ก่อนหน้านี้ ในขณะที่ชายชรากับมังกรในคราบชายวัยกลางคนกำลังพูดคุยกันเฮยหลงที่ได้ยินจากหั่วหงว่าลี่หงทำเนื้อย่างให้กินตอนอยู่ในมิติแถมยังบอกว่าอร่อยกว่าอาหารในโรงเตี๊ยมตระกูลโจวอีก ดวงตาของมังกรหนุ่มก็ทอประกายแล้วมองมาทางลี่หงทันที
เมื่อได้เห็นท่าทางของเฮยหลงลี่หงก็ยอมแต่โดยดีเนื่องจากตนก็อยากลองชิมเนื้อของกระทิงเพลิงเหมือนกัน ไม่รอช้าลี่หงจึงชำแหละเนื้อของกระทิงเพลิงออกมาส่วนหนึ่งแล้วนำมาแร่เป็นชิ้นๆหมักด้วยเกลือและพริกไทย
จากนั้นก็นำหินก้อนที่ได้ลงอักขระไว้ออกมาจากมิติแล้วก็ทำการย่างจนส่งกลิ่นหอมออกมา
ในระหว่างย่างลี่หงจึงใช้จานที่ซื้อมาพัดพาให้กลิ่นหอมลอยไปหาชายชราทันทีและมันก็ได้ผลเมื่อชายชราได้กลิ่นก็ทำหน้าเหม่อลอย
ส่วนมังกรในคราบบุรุษวัยกลางคนเมื่อเห็นท่าทางคู่พันธสัญญาก็ส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจแม้คู่หูตนจะแข็งแกร่งเพียงใด แม้ตัวตนระดับคู่หูของตนไม่จำเป็นต้องดื่มกินแต่สุดท้ายคู่หูของตนก็พ่ายแพ้ให้ของกินอยู่ดี
มารู้สึกตัวอีกทีคู่หูของตนก็เดินเข้าไปร่วมวงเนื้อย่างเรียบร้อยแล้วทางด้านลี่หงเมื่อเห็นมังกรในคราบชายวัยกลางคนยังยืนอยู่นอกวงจึงเอ่ยทักขึ้น
“ท่านก็มากินด้วยกันสิเจ้าคะ เนื้อของเจ้ากระทิงเพลิงนี่อร่อยสุดๆเลย”เมื่อได้ยินดังนั้นมังกรในคราบชายวัยกลางคนก็ไม่รอช้า เดินเข้ามาร่วมวงเนื้อย่างทันที
“ยัยหนูเหตุใดเนื้อที่เจ้าย่างมันถึงได้อร่อยแบบนี้เจ้าทำได้ยังไงกัน” ชายชราพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น ส่วนสามสัตว์อสูรในคราบมนุษย์ทั้งสามนั้นไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวเพราะในปากของทั้งสามเต็มไปด้วยเนื้อย่างชุดก่อนหน้านั่นเอง
“ความลับเจ้าค่ะ”ลี่หงยิ้มขึ้นมาจากนั้นก็หันไปย่างเนื้อต่อทางด้านชายชราเมื่อเห็นดังนั้นก็ไม่ถามอะไรอีกจึงนั่งมองเนื้อย่างชุดใหม่อยากใจจดใจจ่อ แต่สายตากลับมองเห็นสิ่งผิดปกติ
“นี่ยัยหนูเจ้าเอาไฟที่ไหนมาย่างเนื้อกัน”สิ่งที่ชายชราเห็นนั่นก็คือลี่หงย่างเนื้อโดยไม่ใช้ไฟ แถมยังย่างบนก้อนหินอีกด้วย เห็นดังนั้นชายชราจึงแปลกใจและเอ่ยถามขึ้น
“ท่านลองดูที่หินที่ข้าใช้ย่างสิเจ้าคะ”เมื่อได้ยินดังนั้นชายชราก็ลองมองสำรวจหินตรงหน้า ก่อนจะอ้าปากกว้างด้วยความตกใจ
“จะ เจ้าเป็นผู้ใช้อักขระงั้นรึ! จะเจ้า เจ้าใช้อักขระในการย่างเนื้อเนี่ยนะ” เมื่อตรวจสอบดูแล้วชายชราก็แทบจะบ้าตาย ตัวตนของผู้ใช้อักขระนั้นล้วนหายากยิ่งอีกอย่างการสลักอักขระนั้นใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ การจะสลักอักขระแต่ละครั้งต้องใช้ลมปราณและสมาธิเป็นอย่างมากหากผู้ใช้อักขระไม่มีความชำนาญพอการสลักอักขระในแต่ละครั้งย่อมสร้างความเสียหายให้แก่วัตถุชิ้นนั้นไม่มากก็น้อย
อีกทั้งวัตถุที่สามารถสลักอักขระลงไปได้จะต้องแข็งแกร่งเพียงพอไม่ใช่ว่าจะสลักอักขระใส่อะไรก็ได้เหมือนที่ตนเห็นตรงหน้า ‘ ยะ ยัยหนูนี่เป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวงั้นรึ!บะ บ้าไปแล้ว ไหนจะสามารถสลักอักขระลงบนก้อนหินธรรมดาได้ อ่า! นี่ข้าเจอยอดอัจฉริยะ ไม่สิ! แบบยัยหนูนี่ต้องเรียกว่าตัวประหลาดแล้ว’
“ท่านปู่ ท่านปู่ ท่านมัวแต่เหม่อลอยเนื้อย่างจะหมดแล้วนะเจ้าคะ” ได้ยินดังนั้นชายชราก็ตะโกนขึ้นมาทันที
“เฮ้ย!!! พวกเจ้าแบ่งให้ข้าบ้างสิ”ในขณะที่สองมนุษย์และสามสัตว์อสูรกำลังกินเนื้อย่างกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้นลี่หงที่ปล่อยสัมผัสออกไปทั่วบริเวณในรัศมีห้าลี้ ก็สัมผัสได้ถึงตัวตนระดับราชันย์กำลังมุ่งหน้ามาทางตนด้วยความรวดเร็ว
“ดูเหมือนเราจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญนะเจ้าคะท่านปู่”ชายชราเมื่อได้ยินคำพูดของลี่หงก็ขยายสัมผัสพลังออกไป ไม่นานก็พบกับสัตว์อสูรระดับราชันย์ตัวหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้ามาทางตน
“ยัยหนู พวกเจ้ารีบออกไปจากที่นี่ดีกว่า”พูดจบชายชราก็ทำหน้าเคร่งเครียดทันที ไม่เว้นแม้แต่มังกรในคราบชายวัยกลางคนแต่เมื่อชายชรามองมายังลี่หงก็ต้องแปลกใจเพราะกลุ่มของลี่หงนั้นยังนั่งย่างเนื้ออยู่ราวกับว่าการมาของสัตว์อสูรระดับราชันย์ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
แต่ก่อนที่ชายชราจะพูดอะไร ตรงหน้าของทุกคนก็ปรากฏงูยักษ์สีดำทมิฬลำตัวสูงกว่าสามเมตร ความยาวจากหัวจรดหางนั้นยาวมากกว่าสองร้อยเมตร ทั้งยังกำลังส่งเสียงขู่ฟ่อมายังกลุ่มของตน
ฟ่อ!!!
“เจ้าพวกมนุษย์ชั้นต่ำพวกเจ้าใช่ไหมที่บังอาจมาบุกรุกถิ่นของข้า ทั้งยังสังหารภรรยาและลูกของข้า”อสรพิษเพลิงทมิฬพูดขึ้นด้วยความเดือดดาล พลางปลดปล่อยแรงกดดันระดับราชันย์ขั้นแรกออกมาทางด้านลี่หงเมื่อได้ยินคำพูดของอสรพิษเพลิงทมิฬก็แปลกใจไม่น้อย แต่ก่อนลี่หงจะได้พูดอะไรหั่วหงก็พูดขึ้น
“ท่านพี่ นั่นท่านใช่ไหม” หั่วหงพูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองไปยังอสรพิษเพลิงทมิฬด้วยความดีใจทางด้านอสรพิษเพลิงทมิฬนั้นกลับจ้องมองมาทางหั่วหงด้วยความงุนงง
“ข้าไม่รู้จักมนุษย์เช่นเจ้า”เมื่อลี่หงได้ยินก็แปลกใจ พลางคิดว่าหั่วหงอาจจะรู้จักกับอสรพิษทมิฬตรงหน้า
“หั่วหง เจ้ารู้จักกับเจ้างูดำนี่ด้วยรึ”
“เจ้าค่ะ เขาเป็นสามีของข้าเอง”หั่วหงพูดขึ้นด้วยความดีใจและลำบากใจในเวลาเดียวกัน เมื่อเห็นท่าทางของหั่วหง ลี่หงก็พูดขึ้น
“ถ้าเป็นแบบนั้นเจ้าก็กลับร่างเดิมแล้วไปคุยกันให้รู้เรื่องเถอะ” ได้ยินดังนั้นหั่วหงก็กลับคืนร่างอสรพิษเพลิง แล้วก็เลื้อยเข้าไปหาอสรพิษเพลิงทมิฬทันที
แม้อสรพิษเพลิงทมิฬจะตกใจ แต่หั่วหงก็อธิบายทุกอย่างให้อสรพิษเพลิงทมิฬฟังตั้งแต่ตอนนี้โดนฝูงหมาป่าขนเหล็กโจมตี จนได้ลี่หงช่วยชีวิตไว้ อีกทั้งยังสามารถช่วยชีวิตลูกๆของตนไว้ด้วย
ทางด้านชายชราและมังกรในคราบชายวัยกลางคนต่างก็ตัวแข็งค้างด้วยความตกใจ เมื่อรู้ว่าดรุณีน้อยตรงหน้าเป็นถึงสัตว์อสูรระดับราชันย์ยิ่งมาได้ยินเรื่องราวที่สองอสรพิษพูดคุยกัน ชายชราก็ยิ่งตกตะลึงเข้าไปใหญ่
แม้จะมีหลายเรื่องที่ตนไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะสอบถามออกไปทั้งตัวตนของเด็กสาวตรงหน้า ทั้งการทำพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงที่อสรพิษเพลิงกล่าวมา
แม้จะพึ่งพบกัน แต่ลี่หงก็ยอมให้ชายชรารับรู้เรื่องราวของพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงเพราะเจ้าตัวย่อมมองออกว่าชายชราตรงหน้าหาใช่คนเลวร้ายไม่ แม้ตอนนี้ลี่หงจะมีอายุเพียงไม่สิบห้าขวบปีแต่ด้วยความทรงจำและประสบการที่ได้รับมาจากท่านมหาเทพและท่านมหาเทพีแห่งพฤกษา ทำให้ลี่หงมีมุมมองและการสังเกตผู้คนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
หลังจากนั้นไม่นาน หั่วหงก็เลื้อยกลับมาหาลี่หงพร้อมกับอสรพิษเพลิงทมิฬจากนั้นทั้งคู่ก็กลายร่างกลับมาเป็นมนุษย์ โดยอสรพิษเพลิงทมิฬตอนนี้อยู่ในรูปร่างของบุรุษหนุ่มรูปงามที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับหั่วหงมากเพียงแต่เป็นบุรุษเท่านั้น เมื่อเดินมาอยู่หน้าลี่หงทั้งคู่ก็คุกเข่าลงจากนั้นอสรพิษเพลิงทมิฬก็พูดขึ้น
“นายท่าน ได้โปรดรับข้าเป็นสัตว์เลี้ยงในพันธสัญญาของท่านด้วยขอรับ”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
“เหตุใดเจ้าถึงอยากมาเป็นสัตว์เลี้ยงของข้าล่ะ”ลี่หงถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย แม้ตนอยากได้สัตว์เลี้ยงมาเพิ่มแต่หากตนไม่ชอบหรือไม่ยอมรับย่อมไม่มีทางแน่นอน ทว่าแท้จริงแล้วในใจของลี่หงแทบอยากจะกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี
หากไม่รับตนก็โง่เต็มทีแล้วมีอย่างที่ไหนที่สัตว์อสูรระดับราชันย์จะมายอมสวามิภักดิ์ง่ายๆแบบนี้ ส่วนชายชราเมื่อได้ยินสิ่งที่อสรพิษเพลิงทมิฬพูดก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ‘อ่า!! ข้าอยากจะบ้าตายนี่มันอะไรกัน แบบนี้ก็ได้งั้นรึ! นี่มันจะง่ายเกินไปแล้ว’
“ข้าเพียงอยากอยู่ด้วยกับภรรยาและลูกเท่านั้นขอรับไม่ว่าท่านจะให้ข้าทำอะไร ข้ายินดีทำทุกอย่างตามที่ท่านสั่งขอรับ” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจแต่ก็ยังวางท่าเพื่อดูท่าทีของอสรพิษเพลิงทมิฬตรงหน้า
“เท่าที่ข้ารู้เผ่าพันธุ์อสรพิษอย่างพวกเจ้าไม่ได้อยู่กันเป็นคู่หรือครอบครัวไม่ใช่รึแล้วเหตุใดเจ้าจึงอยากอยู่ด้วยกันกับหั่วหงของข้าล่ะ” ได้ยินดังนั้นอสรพิษเพลิงทมิฬหนุ่มก็ตอบออกมาโดยไม่ได้ปิดบังโดยมีหั่วหงคอยพูดเสริมอยู่ในบางช่วง
สรุปแล้วแต่เดิมทั้งคู่อาศัยอยู่ในหุบเขาอสรพิษแต่ด้วยตั้งใจว่าจะอยู่ครองคู่กันโดยจะไม่แยกจากกันไปไหน ทั้งหั่วหงยังเป็นอสรพิษเพลิงที่มีเปลวเพลิงที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมากทำให้เป็นที่หมายปองของเหล่าอสรพิษหนุ่มในเผ่าพันธุ์ แต่เมื่อเหล่าอสรพิษตัวอื่นๆ รู้เรื่องของหั่วหงและเฮยหลงก็เคียดแค้นไล่ล่าสังหารทั้งคู่จนมาถึงป่าหมอก
เมื่อหลบหนีออกมาได้ทั้งคู่ก็พากันอาศัยอยู่ในป่าหมอกทว่าเมื่อหั่วหงตั้งท้องอสรพิษเพลิงทมิฬหนุ่มก็ออกไปหาอาหารในขณะที่หั่วหงอยู่ในถ้ำตัวเดียวก็ถูกโจมตีโดยฝูงหมาป่าขนเหล็กและได้ลี่หงช่วยเหลือไว้ส่วนอสรพิษหนุ่มเมื่อกลับมาถึงรังก็พบแต่ร่องรอยของการต่อสู้และเปลือกไข่ที่ถูกทำลายจึงคิดว่าหั่วหงนั้นโดนสังหารเลยออกอาละวาดไปทั่วป่าหมอก
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดลี่หงก็ทำพันธสัญญากับอสรพิษหนุ่มแทบจะทันที เพราะที่ผ่านมาตนสังเกตหั่วหงเสมอโดยเฉพาะตอนที่จ้องมองไปยังครอบครัวของเสี่ยวหลางมักจะมีแววตาเศร้าสร้อย หลังจากทำพันธสัญญาเสร็จแล้วลี่หงก็พูดขึ้น
“จากนี้เจ้าชื่อหั่วหลงนะเอาล่ะไหนๆก็หมดเรื่องแล้ว เรามาฉลองกันเถอะ” พูดจบลี่หงก็เอาเนื้อออกมาย่างเพิ่ม ทางด้านชายชราและมังกรในคราบชายวัยกลางคนได้ฟังและได้เห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้าต่างก็ตกใจและแปลกใจเป็นอย่างมาก จนชายชราทนไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นมา
“ยัยหนู พันธสัญญาที่เจ้าทำเมื่อครู่มันคืออะไรงั้นรึข้าไม่เคยเห็นการทำพันธสัญญาแบบนี้มาก่อนเลย”
“มันเรียกว่าพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงเจ้าค่ะ”ลี่หงตอบด้วยรอยยิ้ม
“พันธสัญญาสัตว์เลี้ยงงั้นรึ!ถ้าเป็นแบบที่เจ้าว่า งั้นก็แสดงว่าเราสามารถทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรได้มากกว่าหนึ่งตัวสินะ”ชายชราพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“จริงอย่างที่ท่านปู่พูดนั่นแหละเจ้าค่ะแต่ว่าการทำพันธสัญญาแบบนี้จะไม่สามารถบังคับให้สัตว์อสูรทำพันธสัญญาด้วยได้ ที่สำคัญคนที่จะทำพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงได้นั้นต้องเป็นผู้ใช้อักขระหรือได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใช้อักขระเท่านั้นหากผู้ใช้อักขระอยู่ในระดับต่ำย่อมไม่สามารถทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรระดับสูงได้”
“เมื่อทำพันธสัญญากันเรียบร้อยแล้วทั้งสองฝ่ายจะไม่สามารถคิดคดทรยศกันได้ หากไม่!ฝ่ายที่คิดคดจะต้องทรมานจนสิ้นลมหายใจเช่นกันแต่หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตกตายจากการกระทำของผู้อื่นพันธสัญญาก็ถือว่าสิ้นสุดผู้ที่ยังคงอยู่ย่อมสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ อีกอย่างสัตว์เลี้ยงนั้นไม่สามารถเข้าไปอาศัยในจิตวิญญาณของเราได้แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือสัตว์เลี้ยงที่ผ่านการทำพันธสัญญาสามารถจำแลงกายหรือลดขนาดตัวเองลงได้เหมือนสัตว์อสูรระดับสูงเจ้าค่ะ"ได้ยินดังนั้นชายชราดวงตาของชายชราก็ระยิบระยับพริบพรับแพรวพราวด้วยความตื่นเต้นแต่ก็อดสงสัยในที่มาที่ไปของพันธสัญญาที่แสนวิเศษแบบนี้ไม่ได้
“แล้วเจ้ารู้เรื่องพันธสัญญานี้ได้ยังไงยัยหนู”
“ท่านอาจารย์ถ่ายทอดความรู้พวกนี้ให้ข้าเจ้าค่ะท่านปู่”ลี่หงตอบขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ละ แล้วข้าสามารถเจออาจารย์เจ้าได้รึไม่”ชายชราเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความคาดหวัง
“ข้าก็อยากพบเจอท่านอาจารย์เหมือนกันเจ้าค่ะหลังจากที่ข้าฝึกฝนกับท่านอาจารย์เสร็จ ท่านก็เอาข้ามาปล่อยไว้ในป่าหมอกแห่งนี้แล้วก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย”ลี่หงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด พลางไม่พอใจที่ท่านมหาเทพเอาตนมาปล่อยไว้ในป่าหมอก
ได้ยินดังนั้นชายชราก็ฉุกคิดขึ้นได้‘มิน่าล่ะ ยัยหนูนี่ถึงได้ทำตัวราวกับอยู่ในสวนหลังบ้านขนาดยัยหนูนี่ยังเก่งกาจแบบนี้ แล้วอาจารย์ยัยหนูนี่จะแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ’ ลี่หงเมื่อเห็นชายชราเงียบไปก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“ท่านปู่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงหรือเปล่าเจ้าคะ”ได้ยินดังนั้นชายชราก็ตื่นจากภวังค์ทันที แล้วพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“จะ เจ้า เจ้าจะสอนข้างั้นรึ! ละแล้วอาจารย์เจ้าไม่ว่าอะไรงั้นรึ! ยัยหนู” แม้จะพูดแบบนั้นแต่สีหน้าท่าทางของชายชรานั้นกลับตรงข้ามทุกอย่าง
“ท่านอาจารย์ไม่ว่าอะไรหรอกเจ้าค่ะอีกอย่างท่านปู่ก็เป็นคนดี หากท่านได้รับอักขระพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงไปก็จะทำให้ท่านแข็งแกร่งขึ้นที่สำคัญข้าหวังว่าท่านปู่จะช่วยเผยแพร่มันไปในวงกว้าง เพื่อให้มนุษย์เราสามารถปกป้องตนเองและคนรอบข้างได้เจ้าค่ะอ้อ! ท่านปู่เป็นผู้ใช้อักขระหรือเปล่าเจ้าคะ”ชายชราเมื่อได้ยินคำพูดลี่หงก็ได้แต่คิดในใจ ‘นางหนูนี่ช่างมีจิตใจเมตตายิ่งนัก’
“ใช่ข้าเป็นผู้ใช้อักขระระดับสีน้ำเงินแล้วก็ข้าสัญญาเลยว่าจะเผยแพร่มันออกไปและคอยควบคุมดูแลไม่ให้ใครใช้มันไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร”ชายชราตอบรับลี่หงด้วยความหนักแน่น
จากนั้นลี่หงก็เขียนตัวอย่างพันธสัญญาให้ชายชราดูแต่ก็ไม่ได้เหมือนพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงของตนเสียทุกส่วนมีบางส่วนที่ลี่หงตัดทอนออกไปแล้วเพิ่มอักขระอีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมาทำให้คนอื่นสามารถทำพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงได้เพียงหนึ่งคนต่อหนึ่งตัวเท่านั้น
หนึ่งชั่วยามผ่านไปชายชราสามารถทำความเข้าใจในพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงได้ถึงหกส่วน จากนั้นลี่หงก็ให้ชายชราไปทบทวนและทำความเข้าใจด้วยตนเอง
“ยัยหนูแล้วจากนี้เจ้าจะทำอะไรต่อ ตอนนี้เจ้าก็ไม่ได้ฝึกฝนกับอาจารย์เจ้าแล้ว เจ้าสนใจไปอยู่กับข้าที่สำนักไหม”ที่ชายชรากล่าวออกไปอย่างนั้น เนื่องจากตนนั้นรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่ที่ลี่หงเข้ามาช่วยตนตอนต่อสู้กับสัตว์อสูรแล้วยิ่งมารู้ว่าถูกอาจารย์นำมาทิ้งไว้ในป่าหมอกนี่อีก ตนจึงอยากรับลี่หงไปดูแลและจะได้ปรึกษาและเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในเรื่องอักขระด้วย
“ข้าต้องขอบคุณท่านปู่ที่เอ่ยชวนเจ้าค่ะแต่ข้าขอคิดดูก่อนนะเจ้าคะ ตอนนี้ข้ายังมีภารกิจจากท่านอาจารย์อีกแล้วข้าก็ออกมาฝึกฝนนานแล้ว ข้าต้องรีบกลับตระกูลไปดูแลท่านพ่อและน้องสาวที่ป่วยอยู่เจ้าค่ะ”เมื่อได้ยินดังนั้นชายชราก็ยิ่งเวทนาและสงสารลี่หงเข้าไปอีก ในขณะที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ลี่หงก็สัมผัสได้ถึงกลุ่มคนมากกว่าห้าสิบคนกำลังมุ่งหน้ามาทางตน
“สงสัยเราจะมีแขกอีกแล้วเจ้าค่ะท่านปู่”แม้จะพูดแบบนั้นแต่ลี่หงก็รับรู้แล้วว่าแขกที่มาใหม่นั้นเป็นใคร จึงหันไปย่างเนื้อกินต่อเพราะทนต่อกลิ่นที่หอมหวนไม่ไหวโดยเฉพาะเฮยหลงและหั่วหลงที่ดูจะติดอกติดใจเนื้อย่างของลี่หงเข้าอย่างจัง ไม่เว้นแม้แต่มังกรในคราบชายวัยกลางคนที่ตอนนี้ไม่สนใจคู่พันธสัญญาอย่างชายชราแม่แต่น้อย
ทางด้านชายชราเมื่อสัมผัสถึงแขกที่มาใหม่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนักเพราะเป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น จึงหันมาแย่งเนื้อย่างกินกับเหล่าสัตว์อสูรแทนจนลี่หงนั้นต้องทำเตาย่างเพิ่มอีกเตา การทำเตาย่างเนื้อของลี่หงก็สามารถดึงดูดชายชราได้เช่นกัน
ตอนนี้ชายชรามองดูการสลักอักขระของลี่หงด้วยความตื่นตะลึงทั้งความรวดเร็วทั้งการควบคุมลมปราณที่ยอดเยี่ยมทั้งความเข้าใจในตัวอักขระอย่างลึกซึ้งทำให้ชายชราสาบานกับตนเองว่าจะต้องชวนลี่หงเข้าสำนักของตนให้ได้
ไม่นานก็มีกลุ่มคนมากกว่าห้าสิบคนปรากฏตัวออกมาจากป่าที่หนาทึบตรงมายังจุดที่เกิดการต่อสู้ที่มีกลุ่มของลี่หงกำลังย่างเนื้อกินอยู่ เมื่อกลุ่มคนที่มาใหม่เห็นดังนั้นก็ต้องอ้าปากค้างชายหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากลุ่มจึงเดินเข้ามาใกล้วงเนื้อย่างด้วยความนอบน้อมเมื่อชายชราสัมผัสได้ว่ามีคนใจกล้าเดินตรงเข้ามายังกลุ่มของตนจึงหันไปมองด้วยความหงุดหงิด
“อ้าว!! เฟยหลง มา มา มากินเนื้อย่างกันเนื้อย่างของยัยหนูนี่อร่อยกว่าเนื้อย่างในวังเจ้าอีก” ได้ยินดังนั้นรัชทายาทหนุ่มก็ไม่รอช้าเพราะกลิ่นหอมของเนื้อย่างล่องลอยออกไปจนทั่วบริเวณทำให้พวกตนที่หลงทางอยู่ในป่าหมอกได้กลิ่นและตามมาจนถึงที่หมายได้
“เอ่อ! ขอรับท่านเจ้าสำนัก” เมื่อลี่หงเห็นรัชทายาทหนุ่มนั่งลงแล้วลี่หงก็ส่งจานเนื้อย่างที่หั่นพอดีคำไปให้
“ขอบใจมาก” พูดจบรัชทายาทหนุ่มคีบเนื้อย่างเข้าปากทันทีเมื่อเริ่มเคี้ยวน้ำจากเนื้อก็ไหลทะลักออกมาจนชุ่ม อีกทั้งยังส่งกลิ่นหอมออกมาเรื่อยๆมารู้สึกตัวอีกทีเนื้อย่างในจานตรงหน้าก็หมดไปแล้ว
ทางด้านลี่หงเมื่อเห็นอาการของรัชทายาทก็เผยรอยยิ้มออกมาจากนั้นจึงหันไปหาเหล่าองครักษ์ที่ติดตามรัชทายาทหนุ่มมา
“พวกเจ้าก็มากินด้วยกันสิ”พูดจบลี่หงก็ให้เหล่าองครักษ์ที่ตามรัชทายาทหนุ่มมานั่งรวมกับ แล้วจัดแจงนำตะแกรงย่างที่ซื้อมาจากเมืองหมอกม่วงจากนั้นจึงนำซากกระทิงเพลิงระดับจักรพรรดิออกมาพร้อมกับเกลือและพริกไทย แล้วสาธิตการหมักและการย่างให้เหล่าองครักษ์ทั้งยี่สิบคนดู
ทางด้านเหล่าองครักษ์ต่างก็ตกใจเป็นอย่างมากไม่เว้นแม้แต่รัชทายาทหนุ่ม ที่ได้เห็นร่างของสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอีกทั้งยังจะได้ลองลิ้มชิมรสชาติอีกด้วยเนื่องจากเนื้อของสัตว์อสูรระดับสูงนั้นมีประโยชน์และคุณค่ามากกว่าเนื้อสัตว์ป่าธรรมดาทั่วไปมากอีกทั้งยังมีลมปราณแทรกซึมอยู่ด้วย
ดังนั้นเมื่อใครที่ได้กินเนื้อของสัตว์อสูรอยู่ตลอดเวลาย่อมมีร่างกายที่แข็งแรงกว่าคนทั่วไปหนึ่งถึงสองเท่า นอกจากเนื้อแล้วโลหิต กระดูก หนังเขาและชิ้นส่วนอื่นๆ ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนเมื่อแนะนำให้เหล่าองครักษ์เสร็จลี่หงก็กลับมายังกลุ่มของตน
“ลี่หงเจ้าโชคดีมากรู้ไหมที่เข้ามาเจอท่านเจ้าสำนักหาไม่แล้วหากเจ้าเป็นอะไรขึ้นมา ข้าคงไม่มีหน้าไปพบพี่ชายและบิดาของเจ้าแน่”รัชทายาทหนุ่มพูดขึ้นหลังจากลี่หงนั่งลง เมื่อได้ยินคำพูดของรัชทายาทหนุ่มชายชราที่นั่งด้านข้างกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ลี่หงก็ส่งเสียงผ่านลมปราณไปหยุดในสิ่งที่ชายชราจะพูด
‘ปล่อยให้เขาเข้าใจแบบนั้นดีแล้วเจ้าค่ะท่านปู่ข้าอยากอยู่อย่างสงบ ไม่อยากวุ่นวายกับผลที่จะตามมา’ เมื่อได้ยินดังนั้นชายชราก็พยักหน้าเข้าใจในความรู้สึกของลี่หงแต่ก็แปลกใจที่ศิษย์ในสำนักของตนรู้จักกับปีศาจน้อยตรงหน้าชายชราจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ส่วนตัว
“เฟยหลง เจ้ารู้จักกับยัยหนูนี่ด้วยรึ!”
“เอ๊ะ! ท่านเจ้าสำนักยังไม่รู้จักนางหรือขอรับนางคือบุตรสาวคนโตของท่านลุงหลิวหลี่เฉินไงขอรับ” ได้ยินดังนั้นชายชราก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางคิดทบทวนชื่อที่ศิษย์ของตนกล่าวถึงไม่นานชายชราก็นึกออกแต่ก็ต้องแปลกใจไม่น้อย ‘บุตรสาวคนโตของเจ้าหลี่เฉินงั้นรึ! ไม่ใช่ว่าป่วยอยู่หรอกรึ! ยะ อย่าบอกนะว่าเป็นคนคนเดียวกันอ่า!! สงสัยข้าจะเก็บตัวฝึกฝนนานเกินไป จนไม่รู้ตัวว่ามียอดอัจฉริยะเพิ่มขึ้นมาในอาณาจักรนี้สินะ’เมื่อเห็นท่าทางครุ่นคิดของเจ้าสำนัก รัชทายาทหนุ่มจึงหันไปพูดกับลี่หง
“ลี่หง ท่านผู้นี้ก็คือเจ้าสำนักมังกรฟ้าท่านหลี่เทียนหมิง” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ไม่แสดงอาการอะไรออกมา เพียงแต่แปลกใจเท่านั้นว่าเจ้าสำนักมังกรฟ้าที่โด่งดังมาทำอะไรที่นี่
หากไม่ได้ความทรงจำของเจ้าของร่างลี่หงย่อมไม่รู้จักว่าสำนักมังกรฟ้ามันตั้งอยู่ที่ใดและโด่งดังเพียงใด แต่ทั้งพ่อแม่และพี่ชายของตน ล้วนเคยเข้าศึกษายังสำนักมังกรฟ้ามาก่อน เมื่อรู้ฐานะที่แท้จริงของชายชราตรงหน้าลี่หงก็ลุกขึ้นประสานมือคารวะทันที
“ต้องขออภัยท่านเจ้าสำนักมังกรฟ้าแล้วเจ้าค่ะ”หลังจากลี่หงพูดจบ ชายชราก็มีท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจทันที
“เรียกข้าว่าท่านปู่เหมือนเดิมเถอะไม่ต้องเรียกเจ้าสำนงเจ้าสำนักนั่นหรอก”หลี่เทียนหมิงเจ้าสำนักมังกรฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ ที่หาตัวไดยากยิ่งอีกทั้งยังไม่ยอมให้ใครเข้าหาได้ง่ายๆยอมให้ลี่หงพูดคุยอย่างสนิทสนมด้วยทั้งยังให้เรียกตนเองว่าปู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้ทุกคนที่ได้ยินดังต่างก็ตกตะลึงอ้าปากค้างไปตามๆกันไม่เว้นแม้แต่รัชทายาทหนุ่ม
“เจ้าค่ะท่านปู่” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ได้แต่ยิ้มรับพลางลอบถอนหายใจออกมา ‘เฮ้อ! ความสงบสุขจ๋า อย่าพึ่งหนีหายไปไหนนะ’
จากนั้นทุกคนก็นั่งทานเนื้อย่างกันอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่สนใจเหล่าสัตว์อสูรที่คอยด้อมๆ มองๆ อยู่โดยรอบแม้แต่น้อย มีบ้างที่คิดจะเข้ามาจู่โจมแต่เมื่อได้รับแรงกดดันระดับราชันย์ของหั่วหลงก็พากันหนีหายไปจนหมด