หลังจากเสร็จศึกกับแก๊งมังกรโกเบ เทียนก็เตรียมตัวกลับเมืองไทย ทางท่านยามากูชิ ได้จัด นมญี่ปุ่น ที่เทียนชอบมาให้กินทั้งปี หนึ่งคันรถ และขอบฝากจากญี่ปุ่นอีก สองสามกล่อง เทียนกวาดนม และของฝาก ทั้งหมดหายไปในกระเป๋ามิติ สร้างความตกใจให้กับทุกคนยิ่งนัก
“ ลาก่อนทุกคน ไว้โอกาสหน้า คงได้เจอกันอีก” เทียนกล่าวลาทุกคน
ซึ่งท่านยามากูจิ เซโต้ ยูกิ และคนของแก๊งพยัคฆ์ โค้งคำนับน้อมส่งเทียนขึ้นรถด้วยความเคารพขั้นสูงสุด พอเทียนมาถึงสนามบิน ซินแสจงหมิงก็กล่าวว่า
“ อาจารย์น้อย ไม่คิดจะซื้อของฝากไปให้ใครบ้างเลยหรือ”
“ นั่นซินะ เกือบลืม ถ้าเช่นนั้น ก็ไปซื้อกันเลย” เทียนแวะร้านของฝากในสนามบินฮะเนดะ จนหมดเกลี้ยงร้าน ซินแสได้แต่ยืนยิ้มอย่างเดียวไม่พูดขัดอะไร
พอกลับมาถึงที่เมืองไทย ก็สี่ทุ่มกว่า แล้ว เทียนให้ซินแส กลับไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ให้ซินแสไปจัดการเรื่องโอนที่ดินให้เรียบร้อย พรุ่งนี้เช้าเขาจะไปที่ บ้านทหารญี่ปุ่นเอง เทียนกลับมาถึงบ้านแม่เจนยังไม่นอนห่วงเทียนจึง รออยู่
พอเทียนมาถึงแม่เจนก็กอดเทียนแน่น เทียนนำของฝากออกมาให้แม่มากมาย บอกให้แม่นำไปฝากท่านย่า และ คนอื่น ๆ แม่เจนเห็นของที่วางอยู่ในห้องรับแขก ก็ตกใจมากไม่รู้ว่าเทียนขนมาได้อย่างไร ทำไม ถึงมากมายขนาดนี้ แม่ชอบใจกับของมากมายจึงเรียกให้ป้าสะใภ้สามมาช่วยกันเลือก ป้าสะใภ้สามมาเห็นกองเครื่องสำอางน้ำหอม มากมายกองเต็มไปหมด ก็กรี๊ดแทบสลบ รีบเข้ามาบอกว่า เครื่องสำอางนี้คืออะไร ใช้อย่างไรกับแม่เจน เทียนเห็นเช่นนั้นคงคิดว่าคืนนี้ ทั้งคู่คงคุยกันทั้งคืนเป็นแน่ เทียนขอตัวไปพักผ่อนก่อน แม่เจนพยักหน้า แล้วบอกว่า ดีแล้วไปเถอะ โดยไม่ได้มองเทียนเลย
ตอนเช้าเทียนกำลังจะออกไปเรียนหนังสือ แม่เจนก็มารอถามเทียนด้วยความสงสัยบางอย่าง
“ เทียนบอกแม่มาตามตรง ของที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นป้าสามบอกว่า มันมีมูลค่ามากกว่า สิบล้าน บาท แม่แลกเงินให้ลูกไปแค่แสนเดียว ลูกไปเอาเงินมาจากไหนมาซื้อกันแน่”
“ มันมีแค่ขนม และพวกเครื่องสำอาง ไม่น่าจะถึง สิบล้านนะแม่” เทียนสงสัย
“ มันไม่ใช่แค่นั้น มันมีนาฬิกา เกือบสิบเรือน สร้อยคอ แหวนเพชร ยี่ห้อดังๆ ทั้งนั้น
ป้าสะใภ้สามบอกว่า มันมีมูลค่าหลายสิบล้าน ลูกไปเอาเงินที่ไหนมาซื้อ”
เทียนขอเข้าไปดูก็พบว่า เป็นกล่องที่ทางท่านหัวหน้าตระกูลโตโจ บอกว่าเป็นของฝากจากญี่ปุ่น เทียนนึกว่าเป็นขนม หรือว่าของกิน ไม่คิดว่าจะเป็นสมบัติมากมายเช่นนี้
“ เรื่องนี้ น่าจะเป็นคนไข้ของซินแส ให้มาเขาให้มาสิบกล่อง แล้วแบ่งมาให้ผมสองสามกล่อง ผมก็ไม่รู้ว่าของเป็นอะไร นึกว่าขนมเสียอีก” เทียนได้แต่บอกไปแบบนี้แม่เจนจะได้สบายใจ
“ เราคงต้องคืนซินแสจงหมิง ไม่เช่นนั้น พอเขามารู้ทีหลังมันไม่ดี”
“ แล้วแต่แม่เถอะครับ ผมไปก่อนนะ” เทียนหอมแก้มแม่ซ้ายขวา และรีบไปทันที
พอขึ้นรถเทียนก็บอกกับอาเปา กับ อาเปียวว่าตนจะไปธุระกับซินแส ไม่ต้องเป็นห่วง ทำธุระเสร็จแล้วจะกลับมาเรียน เทียนลงจากรถไม่ไปโรงเรียน แต่มาปรากฏตัวที่บ้านทหารญี่ปุ่น เทียนเดินเข้าไปในบ้าน ก็มีชายวัยกลางคนรีบเดินออกมาต้อนรับทันที
“ คุณชายน้อยเทียน เชิญเลยครับ” ลุงโยชิ เป็นคนที่ดูแลบ้านทหารญี่ปุ่นหลังนี้อยู่
“ สวัสดีลุงโยชิ” เทียนเขามาในบ้านใหญ่อีกครั้ง เทียนนั่งลงที่โซฟา แล้วเรียกให้ลุงโยชิมานั่งคุยกันก่อน
“ ที่นี่มีคนพักอยู่กี่คน”
“ มีผมกับลูกชาย และลูกสาวเท่านั้น” ลุงโยชิตอบด้วยความนอบน้อม
“ ผมจะพาแม่ลูกคู่หนึ่งมาอยู่ที่นี่ด้วย รบกวนลุงโยชิ ช่วยจัดสถานที่ให้พวกเขาด้วยนะ” เทียนคิดจะพา ป้าจิตกับน้องจูนมาอยู่ที่นี่ ไม่อยากให้อยู่ที่บ้านที่มีการ
แบ่งชนชั้น กันแบบนั้น
“ แล้วไม่ทราบคุณชายน้อยจะมาอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่าขอรับ”
“ ช่วยเตรียมห้องพักไว้ให้พี่ชายผมด้วย เขาชื่อ ซูเทียน ให้เขาอยู่ตึกสีเทาด้านในสุดก็แล้วกัน” ลุงโยชิฟังแล้วตกใจยิ่งนัก รีบบอกเทียนทันทีว่า
“ คุณชายน้อย ตึกนั้นเป็นตึกอาถรรพ์ ไม่มีใครกล้าไปนอนมานานมาก นายท่านรุ่นก่อนเลยห้ามใครเข้าไป ครั้งสุดท้ายมีเพื่อนของนายท่านเข้าไป ต้องไปนอนที่โรงพยาบาลอยู่หลายวันเลย”
“ ลุงโยชิไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ผมจะจัดการเอง เดี๋ยวผมไปดูตอนนี้เลยว่ามีปัญหาอะไรข้างในกันแน่ ดาบที่ว่ามารเข้าสิง ผมยังดึงออกมาได้เลย” เทียนบอกให้ลุงโยชิมั่นใจไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นเทียนก็เดินไปที่ตึกสีเทาด้านในสุดเพียงคนเดียว พอเข้าไปด้านในตัวตึก เทียนก็ใช้ดวงเนตรสวรรค์มองไปรอบๆ ก็พบว่ามีกลไกปิดเปิดประตูสำหรับทางลงไปในชั้นใต้ดิน
เทียนใช้มือหมุนเจกัน ประตูก็เปิดออก มีทางลงไปชั้นใต้ดิน เป็นบันไดที่มืดสนิท เทียนเดินลงไปไม่กี่ขั้น ก็ใช้มือเปิดสวิตซ์ไฟ ที่อยู่ด้านซ้ายมือ พอไฟสว่าง ก็พบว่าด้านในเป็นสถานที่กว้างขวาง พอสมควร ที่แท้ที่นี่น่าจะเป็นที่อยู่ หรือที่ทำงานของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะด้านบนเป็นสนามหญ้าที่เขียวขจี ใครจะไปรู้ว่าใต้ดินจะเป็นฐานบัญชาการใหญ่
เทียนเดินเข้าไปก็รู้สึกว่าออกซิเจนกลับไม่ลดลง กลับหายใจสดวกเหมือนอยู่บนด้านนอกเลย แสดงว่ามีท่อระบายอากาศไหลเวียนเป็นจำนวนมากแน่นอน เทียนเดินเข้าไปด้านในสุด ก็พบตู้เซฟขนาดใหญ่ เทียนสัมผัสได้ ถึงวิญญาณอาฆาต ที่อยู่ในบริเวณรอบๆ แห่งนี้ เทียนนำดาบมุรามาสะขึ้นมา มีวิญญาณอาฆาตออกมาปรากฏตัวมากมาย เป็นพวกทหารต่างชาติ บางคนมีเสื้อผ้าทหารขาดๆ บางคนก็มีแต่ผ้าปิดบังร่างกายแค่ชิ้นเดียว แต่ทุกคนมีร่างกายผอมแห้งจนเห็นกระดูก
แต่เทียนดูออกว่าพวกเขาเป็นพวกต่างชาติพวกยุโรปเป็นส่วนใหญ๋ พวกมันคงโกรธแค้น เจ้าของดาบเล่มนี้ หรือว่าดาบเล่มนี้เป็นคนปลิดชีวิตพวกมันทั้งหมด เทียนปล่อยแสงพุทธะ ออกไปทำให้วิญญาณทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้แตกสลายไปผุดไปเกิดจนหมดไม่มีเหลือ แต่มีวิญญาณอยู่ตนหนึ่งไม่ไปไหน กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเทียน เป็นทหารญี่ปุ่นคนหนึ่ง
“ ในที่สุดทายาทของตระกูลโตโจ ก็มาเสียที” ทหารญี่ปุ่นเอ่ยคำแปลกๆ เทียนสงสัย
“ ท่านเป็นพี่ใหญ่แห่งตระกูลโตโจ ในสมัยสงครามโลกใช่ไหม”
“ ใช่แล้ว พวกเราสามคนพี่น้อง ได้รวบรวมทองคำพวกของพวกต่างชาติชาวยุโรปที่มาทำมาหากินในเอเซีย แล้วกอบโกยทรัพย์สมบัติของชาวเอเซียไป พวกเรารวบรวมทองคำพวกมันมาไว้ที่นี่ ไว้ให้ลูกหลานชาวญี่ปุ่นมาเอาพวกมันไปใช้ในอนาคต”
“ ผมมาเพื่อจะช่วยปลดปล่อยคุณ ไปจากที่แห่งนี้ ผมต้องทำอย่างไรบ้าง” เทียนไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระอีก
“ เอาดาบมุรามาสะเล่มนี้เปิดประตูตู้เซฟ เข้าไปข้างในก่อน”
เทียนทำตามวิญญาณที่ทหารญี่ปุ่นบอก นำดาบเล่มนี้ เสียบเข้าไปในรูที่ทำมาเพื่อดาบเล่นนี้โดยเฉพาะ พอเสียบเข้ารูไป ประตูก็เปิดเองอย่างง่ายดาย ด้านในมีทองคำไม่ต่ำกว่า 20 ตัน มีแบงค์ดอลลาร์สหรัฐมากมาย แต่คงหมดอายุไปแล้ว
ขืนเอาไปใช้ คงได้ถูกตามสืบได้แน่ๆ ด้านในมีโครงกระดูกทหารญี่ปุ่นหัวขาด และมียันต์เวทย์กักขังวิญญาณเอาไว้ ไม่ให้ไปผุดไปเกิด เทียนใช้พลังแสงแห่งพุทธะ
ฉายผ่านดาบออกไปที่ร่างโครงกระดูก แล้วใช้ดาบมุรามะสะกรีด ยันต์กักขังจนขาดออกจากกัน ทำให้ร่างวิญญาณถูกปลดปล่อยออกมา
“ ฮ่า ฮ่า ขอบใจมาก ในที่สุดตระกูลโตโจของข้า ก็จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เจ้าหนูข้าไปล่ะ” ทหารญี่ปุ่นผู้นี้พูดจบ ร่างกายก็หายกลายเป็นกลุ่มควันหายไป แต่ไม่เป็นสะเก็ดดาวดวงเล็ก ๆลอยไปบนท้องฟ้า กลับเป็นฝุ่นควันถูกดูดลงไปในพื้นดินมีเสียงร้องโหยหวนตามมาอีกด้วย
“ เฮ้อ ที่เขาคงคิดว่าเราเป็นทายาทตระกูลโตโจ กระมัง เสียใจด้วยนะ”
เทียนได้แต่ปลดปล่อยวิญญาณให้ แต่ไม่รู้ว่า เขาจะได้ไปอยู่ที่ไหน ขึ้นอยู่กับบุญกรรมของแต่ละคนที่ทำเอาไว้ เทียนมองทองคำที่อยู่ตรงหน้า แล้วถอนหายใจไม่รู้ว่าทองคำมากมายเช่นนี้จะเอาไปทำอะไรดี ทองคำของจักรวรรดิเหวินจิ้งยังเหลืออีก 17 ตันก็ยังใช้ไม่หมดเลย ก่อนออกไปเทียนตั้งค่ายกลล่องหนเอาไว้ใครเข้ามาในนี้ก็ไม่มีทางที่จะเห็นประตูตู้เซฟขนาดใหญ่ที่เก็บทองคำเหล่านี้
เทียนขึ้นมาจากชั้นใต้ดินก็ทำการปิดประตูกลเรียบร้อย จากนั้นก็เดินออกมาพบกับลุงโยชิ ที่ยืนรออยู่ด้วยความกระวนกระวายใจด้วยความเป็นห่วง
“ คุณชายน้อยออกมาแล้ว ผมเป็นห่วงแทบตาย”
“ ผมบอกแล้ว ว่าไม่เป็นอะไร ว่าแต่ที่นี่มีรถหรือเปล่า” เทียนรีบเอ่ย
“ มีครับ มีรถตู้สองคัน แล้วรถเก๋งสองคัน”
“ ท่านยามากูชินี่ เตรียมพร้อมไว้ดีจริงๆนะ” เทียนรู้สึกขอบคุณจริงๆ
“ ใช่แล้วนายท่าน มาที่เมืองไทยบ่อย ๆ เลยต้องเตรียมรถพวกนี้ไว้ใช้จะได้ไปมาสดวก”
“ เอาเถอะ ไปส่งผมที่บ้าน แล้วผมจะให้ไปรับ ป้าจิตกับน้องจูนมาอยู่ที่นี่ซะเลย”
ลุงโยชิรีบนำรถตู้ออกมาทันที เทียนไม่กลับไปโรงเรียนเพราะว่าโรงเรียนคงเลิกแล้ว ระหว่างทางเทียนเอ่ยถามถึงค่าจ้างที่ลุงโยชิที่ผ่านมา
“ คุณชายน้อยไม่ต้องจ่ายอีกแล้ว นายท่านยามากูชิ สั่งเอาไว้ให้ดูแลคุณชายน้อยให้ดีที่สุด”
“ ผมจะให้เงินเดือนลุง และลูกทั้งสองคน เพราะลุงอยู่กับผมจะไปเบิกเงินท่านยามากูชิได้อย่างไร ผมจะให้เพิ่มเป็นสองเท่า ผมมีงานให้ลุงทำเพิ่ม ต่อไป ผมจะบอกอีกที ว่าแต่ลูกสาวกับลูกชายลุงทำอะไรอยู่ตอนนี้”
ลุงโยชิเลยไม่รู้จะปฏิเสธเทียนอย่างไร
“ ทั้งสองคนยังเรียนมหาลัยอยู่ครับ”
“ ไว้ทั้งสองคนเรียนจบก่อนค่อย ๆคุยกันอีกที”
เทียนมาถึงบ้านก็พบกับรถยนต์มาจอดมากกว่าปกติ มีคนหลายคนหน้าตาแปลกไม่คุ้นเลยสักคน เห็นพ่อเก้ากับแม่เจนยืนคุยกันกับป้าสะใภ้สาม เทียนยกมือไหว้สวัสดีทุกคน
“ อ้าวทำไมกลับมาเร็ว แล้วนี่อาเปากับอาเปียวไม่ได้กลับมาด้วยกันหรือ” แม่เจนสงสัยที่เทียนกลับมาเร็ว
“ พอดีผมกลับมาอีกคัน อีกสักครู่อาเปากับอาเปียวก็คงมาถึงครับ แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น คนพวกนี้เป็นใครกัน”
“ คนพวกนี้เป็นคนที่ทำงานในโรงงานบรรจุน้ำดื่ม พอดีโรงงานที่จะย้ายไปนั้น เป็นที่ของตระกูลหลี่ คณะกรรมการของตระกูลหลี่ ลงมติกันไม่ให้สร้างโรงงานบรรจุน้ำดื่ม เพราะทำไปแล้วมันไม่คุ้ม จึงสั่งให้ปิดกิจการ แล้วให้จ่ายเงินชดเชยตามกฏหมาย แล้วคนเก่าแก่พวกนี้เป็นคนของตระกูลเซี่ยของท่านย่าทั้งนั้น ก็เลยมาขอร้องให้ท่านย่าหาทางออกให้ ท่านย่าก็เลยไปขอให้ท่านปู่กับคนในตระกูลหลี่หาทางช่วยพวกเขา หรือลดขนาดองค์กรลงก็ได้ แต่อย่าให้ถึงกับยกเลิกกิจการเลย พวกเขาทำอาชีพนี้อย่างเดียวมา เกือบสี่สิบปี ให้พวกเขาเปลี่ยนอาชีพกระทันหัน พวกเขาปรับตัวไม่ทัน” พ่อเก้าเอ่ยออกมาอย่างเศร้าใจ
“ พวกเห็นแก่เงินกันทั้งนั้น พวกเขาจะยอมช่วยหรือ” เทียนเอ่ยออกมาแบบนี้ทั้งพ่อเก้าแม่เจน ป้าสะใภ้สามตกใจยิ่งนัก
“ พูดอะไรออกมาแบบนี้ หากท่านปู่ได้ยิน เดี๋ยวก็ได้โดนดุอีกหรอก” แม่เจนรีบเอ่ยเตือนเทียนทันที
ทันใดนั้น น้องจูนกำลังวิ่งไล่หมาพันธุ์ปักกิ่งที่แม่เจนเลี้ยงไว้ วิ่งเข้าไปในห้องโถงใหญ่ที่ทุกคนกำลังประชุมกันอยู่
“ จูจูน้อย อย่าวิ่งไป กลับมาเดี๋ยวนี้ น้องจูนเหนื่อยแล้วนะ” น้องจูนวิ่งเข้าไปในห้องโถงวิ่งไล่จับจูจูน้อย ล้มลุกคลุกคลานอย่างน่ารักน่าเอ็นดู โดยที่ไม่เห็นว่าผู้ใหญ่ กำลังคุยกันอย่างเคร่งเครียด
โดยที่แม่จิตรีบวิ่งตามพอจะเข้าไป เห็นผู้ใหญ่อยู่เยอะเลยไม่กล้าเข้าไปได้แต่ยืนรอด้านนอกแล้วเรียกน้องจูนให้รีบออกมาเบาๆ แต่ไม่ทันแล้ว ท่านปู่เห็นแบบนี้ก็โกรธจัด ลุงใหญ่เห็นท่านพ่อโกรธ ก็รีบบอกให้น้องจูนออกไปเล่นที่อื่น แต่อี้จิงกลับตะโกนใส่เสียงดังว่า
“ พ่อบ้านพาคน มาจับไอ้หมาเวรกับนังเด็กนี่โยนออกไปนอกบ้านเดี๋ยวนี้” น้องจูนจับเจ้าจูจูได้แล้วอุ้มเอาไว้ พอได้ยินเสียงดังเท่านั้นก็เริ่มเบะปาก แล้วร้องไห้เสียงดังออกมาทันที พ่อบ้าน กับเด็กรับใช้สองคนรีบมาเพื่อจะพาน้องจูนออกไปแต่ไม่ทันจะแตะต้องตัวน้องจูน เทียนก็ถีบเข้าหน้าอกพ่อบ้านกับเด็กรับใช้กระเด็นออกไป ทุกคนตะลึงไม่คิดว่าเทียนจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ต่อหน้า ทุกคนในตระกูล
เทียนไม่สนใจใครแล้วอุ้ม น้องจูนเดินออกไป แต่ไม่ทันจะได้ออกไป เสียงท่านปู่ก็ตะโกนออกมาว่า
“ หยุดนะ”
เทียนอุ้มน้องจูนกับหมาจูจูแล้วหันมามองหน้าท่านปู่ด้วยสายตาไม่กระพริบ
“ นี่แกกล้าช่วยคนนอกแล้วทำกับคนในตระกูลต่อหน้าฉันกับย่าแกอย่างนี้เชียวหรือ” ท่านปู่โกรธจนหน้าแดง
“ น้องจูนก็แค่เด็กอุปการะของผมไม่ใช่คนนอก และไม่เห็นต้องพูดจารุนแรงกันขนาดนี้ หากเด็กตกใจช็อคเป็นอะไรไปขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ” เทียนย้อนกลับไปไม่ลดละ ท่านย่ายังตกใจพูดอะไรไม่ออก
“ นี่หรือหลานชายคนเล็กของตระกูลหลี่ของเรา พี่ใหญ่ท่านสั่งสอนบุตรหลานได้ดีเหลือเกิน” น้องชายท่านปู่คนรองเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แดกดัน ท่านปู่ฟังแล้วยิ่งเดือดไปกันใหญ่ พ่อเก้ากับแม่เจนตกใจไม่คิดว่าเทียนจะกล้าทำเช่นนี้ ทั้งพ่อเก้าและแม่เจนก้มลงคุกเข่าต่อท่านปู่ขอโทษแทนเทียน
“ ท่านพ่อได้โปรดยกโทษให้อาเทียนด้วย เด็กมันพูดไปไม่คิด อาเทียนคุกเข่าขอโทษท่านปู่เดี๋ยวนี้” พ่อเก้าตะโกนสั่ง
“ ท่านพ่อลูกเคยบอกแล้ว คนที่ลูกคุกเข่าให้ได้ มีเพียง พ่อ แม่ และ ท่านอาจารย์เท่านั้น คนอื่นลูกทำไม่ได้ ไม่อยากให่ใคร เลือดออกจากทวารทั้งเจ็ดแล้วตายภายในสามวัน ท่านปู่ก็ทราบดี” เทียนพูดแบบนี้ออกไป ปู่สามน้องชายของท่านปู่อีกคนหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เกิดมาจนอายุปูนนี้เพิ่งได้ยินลูกหลานพูดแบบนี้ กับญาติผู้ใหญ่
เด็กอย่างเจ้ากล้าเอาเรื่องนี้มาขู่ ใครเชื่อก็บ้าแล้ว” ปู่สามหัวเราะเยาะแล้วมองหน้าปู่หลี่ซ่งเหมือนเป็นเรื่องขำขัน
“ นั่นนะซิ พวกเราเกิดมาเพิ่งได้ยิน ว่าลูกหลานกล้ากำแหง เอาคำพูดไร้สาระมาขู่เช่นนี้ พี่ใหญ่ช่างมีลูกหลานที่ประเสริฐแท้ ๆ” ปู่คนรองหัวเราะเยาะเพิ่มอีกคน
ปู่หลี่ซ่งถึงกับตบโต๊ะดังปัง แต่เทียนไม่หัวเราะดัวย ให้ป้าจิต มาอุ้มน้องจูนออกไป
แล้วเดินมายืนต่อหน้าท่านปู่ทั้งสองคน
“ ท่านปู่ทั้งสองกล้าให้ผมคุกเข่าต่อหน้าไหมล่ะ...”