ตอนที่ 4 ตำราอาคมเื
ควันจางๆ จากเศษซากอารยธรรมภายในบ้านไม้ค่อยๆ มอดดับลง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของพลังงานอาคมที่ยังคงเข้มข้นจนทำให้ิัรู้สึกยิบๆ ธีรภพประคองคัมภีร์หนังเสือไว้ในมืออย่างระมัดระวัง เขาััได้ถึงแรงสั่นะเืจางๆ ที่ส่งออกมาจากตัวคัมภีร์ ราวกับว่ามันมีหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ และหัวใจดวงนั้นกำลังพยายามจะเชื่อมต่อกับจังหวะชีพจรของเขา
“คุณต้องรีบเก็บมันไว้ก่อน ธีรภพ” ลลินทิพย์กล่าวขณะที่เธอกำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านที่บัดนี้กลายเป็เพียงซากปรักหักพัง “พลังของตำราอาคมเืมันรุนแรงเกินไป มันเหมือนประภาคารที่ส่งสัญญาณบอกพวกสายดำว่าของล้ำค่าอยู่ที่นี่”
ธีรภพพยักหน้า เขาพยายามจะม้วนคัมภีร์เก็บ แต่ทันทีที่เขาตั้งใจจะปิดมัน ตัวอักษรขอมโบราณที่เขียนด้วยโลหิตกลับเรืองแสงสีแดงเข้มขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้แสดงภาพา แต่มันกลับแสดงภาพร่างแหของเส้นเืในร่างกายมนุษย์ ร่างกายของเขาเอง
“เ้าผู้ถือครอง... เืคือสื่อนำ จิตคือคำสั่ง กายคือภาชนะ...”
เสียงกระซิบที่ฟังดูเหมือนเสียงของผู้เฒ่านับร้อยคนดังประสานกันในหัวของธีรภพ ทำให้เขาต้องกุมขมับด้วยความเ็ป
“ธีรภพ เป็อะไรไปคะ” ลลินทิพย์รีบเข้ามาพยุง
“ตำรา... มันกำลังบอกวิธีการใช้พลัง” ธีรภพกัดฟันตอบ “มันไม่ใช่แค่การร่ายมนต์ แต่มันคือการสละส่วนหนึ่งของพลังชีวิตเพื่อแลกกับอำนาจที่ไร้ขีดจำกัด”
ลลินทิพย์มองดูคัมภีร์ด้วยสายตากังวล เธอเคยได้ยินเื่เล่าในสำนักจอมเวทย์ว่า ตำราอาคมเื คือมรดกต้องห้ามที่ถูกสร้างขึ้นในยุคที่มนุษย์สู้กับเทพปีศาจ ในยุคนั้นผู้ใช้อาคมธรรมดาไม่สามารถต้านทานพลังปีศาจได้ เหล่าปรมาจารย์จึงคิดค้นอาคมที่ดึงพลังจากจิติญญาแห่งโลหิต ซึ่งเป็พลังงานดั้งเดิมที่รุนแรงและบริสุทธิ์ที่สุดในกายมนุษย์
“มันอันตรายมากนะ” ลลินทิพย์เตือน “ถ้าคุณคุมมันไม่ได้ มันจะดูดกลืนเืในตัวคุณจนแห้งเหือด คุณจะกลายเป็เพียงซากศพที่ถูกอาคมเชิด”
“แต่ถ้าผมไม่เรียนรู้มัน ผมก็ปกป้องใครไม่ได้” ธีรภพตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “เหมือนเมื่อกี้ ถ้าไม่มีอสูรนิลกาฬ เราทั้งคู่คงไม่รอด”
เขาตัดสินใจเปิดคัมภีร์ไปยังหน้าถัดไป เนื้อหาในนั้นกล่าวถึง “ระดับการปลุกชีพโลหิต” ซึ่งแบ่งออกเป็หลายขั้น โดยขั้นแรกที่เขาต้องบรรลุคือ ‘การผสานกระแสิญญา’ เพื่อให้ตราบนมือกับคัมภีร์กลายเป็หนึ่งเดียวกัน
ธีรภพนั่งขัดสมาธิลงกลางห้องโถงที่พังทลาย เขาหลับตาลงและพยายามทำตามคำแนะนำในตำรา เขาจินตนาการถึงพลังงานสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเื จากปลายนิ้วขึ้นสู่แขน ผ่านหัวใจ และไปหยุดอยู่ที่ตราประทับหลังมือ
วูบบบบ...
อากาศรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยว ลลินทิพย์สังเกตเห็นว่าละอองเืที่ซึมออกมาจากแผลของธีรภพไม่ได้หยดลงพื้น แต่กลับลอยขึ้นมาในอากาศและถูกดูดเข้าไปในอักขระบนคัมภีร์ทีละหยด ทีละหยด
“อาคมกระหายเื” เธอพึมพำด้วยความทึ่งและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง ธีรภพก็ลืมตาขึ้นมา ดวงตาของเขาไม่ได้เป็สีแดงฉานเหมือนตอนโกรธ แต่มันกลับกลายเป็สีดำขลับที่มีประกายสีทองลึกลับหมุนวนอยู่ภายใน เขาดูสงบขึ้น สุขุมขึ้น และแผ่รังสีของความน่าเกรงขามออกมาอย่างชัดเจน
“ผมเข้าใจแล้ว มันไม่ใช่การสละชีวิต แต่คือการยอมรับว่าชีวิตกับอาคมคือสิ่งเดียวกัน”
หลังจากพักฟื้นพลังเพียงชั่วครู่ ทั้งคู่ตัดสินใจว่าต้องออกจากหมู่บ้านดอนิญญาทันที ธีรภพเก็บสัมภาระที่จำเป็ ซึ่งส่วนใหญ่คือบันทึกของปู่และตำราอาคมเืที่บัดนี้ดูเหมือนจะหดขนาดลงจนเหลือเท่าสมุดพกพาธรรมดาเมื่อเขาตั้งจิตสั่ง
“เราจะเดินทางผ่าน ‘ป่าอาถรรพ์ทิศตะวันตก’”
ลลินทิพย์กางแผนที่โบราณที่ทำจากหนังแกะออกมา “มันเป็ทางลัดที่สั้นที่สุดที่จะไปถึงประตูมิติของสำนักฝึกอาคม แต่ป่านี้เต็มไปด้วยิญญาหลงทิศและกับดักของพวกพรานิญญา”
“ไปกันเถอะ ผมพร้อมแล้ว” ธีรภพกล่าว
ทั้งคู่ก้าวเดินออกจากบ้านไม้ที่กลายเป็อดีต ธีรภพหันกลับไปมองหมู่บ้านที่เขาเติบโตมาเป็ครั้งสุดท้าย เขารู้ดีว่าหากเขากลับมาอีกครั้ง เขาอาจจะไม่ใช่คนเดิมที่ชาวบ้านเคยรู้จัก
ขณะที่เดินเข้าสู่ชายป่า บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ใหญ่มีรูปร่างบิดเบี้ยวคล้ายคนกำลังดิ้นรนด้วยความเ็ป หมอกสีเทาจางๆ เริ่มหนาตาขึ้นจนมองไม่เห็นทางข้างหน้าเกินห้าเมตร
“ระวังตัวนะ ธีรภพ ััิญญาของฉันบอกว่ามีคนตามเรามา” ลลินทิพย์กระซิบ มือของเธอเริ่มร่ายเวทจันทราเตรียมพร้อม
“ผมรู้ ผมได้ยินเสียงหัวใจของพวกมัน” ธีรภพตอบอย่างใจเย็น ััใหม่ที่ได้จากตำราอาคมเืทำให้เขาสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นะเืของสิ่งมีชีวิตในรัศมีร้อยเมตรได้
แซ่ก... แซ่ก...
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากสี่ทิศทาง ทันใดนั้น เงาดำสี่สายก็พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ พวกมันคือ ‘นักรบหุ่นพยนต์’ หุ่นฟางที่ถูกปลุกเสกด้วยิญญาร้าย มีดาบอาคมยาวเหยียดในมือ ใบหน้าของพวกมันไม่มีลูกตา มีเพียงยันต์สีดำแปะไว้แทน
“หุ่นพยนต์ของสำนักคุณไสยดำ พวกมันส่งหน่วยล่าสังหารมาแล้ว” ลลินทิพย์ร้องบอกพร้อมกับขว้างแสงจันทร์ทรงกลมเข้าใส่หุ่นพยนต์ตนหนึ่งจนมันะเิกระจุย
แต่อีกสามตัวที่เหลือกลับว่องไวกว่า พวกมันประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวหนึ่งพุ่งเข้าหาลลินทิพย์เพื่อแยกเธอออกไป ขณะที่อีกสองตัวมุ่งเป้ามาที่ธีรภพ
“ดูเหมือนพวกแกจะอยากลองดีกับตำราเล่มนี้สินะ”
ธีรภพไม่ได้ชักมีดหมอออกมา แต่เขากลับชูมือขวาขึ้น “อาคมเื ดาบโลหิตสังหาร”
เืจางๆ ที่ซึมออกมาจากิัของเขาควบแน่นกลายเป็ดาบยาวสีแดงใสราวกับแก้วทับทิม มันเรืองแสงอาถรรพ์ที่ดูทรงพลัง ธีรภพตวัดดาบเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังสีแดงก็พุ่งตัดร่างของหุ่นพยนต์ทั้งสองขาดครึ่งในพริบตา พลังของดาบไม่ได้เพียงแค่ทำลายร่างกายภายนอก แต่มันเผาทำลายิญญาที่สิงสู่อยู่ภายในจนสลายกลายเป็เถ้าถ่าน
“แข็งแกร่งขนาดนี้เลยเหรอ” ธีรภพมองดาบในมือด้วยความตกตะลึง แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่คิดว่าพลังของตำราอาคมเืจะรุนแรงถึงเพียงนี้
“อย่าเพิ่งประมาท” ลลินทิพย์ะโขณะที่เธอกำลังใช้เวทผนึกคำสาปป้องกันการโจมตีจากระยะไกล “นั่นเป็แค่หุ่นพยนต์ชั้นต่ำ นายท่านของพวกมันต้องซ่อนตัวอยู่แถวนี้”
ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของธีรภพก็กลายเป็โคลนดูดสีดำสนิท มือสีซีดนับร้อยพุ่งขึ้นมาฉุดดึงขาทั้งสองข้างของเขาลงไป
“นี่คือ ‘ค่ายกลหนองน้ำอเวจี’” เสียงหนึ่งดังมาจากยอดไม้ ปรากฏร่างของหมออาคมในชุดสีม่วงเข้ม ใบหน้าซีกหนึ่งของเขาแหว่งหายไป “เ้าเด็กน้อย ส่งตำรานั่นมา แล้วข้าจะให้เ้าตายอย่างสงบ”
ธีรภพพยายามจะดึงขาขึ้น แต่ยิ่งเขายิ่งออกแรง มือิญญาเ่าั้ก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นจนกระดูกแทบจะแตก พลังงานจากค่ายกลเริ่มดูดกลืนพลังอาคมในตัวเขาไปอย่างรวดเร็ว
“ธีรภพ ฉันจะช่วยเอง” ลลินทิพย์พยายามจะร่ายเวทช่วย แต่เธอก็ถูกรบกวนด้วยฝูงกาอาคมที่รุมล้อมเธอไว้
ในสภาวะคับขัน ธีรภพหลับตาลง เขาไม่ดิ้นรนอีกต่อไป แต่กลับปล่อยให้พลังอาคมในตัวไหลลงสู่หนองน้ำดำนั่น เขาเริ่มร่ายคำสาปที่บันทึกอยู่ในหน้าสุดท้ายของบทแรกในตำราอาคมเื
“ในนามแห่งผู้ควบคุมิญญา เืของข้าคือพันธนาการ เืของข้าคือคำสั่ง จงกัดกินผู้ที่คิดร้ายต่อเ้านายของมัน”
บูมมมม!
หนองน้ำสีดำเปลี่ยนกลายเป็สีแดงโลหิตในทันที มือิญญาที่เคยฉุดดึงเขาเปลี่ยนท่าทางเป็ความเ็ป พวกมันเริ่มกัดกินกันเองตามคำสั่งอาคมของธีรภพ พลังของค่ายกลสะท้อนกลับไปยังหมออาคมบนยอดไม้อย่างรุนแรง
“อ๊ากกกก! เป็ไปไม่ได้! เ้าแก้ค่ายกลระดับสูงได้ยังไง!” หมออาคมกระเด็นตกจากยอดไม้ ร่างกายถูกปกคลุมด้วยรอยไหม้สีแดง
ธีรภพก้าวเดินขึ้นมาจากหนองน้ำอย่างมั่นคง ดาบโลหิตในมือเขายังคงส่องสว่าง เขาเดินไปหยุดตรงหน้าหมออาคมที่กำลังสั่นระริก
“ไปบอกเ้านายของแก” ธีรภพกล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ “ถ้าอยากได้ตำราเล่มนี้ ให้มาเอาด้วยตัวเอง อย่าส่งขยะพวกนี้มาขวางทางผมอีก”
เขาสะบัดมือ ดาบโลหิตหายไปกลายเป็ละอองสีแดง หมออาคมรีบใช้คาถาหลบหนีหายไปในเงาไม้ด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
ลลินทิพย์วิ่งเข้ามาหาธีรภพด้วยสีหน้าโล่งใจ แต่ก็แฝงไปด้วยความกังวล “คุณใช้พลังบ่อยเกินไปแล้วนะ ธีรภพ หน้าคุณซีดมาก”
“ผมยังไหว” ธีรภพตอบ แต่แล้วร่างกายของเขาก็เซวูบจนลลินทิพย์ต้องรีบรับตัวไว้
“เห็นไหมล่ะ พลังของตำรามันสูบพลังชีวิตคุณไปมากจริงๆ” เธอถอนหายใจ “เราต้องรีบไปให้ถึงเขตปลอดภัยของสมาคมจอมเวทย์ก่อนที่พวกมันจะส่งคนเก่งกว่านี้มา”
ทั้งคู่พยุงกันเดินผ่านหมอกหนาจนกระทั่งมาถึงริมหน้าผาขนาดใหญ่ ที่นั่นมีเสาหินโบราณสองต้นตั้งตระหง่านอยู่ กลางช่องว่างระหว่างเสามีแสงสีทองสว่างจ้าหมุนวนเป็เกลียว
“นั่นคือประตูทางเข้าสู่ ‘นครจอมเวทย์ลอยฟ้า’ สถานที่ตั้งของสำนักฝึกอาคม” ลลินทิพย์ยิ้ม “ที่นั่นคุณจะได้เรียนรู้วิธีใช้พลังอย่างถูกต้อง และที่สำคัญ... คุณจะได้รู้ว่าทำไมคุณถึงเป็คนเดียวที่เปิดตำราเล่มนี้ได้”
ธีรภพมองไปยังแสงสีทองนั้น เขารู้สึกถึงความตื่นเต้นที่ปนมากับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ มือขวาของเขาที่มีตราประทับเริ่มอุ่นขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความร้อนของคำสาป แต่มันคือความอบอุ่นของความหวัง
“ไปกันเถอะครับ ลลินทิพย์”
ทั้งคู่ก้าวเข้าสู่แสงสว่าง ทิ้งโลกเื้ัไว้ในเงามืด พร้อมกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะ “จอมอาคมฝึกหัด” ที่กุมความลับของโลกไว้ในมือ
แต่ในมุมมืดของป่า... สายตาคู่หนึ่งที่แดงฉานและทรงพลังยิ่งกว่าหมออาคมคนไหนๆ กำลังจ้องมองตามหลังพวกเขาไป
“ตราประทับต้องห้ามตื่นขึ้นแล้วสินะ าที่ข้ารอคอยมาพันปี กำลังจะเริ่มต้นขึ้นเสียที”
จบตอนที่ 4
สนับสนุนค่ากาแฟ หรือโดเนทเป็กำลังใจให้ได้นะครับ
4380169722 : ธนาคารไทยพาณิชย์