นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 302 รวมตัว

        ตอนที่ 302 รวมตัว

         

         

        บนร่างของนิทานในเวลานี้มีทั้งละอองรูบีออนอันล้ำค่าสูงสุด วัตถุสมบัติอื่น ๆ ที่ดยุคเรนนัสช่วยหามาด้วยเส้นสายของตระกูลดยุครวมถึงเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง ในทีแรกเขาคิดว่าจะลองเข้าไปพูดคุยกับตระกูลบาเรนอย่างที่ไพลินแนะนำ แต่เพราะปริมาณสมบัติบนตัวทำให้นิทานเริ่มมีอาการโรควิตกอ่อน ๆ

         

        เขายกเลิกแผนแทบทุกอย่างก่อนชั่วคราว ความปรารถนาจะนำของเหล่านี้ไปฝากไว้ในที่ที่ปลอดภัยอย่างคลังของไพลินหรือผู้พันลาลันตาเอ่อล้นออกมาจนนิทานตัดสินใจรีบกลับนครรัตนะในคืนนั้นเลย

         

        ท้ายที่สุดแล้วคีตาก็ยังไม่ได้อาวุธประจำตัวที่มันต้องการ ดักลาสที่ไม่รีบจึงรับปากจะรังสรรค์ให้หากคีตาพบอาวุธที่มันต้องการแล้ว ระหว่างนี้นิทานจึงได้ซื้อสมบัติดาบใหญ่ระดับกึ่งอริยะมาชิ้นหนึ่งให้คีตาใช้ไปก่อน

         

        มันเป็นดาบที่ไม่มีคำแห่งพลังใด ๆ ถูกสลักไว้ มีดีเพียงแค่วัตถุดิบของดาบที่หลอมสร้างขึ้นมาจากกระดูกของวานรใต้สมุทร สัตว์อสูรที่มีกระดูกแข็งแกร่งทรงพลังมากพอจะต้านทานแรงดันน้ำลึกได้ไหว

         

        ด้วยขนาดของกระดูก ดาบใหญ่นี้จึงมีขนาดยาวกว่า 1.5เมตร และมีความกว้างกว่า 30เซนติเมตร ด้ามดาบถูกขัดให้เล็กลงเพื่อให้ง่ายต่อการคาบของคีตา น้ำหนักไม่มีผลอะไรต่อมันที่มีพละกำลังเหนือกว่านักสลักโททั่วไป โดยเฉพาะการควงฟันที่คีตาสามารถลดน้ำหนักของดาบได้ ขนาดค่อนข้างจะเทอะทะในสายตาของนิทานแต่ตัวคีตากลับชอบที่ใบดาบนั้นใหญ่จนสามารถใช้เป็นโล่ได้ในเวลาฉุกเฉิน

         

        การเดินทางด้วยนกยักษ์ 8ปีกไม่ทำให้นิทานสบายใจแต่อย่างใด เขาจึงเลือกจ่ายเงินไปกว่า 2แสนไกอาเพื่อขอใช้งานข่ายอาคมเคลื่อนย้ายของบาราทรัม มุ่งหน้ากลับสู่นครรัตนะโดยตรง

         

        เมื่อข้ามผ่านข่ายอาคมเคลื่อนย้าย ร่างของนิทานและคีตาก็หายวับไปในพริบตาที่มาถึงนครรัตนะ พลังจางหายถูกกางออก ลบตัวตนของทั้งสองให้หายไปจากการรับรู้ของผู้คน

         

        เจ้าหน้าที่ประจำการข่ายอาคมในวังนั้นมีสีหน้ามึนงงเล็กน้อย หากแต่พวกเขานั้นก็ฉลาดพอจะไม่ถามถึง ทำเป็นลืมถึงตัวตนของชายหนุ่มและสุนัขป่าสีดำที่หายไปในพริบตา

         

        คนที่สามารถใช้ข่ายอาคมเคลื่อนย้ายมาถึงข่ายอาคมหลวงในราชวังได้เช่นนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ในอีกทางด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่อีกคนผู้ทำหน้าที่จดบันทึกการใช้งานข่ายอาคมกลับหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจดจำใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นในเสี้ยววินาทีที่ร่างปรากฏขึ้นก่อนจะหายตัวไปได้

         

        แมลงตัวจิ๋วไต่ออกมาจากปลายนิ้วที่หลบซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ มันบินออกไปอย่างเงียบเชียบ มุ่งตรงไปยังราชวังหลักทางด้านหลัง

         

        --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

         

        นิทานเดินตัดผ่านเมืองอยู่ครู่ใหญ่ ระยะทางระหว่างอาคารของราชวังที่มีข่ายอาคมและเป้าหมายของเขานั้นค่อนข้างไกล ในยามวิกาลเช่นนี้เขาเลือกจะไต่ไปตามหลังคาบ้านเรือนเพื่อความว่องไว

         

        ร่างของทั้งสองหายเข้าไปยังศูนย์บัญชาการหน่วยพิทักษ์เมือง ตราประจำหน่วยพิทักษ์เมืองบนร่างทำให้พวกเขาสามารถผ่านการตรวจตราของข่ายอาคมเข้ามาได้โดยไร้การแจ้งเตือน

         

        เมื่อขึ้นไปยังห้องที่แสนคุ้นเคย ภายในจึงเป็นร่างของเหล่าคนที่นิทานคุ้นหน้าคุ้นตา

         

        “ไหนอะของฝาก” ไพลินพูดขึ้นอย่างรื่นเริง แบมือออกมาตรงหน้า บรรยากาศและความตึงเครียดของนิทานมลายหายไปอย่างง่ายดายเมื่อได้เห็นใบหน้ายิ้มแป้นและท่าทีไร้กังวลของสหายสนิท

         

        คีตาดูจะคิดถึงไพลินเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงมันก็กระโจนเข้าไปกอดร่างเล็กของเธอจนแน่น ร่างเล็กของไพลินหัวเราะร่วนยามเจ้าหมายักษ์บังเธอเสียมิด

         

        “ครับองค์หญิง ขนมขึ้นชื่อของบาราทรัม ลูกกวาดน้ำตาลกรวดอัดเม็ด” นิทานส่ายหน้าขำ โยนกล่องขนมกล่องหนึ่งที่มีสัญลักษณ์เป็นหญิงอ้วนยิ้มแป้นไปให้ไพลิน

         

        “แล้วของผมมีมั้ยครับพี่นิทาน” อินจันทร์ที่นั่งอยู่ไม่ห่างออกไปโบกมือไหว นิทานจึงโยนกล่องขนมอีกกล่องให้เด็กชายนัยน์ตาสีม่วงอ่อน 

         

        “ไม่เจอกันนานเลยนะคะคุณนิทาน” ชายหนุ่มน่ารักคนหนึ่งยืนยิ้มแป้นอยู่ไม่ไกล นิทานไม่พูดอะไร โยนกล่องขนมให้ฟาง หมิงตามไป

         

        ตัวฟาง หมิงนั้นเป็นตัวแทนกลุ่มการค้าฟางประจำสาขานครรัตนะ แม้จะไม่ใช่กลุ่มการค้าที่เทียบเท่าได้กับกลุ่มการค้าเชียนเป่าหรือกลุ่มการค้าอิสึกะแต่ก็เป็นแหล่งข้อมูลอันมีค่า

         

        ตัวนิทานเองนั้นไม่ค่อยเห็นด้วยนักเรื่องที่จะเชิญฟาง หมิงมา เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ยามเห็นชายหนุ่มน่ารักคนนี้ แต่ไพลินกลับยืนกรานว่าเธอนั้นเชื่อใจได้ และที่สำคัญคือแหล่งข่าวของกลุ่มการค้าฟางอาจมีข้อมูลที่นิทานตามหา

         

        “โอ๊ะ หวานจัง อร่อย!” ไพลินแกะกล่องขนมอย่างรื่นเริง ใช้มือหนึ่งหยิบลูกกวาดเม็ดสีน้ำตาลมาโยนเข้าปาก อีกเม็ดหนึ่งโยนให้คีตาที่กระโดดงับอย่างแม่นยำ "สบายดีนะคีตา!"

         

        "โฮ่ง!"

        คิดถึง! คิดถึง!

         

        “แด่ความรู้ในแผ่นกระดาษที่กว้างขวางราวผืนฟ้าค่ะ” ไลล่านั่งอยู่ข้างกายไพลิน เธอยังคงเป็นสตรีผู้เรียบร้อยและเต็มเปี่ยมไปด้วยความโอบอ้อมอารีเช่นเคย ทางด้านข้างคือเลโอที่ส่งยิ้มให้นิทานอย่างเป็นกันเอง

         

        “แด่อักษรในหยดหมึกที่ลึกล้ำดั่งห้วงสมุทรครับคุณไลล่า คุณเลโอ” นิทานย่อมไม่กล้าโยนขนมไปให้เธอ เขาจึงวางขนมลงบนโต๊ะอย่างสุภาพ แล้วจึงนำนิ้วแตะลงบนฝ่ามือ

         

        “เหนื่อยหน่อยนะคะคุณนิทาน องค์เดรฟัสจะรับวิญญาณบริสุทธิ์ของพวกเขาอย่างแน่นอนค่ะ” เลโอทักทายพลางสวดภาวนา องค์ชายจันทรกานต์ได้เริ่มแพร่ข่าวเรื่องหมู่บ้านเขาวัวเรียบร้อยแล้วเธอจึงได้รับรู้ถึงการสูญเสียครั้งใหญ่เช่นกัน

         

        "คนบาปเหล่านั้นย่อมต้องชดใช้ในดินแดนของทีรานค่ะ" เลโอกล่าวเสริม เธอคือนักบวชผู้ศรัทธาในความรู้และชีวิต เธอย่อมเกลียดชังผู้ที่พรากชีวิตบริสุทธิ์ 

         

        นิทานชะงักไปสั้น ๆ ก่อนจะฝืนปั้นยิ้มออกมา “ครับ เป็นเหตุการณ์ก่อการร้ายที่รุนแรงมากจริง ๆ” เสียงของนิทานสั่นเล็กน้อยยามพูดถึงเหตุการณ์ที่หมู่บ้านเขาวัว

         

        ด้วยนิสัยของเลโอ นิทานนั้นเข้าใจว่าเธอเพียงพยายามกล่าวปลอบเขาเรื่องเหตุการณ์นั้นในฐานะนักบวช เพียงแต่ในสถานการณ์ที่ตัวเลโอไม่รู้ความจริงว่าเขาคือสาเหตุที่ทำให้คนเหล่านั้นต้องตาย คำปลอบใจของเลโอกลับให้ผลที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

         

        “ขอบคุณ คุณโฮโจมากนะคะที่ช่วยจัดการเรื่องวัตถุดิบส่วนอื่น” องค์หญิงไพลินที่เห็นท่าทีของนิทานจึงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว เธอหันไปมองโฮโจผู้ที่ช่วยจัดซื้อวัตถุดิบบางส่วน

         

        เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อองค์หญิงผู้น่ารักหันมาพูดกับเขาโดยที่ไม่ทันตั้งตัว เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ไม่มีปัญหาครับ เมื่อได้ครบถ้วนแล้วจะรีบนำมาส่งครับ”

         

        นิทานกะพริบตาสองสามทีเพื่อตั้งสติของตนเองแล้วจึงหันไปทักทายโฮโจตามน้ำ ทุกคนในห้องนี้นอกเหนือจากไพลินและเพชฌฆาตแล้วไม่มีใครรู้รายละเอียดเชิงลึก พวกเขาเพียงรับทราบจากหน่วยข่าวกรองของขุมกำลังตนเองถึงเรื่องที่ชาวบ้านจำนวนมากเสียชีวิตเท่านั้น

         

        ขนมในมือของนิทานถูกแจกจ่ายจนครบตามจำนวนคน แต่มีเพียงไพลินเท่านั้นที่แกะกินในทันที

         

        ชายคนสุดท้ายราวกับรอให้ถึงตาของเขาอยู่เนิ่นนาน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครพูดอะไรแล้วเขาจึงพุ่งตัวเข้าไปจับมือของนิทานโยกไปมาอย่างต่อเนื่อง

         

        “คิดถึงมากเลยครับคุณนิทาน ปลอดภัยดีใช่มั้ยครับ ผมได้ข่าวเรื่องที่งานเลี้ยงของรานอส เททันแล้วน่ะครับ แหมคุณนี่ก็บ้าดีเดือดจริง ๆ นะครับเนี่ย ผมว่าแล้วว่าท่าทีนิ่ง ๆ ของคุณยังไงก็ไม่น่าจะใช่ ต้องแบบนี้สิถึงจะสมเป็นชาวไฟกัลป์!” เพชฌฆาตพูดรัวเร็วอย่างต่อเนื่องจนนิทานอดเบ้ปากไม่ได้

         

        ไม่ได้เจอแค่ไม่กี่วันเองนะ นิทานหัวเราะ 

         

        “นี่ของฝากของคุณกับคุณเฮเลนครับ” นิทานจงใจตัดบท หยิบยื่นหนึ่งในดาบรูปทรงยาวสำหรับแทงแบบฉบับของเผ่ารูเบียส 2เล่มและรูปสลักจากแร่หลากสีออกมามอบให้แก่เพชฌฆาต

         

        “ดาบนี้ลองเอาไปให้โอไรออนใช้ดูได้นะครับ เผื่อเขาจะสนใจ” นิทานชี้ไปยังดาบเล่มหนึ่งที่เล็กกว่าเล่มอื่น เพชฌฆาตรับทั้งสามอย่างมาด้วยความยินดี โดยเฉพาะรูปสลักจากแร่หลากสีนั้นที่เพชฌฆาตดูจะถูกใจเป็นพิเศษ เสียงพึมพำ ‘อยากเอากลับไปให้ที่รักดูเร็ว ๆ จัง’ ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง

         

        นิทานจำได้ว่าโอไรออนนั้นกำลังร่ำเรียนวิชาดาบอยู่กับเพชฌฆาต และดูเหมือนว่าเด็กคนนั้นจะมีปัญหาเรื่องที่ใช้ดาบในแบบฉบับของไฟกัลป์ไม่คล่อง เมื่อตอนที่เขาซื้อดาบธรรมดา ๆ จากโรงอาวุธดักลาสมาเป็นของฝากให้แก่เพชฌฆาตเขาจึงเลือกดาบเล่มเล็กเล่มหนึ่งติดมือมาสำหรับโอไรออนไปด้วย

         

        นิสัยของเพชฌฆาตแม้จะเป็นมลภาวะทางหูอยู่บ้างแต่มันกลับสร้างความอบอุ่นได้อย่างดี เมื่อได้เห็นหน้าสหายเก่าหลายต่อหลายคนเช่นนี้หมอกดำในใจที่ก่อตัวขึ้นเมื่อครู่ก็เริ่มสูญสลายไปเองโดยที่นิทานไม่รู้ตัว

         

        ทั้งหมดพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอีกเล็กน้อย ทั้งกลุ่มที่อยู่ในห้องทำงานของผู้พันลาลันตาเวลานี้คือคนที่องค์หญิงไพลินไว้ใจและสนิทสนมกับนิทาน ต่างคนต่างมีแหล่งข่าวที่อาจเป็นประโยชน์และอิทธิพลในรูปแบบต่าง ๆ

         

        ทางด้านของผู้ที่อาวุโสและเต็มไปด้วยประสบการณ์อย่างผู้พันลาลันตา อารากะ และอริยะแปลงเพลิงที่บางทีคงซ่อนตัวอยู่แถวนี้ นั้นไพลินไม่ได้นัดหมายมาร่วมการพูดคุยครั้งนี้ด้วย

         

        เหตุผลหลักส่วนหนึ่งนั้นคือไพลินต้องการเรียกรวมเพียงเหล่ารุ่นต่อไป ทุกคนในที่นี้คืออนาคตของขุมกำลังน้อยใหญ่มากมายที่กระจายอยู่ทั่วมหาทวีป จะบอกว่าเป็นการฉวยโอกาสรวมตัวฝักฝ่ายของเธอผ่านตัวแทนรุ่นเยาว์ก็ไม่ผิดนัก ให้ทุกคนได้เห็นหน้าค่าตาของพันธมิตรและสหายร่วมรบของตนนับจากนี้

         

        ทางด้านมีครูสนั้นดยุคเรนนัสยังไม่ยินยอมให้เขาเดินทางออกจากบาราทรัม ตัวมีครูสเองยังมีอายุเพียง 10ปีเท่านั้นแม้ว่าเขาจะปฏิบัติตนไม่เหมือนเด็ก 10ปีเลยก็ตาม

         

        “เรื่องหลัก ๆ ที่อยากพูดคุยนั้นเราได้ส่งข้อมูลไปล่วงหน้าเมื่อตอนเย็นแล้ว แม้จะฉุกละหุกไปบ้างแต่ไพลินต้องขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามารวมกันได้ในวันนี้” ไพลินลุกขึ้นถอนสายบัวไปยังทุกคนในที่แห่งนี้

         

        เธอเลือกสถานที่พูดคุยเป็นที่หน่วยพิทักษ์เมืองเพราะเรื่องของความปลอดภัยและการรักษาความลับ หากไม่มีผู้ที่มีความสามารถด้านการสะกดรอยสูงไปกว่าผู้พันลาลันตาลงมือด้วยตนเอง ข้อมูลเรื่องการพูดคุยครั้งนี้ย่อมไม่มีทางรั่วไหล

         

        ทุกคนในที่นี้มีบางคนที่สนิทกันมาก่อนแล้ว เช่นกลุ่มขุดค้นของขุนนางพันธุ์ผสม แต่ในทางกลับกันก็มีกลุ่มคนที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กันมาก่อนอย่างฟาง หมิง อินจันทร์ และไลล่า ไพลินจึงทำหน้าที่เป็นคนกลางเพื่อเชื่อมทุกคนไว้ด้วยกัน

         

        “ทุกคนน่าจะเคยพอจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของแต่ละคนกันมาบ้างอยู่ก่อนแล้ว หลังจากนี้เราก็มาสนิท ๆ กันไว้เถอะครับ” เพชฌฆาตโผล่หน้าออกมาพูดอย่างว่องไว โฮโจ เลโอ และฟาง หมิงนั้นอดหัวเราะน้อย ๆ ไม่ได้ พวกเขายังจำจุดเด่นข้อนี้ของเพชฌฆาตได้

         

        “อย่างที่เพชฌฆาตว่าเลยค่ะ โดยพื้นฐานแล้วพวกเราทุกคนคือตัวแทนของขุมกำลังใหญ่ในนครรัตนะก็ว่าได้ เพราะงั้นหวังว่าหลังจากนี้เราจะสามารถร่วมมือกันได้นะคะ” ไพลินยิ้มน้อย ๆ กวาดตามองคนทุกคนที่อยู่ที่แห่งนี้ พลังจิตวิญญาณหมุนวนในร่างของเธออย่างแผ่วเบา

         

        คนทุกคนในที่แห่งนี้แต่เดิมที่เคยมีความรู้สึกอึดอัดกดดันอยู่บ้างพลันรู้สึกสงบและเปิดใจมากขึ้น ราวกับได้ปลดเปลื้องภาพลักษณ์อันมาจากฐานะและตำแหน่งของแต่ละคน

         

        “หลังจากนี้มีคนต้องรีบเอาของฝากไปหาแม่ที่คิดถึงจนจะร้องไห้อยู่แล้ว เพราะงั้นเราขออนุญาตเริ่มเข้าธุระเลยนะคะ” องค์หญิงไพลินยิ้มเผล่หันไปมองนิทานทางด้านข้าง นิทานส่ายหน้าขำพร้อมกับมองค้อนกลับไป

         

        เป้าหมายหลักของการพูดคุยครั้งนี้คือแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้ขุมกำลังเบื้องหลังแต่ละคนตรวจสอบข้อมูลของวัตถุดิบทั้ง 4 ที่ไม่อาจซื้อหาได้ด้วยวิธีปกติ สมบัติระดับสูงที่หายากเหล่านี้ หากจะมีผู้ใดที่มีข้อมูลคนผู้นั้นย่อมต้องเป็นขุมกำลังต่าง ๆ ที่มีหูตากว้างไกลดังเช่นเบื้องหลังของทุกคนในห้องนี้

         

        ผู้แรกที่เอ่ยขึ้นก่อนคือเพชฌฆาต “ผมไม่มีข้อมูลอะไรเลยครับ ผมพยายามตรวจสอบจากสมาคมนักผจญภัยและเพื่อน ๆ ในหน่วยเชื้อไฟดูแล้วแต่ไม่มีใครมีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือของทั้ง 4อย่างเลยครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับ” เพชฌฆาตคอตก เขารู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่มาสะกิดข้างเอว เมื่อหันไปจึงเห็นว่าคีตานั้นเอากล่องขนมมาสะกิดแบ่งให้เขาชิม

         

        “แต่เพราะว่ามันค่อนข้างฉุกละหุกมากด้วย เมื่อเช้ายังวุ่นวายอยู่กับข่าวเรื่องงานเลี้ยงของรานอส เททัน ตอนบ่ายก็มีคำสั่งให้รวบรวมข้อมูลจากองค์หญิงแล้ว ตอนนี้ตอนค่ำผมยังหาได้ไม่ละเอียดพอครับ หลังจากนี้ผมจะไปสืบหาเพิ่มเติม” เพชฌฆาตอธิบายเสริมโดยที่คราวนี้มีลูกกวาดเม็ดหนึ่งกลิ้งไปมาอยู่ในปาก

         

        ทั้งกลุ่มยิ้มแหยเมื่อได้ยินคำพูดของเพชฌฆาต เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังคิดอยู่ การพูดคุยครั้งนี้ฉุกละหุกมากจริง ๆ มีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นในการหาข้อมูลก่อนมารวมตัว แถมยังไม่อาจกระจายข้อมูลส่วนนี้ได้ง่าย ๆ เพราะมันส่งผลถึงเรื่องของนิทานอีกด้วย

         

        “ต้องขอโทษที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อนนะคะ แต่เพราะว่าไอ้พี่นั่นหลังจากนี้คงเริ่มลงมือปล่อยข่าวเรื่องที่นิทานไปหาเรื่องคมเขี้ยวแห่งผืนดินแล้ว เราจึงอยากให้โอกาสนี้สร้างความวุ่นวายเรื่องการข่าว ฉวยโอกาสให้นิทานออกจากเมืองอีกครั้งค่ะ” ไพลินก้มหัวน้อย ๆ เธอเองก็รู้ดีว่ามันกะทันหันเพียงไหน แต่ความสำคัญของเรื่องนี้สูงกว่านั้นมาก

         

        ในขณะที่นครรัตนะกำลังปั่นป่วนจากข่าวเรื่องนี้ เธอสามารถประโคมข่าวหนักตีกลับเพื่อทำให้สถานการณ์วุ่นวายจนยากจะติดตามเรื่องปัจจุบันอีก และนั่นเป็นโอกาสอันดีที่นิทานจะได้ลงมือทำอะไรโดยที่องค์ชายจันทรกานต์ไม่รับรู้

         

        “ทางผมมีข้อมูลของแก่นจิตวิญญาณของราชินีฉลามสูบชีวิตครับ” โฮโจยกมือกล่าว

         


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน