[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    104 นิกายโบราณ

    “เดี๋ยวก่อนนะ  ครั้งก่อนที่ประตูเทพธิดาเปิด ระดับผันแปรวิญญาณเยอะขนาดนี้ไหม”


    ตงฟางหันมองไปด้านหลังเพื่อถามหญิงสาวที่ขี่อยู่บนหลัง ในตอนที่เขาก้าวผ่านประตูบานใหญ่ของนิกายโบราณเข้ามา เขาสัมผัสได้ว่ามีผู้คนอยู่ราวพันกว่าคนเท่านั้น ตอนนี้ทุกอย่างกลับผิดไปหมดเพราะในสถานที่แห่งนี้ยิ่งเดินเขายิ่งเจอผู้คนมากขึ้น จนเกือบจะหมื่นคนแล้ว ครึ่งหนึ่งเป็นถึงระดับผันแปรวิญญาณ นับได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่น่ากลัว


    “พวกเขาจะเป็นมิตรไหมนะ”


    สายตาของผู้คนมากมายมองมายังตงฟาง หลังจากเขาเดินผ่านทางเดินทอดยาวจนมาถึงหน้าทางเข้าลานกว้างขนาดใหญ่ ไม่นานสายตาของคนจำนวนมากก็มองกลับไปยังตำแหน่งเดิมที่พวกเขาเคยมอง เหลือเพียงสายตาของคนไม่กี่ร้อยที่มองจ้องมายังตงฟางเท่านั้น แล้วเขาก็สังเกตได้ว่าสายตาคนเหล่านั้นไม่ได้มองเขา พวกมันกำลังมองหญิงสาวที่ขี่อยู่บนหลังของเขาแทน


    “รู้จักไหม มีเพื่อนของเธออยู่หรือเปล่า” ตงฟางส่งโทรจิตไปถาม เขาอยากรู้ว่ามีใครที่เขาพอจะฝากหญิงสาวคนนี้เอาไว้ได้หรือไม่ การหลอมยาระดับ 7 อันตรายต่อตัวผู้หลอม เขากลัวว่าหากมีคนรู้ว่าเขาหลอมยาระดับ 7 จะเกิดการต่อสู้แย่งชิงขึ้นมาจึงอยากพาหญิงสาวไปฝากเพื่อนของเธอไว้ก่อน



    หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆบอกเขาให้ว่าเธอไม่รู้จักใครในคนนับหมื่น แม้จะมาจากเมืองหลวงด้วยกันเธอกลับไม่รู้จักใครทั้งนั้น 


    “ไม่สินะ ไม่เป็นไร ไปด้วยกันตลอดก็ได้”


    ตงฟางพาเธอเดินเข้าไปในลานกว้าง แล้วพาไปนั่งพิงกำแพงหลบในเงารอดูสถานการณ์รอบๆไปก่อน เขาต้องการข้อมูลในสถานที่แห่งนี้ จะได้วางแผนถูกว่าเขาจะฆ่าหรือจะผูกมิตร


    “พี่ชาย ชี่ชายได้ยินข้าไหม”


    ตงฟางให้หญิงสาวที่อยู่ข้างๆสวมใส่ผ้าคลุมสีขาว ในใจของเขารู้สึกตกใจไม่น้อยเพราะข้าวของที่พี่ซิงเยียนเตรียมเอาไว้ให้ ส่วนมากเป็นของผู้หญิง ผ้าคลุม หน้ากากปิดหน้า อีกหลายๆอย่างที่เอาไว้ปกปิดตัวตน ล้วนแล้วเป็นของผู้หญิง 


    เขารู้ได้เลยว่าพี่ซิงเยียนไม่ได้เตรียมเอาไว้ให้เขาไปใช้กับผู้หญิง แต่เตรียมให้เขาไว้ใช้เองเพื่อบอกผู้หญิงคนอื่นว่าเขาถูกจองแล้ว จากหญิงสาวที่มอบของเหล่านี้ให้  


    ตงฟางที่พยายามเรียกพี่ชายใกล้ๆนั่งห่างไป 10 เมตร เขาก็กวักมือเรียกแล้วทำหน้าตาเหมือนการเรียกของเขามีความลับและความสำคัญมาก ชายที่เห็นท่าทางของตงฟางจึงอดไม่ได้ที่จะอยากรู้จึงเดินเข้ามาหา 


    “น้องชาย เจ้ามีอะไรจะคุยกับข้า”


    “พี่ชาย”


    ตงฟางยัดยาฟื้นฟูระดับ 5 ใส่เอาไว้ในมือชายที่เดินเข้ามาหาด้วยความรวดเร็ว จากนั้นเขาก็เริ่มเข้าเรื่องทันที


    “พี่ชาย เกิดอะไรขึ้น ทำไมที่นี่คนเยอะจัง แล้วด้านหน้าทางเข้ามีอะไรทำไมจึงมีการต่อสู้”


    “น้องชาย เจ้ายังไม่รู้อะไรสินะ งั้นข้าจะบอกเจ้าก็ได้” ชายที่ได้ขวดยาไปเริ่มมองซ้ายมองขวาเก็บขวดยาเข้าไปในอกเสื้อ


    “หลายวันก่อน พวกเราเดินทางมาถึงนิกายโบราณ หวังจะหาทางเข้าไปยังห้องโถงหลักให้ได้เหมือนทุกๆปี แต่บังเอิญว่าปีนี้ ปีศาจพวกมันมาแปลกเกินไป”


    “แปลกยังไงเหรอพี่ชาย” ตงฟางถามต่อพลางมองสำรวจรอบๆ


    “พวกมันไล่ล่ามนุษย์ ไม่สนใจของต่างๆในประตูเทพธิดาเลยสักนิดเดียว จากข้อมูลที่เราสืบมา พบว่าปีศาจวางแผนกำจัดพวกเราทั้งหมดในเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์”


    “วางแผนจัดการมนุษย์ เรามีเยอะกว่าจำเป็นต้องกลัวด้วยเหรอ ระดับผันแปรวิญญาณมากกว่าห้าพัน ทำไมไม่ไล่ล่าพวกมันกลับคืนไป”


    “เดิมทีพวกเราก็คิดจะทำแบบนั้น   ปีศาจพวกมันกลับวางแผนมาตั้งแต่ครั้งก่อนที่ประตูเทพธิดาเปิดขึ้นจึงทำให้พวกเราสู้พวกมันไม่ได้ ”


    “แล้วแผนของมันคืออะไร” ตงฟางอยากรู้แผนของปีศาจ


    “ทิ้งปีศาจเอาไว้ในประตูเทพธิดา ในระยะเวลาที่ประตูเทพธิดาปิดไม่ให้คนนอกเข้ามา 3 ปี พวกมันที่ทิ้งตัวเองอยู่ภายในนี้ก็ล่าเพื่อเพิ่มพลังให้กับพวกมัน เดิมที การเข้าประตูเทพธิดามีกฎข้อห้ามด้วยกัน 2 อย่าง”


    “อ้าว  ไม่ใช่แค่ห้ามคนอายุมากกว่า 25 ปีเข้ามาเหรอพี่ชาย”


    “งั้นเจ้าก็มาจากเมืองใหญ่ ไม่ใช่เมืองหลวงเหมือนพวกข้า สำหรับเมืองหลวงมีกฎอีก 1 ข้อที่ประกาศให้ได้รู้ทั่วกันว่า ใครก็ตามที่เป็นระดับราชาวิญญาณจะไม่สามารถเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้ แล้วการที่ปีศาจทิ้งพวกเดียวกันเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้ ทำให้พวกมันมีระดับราชาวิญญาณ ที่ทางฝั่งเราไม่มี การจะสู้จึงเป็นไปไม่ได้เลย”


    “แล้วพวกมันมีมากแค่ไหน ระดับราชาวิญญาณของพวกมัน”


    “ 3 ตัวเท่านั้น” ตงฟางกลืนน้ำลาย เมื่อรู้ว่าปีศาจ 3 ตัวที่เขาเจอก่อนหน้าจนต้องหนีตายลงน้ำ เป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งมากๆ


    “พี่ชาย แล้วทำไมทุกคนถึงรวมตัวกันอยู่ที่นี่ พวกเขามีแผนจะทำอะไรต่อไปไหน แล้วกลุ่มคนที่กำลังสู้กันอยู่หน้าทางเข้าล่ะ พวกเขาทำไปเพื่ออะไร”


    “พวกเราไม่มีแผนอะไรเลยในตอนนี้ จะออกไปก็ไม่ได้ จะสำรวจต่อก็ไม่ได้เพราะไม่เจอกลไกลับ จึงทำได้เพียงแค่นั่งรอเวลาที่ประตูทางออกจะเปิดเท่านั้น หากวันนั้นมาถึงพวกเราจะกระจายตัวกันหลบหนีออกไป ส่วนพวกที่กำลังต่อสู้อยู่หน้าทางเข้า พวกเขาต้องการออกไปจากสถานที่แห่งนี้ โดยไม่คิดจะรอวันสุดท้าย”


    “งั้นทุกคนภายในที่แห่งนี้ ก็กำลังรอให้ถึงวันสุดท้ายเหมือนๆกันสินะ”


    “ใช่ แต่ก็มีบางกลุ่มที่พยายามสำรวจสถานที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาไม่มีอะไรทำ จึงหาเรื่องทำฆ่าเวลา เอาล่ะ เจ้ามีอะไรจะถามอีกไหม”


    “ทำไมทุกคนไม่ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายกลับออกไปล่ะ”  ค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เขารู้มาจากหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอบอกเอาไว้ว่ามันเป็นค่ายกลสำหรับส่งตัวพวกเขาไปยังประตูเทพธิดาที่พวกเขาเข้ามา  ตลอดการเดินทางร่วมกันกับเธอ เขาจึงไม่เผื่อเวลาขากลับ เพราะมีสิ่งที่ใช้เคลื่อนย้ายเขาไปยังประตูเทพธิดาที่เขาใช้เข้ามา


    “เรื่องนั้นต้องบอกว่าเสียใจด้วย ปีศาจมันได้ใช้ทักษะควบคุมจิตใจมนุษย์ให้เข้ามาโจมตีค่ายกลเคลื่อนย้ายของนิกายโบราณไปแล้ว ทุกคนจึงติดอยู่ที่นี่ ยังดีที่นิกายโบราณมีค่ายกลป้องกันปีศาจ พวกมันจึงเข้ามาไม่ได้”


    “คำถามสุดท้ายแล้วพี่ชาย ในสถานที่แห่งนี้มีมนุษย์ฆ่ากันเองไหม”


    “ไม่มี ตอนนี้ทุกคนตั้งกฎขึ้นมา 1 ข้อ ว่าพวกเราจะไม่ฆ่ากันเพื่อแย่งชิง นั่นเพราะว่าในวันสุดท้าย ยิ่งกำลังคนเยอะ พวกเขาก็คิดว่าตัวเองมีโอกาสรอดมากยิ่งขึ้น จึงยุติการแย่งชิงกันเอาไว้ก่อน”


    “อ๋อ งั้นข้าไม่มีอะไรจะรบกวนท่านแล้ว”


    ตงฟางเริ่มสำรวจผู้คนด้วยตัวเอง เขาต้องการสร้างหลักประกันให้ตัวเองว่าการพักอยู่ที่นี่จะทำให้เขาปลอดภัย ไม่เพียงเท่านั้นเขายังพยายามแอบส่องหาคนผมสีขาวที่เหมือนกับน้องของเขาไปด้วย เผื่อเธอจะติดอยู่ในสถานที่แห่งนี้เช่นเดียวกัน


    “เจอไหม” เสียงเย็นชาถามตงฟาง เขาจึงยิ้มตอบ


    “ไม่เจอ สงสัยน้องสาวของฉันไม่ได้เข้ามาในนี้ ในกลุ่มคนที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครมีผมสีขาวเลย เอาล่ะได้เวลากินข้าวแล้ว”


    ตงฟางนำอาหารออกมาให้เขาและหญิงสาวคนละจาน เขาไม่กลัวใครเข้ามาแย่งเพราะตอนนี้ทุกคนล้วนกินอาหารของตัวเองที่พกมา


    “นี่” หญิงสาวมองตงฟางด้วยความสงสัยกับเสียงเรียกที่ทักทาย เตรียมจะถามคำถามกับเธอ


    “เราจะฆ่าปีศาจระดับราชาวิญญาณได้ยังไง” ตงฟางอยากรู้วิธีฆ่าพวกมัน หากปีศาจไม่สามารถขวางทางได้ เขาสามารถออกไปตามหาน้องสาวตามสถานที่ต่างๆได้ ไม่แน่เธออาจจะกำลังเดินทางมายังนิกายโบราณ หรือไม่ก็กำลังหลบซ่อนตัวจากพวกปีศาจ


    “ใช้ระดับเดียวกัน”


    “ให้ตายสิ เป็นคำตอบที่ตรงมากๆ เอางี้ถามใหม่ ในนิกายโบราณมีของที่ทรงพลังพอจะฆ่าปีศาจระดับราชาทั้ง 3 ตัวได้ไหม”


    “มีเพียงเรื่องเล่า”


    “การมีเรื่องเล่า มันก็หมายความว่ามีโอกาสที่สิ่งนั้นจะมีจริง งั้นเธอหลับสักหน่อยก็แล้วกัน ฉันจะเริ่มรักษาเธอต่อแล้ว” 


    “จะแยกกัน”


    “ก็คงต้องเป็นแบบนั้น ตราบใดที่ยังมีเวลา ฉันจะลองตามหาน้องสาวดูเรื่อยๆ หรือว่าเธออยากจะไปด้วยกัน”


    “อือ” ตงฟางยื่นมือหวังจะลูบหัวของเธอ เขากลับหยุดมือเมื่อเห็นสายตาที่เธอมองเขาจนเก็บมือแล้วเปลี่ยนไปเป็นฉีกยิ้มแทน จากการพูดคุยเขาพอมีทางออกให้ตัวเองแล้วกับการตามหาน้องสาว เขาคิดว่าจะลองสำรวจนิกายดูก่อนสักครั้ง หากโชคดีเขาน่าจะได้ของที่ใช้ฆ่าปีศาจ


    “โทษที ฉันชอบเผลอทำอะไรแปลกๆ เอาล่ะ ถ้าอิ่มแล้วกินยา จากนั้นก็นอนพักสักหน่อยนะ แล้วเราค่อยไปหาห้องสำหรับหลอมยา”


    “ทำไมยาเพิ่มขึ้น”  เม็ดยาในมือของตงฟางไม่ได้มี 2 เม็ด เขาให้เธอกินไป 3 จึงยิ้มนิดๆส่งไปให้เธอ


    “ตอนนี้ฉันวางแผนทำอะไรสักอย่าง แล้วภายในนี้ก็อาจจะมีพิษ เธอกินยาต้านพิษของฉันไว้นะ”


    หญิงสาวพยักหน้ารับยาตงฟางไปกินแล้วนอนพิงไหล่ของเขาจนหลับไป แต่ก่อนที่เขาจะหลับตานอน เพื่อความสบายใจตงฟางได้นำสมุนไพรก้อนกลมเท่ากำปั้นออกมาเผาไฟจนเกิดควันจางๆไม่ต่างจากธูปหอม ลอยกระจายไปรอบๆ โดยไม่มีใครสนใจควันของเขา นอกจากมันจะไม่มีกลิ่นแล้ว ยังสลายตัวจากควันจนบางเบาไม่ต่างจากอากาศ


    —----------------------------------


    “ศิษย์พี่ เราจะเอายังไงนี่ก็จะใกล้วันที่ 19 แล้ว หากเราไม่มีแผนซ้อน เราได้ตายกันหมดแน่”...


    “เป็นยังไงบ้าง สำรวจไปถึงไหน”...


    “ยังคงหาทางเข้าไปไม่ได้”...


    “อาหารของพวกเราอยู่ได้อีก 7 วันเท่านั้น ต้องนำสมุนไพรไปแลกกับคนอื่น”...


    “คิดว่าข้างนอกยังมีคนเดินทางมาอีกไหม”...


    “มีข่าวปีศาจระดับราชาวิญญาณไหม พวกมันเดินทางไปไหนแล้ว”...


    เสียงมากมายที่ตงฟางแอบฟังค่อยๆสะท้อนเข้ามาในหูของเขาที่กำลังแกล้งหลับ ในระหว่างเขาปล่อยให้หญิงสาวข้างๆนอนซบไหล่ไปนี้เองนั้น หูทิพย์และตาทิพย์ของเขาก็ได้กระจายไปรอบๆ จนพบคนน่าสงสัยอยู่หลายกลุ่ม โดยความสงสัยของพวกมันล้วนมุ่งเป้ามายังหญิงสาวที่นอนซบไหล่เขา เหมือนว่าพวกมันจะรู้จักตัวของเธอ


    “ไม่ง่ายแล้วสิ”


    สมุนไพรอีกลูกนำออกมาจุดให้เกิดควันจางๆ จากนั้นตงฟางก็ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ตอนนี้ยังลงมือไม่ได้ เขาอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการวางแผน ศัตรูที่กำลังมองหญิงสาวข้างๆเขายังปรากฎตัวมาไม่หมด เขาจำเป็นต้องทำให้พวกมันปรากฎตัวออกมาพร้อมๆกันจะได้จัดการในครั้งเดียว


    อีกอย่างเขาก็อยากรู้จำนวนคนที่เข้าไปในวิหารขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน ว่ามีจำนวนมากแค่ไหน เขาไม่สามารถส่งพลังจิตเข้าไปสำรวจข้างในได้เพราะมันมีพลังบางอย่างป้องกัน หากเขาไม่ก้าวผ่านเข้าไปข้างใน เขาก็จะตรวจสอบข้างในนั้นไม่ได้ จึงนั่งรอไปก่อนพร้อมกับรอให้ควันของเขากระจายไปทั่ว


    “อือ”


    “ฝันร้ายเหรอ” ตงฟางถามหญิงสาวที่ลืมตาตื่น เธอมองจ้องเขาด้วยความรู้สึกวิตกบางอย่าง ดูเหมือนว่ายาเม็ดที่ 3 ที่เขาให้เธอกินเข้าไป จะไปกระตุ้นความทรงจำเก่าของเธอที่เคยถูกวางยา จนเก็บไปฝัน


    “งั้นขยับมาใกล้ๆอีกหน่อย เธอจำเป็นต้องนอนให้มากๆ  การรักษาจำเป็นต้องใช้ความอดทนสูง ถ้าผู้เข้ารักษาไม่พร้อมก็อาจจะทำใหเกิดความเสี่ยงได้เช่นกัน”


    “นายก็ต้องนอน”


    “ได้ ฉันจะนอนด้วยก็แล้วกัน”  ตงฟางวาดยันต์คลุมตำแหน่งที่พวกเขานั่งพิงกำแพง จากนั้นเขาก็ดึงตัวเธอเข้ามาใกล้ๆแล้วหลับไปพร้อมกัน


    —---------------------------


    “ใช่เธอหรือเปล่า” เหล่าคนที่มองจ้องตงฟางจากระยะไกลเริ่มคุยกัน พวกมันรับรู้ได้ถึงสายตาของตงฟางที่มองสวนกลับมาเช่นกัน จึงไม่ยอมเปิดปากพูดถึงเรื่องหญิงสาวที่อยู่ข้างๆตงฟาง กลัวว่าตงฟางจะมีทักษะในการแอบฟังจากระยะไกล ตอนนี้ตงฟางหลับไปแล้วพวกมันจึงคุยกันได้






    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน