หนูกระชอนลากขาของฮันมยองโอกลับลงไปในโพรงดินที่พวกมันขุดขึ้นมายูซังอาที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดเหวี่ยงหอกทันทีแต่ฮันมยองโอที่กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวกลับคว้าตัวยูซังอาเอาไว้สถานการณ์เลยยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิม
“จับไว้ครับ!”
อีฮยอนซองยื่นหอกออกไปแต่หอกของเขาก็กระแทกเข้ากับพื้น ไม่ได้โดนเป้าหมายแต่อย่างใดหนูกระชอนกับสองคนนั่นหายลงไปใต้พื้นเรียบร้อยแล้ว
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ ไม่พอใจในเรื่องน่าอึดอัด]
จองฮีวอนโมโหเดือด
“โอ๊ย! ฉันนึกแล้วเชียวว่าต้องเกิดเรื่องเพราะตาลุงนั่น จริง ๆ เลย!”
“...ขอโทษครับ เป็นเพราะผมช้าเกินไป”
อีฮยอนซองเอ่ยเสียงเศร้าผมตบไหล่เขาแทนความหมายว่าไม่เป็นไร
“ไม่ว่าใครก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ”
“ไล่ตามไปดีมั้ยครับ”
ผมสำรวจโพรงที่เจ้านั่นหายตัวไปมันไม่ใช่โพรงธรรมดา ผมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างในอากาศ ความรู้สึกราวกับมีแต่ความมืดมน
ผมแสร้งทำเป็นครุ่นคิดพลางก้าวถอยหลังขณะเดียวกันก็แอบเปิดสมาร์ตโฟน แบตเตอรี่เหลืออยู่ห้าเปอร์เซ็นต์เมื่อช่วงเช้ามืดผมใช้อาหารแลกกับแบตเตอรี่ชาร์จจากคนกลุ่มปลายแถว
[ความเร็วในการอ่านเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลของคุณลักษณะ!]
ผ่านไปไม่นานผมก็หาส่วนที่ต้องการเจอ
「 ...‘ชายขอบแห่งความมืด’ ที่พวกหนูกระชอนอาศัยอยู่คือมิติลับรูปแบบหนึ่งที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากต้นไม้ของโลกปีศาจอย่าง[รากแห่งความมืด]พวกหนูหายใจด้วยธาตุมืดแทนที่จะเป็นออกซิเจนดังนั้นพวกมันจะไม่อาจมีชีวิตรอดได้ถ้าไม่อยู่บริเวณ [ชายขอบแห่งความมืด] 」
มันเป็นเรื่องที่ผมพอจะรู้คร่าวๆ อยู่แล้วก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็มีความหมายมากที่ได้อ่านทวนอีกรอบ
อย่างนี้นี่เองสถานที่แห่งนี้คือปากทางเข้าสู่[ชายขอบแห่งความมืด]หลังจากอ่านเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับเจ้าตัวนั้นเสร็จผมก็ยัดสมาร์ตโฟนเก็บลงกระเป๋า
“คุณดกจา?”
อีฮยอนซองกำลังมองผมด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจผมพยักหน้า
“เข้าไปกันเถอะครับ”
“อ๊ะ ถ้าอย่างนั้น...”
“แต่มันอันตรายเกินกว่าที่เราจะเข้าไปกันหลายคนคุณอีฮยอนซองกับคุณจองฮีวอนช่วยเฝ้ายามอยู่รอบ ๆ นี่ทีนะครับถ้าเกิดอะไรขึ้นผมจะส่งสัญญาณเรียก”
จองฮีวอนสะดุ้งตกใจรีบเอ่ยถาม
“หรือว่า...จะเข้าไปกับกิลยองแค่สองคนเหรอคะ”
“ความสามารถของอีกิลยองจะเป็นประโยชน์ต่อการไล่ตามเจ้านั่นครับ”
ตอนที่หญิงสาวพยายามจะคัดค้านผมก็กวักมือเรียกอีฮยอนซอง
“และคุณอีฮยอนซอง คุณจองฮีวอนดูจะอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ช่วยดูแลเธอหน่อยนะครับ”
คำพูดของผมทำให้อีฮยอนซองเองก็ดูเหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่าง
“ทราบแล้วครับ”
“เดี๋ยวก่อน ฉันสบายดีนะคะ!”
“คุณจองฮีวอน มั่นใจในตัวเองมันก็ดีอยู่หรอก แต่ไม่ควรฝืนตัวเองครับ”
“...”
สภาพของจองฮีวอนที่ขนาดหายใจยังหอบแปลว่ายังฟื้นฟูร่างกายตัวเองจากหมอกพิษมรณะได้ไม่สมบูรณ์
ผมทิ้งทั้งสองคนไว้ด้านหลังแล้วพาอีกิลยองเดินลงไปในโพรงมันเป็นหลุมที่ถูกขุดลงไปเป็นแนวดิ่งจนแทบจะตั้งฉากกับพื้นดินอย่างเห็นได้ชัดแต่วินาทีที่ลงไปในโพรงนั่นพวกเรากลับเดินเท้าติดผนังได้เป็นปกติดีราวกับมีแรงโน้มถ่วงรองรับ
นี่เป็นเพราะพลังเวทที่[ชายขอบแห่งความมืด] ปลดปล่อยออกมา
“ทางนี้ครับ”
หลุมมืดมากเสียจนแยกแยะอะไรไม่ออกผมจึงได้แต่เดินตรงไปโดยอาศัยปลายนิ้วของอีกิลยองตามธรรมชาติธาตุมืดจะดูดกลืนแสงสว่าง ดังนั้นไฟฉายจึงไร้ความหมายถ้าหากไม่มีความสามารถ [สายใยการสื่อสารอันหลากหลาย]ของอีกิลยองละก็ผมอาจจะต้องใช้เหรียญอีกก็ได้
“พี่ครับ”
อีกิลยองเรียกผม
“เมื่อกี้นี้จงใจใช่มั้ยครับ”
“...เรื่องอะไร”
“ตอนที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นจับลุงกับพี่สาวไปพี่จงใจปล่อยมันไปไม่ใช่เหรอครับ”
ผมผงะไปครู่หนึ่งปลายนิ้วของอีกิลยองที่สัมผัสกันในความมืดให้ความรู้สึกไม่คุ้นเคยอีกิลยองอธิบายต่อก่อนที่ผมจะทันถามว่ารู้ได้ยังไง
“ตอนนั้นผมเห็นหน้าพี่น่ะครับ”
ในช่วงเวลาสั้นๆ นั่นเขายังสังเกตเห็นสีหน้าผมด้วยงั้นหรือ เป็นเด็กน้อยที่น่ากลัวจริง ๆหากพยายามปิดบังเด็กที่หูตาว่องไวคนนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่
“ใช่ ถูกต้องแล้ว”
ข้อความระเบิดขึ้นในหัวสมองทันทีที่ผมตอบไปแบบนั้นอืม สำหรับพวกกลุ่มดาวเองเรื่องนี้ก็น่ารับชมเหมือนกัน
[กลุ่มดาวฝ่ายดีขมวดคิ้วให้กับความโหดร้ายของคุณ]
[กลุ่มดาว ‘จอมวางแผนลับ’ เร่งรัดคุณด้วยนัยน์ตาเปล่งประกาย]
“ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะครับ”
“เพราะนิสัยโดยธรรมชาติของหนูกระชอน”
ผมตัดสินใจตอบออกไปตามตรง
“พวกหนูกระชอนมีนิสัยชอบเก็บสิ่งที่ล่ามาได้ไปรวมกันไว้ที่หนึ่งไม่ใช่แค่เหยื่อเท่านั้นพวกมันเก็บรวบรวมกระทั่งของที่ดูแล้วหายากหรือมีราคาด้วยอย่างเช่นไอเท็มเป็นต้นแต่เส้นทางไปยังรังของพวกมันซับซ้อนมากถ้าไม่เดินตามทางที่พวกมันขุดทะลุไปก็จะไม่มีวันหาเจอได้เลย”
อีกิลยองไม่ได้พูดอะไรผมอธิบายต่อ
“เรื่องที่พวกมันลากตัวฮันมยองโอไป ฉันคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วแต่ที่คุณยูซังอาโดนลากไปด้วยนั่นผิดคาดเหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมายของพี่ก็ไม่ใช่การช่วยเหลือพี่สาวกับลุงแต่เป็นไอเท็มใช่มั้ยครับ”
“ใช่ ผิดหวังหรือเปล่า”
“ไม่ครับ”
รู้สึกได้ว่ามือเล็กของอีกิลยองจับปลายนิ้วของผมแน่น
“พี่โกหกไม่เก่งเลยนะครับ”
“...”
“ถ้าพี่เป็นคนแบบนั้นจริง ๆ ตอนอยู่บนรถไฟก็คงไม่ช่วยผมไว้หรอกครับผมเชื่อในตัวพี่ครับ”
อีกิลยองเป็นเด็กที่ทำตัวไม่เหมือนเด็กแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นแค่เด็กอยู่ดีเขาไม่รู้หรอกว่าการเป็นผู้ใหญ่กับการทำตัวเหมือนเป็นผู้ใหญ่มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
[กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งน้ำตาคลอด้วยความประทับใจ]
[คุณได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 200 เหรียญ]
และโลกใบนี้ก็มีพวกผู้ใหญ่เจ้าเล่ห์ที่ฉกฉวยใช้ความ‘เป็นผู้ใหญ่’ ให้เป็นประโยชน์อยู่มากมาย
โพรงนี้ยาวกว่าที่คิดพวกเราต้องเดินลงไปข้างล่างอยู่พักใหญ่
“คือว่า พี่ครับ”
“หืม”
“พี่เป็นพระเจ้าเหรอครับ”
“...อะไรนะ”
“หรือว่าเป็น ‘ตัวเอก’?”
บางครั้งพวกเด็กๆ ก็มักจะเอ่ยคำถามที่เฉียบแหลมเป็นเพราะใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ความเป็นจริงกับจินตนาการไม่ได้แยกออกจากกันอย่างชัดเจนหรือเปล่านะอีกิลยองไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคำถามของเจ้าตัวหมายความว่ายังไง
“ฉันไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่ตัวเอกด้วย แถมยังอิจฉาตัวเอกอยู่บ่อย ๆ”
“แต่พี่ก็รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับโลกใบนี้ใช่มั้ยครับ”
ผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ
“นั่นก็ใช่”
“งั้นผมขอถามอะไรสักเรื่องได้มั้ยครับ”
“ถ้าตอบได้นะ”
“ถ้าเคลียร์ซีนาริโอทั้งหมดได้...ผมจะขอพรให้เป็นจริงได้หรือเปล่าครับ”
“ขอพร?”
ผมตื่นตระหนกเล็กน้อย
“ปกติแล้วตอนจบของเรื่องแบบนี้มักจะมีรางวัลแบบนั้นอยู่ไม่ใช่เหรอครับเรื่องนี้ก็ด้วยถ้ามันจบลงจะมีอะไรแบบนั้นอยู่ใช่มั้ยครับ”
ลมหายใจของอีกิลยองสั่นเทาอยู่ท่ามกลางความมืดจู่ ๆ ผมก็นึกถึงสีหน้าของอีกิลยองตอนที่มองแม่ตัวเองตายไปต่อหน้าต่อตาขึ้นมา
ผู้คนที่ปรับตัวเข้ากับโลกใบใหม่นี่แต่ละคนต่างก็ต้องทนอยู่กับมันด้วยวิธีของตัวเองบางคนปล่อยให้ตัวเองเป็นบ้า บางคนคลั่งจนสติหลุดบางคนใช้ความมองโลกในแง่ดีจนผิดปกติมาบรรเทา
“อืม มีสิ”
ขอบคุณที่ที่แห่งนี้ปกคลุมไปด้วยความมืดมิดเพราะมันช่วยให้อีกิลยองไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของผมในตอนนี้ได้