ขุนนางรับใช้ค้อมกายลงพลางเอ่ยเสียงแ่
“หากหม่อมฉันจำไม่ผิด… นางกำนัลผู้นั้นนามว่า ไป๋หลิงซิ่วเป็หลานสาวของนางกำนัลใหญ่ไป๋เหวินซิ่วพ่ะย่ะค่ะเดิมทีนางหาได้เป็เพียงนางกำนัลไม่ หากแต่เคยเป็ ฮูหยินเอกของแม่ทัพหม่าจื่อหว่านอี้ซึ่งเป็ขุนพลใหญ่แห่งชายแดน”
ท่านอ๋องจางฟู่หว่านโหรวชะงักเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มใต้คิ้วหนาขมวดมุ่นราวกับสงสัย
“ฮูหยินของแม่ทัพหม่าอย่างนั้นหรือ…”เขาพึมพำแ่เบา
“แล้วเหตุใดนางจึงมาเป็นางกำนัลในวังหลวงกัน?”
ขุนนางผู้นั้นก้มศีรษะตอบ
“เรียนท่านอ๋อง นางกับแม่ทัพหม่าได้หย่าขาดกันไปแล้วเหตุผล…เป็ที่โจษจันกันทั่วทั้งเมืองหลวง ว่าแม่ทัพหม่าได้ฮูหยินใหม่เข้าจวนเป็สตรีจากตระกูลต่ำต้อย ฝ่ายไป๋หลิงซิ่วเมื่อรับไม่ได้ก็ขอหย่าด้วยตัวเองพะย่ะค่ะ”
แววตาของท่านอ๋องค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ลึกล้ำคล้ายคลื่นที่เพิ่งซัดเข้าสู่ใจอันสงบนิ่ง
เขายกถ้วยชาขึ้นแนบริมฝีปาก แต่ชากลับเย็นชืดเสียแล้ว
“นาง… ยอมตัดเพียงเพราะชายผู้หนึ่งมีหญิงอื่นงั้นหรือ”เสียงของเขาเจือความขมขื่นอย่างยากจะปิดบัง
ขุนนางตอบเสียงเบา
“ผู้คนล้วนกล่าวกันว่านางเยือกเย็นไร้หัวใจแต่เบื้องลึกนั้นนางอาจมีความทุกข์ที่มิอาจเอื้อนเอ่ยอยู่ก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่ท่านอ๋องจะวางถ้วยชาลงอย่างแ่เบา
“หญิงผู้นี้… นางช่างเด็ดเดี่ยวน่าสนใจยิ่งนัก”
รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนมุมปากของเขาอีกครั้งทว่าในรอยยิ้มนั้นกลับแฝงไว้ด้วยบางสิ่งที่ยากจะเดาออกเป็ความสงสารหรือความสนใจ…หรือบางทีอาจเป็ทั้งสองอย่าง
รุ่งเช้าวันต่อมา
สายลมอ่อนพัดกลีบดอกเหมยร่วงหล่นตามทางเดินในสวนหลวงกลิ่นหอมบางของดอกไม้ต้องลมอ้อยอิ่งท่านอ๋องจางฟู่หว่านโหรวในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดสายตาไปยังแปลงดอกเหมยเบื้องหน้าดวงตาคมสงบเยือกเย็นแต่แฝงความครุ่นคิด
ขณะนั้นเอง ร่างบางในชุดนางกำนัลสีอ่อนก็เดินเข้ามาพร้ะกร้าดอกไม้ในมือสวี่หว่านถิงที่มิได้สังเกตเห็นผู้ใดอยู่ก่อนหน้า เธอจึงก้มหน้าจัดเรียงกลีบดอกไม้อย่างเงียบงันทว่าพอเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่งามก็สบเข้ากับสายตาคมของท่านอ๋องเข้าโดยบังเอิญ
“เ้า…” เสียงท่านอ๋องเอ่ยขึ้นแ่เบาแต่ทว่าหนักแน่นเพียงพอจะทำให้นางหยุดนิ่ง
สวี่หว่านถิงรีบค้อมกายลงอย่างตระหนก
“หม่อมฉันขอถวายบังคมเพคะ ท่านอ๋อง”
“ไม่ต้องพิธีมากนัก”
เขาก้าวเข้ามาใกล้พลันเอื้อมมือรับตะกร้าดอกไม้จากมือเธอไว้เอง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ดอกเหมยเหล่านี้เ้าจัดเองหรือ?”
“เพคะ” เธอตอบเพียงเบา ๆ
“หม่อมฉันเพียงเห็นว่ากลีบดอกหล่นเกลื่อนจึงเก็บไว้ไม่อยากให้เหยียบย่ำ”
คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่กลับทำให้หัวใจของชายผู้เ็ามาชั่วชีวิตสั่นะเือย่างประหลาด
เขาเงียบไปครู่ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงนุ่ม
“เ้าเดินชมสวนเป็เพื่อนข้าสักคราเถิด”
สวี่หว่านถิงแอบยิ้มอย่างพอใจเมื่อแผนพิชิตใจท่านอ๋องเป็ไปตามที่วางแผนเธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาคู่งามสะท้อนแสงแดดยามเช้า
ภาพใบหน้าคมสง่าของท่านอ๋องจางฟู่หว่านโหรวที่อยู่ตรงหน้านั้น…เหมือนกับคนรักของเธอในโลกเดิมราวกับถูกสลักจากร่างเดียวกันไม่มีผิด
ที่รักทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้หน้าตาเหมือนคุณจริงๆทั้งๆที่เขาเป็เพียงตัวละครในนิยายหรือนี่จะเป็เพราะจินตนาการของฉันงั้นเหรอที่กำหนดให้ตัวละครที่ฉันรักเหมือนคุณเธอคิดเบาๆพลางทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบลืมความสงบที่เคยมี
ระหว่างที่ทั้งสองเดินเคียงกันในสวนเสียงลมพัดแ่ผ่านดอกเหมย กลีบสีขาวปลิวร่วงดั่งหิมะทั้งสองสนทนาเพียงเื่ดอกไม้และฤดูกาล ทว่าทุกคำพูด ทุกการสบตากลับแฝงความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่านั้น
ในวินาทีนั้นหัวใจของท่านอ๋องได้ถูกพันธนาการจากรอยยิ้มอันอ่อนโยนของเธอผูกมัดเอาไว้อย่างมิอาจหลีกหนีได้