Druw 021 ไล่ล่า [III] - าาัเหล็ก รีเอน่า
ภายในห้องเก่าๆ ของบ้านหลังเล็กที่มีแต่กลิ่นฉุนๆ ลอยเต็มห้องไปหมด ชายชราผู้หนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ แล้วจิ้มๆ ที่าแตรงหัวไหล่ของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าเป็ระยะ ชายหนุ่มเ้าของแผลที่แม้จะหน้านิ่งแค่ไหนแต่ใบหน้าบึ้งตึงกับคิ้วที่กระตุกทุกครั้งที่ชายชราลงมือกดแผลของตนนั้นกลับทำให้เหล่าเพื่อนร่วมทางกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ฟรองเซ่คาดโทษพวกเขาทางสายตาที่บังอาจมาทำใบหน้าราวกับเขาเป็ตัวตลกเช่นนั้น
...เห็นจะมีก็แต่ดารูวาร์เท่านั้นล่ะที่ยังคงไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา
เมื่อชายชรากดจนพอใจแล้ว (?) มือเหี่ยวย่นทั้งสองข้างก็ลงมือบีบกดบริเวณรอบปากแผลอย่างแรงจนฟรองเซ่ร้องลั่นห้อง น้ำเสียงโหยหวน (?) นั้นทำให้ใบหน้ากลั้นหัวเราะของแต่ละคนผงะและซีดเผือด ยิ่งเห็นเส้นเืที่เริ่มปูดโปนตรงคิ้วที่เหี่ยวย่นนั่นพวกเขาก็อดหวาดเสียวแทนไม่ได้
ออกแรงซะขนาดนั้น ไม่เจ็บก็ไร้ความรู้สึกแล้วล่ะ
เวลาผ่านไปอีกเพียงครู่ของเหลวสีดำสนิทที่เหนียวหนืดยิ่งกว่าคาราเมลก็ค่อยๆ ไหลออกมาจากปากแผล และน่าแปลกที่ของเหลวนั้นกลับลอยขึ้นไปในอากาศแทนที่มันจะไหลลงพื้น และเมื่อมันออกมาจากปากแผลจนหมดก็เกิดประกายไฟสีขาวแผดเผาจนหายไปหมดอย่างรวดเร็ว เมื่อออกแรงกดจนแน่ใจว่าของเหลวสีดำออกมาจากแผลหมดแล้ว ชายชรารีบทายาที่แผลแล้วพันผ้าพันแผลทันที ใบหน้าของฟรองเซ่เหยเกด้วยความเ็ปที่นับว่าเจ็บที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้
ให้ตายเถอะ โดนลอบฆ่าเมื่อสิบปีก่อนยังไม่ทรมานเท่านี้เลย!
“ข้าเอาพิษกับจิตมารออกมาหมดแล้ว ส่วนาแนี่ก็ระวังอย่าให้อักเสบมากเกินไปกว่านี้ มิเช่นนั้นได้นอนซมสักสองสามวันแน่” ชายชราหันกลับมาพูดกับดารูวาร์ที่จัดการเผาของเหลวหนืดสีดำเมื่อครู่
“ขอบคุณท่านปู่มาก” ดารูวาร์พูดพลางค้อมหัวให้
ชายชราถอนหายใจออกมากับท่าทางแบบนั้นของเด็กตรงหน้า ท่าทางของเด็กตรงหน้ากับคนผู้นั้นช่างเหมือนกันจริงๆ ช่างชวนให้คิดถึงยิ่งนัก ดวงตาสีอำพันที่ไม่ได้ดูฝ้าฟางไปตามวัยเหลือบมองไดรกอน...อืม ก็ไม่แปลก ก่อนจะมองคนไข้ที่ตนเพิ่งทำการรักษาไปเมื่อครู่แล้วก็อดถามดารูวาร์ไม่ได้
“แล้วเ้าไปทำอะไรที่ไหนมาล่ะ เ้าหนุ่มนั่นถึงได้โดนดีแบบนั้น รู้ไหมว่าหากเ้าพาเขามาที่นี่ช้าไปกว่านี้อีกนิด เขาได้กลายเป็คนบาปแน่”
ทุกคนหน้าซีดกับคำว่าคนบาป หากแต่ดารูวาร์กลับพยักหน้ารับรู้ เื่นี้ไม่ใช่เื่แปลกใหม่สำหรับดารูวาร์ที่เติบโตมาพร้อมกับการล่าฏมา่ระยะเวลาหนึ่งเลยสักนิด การที่มนุษย์ถูกจิตมารเข้าไปอยู่ในร่าง แม้มีนิดเดียวแต่ก็สามารถทำให้กลายเป็ฏหรือคนบาปได้ แล้วอาวุธที่นักล่าพวกนั้นใช้ไม่ใช่อาวุธอาบยาพิษธรรมดา แต่มันเป็พิษที่เคลือบไปด้วยจิตมารแ่เบาแต่สามารถทำให้ผู้ถูกโจมตีกลายเป็ฏหรือคนบาปได้เหมือนกับจิตมารจริงๆ เช่นกัน
“พวกนักล่าปลายแถวน่ะ” ดารูวาร์ตอบแบบรวบรัด ไม่อธิบายที่มาที่ไปเลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่คำตอบนั่นก็มากเพียงพอที่ชายชราจะเข้าใจได้ไม่ยาก
“เป็เดอารุสก็ลำบากแบบนี้ล่ะนะ โดนพวกนักล่าเข้าใจผิดตลอด”
ปกติพวกนักล่าจะมีจมูกไวกว่ามนุษย์ธรรมดาเป็พิเศษ เพราะฉะนั้นเดอารุสที่คลุกคลีกับพวกัมากกว่ามนุษย์อย่างดารูวาร์จึงมีกลิ่นัที่แรงกว่ากลิ่นมนุษย์ในตัว ยิ่งเป็คนที่ดื่มเืของัระดับาาเข้าไปแล้วก็ยิ่งมีกลิ่นัแรงเป็พิเศษ ทั้งยังไม่เคยคิดที่จะปกปิดกลิ่นัของตัวเองอย่างที่คนหรือัตนอื่นๆ ทำ นั่นก็ยิ่งทำให้พวกนักล่าเข้าใจผิดได้ง่ายเข้าไปใหญ่
“แล้วเ้าหนุ่มนั่นก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วย?”
ดารูวาร์พยักหน้ารับ “ท่านปู่ยูซุยยังคงรักษาได้อย่างน่ากลัวแต่มีประสิทธิภาพเช่นเคย”
“หืม นี่เ้ากลัววิธีการรักษาแบบนี้ด้วยหรือ” ชายชราไม่เคยคิดถึงข้อนี้เลยสักครั้ง ก็เพราะคนตรงหน้าเล่นไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาเลยทำให้เขาคิดว่าเด็กคนนี้คงไม่มีความรู้สึกกับเื่แบบนี้หรอก
“แล้วอาการ?”
ชายชราเดินไปที่ตู้ไม้แล้วเลื่อนบานกระจกเปิดก่อนจะควานหาขวดยาที่วางเรียงรายมากมายเอาในแต่ละชั้น มือเหี่ยวย่นหยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลขนาดปานกลางออกมาหนึ่งห่อแล้วยื่นมาให้ดารูวาร์ “ข้ารีดพิษกับจิตมารออกมาให้หมดแล้ว ทายาฆ่าเชื้อกับยาแก้อักเสบแล้ว ระวังอย่าให้แผลมันอักเสบหรือระบมไปมากกว่านี้ ส่วนนี่ยาแก้อักเสบ ต้มน้ำให้เ้าหนุ่มนั่นกินหลังอาหารสามมื้อ รู้ใช้ไหมว่าใช้ขนาดไหน?”
คนตัวเล็กพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะค้อมหัวให้ชายชราอีกครั้ง
“ข้าขอบคุณท่านปู่อีกครั้ง แล้วเจอกัน...คราวหน้า”
“แล้วเจอกัน” ชายชราค้อมหัวให้เล็กน้อย ดวงตาสีอำพันจ้องมองร่างเล็กและเหล่าผองเพื่อนที่กำลังจะเดินออกไปจากบ้านของตน หากแต่เหตุการณ์วุ่นวายเล็กน้อยก็เกิดขึ้นก่อนที่พวกเขาจะได้ทันออกจากร้านเมื่อร่างของดารูวาร์ทรุดลงกับพื้นจนไดรกอนและเชลที่เดินขนาบข้างผงะใ เืสีดำไหลออกมานองพื้น บางส่วนก็ซึมเปื้อนเสื้อด้านหลังจนเห็นชัดเจนได้อย่างน่ากลัว จิตมารสีดำจำนวนมากลอยออกมาจากร่างของดารูวาร์ แขนเล็กทั้งสองข้างกอดร่างของตัวเองเอาไว้แน่นพร้อมกับตัวที่เริ่มสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ
“ดารูวาร์!” ไดนกอนรุดเข้าดูอาการของดารูวาร์ ใบหน้าสีระเรื่อเมื่อครู่ตอนนี้เริ่มซีดจนดูไร้สีเื เสียงหอบหายใจที่ขาดห้วงเป็ระยะ เนื้อตัวที่สั่นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จิตมารก็ยิ่งแผ่ออกมาจากร่างของดารูวาร์เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกคนรู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
“เรชีล!” ชายชราเรียกเชลเสียงดัง เชลชะงักอย่างได้สติก่อนที่จะสับสันมือลงที่ท้ายทอยของดารูวาร์อย่างรวดเร็วจนสติของดารูวาร์ดับวูบลงในอ้อมกอดของไดรกอนที่รับไว้ได้ทัน
ทั้งสามถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่จิตมารหายไปแล้ว แบล็คที่เดินออกไปด้านนอกอยู่ก่อนแล้วรีบเดินกลับเข้ามาพร้อมกับปิดประตูบ้าน
“ข้าได้กลิ่นจิตมาร...” แบล็คชะงักเมื่อเห็นสภาพของดารูวาร์ตอนนี้ “ของดารูวาร์หรือ!?”
“รีบพาเด็กน้อยเข้าไปในห้องเร็ว” ชายชราเดินไปเปิดประตูห้องที่มีตัวอักษร LAB ติดตรงประตู ข้างในห้องนั้นมีแต่ของวางเกะกะไม่ว่าจะเป็บนพื้นหรือบนโต๊ะ หรือแม้แต่ที่ไหนก็ตาม หลอดแก้วขนาดใหญ่ที่มีสายระโยงระยางเต็มไปหมดตั้งอยู่หลายจุด อุปการณ์ทดลองและอุปกรณ์รูปร่างแปลกตามีอยู่กลาดเกลื่อนเต็มห้อง ชายชราเดินเข้าไปเก็บเอกสารบางอย่างที่อยู่บนเตียงแล้วถอยให้ไดรกอนที่อุ้มดารูวาร์ตามมาวางร่างของเธอลงบนเตียง
“ที่นี่ออกจะรกไปหน่อย แต่ข้ามั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครเข้ามาในห้องนี้นอกจากพวกเรา”
โคเรลหรี่ตา นี่นิดหน่อยหรือ? ห้องรกยิ่งกว่าของพักของเขาและเพลที่หอเซาท์เสียอีก!
ชายชราเดินเข้าไปใกล้ร่างที่ไร้สติของดารูวาร์เพื่อรักษาแผลใหญ่ที่หลัง ทว่าเมื่อมือเหี่ยวย่นจับที่เนื้อผ้าแล้วก็ต้องชะงักออก ดวงตาสีอำพันจ้องกลับไปที่ไดรกอนเมื่อนึกถึงเื่อะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ท่านทำแผลให้ดารูวาร์เองจะดีกว่านะ ท่านไซย์ทาเลีย”
แทนคำตอบไดรกอนเดินเข้าไปที่เตียงพร้อมรับยาและอุปกรณ์ทำแผลมา ชายชรารีบพาคนที่เหลือออกจากห้อง เมื่อออกมาจากห้องแล้วโคเรลจึงถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ท่านเป็หมอไม่ใช่หรือ ทำไมท่านไม่รักษาแผลให้เ้าตัวเล็กล่ะ?”
“เพราะข้ายังไม่อยากถูกปีศาจดำตนนั้นกับเ้าบรรพบุรุษนั่นฉีกอกตายน่ะสิ อีกอย่าง ข้าไม่ใช่หมอ!” พูดถึงเ้าเด็กนั่นแล้วก็...ยังไม่เท่าไหร่ เขาไม่กลัวเด็กนั่น แต่บรรพบุรุษตนนั้นน่ะสิ บรื๋อ!
ตอนแรกที่ได้ยินว่าลาเบียร์รุ่นนี้มีสองคน ชายชราก็รู้สึกผิดคาดอยู่บ้าง คนน้องมีัแสงเป็คู่หู เขาก็รู้สึกแปลก ทว่าเมื่อครั้งนี้ได้เจอสมปรารถนา เขาก็รู้สึกว่า...เื่ของตระกูลลาเบียร์ซับซ้อนและน่ากลัวมากกว่าที่เคยคิด
ยิ่งเห็นัแสงตนนั้นอีกครั้ง เขาก็รู้ความจริงบางอย่าง ความจริงที่ดำมืดยิ่งเสียกว่าตัวตนของัมารเสียอีก และถ้าหากสิ่งที่คิดเป็ความจริง เขาจะรู้สึกสงสารไดรลูวาร์และาาั์พวกนั้นมาก
โดยเฉพาะ...ไซย์ทาเลีย...
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าปีศาจดำที่ชายชราพูดถึงเป็ใคร ทว่าคนฟังสามารถเดาได้ว่า 'บรรพบุรุษ' ที่ชายชรากล่าวถึงคือไดรกอา แต่ฟรองเซ่ก็ไม่ใส่ใจที่จะถามเื่นี้ ชายหนุ่มใช้สายตากดดันอีกฝ่ายพร้อมกับคำถามที่ทำให้ชายชราขมวดคิ้ว
“เมื่อครู่...ข้าได้ยินท่านเรียกเชลว่า ‘เรชีล’ นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?”
ชายชราหันไปมองชายหนุ่มที่ตอนนี้หันหน้าหนี ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นและไม่ได้ยิน ชายชราก็พอจะเดาออกว่าไม่มีใครรู้ว่าชื่อนี้เป็ชื่อที่แท้จริงของเชล
“ดูท่าว่าจะไม่มีมนุษย์ในโลกด้านล่างคนไหนรู้จักชื่อจริงของพวกเ้านะ ฮ่าๆๆ” เสียงแตกแหบพร่าดังมาจากบนตู้ที่ชายชราเก็บยาเอาไว้ โคเรลกับเพลสะดุ้ง แล้วทุกคนก็เงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียง แล้วพวกเขาก็พบว่าเสียงมันมาจากัตัวเล็กสีเทาที่ดูเผินๆ คล้ายๆ กลุ่มหมอกควันนอนหมอบติดหลังตู้อย่างเกียจคร้าน
มันตอนนี้กำลังชะเง้อคอลงมามองที่พวกเขาทั้งที่ไม่ยอมลุกขึ้นมานั่งดีๆ มันยิ้มแฉ่งให้ทุกคนจนเห็นเขี้ยวแหลมเล็กสีมุกต้องแสงหลอดไฟสะท้อนสายตาจนพวกเขาต้องหรี่ตามอง
ให้ตายเถอะ หุบปากของเ้าได้แล้ว! พวกข้าจะตาบอดกันอยู่แล้ว!
“แต่ก็เอาเถอะ ชื่อนั้นไม่สำคัญ แต่ข้าอยากรู้ว่าพวกเ้าไปทำอะไรกันมา จิตมารถึงได้ออกมาจากตราบาปของนางหนูมากมายแบบนั้น เล่นเอาซะข้าขนลุกเลย”
“มะ...ั...” เพลละเมอขึ้นมาเสียงเบา ทำไมเขาไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมันเลยล่ะ!?
“...อีกแล้วหรือ” โคเรลรู้สึกว่าั้แ่ที่ได้รู้จักกับดรูว์มาตนเองจะมีโอกาสได้เจอัเยอะเหลือเกิน
“...” ฟรองเซ่เงียบ เขาพอจะรู้แล้วว่าทำไมชายชราถึงได้มีท่าทีเหมือนรู้จักกับพวกดารูวาร์มาก่อน ที่แท้ชายคนนี้ก็เป็คนของควาเซนี่เอง
“คือ...” เชลไม่รู้ว่าตนเองควรจะตอบคำถามนี้ดีไหม หากแต่แบล็คกลับตอบแทนเขา
“ดารูวาร์ใช้ดาบจิตสีดำก่อนมาถึงที่นี่”
รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของัหมอกที่นอนแนบท้องอยู่บนหลังตู้ทันที ชายชราถลึงตามองเด็กน้อยทั้งสองในสายตาของเขาจนทั้งคู่เริ่มสลด รู้ว่างานนี้พวกเขาผิดเต็มๆ
“เ้าลืมหน้าที่ของเ้าไปแล้วหรือ...เรชีล อาดอส” ชายชรากดเสียงต่ำจนดูน่ากลัว พวกฟรองเซ่รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงแบบนั้น ท่าทางสบายๆ ของชายชราหายไปทันที ท่าทางเคร่งขรึมอย่างผู้มีอำนาจเข้ามาแทนที่ชายชราตามวัยเมื่อครู่ราวกับเป็คนละคน
“ไม่...พวกข้าไม่เคยลืม ท่านยูซุย”
“แต่เ้าก็ปล่อยให้นางหนูนั่นใช้จิตมาร รู้ไหมว่าตอนนี้พลังในร่างกายนางไม่เสถียรมากพอสมควร พลังบางอย่างในร่างมันพุ่งพรวดขึ้นมาตลอดเวลา และหากเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น...ถ้าเลวร้ายที่สุด นางจะกลายเป็ตัวอะไร เ้าคงไม่ลืมใช่ไหม” ัหมอกะโลงมาจากตู้ลงบนโต๊ะแล้วจ้องหน้ากับแบล็คที่ยืนอยู่ตรงหน้าตน
ดาบจิตสีดำที่ดารูวาร์ใช้เกิดจากจิตมารในร่าง หากครั้งไหนที่ใช้ดาบจิตแล้วมันกลายเป็สีดำ แสดงว่าในตอนนั้นในร่างมีจิตมารมากกว่าจิตเ้าของร่าง
“...ข้าขอโทษ” สีหน้าแบล็คสลดว่าเดิมเมื่อนึกตามคำพูดของัหมอกตรงหน้า
หากเลวร้ายที่สุด...เชลกับแบล็คขนลุกชัน พวกเขาไม่กล้าคิดเลยว่าเมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาจะต้องตายด้วยสภาพแบบไหน!
“เ้าเก็บไว้พูดกับนางหนูนั่นเถอะ”
“แต่ดูเหมือนว่าท่านจะไม่ยินดียินร้ายอะไรกับเื่ที่เกิดขึ้นเลยนะ ท่านไซย์ทาเลีย” ชายชรายูซุยพูดกับไดรกอนที่เพิ่งจะเดินออกมานอกห้องแลบด้วยใบหน้านิ่งเฉย ไม่ยินดียินร้ายกับเื่ที่เกิดขึ้น
ดวงตาสีฟ้าเข้มของไดรกอนหันไปจ้องกับัหมอกที่ทิ้งตัวแนบโต๊ะอยู่ แล้วเขาก็หันไปมองที่ชายชรา “เ้าจะว่าอะไรหรือไม่...หากพวกข้าจะขออยู่ที่นี่สักพัก”
ยูซุยพยักหน้าอย่างเข้าใจสถานการณ์ “แล้ว...”
“ก็แค่ถูกจิตมารรอบตัวกระตุ้นเอาจนแผลแตกเฉยๆ ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และไม่คลุ้มคลั่งแน่นอน”
เพราะั้แ่ตอนที่สู้กับฏระดับสูงในสนามประลองมืดนั่น ตราบาปก็ไม่อาจสมานได้อีกเลย หากจะให้มันอยู่ในสภาพดีเหมือนก่อนที่จะมาอยู่ในหอเซาท์ ก็มีแต่...ต้องพาไปหาเอวานเท่านั้น
ซึ่งหากเขาทำแบบนั้น ก็ไม่รู้ว่าตอนไหนกันที่พวกเขาจะได้กลับมายังโลกเบื้องล่างนี่อีกครั้ง
เมื่อได้ยินคำยืนยันเช่นนั้นชายชราก็พยักหน้ารับ ฟรองเซ่ที่เงียบไปนานก็ถามไดรกอนในคำถามที่โคเรลและเพลสงสัยมานานเช่นกัน
“ข้าอยากจะถามมาตั้งนานแล้ว...ไม่ว่าจะเป็ดรูว์ ดารูวาร์ หรืออสูรแดง ทำไมสามคนนี้ถึงมีจิตมารทั้งที่ไม่ใช่ฏ”
“เ้ารู้จัก ‘คนบาป’ หรือเปล่า” ไดรกอนไม่ตอบแต่ถามกลับแทน ฟรองเซ่ขมวดคิ้วอย่างสงสัยและไม่เข้าใจแต่ก็พยักหน้ารับ
แม้จะไม่เคยเจอคนบาปจริงๆ แต่พวกเขาก็เคยได้ยินมาบ้าง รุ่นพี่ในหอเองก็เคยพูดตอนที่สอนภาคทฤษฎีอยู่ครั้งหนึ่ง
“มนุษย์ที่ถูกฏทำร้ายแต่ไม่ตายหรือไม่ได้เป็ฏ หากแผลนั้นปล่อยทิ้งเอาไว้ระยะหนึ่งแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง าแจะไม่มีวันรักษาให้หายขาดและถูกเรียกว่า ‘ตราบาป’ มีจิตมารแต่ไม่ใช่ฏ เลยถูกเรียกว่าคนบาป...” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ฟรองเซ่ก็ชะงัก ดวงตาสีน้ำตาลแดงเบิกกว้างเมื่อนึกไปถึงาแที่อยู่บนหลังของดรูว์ รวมถึงเื่ที่รุ่นพี่เคยพูดถึงตอนที่อยู่ในห้องเรียนนั่นด้วยแล้ว…
“หรือว่า...”
“ใช่! ดารูวาร์เป็คนบาป มีจิตมารหากไม่ใช่ฏ จะเรียกว่าเป็ฏผู้ล่าฏก็ได้ ในกรณีของดารูวาร์ ต่อให้รักษาได้ทันก็ยังเป็คนบาปอยู่ดี เพราะมันคือจิตมารของัมาร”
เพราะเป็จิตมารของัมาร หากมีาแเพราะมัน ถ้าไม่ตาย ก็ต้องกลายเป็ฏหรือคนบาป
เขาเชื่อว่าในปีนั้นเป็จิตมารของัมารจริงๆ ไม่ใช่จิตส่วนหนึ่งที่หลุดรอดออกไปแน่นอน ที่ผู้หญิงคนนั้นมีโอกาสใส่ร้ายดรูว์ ก็เป็เื่บังเอิญทั้งสิ้น แต่ที่เขาไม่เข้าใจก็คือ ทำไมัมาร้าฆ่าดราโก้แทนที่จะเป็ดรูว์ซึ่งมีสายเืของไดรลูวาร์
แม้ในตอนนั้นไดรกอนจะแอบตามไปห่างๆ แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าจิตสังหารนั่นพุ่งไปที่ดราโก้ ซาบรีย์! หากในตอนนั้นดรูว์ไม่เข้าไปรับไว้แทน เ้าดราโก้นั่นตายไปนานแล้ว
แต่...
“ดรูว์เคยบอกว่าได้าแนั่นมาจากาาัทมิฬ” ฟรองเซ่แย้ง เพราะตอนนี้เขาก็ยังเห็นชาโดว์ปกติ ไม่ได้เหมือนฏเลยสักนิก
“ชาโดว์ในตอนนั้นถูกจิตมารของัมารเข้าควบคุมจนขาดสติ ทำอะไรลงไปบ้างก็ไม่รู้ตัวหรอก” ชายชรายูซุยเป็คนตอบแทน ไดรกอนเบือนหน้าหนีเมื่อยูซุยพูดถึงเื่นี้ขึ้นมา
เหตุการณ์ที่ทำให้ไดรกอนรู้สึกว่าตัวเองช่างอ่อนแอสิ้นดี
เชลกับแบล็คใ นี่ไม่ใช่แผนของผู้หญิงคนนั้นหรอกหรือ!? เมื่อเหล่มองไดรกอนแล้วเห็นอีกฝ่ายเหมือนจะยอมรับ ทั้งสองพูดไม่ออก
พวกเขาหลงคิดว่าเป็แผนของผู้หญิงคนนั้นมาตั้งนาน...ที่ไหนได้ นั่นเป็จิตของัมารจริงๆ
พวกเขารู้ว่าที่จริงแล้วัมารยังไม่ตายแต่ถูกไดรลูวาร์ผู้เป็จักรพรรดิผนึกเอาไว้ที่ไหนสักแห่งในโลกนี้ ดังนั้นหากมันอยากจะลงมือด้วยตัวเอง มันต้องหาร่างคนอื่นเข้าสิงชั่วคราว และสิงได้แค่ครู่เดียวเท่านั้น ก่อนที่เ้าของร่างนั้นจะกลับมาเป็ปกติ แต่ก็ต้องช้ำในไม่น้อย บางคนตายเพราะรับพลังนั่นไม่ไหวก็มี
“ถ้าอย่างไรพวกเ้าก็พักที่นี่สักพักก็แล้วกัน เ้าหนุ่มนั่นจะได้พักเพื่อรักษาแผลด้วย” ประโยคสุดท้ายเฮซหันมายิ้มให้กับฟรองเซ่
“เอ่อ...พวกเราพักที่นี่ได้จริงหรือ” โคเรลยังไม่แน่ใจเท่าไรนัก เพราะดูจากห้องเมื่อครู่แล้ว...รกชะมัด!
“ได้สิ ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก” ยูซุยว่าพลางปัดๆ มือ โคเรลกับเพลหรี่ตา
ที่เขาพูดน่ะ...ไม่ได้หมายถึงเื่แบบนั้นสักหน่อย
จะถามว่าพวกเขามาทำอะไรที่นี่น่ะหรือ? ก็เพราะว่าหลังจากจบมื้ออาหารแสนทุลักทุเลนั่นแล้ว ดารูวาร์ก็ออกเดินทางทันที พวกเขาจึงต้องรีบตามร่างเล็กที่เดินทางไปยังช่องแคบ เหว ทางป่ารกทึบตามที่อีกฝ่ายเคยบอกพวกเขาว่ามันเป็ทางที่ไม่ว่าจะใช้พาหนะใดก็ไม่อาจผ่านมาได้จริงๆ อย่าว่าแต่หมู่บ้านเลย บ้านสักหลังก็ไม่มี
หลังจากนั้นสองวันหรือก็คือวันนี้ ดารูวาร์พาพวกเขามาหยุดเท้าที่หน้าบ้านไม้เก่าๆ กลางป่าโปร่ง แล้วก็ขอให้ชายชราเ้าของบ้านคนนี้ช่วยรักษาแผลติดพิษให้ฟรองเซ่
เกิดเื่อะไรต่อก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว
เสียงกรีดร้องดังก้องนภาจนสรรพสิ่งสั่นะเื แรงะเืแผ่มายังผืนแผ่นดิน ที่ด้านล่าง มีชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งตามเ้าของเสียงกรีดร้องนั่นไปตลอดทาง
ชายหนุ่มคนนั้นมีเส้นผมสีเหล็กซอยสั้น ดวงตาสีสนิมของเขาจ้องมองเ้าของเสียงนั้นด้วยแววตาเ็ปร้าวราน ด้วยทิวทัศน์โดยรอบมีเพียงป่าไม้ที่ไร้บ้านผู้คนรวมทั้งเวลาที่เป็่กลางคืนทำให้เขาเป็มนุษย์เพียงคนเดียวที่อยู่แถวนี้ ภาพของาาัเหล็กที่ส่งเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานี้จนเขาแทบจะท้อกับการไล่ตามัตนนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ใครต้องมาเป็เหยื่อของัตนนี้อีก
หากแต่เขาก็ไม่อาจทำได้เลยสักครั้ง...
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมให้ใครมาฆ่าัเหล็กตนนี้เด็ดขาด!
“รีเอน่า...” ชายหนุ่มเรียกชื่อของัตนนั้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เขาไม่อาจหยุดัตนนั้นได้...จริงๆ หรือ?
เพียงชั่วครู่หลังจากที่ชายหนุ่มพูดชื่อของัตนนั้นออกมา ัเหล็กที่กำลังกรีดร้องออกมาไม่หยุดก็ชะงัก มันหันกลับไปที่อีกด้านอย่างรวดเร็ว แล้วมันก็บินไปยังจุดที่มันมองเมื่อครู่ด้วยความเร็วสูงจนน่าใ! ชายหนุ่มผมสีเหล็กชะงักก่อนที่จะออกตัววิ่งไล่ตามัเหล็กอีกครั้ง
“รีเอน่า...รีเอน่า! กลับมาก่อน รีเอน่า!!”
ัเ้าของชื่อไม่สนใจเสียงใดๆ ของชายหนุ่มทั้งสิ้น เพราะตอนนี้มันเจอเป้าหมายแล้ว เป้าหมายที่จะทำให้มันมีพละกำลังเพิ่มขึ้นเพียงแค่กินเ้าสิ่งนั้นลงไปเท่านั้น!
“บาป...”
“...บาป...”
“อา...บาป...บาปของข้า...”
“ข้าจะกินมัน!”
ร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นกับเสียงแปลกๆ ที่ดังเข้ามาในหู ก่อนที่ร่างเล็กจะขดตัวลงกับที่นอนนุ่มนิ่มเพราะจากการที่สะดุ้งเมื่อครู่ทำให้ปากแผลแตกออกอีกครั้งจนเืเริ่มไหลซึมออกมาจากแผลที่อยู่บนหลัง ทำให้ความเ็ปแผ่ซ่านไปทั่วจนแทบจะขยับตัวไปไหนไม่ได้
แต่ดูเหมือนว่าดารูวาร์จะไม่ให้ความสำคัญกับแผลที่ปริแตกอีกครั้งแม้แต่น้อย เพราะในใจเอาแต่คิดเื่เสียงแปลกๆ ที่ดังก้องในหัวเมื่อครู่ เสียงที่มีแต่ความเ็ปทรมาน เสียงที่พูดออกมาราวกับว่าถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ตนไม่อยากทำ
เสียง...ใคร?
เมื่อความเจ็บเริ่มทุเลาลง ประตูห้องก็ถูก (เตะ) เปิดอย่างแรง ดวงตาสีฟ้าเข้มเหลือบไปมองเ้าของเสียงเธอก็เห็นไดรกอนวิ่งมาทางนี้ด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
“เป็อะไรไป!? ทำไมข้าถึงได้กลิ่นเืของเ้า” ไดรกอนชะงักเมื่อเห็นว่าที่ผ้าปูเตียงเริ่มมีรอยเืแ่งกว้างจากบริเวณที่ดารูวาร์นอนอยู่เมื่อครู่
ไดรกอนรีบพยุงตัวดารูวาร์ขึ้นนั่งก่อนจะถอดเสื้อและแกะผ้าพันแผลอันเก่าออกโดยเร็วและเบามือที่สุด ไดรกอนกัดฟันแน่นเมื่อเห็นปากแผลที่แตกออกจนเืไหลออกมาไม่หยุด ทั้งตรงปากแผลยังมีจิตมารลอยอ้อยอิ่งออกมาด้วย มือของไดรกอนทาบลงไปบนแผลก่อนจะทำปากขมุบขมิบ เกิดอักขระสีขาวขึ้นรอบปากแผลก่อนจะจางหายไป เืเริ่มไหลช้าลงและหยุดไปในที่สุด ัหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนที่จะหายเข้าไปในห้องข้างๆ ที่ดารูวาร์เพิ่งสังเกตเห็น ไดรกอนออกมาอีกครั้งพร้อมกันกะละมังที่ใส่น้ำอุ่นเอาไว้ เขาจัดการชุบผ้าลงน้ำอุ่น บิดหมาดๆ แล้วเช็ดเืที่เปรอะเต็มหลังของดารูวาร์ออกอย่างเบามือ
“ทำไมแผลถึงได้แตกอีก” ไดรกอนถามเสียงเรียบ เขาไม่คิดว่าแค่นอนทับมันจะแตกได้ขนาดนี้หรอกนะ
“...สะดุ้ง” ดารูวาร์ตอบตามความจริง
“เ้าไม่ใช่คนที่จะสะดุ้งได้ง่ายๆ”
“...ข้าได้ยิน...”
“หือ?”
“เสียงของความกระหาย แต่ก็เ็ปทรมาน” อีกทั้งยังอยู่ใกล้ๆ ที่นี่ด้วย
มือหนาชักกลับเมื่อจัดการเช็ดเืเสร็จแล้ว ไดรกอนค้นยาในกล่องที่ตนหยิบติดมาด้วยเพื่อทำแผลให้ดารูวาร์ใหม่ “แล้ว...”
“เสียงนั้นเหมือนพูดอยู่กับข้า” ดวงตาสีฟ้าเข้มของดารูวาร์เหม่อมองออกไปไกล “เสียงนั้นพูดถึงบาป และตบท้ายด้วยการพูดว่า...”
“จะกินเ้า”
ดารูวาร์เหลือบดวงตาสีฟ้าเข้มของตนไปมองคนที่กำลังทายาที่แผลให้ “เ้ารู้?”
“ฏส่วนใหญ่ที่ดรูว์กับข้าเจอที่ทวีปแดนใต้ต่างก็พูดเช่นนี้ พวกมัน้ากินเ้าที่มีจิตมารเพื่อเพิ่มพลังและอายุขัย”
“แต่อายุขัยของข้ามันสั้น”
มือที่กำลังลงมือทายาที่แผลอยู่ชะงักเพียงนิดก่อนที่จะลงมือทาต่อไป
ทำไมเื่นี้เขาจะไม่รู้...เขาที่รอคอยเธอมานานรู้ดีที่สุด อายุขัยของดารูวาร์สั้นกว่ามนุษย์ปกติหลายเท่านัก ที่เธอยังคงมีตัวตนมาจนถึงทุกวันนี้ได้เพราะเคยดื่มเืของาาัแสงที่มีพลังบริสุทธิ์มาเติมเต็มอายุขัยที่มีอยู่น้อยนิด...และพลังของ ‘สิ่งนั้น’ ที่คอยดึงพลังออกมาเป็อายุขัยให้กับเธอ
เื่นี้ไม่มีใครรู้ แม้ว่าจะเป็พวกเรชิลหรือแม้แต่ชเรด...มนุษย์เพียงคนเดียวในควาเซที่ดารูวาร์ไว้ใจที่สุด
เมื่อทายาเสร็จไดรกอนก็เริ่มพันแผลให้ดารูวาร์ หน้าที่นี้เขาทำให้ดารูวาร์มาั้แ่เมื่อสิบแปดปีก่อน เพราะแผลนี้ไม่มีวันหายจึงต้องดูแลเป็ประจำเพื่อป้องกันไม่ให้มันเน่าหรือติดเชื้อ ดวงตาสีฟ้าเข้มของไดรกอนหม่นแสงลง หากเป็คนปกติบางทีอาจจะทนพิษาแไม่ไหวและตายไปตั้งนานแล้ว นี่เป็เพียงเื่เดียวที่ทำให้ไดรกอนนึกขอบคุณที่ดารูวาร์ไม่ค่อยมีความรู้สึก เพราะถ้าหากว่าดารูวาร์มีความรู้สึกในเื่นี้ เธอต้องทรมานกับาแขนาดใหญ่ที่อยู่บนแผ่นหลังของตัวเองจนทนไม่ได้เลยก็ได้
เขาไม่อยากเสียเธอไป...
เวลาที่เขาได้ใช้ร่วมกับเธอ...มันช่างสั้นนัก
"จบเื่นี้แล้ว ข้าพาเ้าไปให้เอวานรักษาตราบาปดีหรือไม่? เ้าจะได้ใช้ชีวิตปกติเหมือนกับดรูว์ ไม่ต้องทนเจ็บ ไม่ต้องมาคอยระวังว่าแผลจะแตก"
เวทมนต์ใช้กับเด็กคนนี้ไม่ได้ แต่เอวานเป็ผู้ใช้พลังิญญา! แม้ตราบาปจะรักษาไม่หาย แต่มันก็ดีกว่าตอนนี้ ที่คนบาปคนอื่นสามารถใช้ชีวิตปกติได้ ก็เพราะใช้เวทมนต์รักษา หากไม่ไปปะทะกับฏระดับสูง แผลก็จะไม่แตก จะไม่รู้สึกเจ็บ พลังรักษาของผู้ใช้พลังิญญาต่อผู้ใช้พลังจิตเองก็ให้ผลลัพธ์เช่นนี้ แต่เอวานต่างออกไป เพราะเป็าาั์ พลังมากกว่าคนอื่นนัก ทำให้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า
ทว่าเมื่อดารูวาร์ได้ยินชื่ออีกฝ่าย ร่างเล็กเริ่มตัวสั่น ก่อนจะปฏิเสธเสียงเข้มและเด็ดขาด
กว่าดารูวาร์จะออกมาจากห้องได้ก็เป็ตอน่สายๆ ทุกคนใไม่น้อยที่มีเืเปรอะเสื้อเต็มหลังของดารูวาร์ กว่าจะอธิบายจนทุกคนยอมเชื่อว่าไม่ได้เป็อะไรมากก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมง ในขณะที่เริ่มทานอาหารเช้ากันฟรองเซ่เหลือบมองเส้นผมสีน้ำตาลแดงของดารูวาร์อยู่ตลอดเวลา...
ปกติตอนที่ดารูวาร์ออกมาเส้นผมจะเปลี่ยนเป็สีขาวบริสุทธิ์ หากแต่ครั้งนี้กลับยังเป็สีน้ำตาลแดงอยู่จนแม้แต่เขาที่เริ่มชินกับลักษณะของดารูวาร์แล้วยังแยกแทบไม่ออกว่าตอนนี้อีกฝ่ายเป็ดรูว์หรือดารูวาร์กันแน่
เสียงจากโทรทัศน์ที่เปิดเอาไว้ส่งเสียงออกมาโดยไม่ขาด ชายชรายูซุยทำหน้าราวกับรำคาญนิดๆ เมื่อรายการโชว์อะไรบางอย่างที่ดารูวาร์ไม่รู้จักถูกตัดเปลี่ยนไปเป็ข่าวด่วน มือเหี่ยวย่นเอื้อมหยิบรีโมตเพื่อจะปิดมัน หากดารูวาร์กลับคว้ามือของชายชราเอาไว้ก่อน ดวงตาสีอำพันเหลือบมาจ้องคนอายุน้อยกว่าด้วยประกายตาสงสัยก่อนจะถูกเสียงที่ดังออกมาจากโทรทัศน์เรียกให้หันหน้ากลับไปมองมัน
[เมื่อเช้ามืดนี้ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น พื้นที่ที่ข้ายืนอยู่ตรงนี้เคยเป็หมู่บ้านมาก่อน แต่ดูสิ! ตอนนี้มันไม่เหลือแม้แต่เศษซากอาคาร พื้นยุบเป็วงกว้างราวกับถูกอุกาบาตลูกั์หล่นใส่ ส่วนเพลิงที่กำลังลุกไหม้อยู่เพียงนิดด้านล่างก็เป็สีเงิน ช่างประหลาดจริง! ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีคนถ่ายภาพเ้าสิ่งที่ทำลายหมู่บ้านนี้มาได้ด้วยครับ!]
ภาพของเงาดำใหญ่ั์ที่ลอยอยู่บนน่านฟ้ายามค่ำคืนถูกขยายออกมาให้ยลโฉมเต็มหน้าเจอ เชลสำลักน้ำที่กำลังดื่มอยู่เมื่อเห็นภาพนั้น ตะเกียบที่แบล็คกำลังคีบเนื้อปลาอยู่หล่นออกจากมือ ดวงตาสีฟ้าเข้มของดารูวาร์เปล่งประกายเหมือนนักล่าที่หาเหยื่ออันโอชะของตัวเองพบ
“อย่าเชียวนะ” แบล็คกับเชลรีบคว้าไหล่ของดารูวาร์ทันทีเมื่อเด็กสาวยืนขึ้นหลังจากที่ข่าวด่วนถูกตัดมาเป็รายการโชว์ตามเดิม ทำให้ชายชราพยักหน้าอย่างพอใจ เชลอดกรอกตามองบนไม่ได้กับตาแก่ที่สนใจรายการโชว์มากกว่าลูกหลานของคนรู้จักก่อนจะหันมาพยายามพูดเตือนสติดารูวาร์ “แผลที่หลังเ้าแค่ขยับนิดเดียวก็แตกใหม่อีกรอบไม่ใช่หรือ ขืนออกไปเ้าตายแน่ รอให้อาการมันดีกว่านี้หน่อยเถอะ”
แบล็ครีบพยักหน้าเห็นด้วย “เมื่อครู่เ้าก็น่าจะััได้ไม่ใช่หรือ ขนาดเพียงแค่รูปภาพจิตมารยังรุนแรงขนาดนั้น ถ้าเจอตัวจริงนี่เ้าไม่ต้องพูดถึงเลย”
ยูซุยกับเฮซเริ่มพอจะเดาได้ลางๆ ว่าดารูวาร์กำลังตามหาอะไรอยู่ ที่แท้ก็เื่นี้นี่เอง... “ก็อย่างที่เ้าสองคนนั้นว่านั่นแหละ เ้าพักรักษาตัวให้อาการดีกว่านี้ก่อนดีกว่านะ” ยูซุยช่วยพวกเชลพูดกับดารูวาร์ที่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น
“หากเ้าไปทั้งที่ยังอยู่ในสภาพนี้ล่ะก็ เ้าอาจจะถูกจิตมารควบคุมจนคลุ้มคลั่งก็ได้”
สิ้นประโยคนี้ของเฮซดารูวาร์ก็ชะงัก เธอค่อยๆ กลับมานั่งลงที่เก้าอี้อย่างว่าง่าย เฮซยิ้มพอใจกับผลงานของตนแล้วจัดการกับอาหารในชามของตนต่อ
“ยะ...อย่าบอกนะว่าเป้าหมายที่แท้จริงที่เ้าเดินทางมาที่นี่คือ...” เพลหน้าซีดเมื่อนึกไปนึกเ้าของเงาดำที่เขาเห็นในโทรทัศน์เมื่อครู่...ไม่อยากจะคิดเลยว่าตัวจริงจะใหญ่และน่ากลัวแค่ไหน
“ไล่ล่าาาัเหล็ก ข้าต้องรีบฆ่าเ้านั่น....ก่อนที่จะมีใครตายไปมากกว่านี้”
ขนาดาาั์ ผู้ล่าฏแห่งทวีปตะวันตกยังจัดการไม่ได้ แล้วคนทั่วไปจะสู้ได้หรือ? หากเขาต่อกรหรือรั้งมันได้ เขาจะส่งเซตสึมาส่งข่าวให้เธอหรือ?
โคเรลกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “แต่...ไม่จำเป็ต้องเป็เ้าก็ได้นี่”
“ฝีมือของัระดับาาไม่ธรรมดา แน่นอนว่าเชลเองก็มีฝีมือที่ข้าวางใจได้ แต่หากเกิดเหตุผิดพลาดแม้แต่นิด เชลอาจจะกลายเป็เหยื่อของมัน พวกจิตมารน่ะเ้าเล่ห์จะตายไป ยิ่งได้ร่างของัระดับาาด้วยแล้วก็ยิ่งกำจัดยาก” ไดรกอนพูดโดยไม่มองหน้าเชฟหนุ่มเลยด้วยซ้ำ
หากเป็าาัที่ไม่ได้ถูกจิตมารเข้าครอบงำ ดารูวาร์ส่งสองคนนี้ไปจัดการนานแล้ว ก็เชลกับแบล็คน่ะ...ยังไม่เคยสู้กับพวกฏเลยนี่นา
เพราะในตอนนั้นทั้งสองคือนักโทษของคุกมืดเหมือนเธอ หากพวกซาบรีย์เจอตัว ก็จะถูกจับกลับเข้าคุกมืดทันที ดังนั้นเวลาหนีออกมาก็จะไม่ทำตัวโดดเด่น ไม่ต้องพูดถึงการไปสู้กับพวกฏเลย
ไม่รู้ว่าเชลจะรู้สึกปลื้มใจที่ได้ยินประโยคห่วงใยนี้มาจากไดรกอนดีหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้วไดรกอนก็พยายามไม่ให้เขาต้องไปล่าาาัเหล็กตนนั้นเหมือนกับที่ดารูวาร์กำลังทำ
“อีกอย่าง...อืม จากในความทรงจำของดรูว์ ดูเหมือนว่าเ้านี่จะเคยไปอาละวาดในมอลโนวามาก่อน น่าจะเป็...คดีที่ชาวบ้านตายปริศนาแล้วทิ้งจิตมารไว้ที่ศพเหยื่อให้ผู้พบเห็นคนแรกสยองเล่นเป็ของขวัญ” ดารูวาร์พยายามนึกอยู่นานก่อนจะพูดขึ้น ฟรองเซ่พูดไม่ออก เพราะเขายังจำสภาพศพของเหยื่อเ่าั้ได้
ในค่ำคืนนี้สายลมพัดผ่านมาอย่างรุนแรงราวกับกำลังเกิดพายุ กิ่งก้านและใบไม้เสียดสีกันจนเกิดเสียงที่น่ากลัวขึ้น ทว่านั่นก็ไม่ทำให้เ้าของเส้นผมสีน้ำตาลแดงรู้สึกกลัวได้เลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีฟ้าเข้มเหม่อมองตรงไปข้างหน้า...มองไปยังเงาสีดำขนาดใหญ่ที่บินฉวัดเฉวียนด้วยความโกรธเกรี้ยวบ้าคลั่งบนท้องฟ้าพร้อมกับส่งเสียงคำรามออกมาอย่างองอาจ ตอนนี้ร่างเล็กยืนอยู่บนยอดสูงของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แทนที่ร่างเล็กจะกลัวตกต้นไม้ในส่วนที่ตนยืนอยู่เพราะลมพัดแรงจนยอดไม้โอนเอนไปมา แต่เ้าตัวกลับทำสีหน้าไม่รู้ร้อนจ้องมองภาพตรงหน้าเสียนี่
“คิดจะกินข้าอย่างนั้นหรือ...หึ ถึงจะเป็ัระดับาาก็เถอะ แต่ใช่ว่าเ้าจะสามารถกินข้าได้ง่ายๆ หรอกนะ”
ดารูวาร์ย่อตัวลงเพื่อที่จะะโไปยังต้นไม้ต้นถัดไป หากบริเวณรอบตัวเธอกลับเกิดอักขระโบราณสีเหล็กขึ้นในรัศมีสี่เมตร ดวงตาสีฟ้าเข้มหันกลับไปมองยังที่มาของอักขระนี้ เธอก็พบกับชายหนุ่มผมสีเหล็ก ดวงตาสีสนิมคนหนึ่งจ้องมองมาที่เธอราวกับว่าเธอเป็ศัตรูคู่อาฆาตของชายหนุ่ม เป็คนที่เขาจะต้องฆ่าให้จงได้ ดารูวาร์เอียงคอเพียงนิดก่อนจะนึกภาพบางอย่างในความทรงจำของดรูว์ได้ ความรู้สึกแบบนี้...ชายคนนี้คือคู่หูของาาัเหล็กตนนั้น
ดวงตาสีสนิมจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว “ข้าไม่ยอมให้เ้าล่ารีเอน่าหรอก...”
“หือ?”
“นามของข้า! รูสเวลล์ กราดีออส ช่างตีอาวุธระดับสิบขอท้ารบกับเ้าในฐานะนักรบ! เอาล่ะ จงขานชื่อของเ้าออกมาซะ!”
อักขระสีเหล็กทอประกายแสงวาบขึ้นตอบรับเสียงของชายหนุ่ม ดารูวาร์นิ่ง...ชายคนนี้เป็คนของควาเซ ทั้งฐานะที่เป็ถึงช่างตีอาวุธระดับสิบซึ่งถือเป็ชั้นสูงสุดนั่นทำให้ดารูวาร์รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่กล้วยที่เธอสามารถบี้ให้เละได้ง่ายๆ แล้วยิ่งพิธีกรรมท้ารบของควาเซนี่อีก...บ่งบอกได้ว่าหากเธอไม่ตายหรือขยับไม่ได้เสียก่อน ชายหนุ่มจะไม่ยอมปล่อยเธอไปแน่
“รูสเวลล์! เ้าบ้าเอ๊ย! รีบยกเลิกพิธีกรรมท้ารบนั่นซะ!!” เสียงคุ้นหูดังมาจากด้านล่าง เสียงนั้นคือเสียงของเชลที่วิ่งหอบแฮ่กมาทางนี้พร้อมกับแบล็คที่ยังไม่คลายร่างแปลงมนุษย์
“ไอ้บ้าเอ๊ย! เ้าอยากจะตายนักรึ!!”
รูสเวลล์ชะงัก เ้าสองคนนี้นี่มันปากเสียพอๆ กันเลย แต่สิ่งที่ชายหนุ่มสงสัยคือประโยคที่ออกมาจากปากของเ้าสองคนนี้ต่างหาก
“หมายความว่าอย่างไร...”
ทว่ามันกลับสายไปแล้วที่เขาจะยกเลิกตอนนี้ เพราะดารูวาร์ได้เอ่ยนามของตนเพื่อรับคำท้านั่นเรียบร้อยแล้ว!
“นามแห่งข้า ซินดาเทีย ลาเบียร์ ตำแหน่ง...ไม่มี!”
แสงของอักขระสีเหล็กสว่างวาบรับคำท้าจนแสบตา เพลิงสีเหล็กลุกโชติ่แผดเผาร่างของรูสเวลล์และหายเข้าไปในร่างของชายหนุ่ม เมื่อเปลวเพลิงหายไปจนหมดก็ปรากฏชายหนุ่มที่อยู่ในชุดเกราะแปลกตาพร้อมกับค้อนั์ในมือเตรียมสู้ ทางด้านดารูวาร์ก็มีไฟสีขาวหุ้มร่าง เส้นผมสีทองอ่อนที่ปลิวไหวไปตามลม ชุดคลุมสีดำที่ยาวคลุมทั้งตัว บดบังอาภรณ์ประหลาดสีน้ำเงินเข้มขลิบทองลวดลายประหลาดตา หากแต่ไม่มีอาวุธเหมือนรูสเวลล์
ชายหนุ่มหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก การพูดเช่นนั้น เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน หากก็พอจะเดาได้ว่าคนตรงหน้าไม่เคยเข้ารับการทดสอบใดๆ จากควาเซ เขาล่ะเ็ปใจจริงๆ ที่ตนท้าสู้กับอีกฝ่ายเสียจริงจังขนาดนี้!
หากแต่สิ่งที่ติดค้างอยู่ในหัวของเขากลับมีอยู่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น และมันทำให้ชายหนุ่มสั่นสะท้านเมื่อนึกถึงเื่ต้องห้ามในควาเซออกมาได้
ลาเบียร์...เ้าเด็กนี่มันใช้ชื่อลาเบียร์ได้อย่างไร!? ทั้งยัง...ชื่อนั่น...
รูสเวลล์ตอนนี้เหมือนคนขาดอากาศ ยิ่งพลังที่แผ่ออกมาจากอาภรณ์นักรบของอีกฝ่าย เขาก็ยิ่งหวาดกลัวจนแทบจะสิ้นสติ สัตว์ป่าที่ยังหนีออกไปไม่หมดต่างก็ล้มลงสิ้นชีพจากแรงกดดันนั้น เชลกับแบล็คที่อยู่ด้านล่างไกลออกไปเองก็ยังสั่นสะท้าน
สาบานทีว่าเ้าบาทหลวงเก๊ (!?) นั่นผนึกพลังส่วนใหญ่ของดรูว์แล้ว!!
ทุกคนสั่นสะท้านเพราะแรงกดดันที่คนร่างเล็กปล่อยออกมา นั่นยิ่งกระตุ้นความทรงจำไม่รักดีของรูสเวลล์ มันพาเขาไประลึกถึงศิลาแห่งการกำเนิด ชื่อที่อยู่ล่างสุด ชื่อสุดท้ายที่ปรากฏในตระกูลลาเบียร์
ชื่อนั่น...ชื่อต้องห้ามนั่น! เด็กนั่นคือคนคนนั้นรึ!?
ชื่อที่ห้ามเอ่ยในอาณาจักรควาเซ ชื่อที่ทำให้ตระกูลลาเบียร์พังพินาศ!!