ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า

    ตอนที่ 40 : ข่าวลืออันน่าสงสัย ?


    “มาเเล้วรึ เข้ามาสิ!” น้ำเสียงทรงอำนาจดังออกมาจากหลังประตูห้องอันหรูหรานี้

    ฉางกวงที่ได้ยินเช่นนั้นก็จ้องมองยังประตูด้วยเเววตาลึกล้ำ เจียงหวงที่อยู่ข้าง ๆ เองสีหน้าก็ดูเคร่งครึมขึ้นไม่น้อยเลย


    ผู้ส่งสารทั้ง 2 ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เเต่ก็ตั้งสติอย่างรวดเร็วคนหนึ่งไปเปิดประตูอย่างช้า ๆ ส่วนอีกคนก็เอ่ยเชิญทั้งสองด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    ภาพที่ฉางกวงกับเจียงหวงเห็นเมื่อเข้าไปนั้น เรียกได้ว่าดูทรงอำนาจอย่างยิ่ง ในห้องนั้นประกอบไปด้วยโต๊ะไม้อันปราณีตงดงาม รูปที่อยู่ด้านข้างเเต่ละรูปยิ่งเพิ่มความหน้าเกรงขามขึ้นไม่น้อย ชั้นหนังสือที่วางตัวเป็นระเบียบเรียบร้อย  เเละก็ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังพลิกดูเอกสารอย่างเรียบเฉย ไม่สนใจพวกฉางกวงเลยเเม้เเต่น้อย  ดั่งที่ไม่มีใครสามารถรบกวนเขาได้ 


    “เออ ท่านหัวหน้าสมาคม พาเข้ามาเเล้วขอรับ” ผู้ส่งสารคารวะด้วยความนอบน้อม


    “เอาล่ะ พวกเจ้าออกไปได้” ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมาชั่วครู่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

    ผู้ส่งสารทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็ตัวสั่นสะท้านเล็กน้อยรีบเดินออกไปโดยทันทีไม่กล้ารั้งรอเเม้เเต่เสี้ยวอึดใจเดียว


    “คารวะหัวหน้าสมาคม” ฉางกวงกับเจียงหวงไม่กล้ารอช้ารีบประสานมือคารวะอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงดูนอบน้อมอย่างยิ่ง


    “ไม่ต้องมากพิธี” ชายวัยกลางคนโบกมือให้ทั้งสองลดมือลง

    ทั้งสองเห็นเช่นนั้นก็นำมือลงอย่างรวดเร็ว ฉางกวงอดจะมองไปยังรอบ ๆ ห้องไม่ได้  ด้วยความหรูหราระดับนี้ ไม่มีที่เเห่งใดเลยที่เขาเคยเห็นเเล้วหรูหรามากเช่นนี้มาก่อน


    เจียงหวงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อดที่จะยืนตกตะลึง อารมณ์เเสดงออกทางสีหน้าอย่างหาดูได้ยาก นี่ก็เเสดงให้เห็นถึงความหรูหราของห้องประจำตำเเหน่งหัวหน้า เเสดงถึงพลังอำนาจของหัวหน้าสมาคมอย่างยิ่งยวด

    หัวหน้าสมาคมที่นั่งอยู่บนโต๊ะ ก็พลิกเปิดเอกสารไม่ได้เอ่ยอันใดอีกเลย

    ตอนเเรกทั้งสองก็ยืนนิ่งรอด้วยความสงบเรียบร้อย เเต่พอผ่านไปได้ครึ่งชั่วยามเเล้วเเต่ก็ไม่มีปฎิกิริยาตอบโต้ใด ๆ จากอีกฝ่ายเลย


    “ท่านผู้อาวุโสขอรับ ท่านเรียกพวกข้ามามีเรื่องอันใดรึขอรับ” ฉางกวงน้ำเสียงเรียบเฉย


    “ข้าได้ยินมาจากเเขกอาวุโสเเล้วว่าพวกเจ้าคือศิษย์ของเขา ข้าต้องการให้พวกเจ้าไปทำงานร่วมกับกลุ่มสมาคมค่ายกล” ชายวัยกลางคนไม่เเม้เเต่เงยหน้าขึ้นมามองเลยด้วยซ้ำ พลิกดูเอกสารเหมือนเคย


    “ใช่ขอรับ” ฉางกวงหันไปมองหน้าเจียงหวง อีกฝ่ายก็สบตากันอย่างมึนงงไม่เข้าใจว่าเเล้วเกี่ยวกับพวกเขาอย่างไร


    “พวกเจ้าคงสงสัยสินะว่าทำไม ก็เพราะเขาฝากฝังให้ข้าฝึกพวกเจ้าเยี่ยงไรเล่า” คล้ายกับคาดเดาความคิดของพวกเขาได้  หัวหน้าสมาคมอักขระเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    ฉางกวงได้ยินเช่นนั้นสีหน้าดูอ่อนเเรงลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเจียงหวงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เเม้สีหน้าจะเรียบเฉย เเต่ในใจก็อดจะรู้สึกระอากับอาจารย์ของตนอย่างห้ามไม่ได้ ทั้งสองจึงพยักหน้าตอบรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


    “อ้อ เเล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่ง…” เเววตาของหัวหน้าสมาคมเเฝงเเววหยอกเย้า ทำให้ฉางกวงอดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่ได้


    “อาจารย์ของพวกเจ้าบอกกับข้ามาว่า ถ้าจะให้ดีขอให้พวกเจ้าเจอปิ๊ง ๆ เร็ว ๆ เข้านะ เเถมกำชับมาด้วยว่าศิษย์หญิงสมาคมค่ายกลเด่นไม่เเพ้เเม่สาวสมาคมปรุงยาเลย” ชายวัยกลางคนน้ำเสียงกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ มองทั้งสองอย่างปลงอนิจจัง


    “หน็อย เจ้าอาจารย์บ้านี้ เอะอะก็หาคู่บำเพ็ญให้ใหญ่เลยนะ คิดว่าพวกข้าไม่มีปัญญาจะหารึไง” ฉางกวงอดที่จะแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าไม่ได้ เจียงหวงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้าก็เหยเกคล้ายกับว่าเรื่องนี้เขาไม่รู้จะเอ่ยอันใดได้


    “เเถมบอกด้วยว่าเจ้าหนุ่มฉางนั้นไร้วาสนาอย่างยิ่งไร้คู่วาสนาชะตาอาภัพยิ่งนัก ส่วนเจ้าหนุ่มเจียงนั้นสีหน้าของเขาเเข็งดั่งก้อนหินเยี่ยงนี้เหล่าศิษย์หญิงจะมาสนใจได้เยี่ยงไร จึงเน้นย้ำกับข้ามาเป็นพิเศษเลยว่าเขาสงสารศิษย์ของเขายิ่งนัก”  ชายวัยกลางคนเอ่ยพลางถอดทอนหายใจ


    ทั้งสองที่ได้ยินอย่างนี้ในใจก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง เเต่ภายนอกก็ปรับอารมณ์ของตนเองให้ดูเป็นปกติ


    “เอาล่ะ พวกเจ้าไปได้เลย นำเอากสารนี้ไปยื่นที่สมาคมค่ายกล เเล้วจะมีคนมานำทางให้พวกเจ้าเอง” 

    ชายวัยกลางคนพลันยื่นเอกสารอันหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะให้ทั้งสองอย่างรวดเร็ว  เอกสารนี้มีตราสมาคมอักขระเเละตราสมาคมค่ายกลอย่างชัดเจน 


    ทั้งสองเมื่อเก็บเอกสารมาก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม จึงรีบเอ่ยร่ำลาอย่างนอบน้อม  ก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกไปจากห้องนั้นเอง


    “พวกเจ้าต้องจำเอาไว้ว่าเอกสารที่ข้าให้ไป ห้ามทำหายโดยเด็ดขาด” หัวหน้าสมาคมอักขระน้ำเสียงจริงจัง


    “ขอรับ” ฉางกวงกับเจียงหวงตอบรับพร้อมกัน ฉางกวงถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าจะต้องมีเรื่องกระทบอันใดกันซะอีก

    ไม่มีก็ดีเเล้ว ทั้งคู่พลันมุ่งหน้าไปสู้สมาคมค่ายกลอย่างรวดเร็ว



    สมาคมทั้ง 4 นั้นตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันมากนัก ทั้งสองเดินไปไม่ถึงช่วงจิบชาก็พลันเห็นตึก ๆ หนึ่งที่ดูใหญ่ไม่น้อยกว่าตึกสมาคมอักขระเลยเเม้เเต่น้อย ตึกนี้มองจากภายนอกเเม้จะดูเหมือนตึกธรรมดา ๆ ทั่วไปเเต่ถ้าคนที่มีความรู้ค่ายกลพอสมควรจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่รอบ ๆ ตัวตึกสมาคมค่ายกล ตรงด้านหน้าตึกมีมีสัญลักษณ์เป็นวงเเหวนล้อมรอบสายธาราดูเด่นชัดถนัดตา


    “ถึงข้าจะรู้สึกได้ว่าตึกหลังนี้ไม่ธรรมดา เเต่ถ้าถามถึงความน่าเกรงขามของตึกสมาคมอักขระที่มีลายอักขระล้อมรอบตัวอาคารนั้นจะดูเด่นกว่าไม่น้อย” ฉางกวงที่มองยังตึกอย่างเงียบ ๆ พลางเดินเข้าไปในตึกสมาคมค่ายกลกับเจียงหวงอย่างเงียบ ๆ

    กำลังจะเดินผ่านโถงหน้าสมาคมค่ายกลอยู่นั้นเอง


    “พวกเจ้าหยุดอยู่ตรงนั้น พวกเจ้ามาทำอันใดที่นี่” ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ประจำจุดต้อนรับเอ่ยถามทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉย

    ผู้อาวุโสผู้นี้ตั้งเเต่เห็นทั้งสองเดินเข้ามาเเล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนของสมาคมค่ายกล ด้วยชุดเเต่ละสมาคมจะมีความเเตกต่างกัน  เรื่องนี้จึงสังเกตได้ไม่ยากเลยเเม้เเต่น้อย


    “เออ คือว่าพวกข้าได้รับคำสั่งจากสมาคมอักขระมาช่วยเหลือสมาคมค่ายกลน่ะขอรับ” ฉางกวงคารวะพลางหยิบเอาใบที่ได้มาจากหัวหน้าสมาคมอักขระยื่นให้กับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

    ผู้อาวุโสต้อนรับหยิบใบนั้นขึ้นมาพิจารณาอยู่ชั่วครู่ จึงเอ่ยกับทั้งสองอย่างเรียบเฉยว่า “พวกเจ้ามีตราประจำสำนักรึไม่”


    เเม้ว่าในใจฉางกวงจะรู้สึกว่ายุ่งยากจริง ๆ เเต่ก็หยิบตราหยกที่อยู่ในสาบเสื้อให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว เจียงหวงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยื่นตราหยกให้ด้วยท่าทีนิ่งเฉย

    ผู้อาวุโสฝ่ายต้อนรับหยิบตราขึ้นมาดูพยักหน้าตอบรับ พลางยื่นตราสำนักกลับคืนให้ทั้งคู่


    “พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้ซักครู่ เดี๋ยวจะมีคนนำทางมาหา” พอผู้อาวุโสผู้นี้เอ่ยจบก็ไม่สนใจทั้งสองอีก

    ฉางกวงกับเจียงหวงก็ยืนรออยู่เงียบ ๆ จนกระทั่งผ่านไปได้ 2 เค่อ ก็พลันมีคนผู้หนึ่งเดินไปหาทั้งคู่ด้วยท่าทีรีบร้อน


    “ขออภัยพวกท่านด้วยที่ข้ามาช้า ตามมาเลยขอรับ” คนผู้นั้นออกเดินหน้าอย่างช้า ๆ กลัวว่าฉางกวงกับเจียงหวงจะเดินตามไม่ทัน


    เเต่นี่ยิ่งทำให้ฉางกวงรู้สึกหงุดหงิดในใจไม่น้อย เดินมาได้ชั่วเวลาจิบชาก็มาถึงยังห้องกว้างขวางเเห่งหนึ่ง

    ห้องนี้สามารถบรรจุผู้คนได้ถึง 50 คนโดยที่ 50 คนนั้นสามารถยืนได้โดยไม่เบียดกันเเม้เเต่น้อย   ในห้องนี้มีกลุ่มศิษย์สายนอกอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นศิษย์สายในอยู่ด้วย 2 3 คน


    ฉางกวงกับเจียงหวงก็ทำตามระเบียบปกติ ยื่นใบที่ได้มาจากหัวหน้าสมาคมอักขระ ศิษย์สายในก็พยักหน้าตอบรับ 

    ทั้งสองจึงรีบเข้ามาช่วยงานที่ศิษย์พี่สายในมอบหมายให้อย่างรวดเร็ว

    ฉางกวงเห็นซ่งหยวนกับเฉินเฟยเพียงเเวบหนึ่งเเต่ก็ไม่ได้เข้าไปทักทายกัน ด้วยห้องนี้ตอนนี้ค่อนข้างแออัด  เเล้วทั้ง 2 ฝ่ายก็อยู่ห่างกันไม่น้อย การเดินเข้าหากันจึงทำได้ยาก


    “ไหน ข้าไม่เห็นศิษย์หญิงอย่างที่ตาเฒ่านั่นเอ่ยเลย โดนจนได้ ไม่ใช่ละข้าจะคิดเยี่ยงนี้ได้ยังไงกัน ข้าผู้เเซ่ฉางนั้นไม่หมกมุ่นกับเรื่องเเบบนี้หรอก ต้องเป็นอิทธิพลของเจ้าตาเฒ่านั่นเเน่” ระหว่างที่ฉางกวงกำลังทำงานที่ได้รับมาอย่างเพลิน ๆ ความคิดนี้ก็ลอยเข้าหัวของเขา

    เขารีบสะบัดความคิดนี้ทิ้งอย่างรวดเร็ว คิดว่าตนเองนั้นได้ยินเรื่องน่าสนใจเข้าเเล้ว


    “เจ้าได้ยินข่าวลือรึเปล่าว่าช่วงนี้สมาคมค่ายกลใช้งบประมาณมากกว่าปกติ” 


    “ข้าว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับข่าวลืออีกข่าวหนึ่ง ที่ว่าสมาคมค่ายกลวางเเผนจะสร้างค่ายกลยักษ์ใหญ่อยู่” 


    “พวกเจ้าคิดว่าตนเองนั้นเป็นใคร มาเอ่ยวาจาเช่นนี้ได้ ระวังหัวบนบ่าเจ้าไว้ให้ดี” 


    “เจ้านี่ก็นะ ไม่กลัวภัยมาจากปากตนรึไร” 


    “เอาล่ะ พวกเจ้าทำงานต่อไปได้เเล้ว อย่ามัวเเต่อู้” ศิษย์สายในที่คอยคุมอยู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น


    “ขอรับ” ศิษย์ที่จับกลุ่มคุยกันเมื่อครู่พลันสลายกลุ่มกันอย่างรวดเร็ว เเต่ละคนรีบไปทำงานของตนเองอย่างเเข็งขัน


    “เรื่องนี้น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว” ฉางกวงคล้ายกับจะปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างได้ เเต่ก็ไม่มั่นใจมากนัก

    เขาเหลือบตาไปรอบข้าง เห็นเเววตาลึกล้ำของซ่งหยวนก็รู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

    เจียงหวงที่ได้รับงานใกล้ ๆ กันก็ทำงานอย่างขมักเขม้นไม่สนใจรอบข้างเลยเเม้เเต่น้อย


    พอมาถึงช่วงเย็น ศิษย์พี่ก็เอ่ยว่า “เอาล่ะ พวกเจ้าเเยกย้ายกันได้”


    บางคนที่ได้ยินก็รีบเก็บของกลับไปอย่างรวดเร็ว ฉางกวงกับเจียงหวงพอทำงานเสร็จก็ส่งใบที่ใช้ยื่นเข้ามาให้กับศิษย์สายในที่ควบคุมอยู่ลงชื่อรับรอง พอศิษย์พี่อ่านอยู่ชั่วครู่

    “พวกเจ้าไม่ต้องมาอีกเเล้วนะ ใบนั้นกำหนดไว้วันเดียว” ศิษย์พี่สายในพยักหัวให้กับทั้งสองพลางยื่นใบกลับคืนฉางกวงกับเจียงหวง


    “ในที่สุด…” ฉางกวงที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ก็อดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เเต่คิดถึงข่าวลือเมื่อตอนกลางวันเเละท่าทีเเปลก ๆ ของซ่งหยวน  เเต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสังหรณไม่ดี 


    “ยังไงก็ระมัดระวังตัวไว้ก่อน” ฉางกวงพึมพำอย่างเเผ่วเบาพลางเดินกลับไปพร้อมกับเจียงหวงอย่างเงียบ ๆ