บทที่ 14
สังเกตการณ์
จิ่วเหรินหยุดชะงักไปเมื่อได้ยินคำเอ่ยทักของซ่งจื้อ เขาดูออกว่าพลังเทพของนางนั้นถูกผลึก ทว่ารอยยิ้มของซ่งจื้อนั้นกำลังบอกนางว่าไม่เป็อะไร เื่ของนางเขาย่อมไม่พูด แม้จะสงสัยว่าเพราะเหตุอะไรที่ทำให้จิ่วเหรินซ่อนตนเองจากทุกสิ่ง
“มันก็ดีแล้วมิใช่หรือ? เ้าเองก็ไม่อยากให้ผู้ใดรู้ว่าตนนั้นเป็เทพ”
“...”
“วางใจเถอะจิ่วเหริน ข้านั้นไม่ชอบมากอยู่แล้ว เื่ของเ้าข้าเองก็จะไม่พูดเช่นกัน”
“ขอบคุณเ้าค่ะศิษย์พี่”
นางวาดรอยยิ้มตอบและขอตัวกลับไปที่ห้องเพื่อเตรียมตัวไปสังเกตการณ์ในค่ำคืนนี้
คล้อยหลังของจิ่วเหรินที่ออกจากห้องตำราไป ซ่งจื้อก็ผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความตึงเครียด ใบหน้าที่อ่อนโยนใจดีนั้นแปรเปลี่ยนเป็แข็งทื่อเ็า ต้องคว้าตำรามาอ่านเพื่อสงบจิตใจของตนเอง
นึกไปถึงเื่ที่ได้พูดคุยกับท่านตี้หวั่งิเกี่ยวกับจิ่วเหรินผู้นี้
“จิ่วเหรินนั้นมีเื่อะไรมาก่อนอย่างนั้นหรือ? นางดูไม่อยากเผยตัวตนเทพสักเท่าไร”
“นางเป็เทพอย่างนั้นรึ?”
ท่านตี้หวั่งิดูจะงุนงงอยู่ไม่น้อย หลังรับนางเป็ศิษย์ก็สอนสั่งวิชาความรู้เพิ่มเติม ก่อนหน้านี้นางก็เล่าเรียนอยู่กับผู้เป็ปู่ของตนเอง ท่านตี้หวั่งินั้นเข้าใจว่านางเป็เพียงเซียนทั่วไป
“หมายความอย่างไรหรือท่านตี้หวั่งิ”
“ข้าเองก็อยากถามเ้าเช่นกันซ่งจื้อ นางบอกเ้าหรือว่าตนเองนั้นเป็เทพ”
“เปล่าขอรับ”
“จิ่วเหรินเป็หลานสาวของ เสิ่นซ่างฉือ เทพสูงสุดของ์เก้าชั้นฟ้า” ซ่งจื้อขมวดหัวคิ้วของตนเองอย่างไม่ค่อยเข้าใจ ว่ากันว่าเสิ่นซ่างฉือนั้นถือครองเพศพรหมจรรย์ มุ่งมั่นแต่การบำเพ็ญเพียร
“...”
“อย่าว่าแต่เ้าสงสัยเลยซ่งจื้อ ข้าเองนั้นก็สงสัยเช่นเดียวกับเ้า เื่ของจิ่วเหรินนั้นไม่มีผู้ใดอยากยุ่งวุ่นวายนัก ด้วยเกรงใจท่านเสิ่นซ่างฉือที่รักนางมาก”
การสนทนาหยุดลงเพียงเท่านั้น ซ่งจื้อเห็นว่าท่านตี้หวั่งิเองก็ไม่ได้รู้เื่ของจิ่วเหรินมากนัก จึงไม่อยากอยู่รบกวนเวลาของท่านต่อ
นานมากแล้ว ซ่งจื้อเคยรู้จักกับสตรีผู้หนึ่งที่คล้ายคลึงกับนาง เป็สหายสนิทเพียงผู้เดียวที่อยู่ข้างกายเขา แต่แล้ววันหนึ่งนางก็หายไปจากชีวิตของซ่งจื้ออย่างไร้ร่องรอย นางหายไปราวกับสลายไปในอากาศ
เขาพักเื่ของจิ่วเหรินเอาไว้เพียงเท่านี้ ซ่งจื้อคิดว่านางยังอยู่กับเขาอีกยาวนาน ปริศนาที่ซ่อนไว้ย่อมต้องถูกเปิดเผยเข้าสักวัน แต่ตอนนี้เขากลับสงสัยอีกเื่หนึ่ง
ผนึกพลังเทพของจิ่วเหรินนั้น ผู้ใดปิดกลับคืนให้แก่นางกัน
ด้านนอกนั้นยังคงสวยงามจนจิ่วเหรินต้องหยุดมอง วิถีของผู้บำเพ็ญนั้นเรียบง่ายและไม่วุ่นวาย การจะสำเร็จบรรลุได้ต้องใช้ความเพียรพยายามมาก เทพที่อยู่บน์ก็หันมาบำเพ็ญ ไม่เว้นแต่สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ที่อยู่ในป่า ต่างก็มุ่งหนทางบรรลุเช่นกัน
นางขยับตัวจะเดินกลับไปที่ห้องของตนเอง ทว่ากลับได้ยินเสียงกรอบแกรบของกระดาษที่นางเก็บเอาไว้ จิ่วเหรินกลับมานึกได้อีกครั้งว่าจดหมายนั่นนางลืมอ่านไปเสียสนิท ว่าแล้วก็ล้วงเข้าไปหยิบมันออกมาจากเสื้อตัวใน คลี่จดหมายที่ค่อนข้างยับออกมาอ่านอย่างระมัดระวัง
เนื้อหาใจความนั้นไม่ได้มีอะไรมาก เป็ภาพวาดคล้ายสถานที่ใดสักแห่ง เห็นหอคอยสูงเสียดฟ้า ั้แ่จิ่วเหรินเกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นสถานที่นี้มาก่อน มีตัวอักษรเล็กมากชนิดที่ต้องเพ่งอ่าน กำกับอยู่ใต้รูป
‘สูงสุดของหอสัตบรรณ’
จิ่วเหรินอ่านแล้วก็ยังต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ทว่ามันอาจเป็แผนที่ชี้จุดอะไรสักอย่าง นางพับเก็บและซ่อนกลับคืนที่เดิม ก่อนที่สองเท้าจะมุ่งหน้ากลับห้องเพื่อเตรียมตัวในคืนนี้
“เวลานี้เซียนสาวผู้นั้นอยู่ที่ป่าเค่ออี้ขอรับ”
คำตอบที่ชิงมู่นำมาบอกซือเหยียนนั้น ทำให้เกิดรอยยิ้มกดลึกตรงมุมปาก เดิมทีเขาตั้งใจที่จะไปจัดการแนวเขตกั้นของเผ่าเทพ หมายจะให้อีกฝ่ายร้อนรนใจจนต้องออกมา ทว่าชิงมู่กลับนำเื่มาบอกเขาเสียก่อน
“นางไปมุดหัวกระทำสิ่งใดอยู่ที่ป่าเค่ออี้”
“เห็นว่านางคอยดูแลเซียนที่บำเพ็ญขอรับท่านประมุข” ชิงมู่ตอบผู้เป็นายให้หายสงสัย
“ข้าอยากได้ภูติมาเล่นด้วยสักสองสามตน”
“หะ..หา อะไรนะขอรับ”
ซือเหยียนลุกขึ้นจากบัลลังก์ของประมุขเผ่าปีศาจ สตรีผู้นี้ทำร้ายเขาได้ด้วยมือเดียว นางยิ่งใหญ่มาจากที่ใดกัน ถึงกล้าหยุดความบ้าคลั่งของเขา แต่สิ่งที่ซือเหยียนอยากพิสูจน์นั้นมีอีกข้อ
สตรีเผ่าเทพนามว่า จิ่วเหริน นั้นเกี่ยวข้องอันใดกับความฝันของเขา
ชิงมู่แม้ไม่อยากทำตามสิ่งที่ซือเหยียนสั่ง การทำร้ายภูติหรือสิ่งมีชีวิตที่ป่าเค่ออี้นั้น จะนำพาจตุรทิศสัตว์เทพให้ออกมา และนั่นก็จะยิ่งทำให้์ยื่นมือเข้ามายุ่ง
“ขอท่านประมุขจงคิดให้ถี่ถ้วนอีกทีขอรับ”
“หือ..”
“ท่านอาจพบเจอกับจตุรทิศสัตว์เทพ พลังของพวกเขานั้น์ย่อมรับรู้”
“แล้วอย่างไร?” ซือเหยียนถามอย่างไม่แยแส
“ท..ท่านประมุข”
“อย่าตาขาวนักสิชิงมู่ เ้าเป็มือขวาของข้าเชียวนะ อย่าทำให้ข้ารู้สึกว่าเ้าดูน่าสมเพช”
“ขออภัยขอรับ”
“เหตุใดเผ่าปีศาจจึงหวั่นเกรง์นักเล่า! นี่มันเื่ของโลกยุทธภพ ไม่เกี่ยวกับเบื้องบนเสียหน่อย หรือถ้าต้องทำศึกกับ์ ข้าก็ไม่เห็นว่าจะต้องหวาดหวั่นเลยสักนิด!”
ซือเหยียนก้าวฉับลงจากที่นั่งเดินออกไป ชิงมู่ส่ายหน้าไปมาอย่างปลงตก เห็นทีเผ่าปีศาจต้องสิ้นสูญด้วยน้ำมือของซือเหยียนเป็แน่ อย่างที่ท่านซือเจิ้งเดาเอาไว้ไม่มีผิด เขาผู้นี้จะนำพาเผ่าปีศาจให้ล่มสลายอย่างราบคาบ
คิดได้ดังนั้นก็นำความไปกล่าวกับท่านซือเจิ้ง ที่ตอนนี้นั้นกำลังศึกษาตำรากับท่านราชครูลั่วเต๋อ
“ท่านซือเจิ้งขอรับ ชิงมู่มาขอพบ”
“ให้เข้ามา”
เมื่อได้ยินเสียงอนุญาตของซือเจิ้ง ชิงมู่จึงคลานเข้ามาอย่างนอบน้อม เห็นรอยยิ้มน้อยของซือเจิ้งที่มองมาราวกับรู้ว่าชิงมู่จะพูดอะไร
“ซือเหยียนทำไมอีกเล่าคราวนี้?”
ผู้เป็บุตรชายของประมุขเผ่าปีศาจที่สิ้นไปในาเอ่ยถามขึ้น ชิงมู่รีบบอกด้วยน้ำเสียงกังวล
“ท่านประมุขกำลังจะไปป่าเค่ออี้ขอรับ ข้าเกรงว่ามันอาจจะเป็เื่ใหญ่”
“ป่าเค่ออี้? ไปทำไมรึ?”
“เอ่อ..” พอถูกถามชิงมู่ก็อึกอักไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาส่ายหน้าแทนเป็เชิงบอกว่าไม่รู้
“เช่นนั้นก็ปล่อยเขาไป หากเขาอยากก่อาก็ช่างหัวเขาปะไร”
“ห..หา!”
ซือเจิ้งกล่าวออกมาด้วยท่าทีสบาย ไม่ได้มีความกังวลเดือดร้อนในสิ่งที่น้องชายกระทำอยู่
“ใอะไรกันชิงมู่ ท่านประมุขของเ้าบ้าดีเดือด นำปัญหามาสู่เผ่าปีศาจไม่เว้นวัน หากเขาชื่นชอบการสู้รบนัก ก็ปล่อยให้สู้ไปตามลำพัง เขาตายไปข้าก็ยังอยู่”
“จริงอย่างที่ท่านซือเจิ้งว่า หากเ้าเห็นว่าเขาทำอะไรเกินกว่าเหตุ เ้าก็อย่าเอาตัวไปยุ่งสิ” ท่านราชครูลั่วเต๋อเอ่ยสมทบคำพูดของซือเจิ้ง ชิงมู่พยักหน้าอย่างรับรู้ก่อนจะเอ่ยลา
แต่เมื่อชิงมู่ออกมาถึงด้านนอกก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองกลับเข้าไป ทุกถ้อยคำที่ซือเจิ้งพูดไม่ต่างอะไรกับคนที่อยากครองอำนาจ เขาหวังให้น้องชายสร้างปัญหาจนตัวตาย เพื่อรอยึดทุกสิ่งกลับไปเป็ของตน
ทว่าก่อนหน้านี้ซือเจิ้งยืนกรานจะไม่รับตำแหน่งประมุขของเผ่าปีศาจ อ้างเื่สุขภาพที่อ่อนแอ แต่สิ่งที่ชิงมู่พบเจอในวันนี้นั้นช่างแตกต่าง ซือเจิ้งเืเย็นกว่าที่คิดเอาไว้มาก
“แล้วข้าต้องทำอย่างไรดีกับเื่นี้!”
ชิงมู่พูดกับตนเองอย่างคนหาหนทางไม่พบ เขาไม่อยากทรยศซือเหยียนที่เลือกเขา ชิงมู่อาจต้องกลายเป็ทาส หากซือเหยียนไม่ให้โอกาสในครั้งนั้น
ยามค่ำคืนที่กำลังมาเยือน จิ่วเหรินและซ่งจื้อพร้อมด้วยหวงหลง พากันเดินไปตามนอกสายป่าเค่ออี้ที่เป็จุดสิ้นสุดของพลังจตุรทิศสัตว์เทพ ในใจของจิ่วเหรินเต้นรัวและหวังว่าจะไม่ใช่อย่างที่นางคาดคิด นางไม่หวังให้มือของซือเหยียนเปรอะเปื้อนมากกว่านี้อีกแล้ว
เหล่าภูติบางตนจำต้องออกมานอกเขตชายป่าเค่ออี้ ที่อยู่อาศัยของพวกเขานั้นมีประปราย อีกทั้งพวกเขาเองก็อยู่อย่างสงบสุขกันมานาน จนไม่จำเป็ต้องพึ่งพลังของสัตว์เทพทั้งสี่
ซ่งจื้อพาจิ่วเหรินมาปักหลักอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ที่เคยเป็ที่อยู่อาศัยของพวกภูติมาก่อน ส่วนหวงหลงนั้นก็อยู่อีกต้นหนึ่ง คอยสังเกตการณ์ว่าจะมีสิ่งใดผิดปกติโผล่มาหรือไม่
กว่าค่อนคืนที่ทั้งสามเฝ้ามองทุกสิ่งอย่างตั้งใจ ก่อนที่บางสิ่งบางอย่างจะมาเยือนพร้อมรอยยิ้ม
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด