สิ่งปลูกสร้างเบื้องหน้ามีขนาดใหญ่โตกว่าหอพักต้นหลิวมรกตหลายเท่าตัว แม้จะถูกเรียกว่าวังปีศาจโลหิต แต่กลับงดงามตระการตาอย่างยิ่ง มีอาคารมากมายและเถาวัลย์ที่พันเกี่ยวไปทุกที่ ราวกับเป็นที่พักอาศัยของตระกูลสูงศักดิ์หรือปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่
หลงเฉินสังเกตการณ์ตรงทางเข้าเป็นเวลานาน ด้วยความสามารถทางประสาทสัมผัสของหลิงซี เขาก็พบทางเข้าไปในวังปีศาจโลหิตในที่สุด มันเป็นเรื่องง่ายมาก สิ่งที่เขาต้องทำก็คือแสดงจารึกสีชาดและแจ้งชื่อผู้คุมกฎที่ตนเองสังกัด
“หวงเทียน สังกัดผู้คุมกฎโจวไท่”
ยามรักษาการณ์ที่ประตูทั้งสี่คนบรรลุเพียงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้า แม้ว่าหลงเฉินจะทรงพลังกว่าพวกเขาหลายเท่า ทว่าเขาก็ไม่กล้าประมาท
เขาพยักหน้าและรับจารึกสีชาดมาจากยามคนหนึ่งและเข้าไปในวังปีศาจโลหิต
‘คงจะมีการผลัดเปลี่ยนเวรยามหน้าประตู พวกเขาก็เลยไม่รู้จักหวงเทียน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีใครสักคนรู้จักเขาอยู่ดี เช่นนั้นข้าจะต้องระวังตัวให้มาก’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลงเฉินจึงเข้าไปในวังอันใหญ่โตของลัทธิเซียนโลหิต และแน่นอนว่าเขาพยายามอย่างดีที่สุดที่จะรักษาบทบาทของสาวกลัทธิเซียนโลหิตเอาไว้
ในเมื่อลัทธิเซียนโลหิตกำลังเตรียมพิธีสังเวยโลหิต เหล่าสาวกจึงกลับมารวมตัวกันที่วังปีศาจโลหิตเพื่อเป็นสักขีพยานในพิธีกรรมสำคัญ ดังนั้นบรรยากาศภายในปราสาทจึงคึกคักอย่างมาก
เห็นได้ชัดว่าผู้ที่เข้ามาเป็นสาวกลัทธิเซียนโลหิตล้วนมีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิตและเก็บเนื้อเก็บตัว ขณะที่บรรยากาศเป็นไปด้วยความรื่นเริง ไม่มีใครเดินจับมือถือแขนหรือกอดคอโอบไหล่กันแต่อย่างใด ซึ่งทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นสำหรับหลงเฉิน
หลงเฉินเดินไปรอบ ๆ วังด้วยท่าทีใจเย็น ด้วยหวังว่าจะได้ความเกี่ยวกับเมืองใต้ดินแต่หาเป็นเช่นนั้นไม่
‘ดูเหมือนว่าข้าคงจะต้องมีความบ้าบิ่นมากกว่านี้สินะ’
ในเมื่อวังปีศาจโลหิตนั้นใหญ่โตมาก หลงเฉินจึงเดินไปทั่วบริเวณภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักที่ห้องโถงในวัง เวลานี้ ชายร่างใหญ่กำลังเดินมาข้าง ๆ และจ้องมองเขาด้วยความสงสัย
“เจ้าหนู เจ้าดูไม่คุ้นหน้าเลยนะ เป็นสาวกใหม่รึ?”
หลงเฉินเตรียมตัวมาสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ หวงเทียนเพิ่งจะเข้าลัทธิได้ไม่นาน ดังนั้นหลงเฉินจึงไม่ลังเลใจ
“ข้าเข้าลัทธิมาประมาณเดือนนึงเห็นจะได้”
ชายผู้นั้นหัวเราะ
“ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่เคยได้อาบเลือดเลยใช่ไหม? ความรู้สึกเมื่อได้ฝึกฝนในสระโลหิตนั้นช่างเป็นความทรงจำที่น่าหลงใหลสำหรับข้าจริง ๆ จะว่าไปแล้ว... เจ้าหนู เจ้านี่โชคดีจริง ๆ ที่ได้อาบเลือดทั้ง ๆ ที่เพิ่งเข้าลัทธิ!”
เขาตบหลังหลงเฉินหนัก ๆ สองสามทีและเมื่อเห็นสีหน้าบูดบึ้งของหลงเฉิน ชายร่างใหญ่หัวเราะอย่างร่าเริงและจากไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาจากไปแล้ว ท่าทีหดหู่ของหลงเฉินก็จางหายไปด้วย
“ไม่มีประโยชน์ที่ข้าจะเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่ ยิ่งดึกก็ยิ่งมีคนน้อยลง ข้าน่าจะรอให้ถึงตอนนั้นแล้วค่อยสืบหาซึ่งน่าจะได้ผลมากกว่า หากข้ามัวแต่เอ้อระเหยอยู่แถวนี้ พวกนั้นอาจจะเจอตัวเข้าก็เป็นได้”
ภายในวังปีศาจโลหิต ทุกคนมีที่พักอยู่ที่นี่ อย่างไรก็ตาม หลงเฉินไม่สามารถไปยังที่พักของหวงเทียนได้ ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลง และเขาก็พบมุมเงียบมุมหนึ่งที่จะใช้ซ่อนตัว เมื่อรัตติกาลกำลังคืบคลานเข้ามา ผู้คนก็ยิ่งบางตาลงทุกที
“จ้าวลัทธิพำนักอยู่ในตำหนักโลหิต ข้าคิดว่าข้าคงต้องเข้าไปในตำหนักโลหิตเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองใต้ดินเพิ่ม และหากข้าคิดไม่ผิด ทางเข้าเมืองใต้ดินก็น่าจะอยู่ในตำหนักแห่งนั้นด้วย!”
เมื่อตัดสินใจแล้ว หลงเฉินจึงไปที่ตำหนักโลหิตทันที
ตำหนักโลหิตตั้งอยู่ ณ ใจกลางวังปีศาจโลหิตและปกคลุมไปด้วยสนามหญ้า ปกติแล้วจะมีแต่บุคคลสำคัญในลัทธิเซียนโลหิตที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ดังนั้นยิ่งเข้าไปใกล้ตำหนักมากเพียงใด หลงเฉินก็พบว่ามีคนเดินผ่านมาผ่านไปน้อยลงเรื่อย ๆ
ไม่นานนัก หลงเฉินก็เห็นอาคารที่เป็นสีแดงจากระยะไกล คลื่นพลังอำมหิตแผ่ออกมาจากตำหนักโลหิตแห่งนั้น
‘จ้าวลัทธิบรรลุระดับแก่นปฐพี หากรีบร้อนโจมตีไปละก็ ไม่เพียงแต่จะหลบหนีได้ยาก ข้าอาจจะทำร้ายหลิงชิงก็โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นข้าต้องวางแผนให้ดี’
หลงเฉินขมวดคิ้วและจ้องมองไปที่อาคารสีแดงจากมุมที่เขาซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ
“มียอดฝีมือระดับแก่นปฐพีอยู่ที่นั่น และยังมียอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์อีกห้าคน”
หลิงซีเตือนเขาด้วยความวิตกกังวล
สถานการณ์เช่นนี้เป็นปัญหาใหญ่ เมื่อมียอดฝีมือระดับแก่นปฐพีและระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์อีกห้าคน หลงเฉินบรรลุเพียงระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นและยังมีหน้าที่สำคัญที่ต้องช่วยหลิงชิงให้ได้
“บ้าฉิบ! หากพวกเขามาทางนี้ละก็ ข้าจะเล่นงานพวกนั้นให้หมอบเลยคอยดู!”
สีหน้าของหลงเฉินเคร่งขรึมขึ้นพลางกัดฟันกรอด
“มีคนมา...”
เมื่อมีหลิงซีกระซิบเตือน หลงเฉินจึงรีบซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก เงาร่างสามเงาก็พุ่งตัวไปทางตำหนักโลหิต เมื่อดูจากรูปร่างแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้หญิงหนึ่งคนและผู้ชายอีกสองคน
“หลงเฉิน พวกเขาต้องแอบเข้ามาเหมือนกันแน่ ๆ”
หลงเฉินรู้เรื่องนี้ดีต่อให้หลิงซีไม่พูดออกมา นั่นก็เป็นเพราะลัทธิเซียนโลหิตทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายหลังจากการลักพาตัวเด็กสาวจำนวนมาก คงมีผู้คนมากมายที่เกลียดชังคนเหล่านี้
ในบรรดาสามคนนั้น ชายสองคนบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้น ในขณะที่หญิงผู้นั้นบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ พวกเขาหยุดอยู่ไม่ไกลจากหลงเฉินมากนักและแอบมองไปที่ตำหนักโลหิต ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยขึ้น
“ทางเข้าไปเมืองใต้ดินอยู่ที่ตำหนักโลหิตนั่น แต่เจ้าปีศาจชั่วจ้าวลัทธิก็อยู่ข้างใน ข้าสู้เขาไม่ได้ เจ้ามีแผนเช่นไร?”
ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
“หากพวกเราสองพี่น้องเข้าไปดึงความสนใจของจ้าวลัทธิไว้ ระหว่างนี้พี่หลีก็เข้าไปที่เมืองใต้ดินและช่วยน้องสาวของท่านดีหรือไม่?”
พี่หลีส่ายศีรษะ
“ไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นพวกเจ้าไม่รอดแน่ นอกจากนี้ยังมีผู้คุมกฎอีกห้าคนอยู่ในนั้น และยังมีคนอีกหกคนที่แข็งแกร่งกว่าพวกเรา เจ้าคิดว่าจะหล่อกล่อพวกมันได้มากเพียงใดกัน?”
เมื่อเป็นเช่นนี้ คิ้วของพวกเขาขมวดแน่น
“พี่หลี ข้าไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ข้าได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่าลัทธิเซียนโลหิตทำร้ายผู้คนไปมากมายเพียงใด พวกมันถึงกับยื่นกรงเล็บมาทำร้ายน้องสาวของท่าน แม้ว่าข้าจะต้องตาย ข้าจะทำให้พวกมันต้องร้องขอชีวิตเลยทีเดียว!”
“หุบปากนะ! พวกเรายังแข็งแกร่งไม่พอ ดังนั้นพวกเราต้องทำตามแผนการ ห้ามทำอะไรตามอำเภอใจเด็ดขาด มิเช่นนั้นมันจะนำภัยร้ายมาสู่พวกเราทุกคน!”
ชายทั้งสองเงียบเสียงไปหลังจากถูกตำหนิ
“ดูเหมือนว่าสามคนนี้พอจะมีความแข็งแกร่งอยู่บ้าง หากข้าลองเข้าหาพวกเขาอาจจะเกิดประโยชน์ก็ได้”
ในขณะที่ทั้งสามกำลังอับจนหนทาง หลงเฉินก็ปรากฏตัวขึ้น และเพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด เขาจึงรีบแนะนำตัวทันที
“ข้าไม่ใช่สาวกลัทธิเซียนโลหิตและมีจุดประสงค์เดียวกับพวกท่าน ขอเวลาพวกท่านสักนิดได้หรือไม่?”
ในตอนแรกทั้งสามคนผงะไปเมื่อหลงเฉินปรากฏตัวและเตรียมจะต่อสู้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หลงเฉินแนะนำตัว พวกเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกและมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า และรู้สึกตะลึงกับอายุของหลงเฉินเล็กน้อย
‘เด็กคนอายุน้อยเหลือเกินแต่กลับกล้าที่จะบุกเข้ามาในลัทธิเซียนโลหิตตามลำพัง แต่พวกเราก็คิดอะไรไม่ออกนอกจากได้แต่ยืนอยู่ตรงนี้ พวกเราควรหาสถานที่เหมาะ ๆ และหารือกันเสียที!’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผู้หญิงที่ชื่อถูกเรียกว่าพี่หลีก็พยักหน้า
“เช่นนั้นก็มาหารือกัน”
หลงเฉินตามหญิงผู้นั้นไป และเดินไปอ้อมวังปีศาจโลหิตหลายรอบจนในที่สุดก็มาถึงยังห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง พวกเขาทั้งสามสามารถหาห้องให้ตนเองได้โดยไม่ถูกสงสัย ซึ่งทำให้หลงเฉินรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก
“ไม่ต้องประหลาดใจไปหรอก พวกเราทั้งสามคนต้องการที่จะกำจัดจ้าวลัทธิมาหลายปีแล้ว พวกเราจะลงมือได้อย่างไรหากไม่เข้าถ้ำเสือ? เมื่อเดือนก่อน พวกเราเข้าลัทธิเซียนโลหิตและย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัย”
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่ทั้งสามคนถึงได้คุ้นเคยกับสถานที่นี้นัก
พวกเขาทั้งสี่นั่งลงที่โต๊ะสี่เหลี่ยมอย่างกระตือรือร้น หลงเฉินมองไปที่ผู้หญิงรูปร่างสูงและดูเก่งกล้ากับชายวัยกลางคนอีกสองคนที่หน้าตาคล้ายคลึงกัน จากนั้นเขาก็แนะนำตัว
“ข้าชื่อหลงเฉิน ให้ข้าเรียกพวกท่านว่าอย่างไรดี?”
หญิงผู้นั้นพูดเข้าประเด็นทันที
“ข้าชื่อหลีจิ้ง สองคนนี้คือหลี่เผิงและหลี่เฉิง แล้วเจ้าแอบแฝงตัวเข้ามาในลัทธิเซียนโลหิตด้วยเหตุใดกัน?”
“เหตุผลเดียวกับพวกท่านนั่นแหละ น้องสาวของข้าถูกลัทธินี้จับตัวมา เป้าหมายของข้าก็คือช่วยนางให้ได้”
ทั้งสามมองหน้ากัน จากนั้นหลีจิ้งก็เอ่ยขึ้น
“น้องสาวของข้าถูกจับเพราะแผนการชั่วร้ายของพวกมัน น้องชาย เจ้าช่างกล้าหาญอย่างน่าเหลือเชื่อทั้ง ๆ ที่อายุเพียงเท่านี้ ข้าชื่นชมเจ้ามากจริง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ที่นี่อันตรายมาก และการเดิมพันก็สูงยิ่งนัก... ”
“พวกท่านมีข้อมูลเกี่ยวกับเมืองใต้ดินหรือไม่?”
หลงเฉินไม่ได้คร่ำครวญไปกับหลีจิ้ง เขาพูดเข้าประเด็นในทันที
หลีจิ้งผงะไปจากนั้นก็เอ่ยตอบ
“มีเส้นทางทั้งหมดสิบเส้นทางในการลงไปยังเมืองใต้ดิน พวกมันกระจายตัวอยู่ทั่วตำหนักโลหิต แต่ถึงกระนั้นมันก็เข้าไปได้ยากมาก และยิ่งยากกว่าในการกลับออกมา จ้าวลัทธิและบรรดาผู้อาวุโสต่างอยู่ในตำหนักโลหิต ต่อให้พวกเราเข้าไปยังเมืองใต้ดินได้ ก็ใช่ว่าจะสามารถออกมาได้ง่าย ๆ”
“เช่นนั้นรึ?” หลงเฉินขมวดคิ้วแน่น
หลี่เผิงและหลี่เฉิงถอนหายใจ พวกเขาโอดครวญพลางมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของหลงเฉิน
“เจ้ายังเด็กอยู่แท้ ๆ แต่กลับเห็นแก่ครอบครัวถึงเพียงนี้ ถึงกระนั้นก็เถอะ ความแข็งแกร่งของลัทธิเซียนโลหิตนั้นมากมายเกินที่เจ้าจะจินตนาการได้”
“ใช่แล้ว ข้าคิดว่าเจ้าควรจะกลับไปเสีย เมื่อเจ้าแข็งแกร่งขึ้นก็ค่อยกลับมาแก้แค้น เจ้าไม่ควรจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ พวกเราสองพี่น้องและพี่หลีต่างเตรียมใจยอมรับความตายและหวังว่าพวกปีศาจชั่วช้าจะได้ชดใช้แม้ว่าพวกเราจะไม่สามารถช่วยน้องสาวของพี่หลีได้ก็ตาม”
การที่ได้เห็นหลงเฉินที่ยังอ่อนเยาว์และมีโอกาสเติบโตอีกมาก พวกเขาจึงพยายามโน้มน้าวเขาด้วยเจตนาที่ดี
หลงเฉินเข้าใจดีถึงจุดประสงค์ของพวกเขา แต่ทว่าหลงเฉินก็ไม่ยอมถูกเกลี้ยกล่อมง่าย ๆ
“น้องสาวของข้ามีความสำคัญกับข้ามากจริง ๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะต้องช่วยนางให้ได้ต่อให้ข้าต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็เถอะ!”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินช่างดื้อรั้น ทั้งสามจึงได้แต่มองหน้ากันและถอนหายใจ เมื่อกำลังจะอ้าปากพูด ทันใดนั้นก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นที่ด้านนอก
“มีคนร้าย!”
***********************