกอย่างที่ตนเองพอจะระลึกได้ไว้ในสมุดเก่าๆ เล่มหนึ่ง จากนั้นก็เอาสมุดเล่มนั้นไปสอดแทรกไว้ในชั้นหนังสือที่หอสมุดประจำมณฑล
เธอได้แต่หวังว่า…สักวันหนึ่งจะมีคนมาค้นพบสมุดเล่มนี้ และได้แต่หวังว่า…สักวันหนึ่งสิ่งที่ตนเองจดบันทึกไว้ในสมุดเล่มนี้จะสามารถเตือนภัยและสามารถช่วยชีวิตใครหลายคนไว้ได้
หลังจากนั้นเพียงแค่หนึ่งเดือนเศษๆ หญิงวัยห้าสิบปีที่ไม่มีลูก ไม่มีสามี ก็ได้ตายจากโลกนี้ไปอย่างสงบ
และกว่าจะมีคนมาค้นพบสมุดบันทึกเล่มนั้นเวลาก็ล่วงเลยผ่านมานานแรมปี และหลาย ๆเหตุการณ์ที่ถูกจดบันทึกไว้ก็เกิดขึ้นจริงตามนั้นคนที่พบสมุดบันทึกเล่มนี้คือบรรณารักษ์สาวที่ทำงานอยู่ในหอสมุดประจำมณฑล
เมื่อบรรณารักษ์สาวอ่านลายมือที่งดงามประณีตในสมุดบันทึกเล่มนั้นเธอก็ััได้ถึงความตั้งใจของผู้เขียนและเธอก็รู้ด้วยว่าสมุดเล่มนี้ไม่ใช่ของหอสมุดอย่างแน่นอนเพราะหนังสือของหอสมุดทุกเล่มจะมีเลขรหัสระบุไว้ชัดเจน แต่สมุดเล่มนี้ไม่มี
ถือว่าโชคดีอย่างหนึ่งที่หน้าสุดท้ายของสมุดเล่มนี้มีวันที่ระบุเอาไว้ชัดเจนด้วยอยากรู้ว่าใครเป็ผู้เขียนและอยากรู้ว่าใครเป็คนเอาสมุดเล่มนี้เข้ามาในหอสมุดเธอจึงเอาวันที่ที่ระบุอยู่ในหน้าสุดท้ายของสมุดไปกรอหาภาพในกล้องวงจรปิด
และแล้วเธอก็ได้รู้ว่า…สมุดเล่มนี้ถูกผู้หญิงวัยราว ๆห้าสิบปีคนหนึ่งเอาเข้ามาไว้ที่นี่ั้แ่เมื่อหนึ่งปีก่อนแล้วหลังจากนั้นเ้าตัวก็ไม่เคยปรากฏตัวหรือมาที่นี่อีกเลยบรรณารักษ์สาวเก็บสมุดเล่มนั้นไว้กับตัว และเอาไปให้เพื่อนสนิทดูก่อนจะได้รับคำตอบชวนอึ้งกลับมาว่า!
สิ่งที่ถูกจดบันทึกไว้ในสมุดเล่มนี้มี 8 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วและตรงกับที่ถูกจดบันทึกเอาไว้ทุกอย่างโดยไม่มีจุดไหนผิดเพี้ยนเลยแม้แต่จุดเดียวฉะนั้นทุกตัวอักษรที่ถูกจดบันทึกไว้ในสมุดเล่มนี้ย่อมไม่ใช่เื่บังเอิญอย่างแน่นอน!
เพื่อตามหาผู้เป็เ้าของสมุดบันทึกเล่มนี้นักข่าวสาวที่เป็เพื่อนสนิทของบรรณารักษ์สาวจึงโพสต์เื่นี้ลงในโซเชียลมีเดีย ซึ่งหลังจากนั้นเพียงแค่สี่ชั่วโมงเื่ราวที่เ้าตัวโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียก็กลายเป็ข่าวใหญ่โตและมีแอคเค้าท์หนึ่งออกมาให้ข้อมูลว่าเธอเป็เ้าของอพาร์ทเม้นท์ที่ผู้หญิงวัยห้าสิบปีซึ่งเป็เ้าของสมุดเล่มนั้นอาศัยอยู่และยังให้ข้อมูลอีกว่า ผู้หญิงคนนั้นเสียชีวิตไปแล้วั้แ่เมื่อหนึ่งปีก่อน
นับั้แ่นั้นเป็ต้นมา…ชื่อของป้าลู่หงก็เป็ที่จดจำมาจนถึงทุกวันนี้และสิ่งที่ป้าลู่หงจดบันทึกไว้ก็ค่อย ๆ เกิดขึ้นมาทีละเหตุการณ์ กระทั่งดำเนินมาถึงเหตุการณ์สุดท้ายที่ป้าลู่หงได้บันทึกไว้ซึ่งนั่นก็คือ… วันสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์!
ใช่แล้วล่ะ!สิ่งที่พุ่งมาจากท้องฟ้า และตกลงมาบนพื้นโลกก็คืออากาศยานขับเคลื่อนของพวกมนุษย์ต่างดาวจริง ๆ ด้วยจุดประสงค์ของพวกมันคงหนีไม่พ้นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างแน่นอนเพราะไม่อย่างนั้นมันจะยัดแท่งมวลสารเรืองแสงหน้าตาประหลาด ๆนั่นลงไปในอากาศยานไร้คนขับ แล้วส่งมายังโลกมนุษย์ทำไมกัน?
เมื่อนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุก็เร่งทำการตรวจสอบซากวัตถุโดยรอบอย่างละเอียด และดำเนินการอย่างถี่ถ้วนทุกขั้นตอนแต่แล้วใครจะไปคาดคิดว่า ทันทีที่สามารถเปิดประตูอากาศยานทรงกลมคันนั้นได้สำเร็จจู่ ๆ จะมีมวลสารเรืองแสงบางอย่างฉีดพ่นออกมาจากแท่งแก้วโปร่งแสงอย่างรวดเร็วมันรวดเร็วซะจน... ไม่มีโอกาสให้ได้ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ
เรียกได้ว่า!นักวิทยาศาสตร์ภาคสนามทุกคนที่ได้สูดดมมวลสารเรืองแสงเ่าั้เข้าสู่ร่างกาย อยู่ๆ ก็มีอาการตาค้าง ตัวแข็งชักเกร็ง และเกิดอาการคลุ้มคลั่งกะทันหันเมื่อเห็นท่าไม่ดีเข้าพวกนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในทีมเดียวกันที่ไม่ได้สูดดมมวลสารเ่าั้เข้าไปในร่างกายต่างก็รีบวิ่งกรูเข้ามาประคองร่างของเพื่อนร่วมงานที่กำลังร้องคำรามโหยหวนในลำคอคล้ายคนเสียสติ
แล้วหลังจากนั้นเพียงแค่ชั่วอึดใจเดียวเขาก็ถูกคนพวกนั้นรุมทึ้งรุมกัด และเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวพริบตาเดียวเท่านั้น... ชายคนนั้นก็มีสภาพไม่ได้ต่างจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆสักเท่าไหร่
‘นี่มันบ้าไปแล้ว!นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!!’
ชายคนขับรถวัยกลางคนที่เห็นเหตุการณ์อันน่าสยดสยองนี้กับตาตัวเองทุกอย่างไหนเลยจะอยู่ให้โง่ เพียงแค่คว้าพวงมาลัยได้เขาก็เหยียบคันเร่งจนมิดสุดฝ่าเท้าและมุ่งหน้ากลับไปยังสำนักวิจัยให้เร็วที่สุดเขาเร่งถ่ายทอดเื่นี้ให้หัวหน้าสำนักวิจัยฟังเพื่อที่จะได้รีบหาวิธีแก้ไขก่อนที่เหตุการณ์ทุกอย่างจะบานปลายและส่งผลกระทบเป็วงกว้าง
แต่ให้ตายสิวะ!!นอกจากไอ้หัวหน้าสำนักนักวิจัยอะไรนั่นจะไม่เชื่อคำพูดของเขาซึ่งเห็นเป็แค่คนขับรถทั่วๆ ไป ไม่เร่งหาทางแก้ไขปัญหา ไม่รีบทำอะไรสักอย่าง มันยังหาว่าเขากุเื่ไม่เป็เื่ขึ้นมาโกหกอีก
แล้วขอถามสักคำหน่อยเถอะ!เขาจะเอาเื่คอขาดบาดตายพวกนี้มาพูดล้อเล่นไปทำไมกัน?
ไม่รู้ว่า…ไอ้ตำแหน่งหัวหน้าสำนักวิจัยอะไรนี่ ใช้ความสามารถแลกมา หรือแค่จับฉลากได้มากันแน่
ในเมื่อพึ่งหัวหน้าสำนักวิจัยไม่ได้ชายคนขับรถวัยกลางคนจึงรีบขับรถบึ่งไปยังสถานีโทรทัศน์และถ่ายทอดทุกอย่างที่รู้มาให้นักข่าวทุกสำนักฟัง แน่นอนว่า!เพียงแค่ชั่วโมงเดียวสิ่งที่เขาบอกกับนักข่าวทุกสำนักก็กลายเป็ข่าวใหญ่โต
แต่ทว่านั่นก็ช้าไปหลายก้าวอยู่ดี!เพราะตอนนี้เริ่มมีชาวบ้านหลายคนถูกนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนั้นไล่กัดและชาวบ้านคนที่ถูกกัดต่างก็มีสภาพไม่ได้ต่างไปจากนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนั้นไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
กระทั่งสามปีต่อมา…โลกใบใหญ่ที่เคยมีชีวิตชีวา ก็ได้กลายเป็อย่างที่หลานเมิ่งอีเห็นมันพังเละเทะไม่เป็ท่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเหลือรอดอยู่หลังกำแพงสูง ดังนั้นค่ายกักกันแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนบ้านหลังสุดท้ายของหลานเมิ่งอีและคนอื่นๆ อีกหลายร้อยชีวิต