โจวหยวนเฉิงนั่งมองห้องนอนที่แสนจะทรุดโทรมของตัวเอง ถึงแม้สิ่งของที่อยู่ในห้องของเขาจะดีกว่าของทุกคนในบ้าน แต่สิ่งของพวกนี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพที่ชำรุดจนยากที่จะซ่อมแซมแล้ว ในเมื่อเขามีของมหัศจรรย์อยู่ในมือ เขาย่อมไม่ปล่อยให้ของดีนั้นไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน
โจวหยวนเฉิงเข้าไปในมิติแล้วเริ่มวาดแบบบ้าน บ้านพักคนงาน และอาคารพาณิชย์ที่เขาอยากจะสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนของเดิม เขาจะต้องเปลี่ยนฝั่งใต้ของเมืองให้กลายเป็พื้นที่เศรษฐกิจไม่ให้แพ้ฝั่งเหนือ อันดับแรกเขาต้องเปลี่ยนถนนเส้นเล็กๆ ของเขานี้ให้กลายเป็ถนนการค้าให้ได้
โจวหยวนเฉิงคิดคำนวณอยู่ในใจ เขาต้องปรับปรุงตึกแถวร้านค้าให้ดูสวยงามและทันสมัย ในยุคนี้เริ่มมีการนำกระจกเข้ามาใช้กันบ้างแล้ว ดังนั้นเขาจึงเริ่มออกแบบอาคารให้ดูทันสมัยเหมือนอาคารพาณิชย์สมัยใหม่ โดยจะให้ผนังด้านหน้าเป็กระจกใสทั้งหมด เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมามองเข้ามาเห็นสินค้าด้านในได้ ส่วนตัวอาคารเขาจะเปลี่ยนจากอาคารไม้มาเป็อาคารก่ออิฐทั้งหมด
โจวหยวนเฉิงใช้เวลาวาดภาพทั้งหมดไม่นาน เพราะเขาชำนาญในการวาดภาพอยู่แล้ว อีกทั้งการวาดแบบบ้าน บ้านพักคนงาน และอาคารพาณิชย์ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เขาแค่วาดสิ่งปลูกสร้างพวกนั้นขึ้นมาตามแบบที่เขาเคยเห็นมาจากชาติที่แล้วเท่านั้นเอง เขามองภาพวาดเ่าั้ด้วยความพอใจ เื่วัสดุก่อสร้างยิ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะหากอยากได้วัสดุชนิดใด เขาก็แค่วาดมันออกมา ส่วนการตกแต่งภายในค่อยมาคิดกันทีหลัง เอาไว้ให้เขาคิดได้เสียก่อนว่าร้านค้าทั้งสิบร้านของเขานั้น เขาอยากจะเปิดขายอะไรบ้าง
แต่อย่างน้อย ‘ร้านขายเครื่องเขียนสกุลโจว’ จะต้องใช้พื้นที่อย่างน้อยสองห้องแน่นอน เพราะร้านขายเครื่องเขียนเป็ชีวิตและจิตใจของเขา มันเป็สมบัติชิ้นเดียวที่ติดตัวเขามาจากชาติที่แล้ว อีกทั้งร้านเครื่องเขียนนี้ยังเป็สิ่งของต่างหน้า ที่พ่อกับแม่ที่แท้จริงของเขาทิ้งเอาไว้ให้อีกด้วย
ก่อนออกจากมิติ โจวหยวนเฉิงไม่ลืมที่จะวาดเตียงนอนและเครื่องนอนนุ่มๆ ให้ตัวเองอีกหนึ่งชุด ขณะที่โจวหยวนเฉิงกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการจัดที่นอนของตัวเองอยู่นั้น โจวหลี่เฉียงก็วิ่งเข้ามาหาน้องชายด้วยท่าทางตื่นเต้น
“สิ่งของพวกนี้ เ้าเอาออกมาจากที่นั่นอีกแล้วหรือ”
“ใช่แล้ว พี่ใหญ่ลองขึ้นมานอนบนนี้สิ แล้วท่านจะรู้ว่าความสบายที่แท้จริงมันเป็ยังไง รับรองว่าทุกเช้า ท่านจะไม่อยากลุกออกจากที่นอนเลยล่ะ”
โจวหลี่เฉียงทำตามน้องชายอย่างว่าง่าย เมื่อล้มตัวลงนอนไปบนที่นอนสีขาวสะอาดนั้น เขาก็ได้ัักับความนุ่มสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนจริงๆ โจวหยวนเฉิงยื่นหมอนข้างอันยาวให้พี่ชายใช้กอดอีกอันหนึ่งด้วย
“เ้ารอง ที่นอนและหมอนยาวๆ ของเ้า ช่างให้ความรู้สึกที่นุ่มสบายจริงๆ”
“คืนนี้ข้าจะทำให้ทุกคนในบ้านคนละชุดก็แล้วกัน พี่ใหญ่ ท่านลุกจากเตียงมานี่ก่อนเถอะ” โจวหยวนเฉิงหยิบม้วนกระดาษที่เขาวาดแบบบ้านมาวางไว้บนโต๊ะ
“เ้าวาดภาพทั้งหมดนี้เองอย่างนั้นหรือ แล้วสิ่งปลูกสร้างพวกนี้คืออะไร” โจวหลี่เฉียงมองภาพวาดและทำหน้าสงสัย
“นี่คือแบบบ้านของเรา ส่วนนี่คืออาคารบ้านพักของคนงาน และที่ยาวไปทั้งหมดนี้คืออาคารร้านค้าของเรา ข้าอยากปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดของเราให้ออกมาตามแบบที่ข้าวาด ส่วนอุปกรณ์การก่อสร้างต่างๆ ท่านก็รู้ว่ามันไม่ใช่ปัญหาสำหรับเราเลย ท่านเข้าใจใช่ไหม” โจวหยวนเฉิงชี้ไปที่ข้อมือตัวเอง
“แต่บ้านเรามีกันแค่สี่คน จะสร้างสิ่งที่เ้าวาดออกมาได้อย่างไร ดูไปแล้วคงต้องใช้คนงานไม่น้อยเลย”
“ท่านว่า...คนงานเก่าแก่ของบ้านเราน่ะ พวกเขายังอยากจะกลับมาทำงานกับเราอีกไหม หากเราจะเปิดกิจการขึ้นมา เราต้องมีคนงาน อีกอย่างนะ งานบ้านก็ต้องมีคนทำ เสื้อผ้าก็ต้องมีคนซัก บ้านก็ต้องมีคนทำความสะอาด สวนก็ต้องมีคนดูแล อาหารก็ต้องมีแม่ครัวหรือพ่อครัว ท่านคิดว่างานทั้งหมดนี้เราต้องทำเองหรือ ไม่มีทาง ข้าไม่ทำแน่ๆ”
“เราไปปรึกษาท่านพ่อดีหรือไม่ หากเป็เื่คนงาน ข้าไม่รู้เื่นี้เลยจริงๆ”
โจวหยวนเฉิงก็เห็นด้วย เขาจึงให้พี่ชายไปเชิญบิดาและลุงฝูมาที่ห้องของเขา ส่วนตัวเขาก็ดึงเครื่องนอนออกมาอีกสามชุด เพื่อมอบให้กับบิดา ลุงฝู และพี่ชาย
“หยวนเฉิง เ้ายังไม่หายดีอีกหรือ ให้พ่อไปเชิญท่านหมอมาดูอาการให้เ้าอีกครั้งดีหรือไม่” โจวสือชวินเดินเข้าห้องลูกชายมาด้วยความเป็ห่วง
“นายน้อ...เ้ารอง เ้ายังรู้สึกไม่สบายที่ใดอีกหรือ หลี่เฉียง! เ้ารีบไปเชิญท่านหมอมาดูอาการให้น้องชายเร็วเข้า” ลุงฝูสั่งลูกชายเสียงดัง
“ข้าไม่ได้เป็อะไรขอรับ ข้าสบายดีและยังแข็งแรงมาก” โจวหยวนเฉิงทำท่าเบ่งกล้ามโชว์ “ท่านพ่อกับท่านลุงมานั่งตรงนี้ก่อน ข้าแค่มีเื่อยากปรึกษาพวกท่านเท่านั้นเอง”
“เ้าอยากปรึกษาเื่ใดหรือ” โจวสือชวินถามอย่างสงสัย
โจวหยวนเฉิงจึงนำภาพวาดสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ออกมาให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนดู พร้อมกับบอกถึงวัตถุประสงค์ที่ได้เชิญพวกเขาทั้งสองคนมาที่ห้องในตอนนี้
“เ้าอยากสร้างสิ่งปลูกสร้างพวกนี้ขึ้นมาทั้งหมดอย่างนั้นหรือ พ่อบอกกับเ้าอย่างไม่อายหรอกนะ เวลานี้บ้านเราไม่ได้มีเงินมากมายถึงเพียงนั้น” โจวสือชวินบอกกับลูกชายเสียงเบา
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็ห่วง ข้ามีวิธีหาสิ่งของพวกนี้มาได้ทั้งหมด รวมถึงในอนาคต ครอบครัวเราจะกลับมาเปิดกิจการค้าขายอีกครั้ง ส่วนจะเป็กิจการใด หรือหาสินค้ามาจากที่ใด ท่านปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้ากับพี่ใหญ่เท่านั้นก็พอ แต่ข้าต้องบอกพวกท่านก่อนว่า ข้าไม่สามารถที่จะบอกแหล่งที่มาของสิ่งของพวกนั้นได้ ขอให้พวกท่านเชื่อใจข้า และห้ามถามถึงที่มาเกี่ยวกับสิ่งของพวกนั้นเป็อันขาด ไม่อย่างนั้นต้องมีคนมาเอาข้าไปเผาเพราะคิดว่าข้าเป็ปิศาจร้ายแน่ๆ”
“เหตุใดพวกเขาถึงต้องคิดว่าเ้าเป็ปิศาจร้ายด้วยเล่า” ลุงฝูถามขึ้น
“ข้าจะไม่ปิดบังท่านพ่อกับท่านลุง เมื่อครั้งที่ข้าป่วยหนักและหมดสติไป ข้าได้ไปใช้ชีวิตในอีกโลกหนึ่งมาแล้ว และผู้ยิ่งใหญ่ในโลกนั้นยังได้มอบพรวิเศษให้ข้ามาอีกด้วย ข้าบอกพวกท่านได้เพียงเท่านี้ หากท่านพ่อกับท่านลุงเป็ห่วงชีวิตข้า และไม่อยากให้คนมองว่าข้าเป็ปิศาจแล้วมาจับข้าไปเผาแล้วล่ะก็ พวกท่านก็แค่ทำตามที่ข้าบอก และห้ามพูดสิ่งใดเกี่ยวกับครอบครัวของเราให้คนภายนอกฟังเป็อันขาด”
โจวหยวนเฉิงตั้งใจบอกความลับของเขาให้บิดาและลุงฝูรู้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะในอนาคตเขาต้องหยิบสิ่งของแปลกประหลาดออกมาจากมิติอีกมากมาย บิดากับลุงฝูจะได้ไม่เกิดข้อสงสัย เขาจึงจำเป็ที่จะต้องยกข้ออ้างนี้ขึ้นมาพูด อย่างไรในยุคนี้ ความเชื่อเื่ภูติผีปิศาจนั้นยังถือเป็เื่ใหญ่ หากผู้ใดที่เกิดมีคนสงสัยขึ้นมาว่าเขาคนนั้นเป็ปิศาจหรือมีภูติผีมาสิงร่างแล้วล่ะก็ คนผู้นั้นต้องถูกชาวบ้านจับไปเผาไฟทั้งเป็เพื่อขับไล่ิญญาร้ายให้สลายไปต่อหน้าแน่นอน
“ท่านพ่อ ท่านมาดูสิ่งของพวกนี้สิ”
“นี่คือสิ่งใด แล้วเ้าไปเอาของพวกนี้มาจากที่ใด นี่เ้า...ถึงแม้บ้านเราจะไม่มีเงินมากมาย แต่พ่อก็ไม่เคยคิดที่จะให้เ้าเป็ขโมย เ้าเอาของพวกนี้มาจากที่ใด เ้ารีบบอกพ่อมา พ่อจะออกหน้าพาเ้าเอาไปคืนเ้าของเขาเอง” โจวสือชวินพูดกับลูกชายอย่างร้อนใจ
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ขโมยสิ่งของพวกนี้มาจากผู้ใดจริงๆ ข้าบอกท่านไปแล้วอย่างไรล่ะว่าท่านห้ามถามและห้ามสงสัยเกี่ยวกับสิ่งของที่ข้าจะนำออกมา หากท่านยังสงสัยและไม่เชื่อในตัวข้าอยู่อย่างนี้ ถ้าเกิดผู้ยิ่งใหญ่ในโลกนั้นรู้เข้า เขาต้องมาพาข้ากลับไปอยู่ในโลกนั้นเป็การถาวรแน่ๆ ท่านพ่อ ท่านไม่อยากให้ข้ามีชีวิตอยู่กับท่านที่นี่อีกแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” โจวหยวนเฉิงแสร้งพูดเสียงเศร้า
โจวหลี่เฉียงมองดูน้องชายอย่างชื่นชม‘ข้าเชื่อแล้วว่าเ้าได้เรียนรู้หลายสิ่งมาจากที่นั่นจริงๆ แม้แต่ละครที่เ้ากำลังแสดง ก็ช่างสมจริงยิ่งนัก ดูท่านพ่อข้ากับท่านพ่อบุญธรรมเวลานี้สิ ถึงกับน้ำตาคลอเมื่อได้เห็นการแสดงของเ้า”