นับจากวันที่ทั้งห้าเผ่าได้ลงนามในสนธิสัญญาคริสตัล ประกอบกับที่เปอร์ไซด์ขนคริสตัลของทุกเผ่ามาเป็นตัวประกัน จึงทำให้ความสงบสุขได้มาเยื่อนบนโลกนี้อีกครั้ง
แต่ทว่าความสงบสุขนี้ไม่ใช่สิ่งที่เทพเจ้าผู้สร้างโลกใบนี้ต้องการ
ณ โลกหลังความตาย ดินแดนสีแดงที่ร้อนระอุซึ่งรู้จักกันในนามว่า [นรก] ณ ที่แห่งนี้กำลังมีเทพเจ้าสามองค์กำลังยืนมองโลกที่พวกเขาสร้างด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายอยู่
“ปล่อยเอาไว้แบบนี้จะดีหรือเทพไร้หน้า? ”
“ข้าอยากเห็นพวกมันทำสงครามกันต่อมากกว่านะเทพไร้แขน”
เทพเจ้าที่แหกกฏและละเลยหน้าที่ดูแลแดนนรกทั้งสามองค์ ต่างกำลังพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันด้วยสีหน้าที่สนุกสนาน
“คิดว่าพวกมันจะสามารถหยุดยั้งวันโลกาวินาศของพวกเราได้มั้ย? ”
“ไม่มีทาง”
เทพไร้หน้าตอบเทพไร้ขาด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด
“กับสิ่งมีชีวิตระดับต่ำแบบนั้น ไม่มีทางต่อต้านอำนาจของมิติที่เหนือกว่าอย่างพวกเราได้หรอก”
“นั่นสินะ… แต่ว่ากว่าจะถึงวันโลกาวินาศนี่ก็อีกตั้งปีหนึ่ง หรือว่าพวกเราจะบีบเวลาของเกมส์ให้เร็วขึ้นดี? ”
“อืม…”
พวกเขาต่างยืนนิ่งครุ่นคิดราวสิบนาที
“ข้าเห็นด้วยเทพไร้ขา พอพวกมันสะสมอาวุธพร้อมทำสงครามอีกครั้ง พวกเราก็มาเร่งเวลาวันโลกาวินาศเพื่อให้พวกมันระเบิดสงครามอีกครั้งกันเถอะเทพไร้ขา เทพไร้แขน”
“นั่นสินะ… แบบนั้นอาจจะสนุกกว่าก็ได้”
“ใช่แล้ว วะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”
ว่าแล้วเหล่าเทพผู้น่ารังเกียจก็เริ่มต้นเฝ้าสังเกตุของเล่นของพวกเขาอีกครั้ง
วันที่ 95
***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]
" (สเลบ! เกิดเรื่องบ้าอะไร? ทำไมคริสตัลของพวกเราถึงได้มาอยู่ตรงนี้!) "
ไม่ต้องกรีดเสียงดังในสมองแบบนั้นก็ได้ กระผมอยู่ใกล้แค่นี้เองครับท่านราชินี…
วันที่ 95 คือวันที่พวกเรามารวมตัวกันร่างสนธิสัญญาขึ้น
แน่นอนว่าผมต้องติดตามท่านองค์ราชินีมาด้วยในฐานะคนคุ้มกัน
เอรีสเองก็มาที่นี่เช่นกัน
นอกจากเอรีส เหล่ายอดนักรบของทุกเผ่าที่คุ้นตาและเคยปะทะมาก่อน ต่างกำลังมารวมตัวกันอยู่ตรงนี้
แต่ทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของบานาเลย
" (สเลบ ยืนเหม่อบ้าอะไร!? รีบทำงานได้แล้ว!) "
" (ครับท่าน…) "
กระผมรีบติดต่อกลับไปที่ฐานลับใต้ดินซึ่งใช้ซ่อนคริสตัลเอาไว้
จากรายงานของลูกน้อง ดูเหมือนว่ายัยปีศาจนกจะบุกเดี่ยวทะลุพื้นดินลงมา แล้วหิ้วเอาคริสตัลบินหนีไปในทันที
เวลาทั้งหมดที่ใช้ในการขโมยคือสิบวินาที
สิบวินาทีหรือ…
" (ท่านราชินี ดูเหมือนว่าเธอจะบุกเดี่ยวไปเอามาจากฐานทัพของพวกเรานะครับ แต่ผมพอจะรู้จักเธอ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเองครับ) "
" (ต้องแบบนี้สิถึงจะสมกับเป็นผู้กล้าของฉัน) "
ผู้กล้าหรือเป็นทาสรับใช้ส่วนตัวมากกว่ากันละครับท่าน…
ผมสลัดคำบ่นออกจากหัวแล้วเดินตรงไปหาเปอร์ไซด์
เอรีสกับเอสเทอเองก็กำลังวิ่งเข้ามาจากฝั่งตรงข้ามเช่นกัน
ส่วนฝั่งเผ่าปีศาจยักษ์… พวกมันกำลังยืนดูท่าทีอย่างระมัดระวังแทน
“เปอร์ไซด์"
"สวัสดีค่ะคุณสเลบ~"
"นี่เธอทำอะไรเนี่ย? "
"ก็หาหลักประกันเพื่อไม่ให้ทรยศกันทีหลังยังไงละคะ"
เธอส่งรอยยิ้มที่สดใสมาให้พวกเรา
"ทำยังไง? "
"คุณวิญญาณช่วยหนูขนมาค่ะ"
วิญญาณ?
ว่าแล้วที่แผ่นหลังของเธอก็มีระยางสีชมพูยืดยาวออกมา
ระยางเหล่านั้นมันยื่นออกมาจับรัดคริสตัลทั้งสี่ก้อน ก่อนที่เธอจะกางปีกบินยกให้พวกมันลอยสูงขึ้นจากพื้น
"ฮิ ฮิ ฮิ หนูเก่งมั้ยละคะ~"
เก่งจ๊ะ... เก่งจนพี่สเลบคนนี้แทบอยากจะวิ่งหนีไปจากตรงนี้ตอนนี้แล้ว
สาบานว่ายัยนี่ยังเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่นะ?
เอรีสกับเอสเทอเองก็ยืนอึ้งไปด้วยเช่นกัน
"แล้วก้อนไหนคือของเผ่าพวกผมละครับ? "
มานึกดูแล้ว ยัยนี่คือคนที่สามารถแตะสัตว์ยักษ์ขนาดห้าสิบเมตรให้ปลิวได้เลยนะ
คงใช้กำลังแย่งมาไม่ไหว
ดังนั้นคงต้องใช้แผนแอบมาจิ๊กคืนในภายหลังตอนที่เธอเผลอตัวหรือหลับยามแทน
แต่เนื่องจากคริสตัลมันหน้าตาเหมือนกัน เลยต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าก้อนไหนคือของพวกเรา
"อ๊ะ? "
"... อย่าบอกนะว่าเธอเองก็ไม่รู้? "
"แบบว่า… มันปนกันมั่วแล้วละคะ! "
ชิบหายแล้วไง…
และนี่คือเรื่องราวก่อนที่กระผมจะเริ่มทำการจดบันทึกเรื่องราวช่วงที่ผมมีความสุขที่สุดเอาไว้
บันทึกวันที่ 96
จากเหตุการณ์เมื่อวาน เนื่องจากคริสตัลถูกนำมารวมกันที่ทุ่งหญ้าแห่งการก่อกำเนิดในฐานะตัวประกันของเปอร์ไซด์ เลยทำให้ทุกเผ่าต้องย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่นี่กัน
จะว่ายังไงดี คือถ้าหากรู้ว่าคริสตัลก้อนไหนคือของเผ่าไหนคงมีคนโจมตีใส่ไปแล้ว
แต่ด้วยความที่มีโอกาสยิงถูกคริสตัลของเผ่าตัวเองสูงถึงหนึ่งในสี่ เลยทำให้ไม่มีใครกล้าลองดี
สุดท้ายจึงกลายเป็นว่าสิ่งที่ขีดเส้นแบ่งดินแดนในวันแรกถูกล้มกระดานไม่เป็นท่าไปซะงั้น
แต่เพราะแบบนั้นเลยทำให้ได้เห็นภาพที่ทุกเผ่ามายืนเรียงเผชิญหน้ากันสร้างเมืองร่วมกันแบบนี้แทน
ดีเหมือนกันแฮะ
บันทึกวันที่ 97
ทุกเผ่าเริ่มสร้างเมืองของตัวเองล้อมคริสตัลเอาไว้ โดยยอมให้พื้นที่ใจกลางซึ่งอยู่ใกล้คริสตัลเป็นของเผ่าปีศาจปีก
ต้องบอกว่าทุกเผ่าตอนนี้เกรงใจเผ่าปีศาจปีกมาก
หากพวกมันขออะไร เผ่าอื่นรวมถึงเผ่าเราก็แทบจะรีบไปประเคนของให้ทันที
ส่วนเผ่าที่โดนหนักสุดคือเผ่าจอมมารของเอรีส
สมน้ำหน้า…
กลับมาที่การสร้างเมือง
ผมว่ามันเป็นภาพราวกับความฝันไป
ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ทุกเผ่าได้มาสร้างเมืองแบบหายใจรดต้นคอกันแบบนี้
โครงสร้างและวิธีการก่อสร้างของแต่ละเผ่านั้นมีเอกลักษณ์น่าสนใจมาก
อย่างเผ่าจอมมารที่ต้องขึ้นโครงเหล็กสูงกับถ่างที่ดินก่อนเตรียมงาน
เผ่าปีศาจปีกที่ไปรวบรวมไม้ท่อนใหญ่มาตัดแต่งต่อเติมร้อยเรียงคล้ายกับงานหัตถกรรมขนาดยักษ์
เผ่าปีศาจแสงที่ใช้พลังพิเศษเฉพาะหลอมสิ่งก่อสร้างขึ้นจากดิน
และเผ่าปีศาจยักษ์ที่ทำเป็นกระโจมผ้าใบกับหนังสัตว์เรียงรายอย่างเรียบง่าย
ผมสาบานกับตัวเองว่าจะใช้ช่วงเวลานี้ เก็บเกี่ยวสิ่งแปลกตาของทุกเผ่าเอาไว้ด้วยดวงตาคู่นี้ให้มากที่สุดให้ได้
บันทึกวันที่ 98
เริ่มมีการกระทบกระทั้งกันระหว่างเผ่า
ส่วนใหญ่จะเกิดจากคนของเผ่าของผมเอง
เพราะว่าเผ่าของพวกเรานิยมการขุดดิน เลยทำพื้นที่แถบนี้อ่อนยวบยาบ และส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้างอาคารโดยรอบ
แต่พอเจอมดทหารระดับองครักษ์ที่ตัวสูงสามเมตรแยกเขี้ยวใส่ พวกเผ่าอื่น ๆ ที่ตอนนี้ไม่ค่อยจะมีอาวุธก็หน้าซีดแล้วเดินคอตกหนีกลับไปกันเอง
ดูเป็นตัวโกงขึ้นมาทันทีเลยแฮะ
บันทึกวันที่ 99
วันนี้มีคนไปหาเรื่องเปอร์ไซด์เพื่อจะยึดเอาคริสตัลคืนมา
ถึงจะไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร แต่ถ้าให้คนตายแล้วฟื้นกลับมา เดียวก็รู้เองว่าก้อนไหนเป็นของเผ่าใคร
และเผ่าที่อาจหาญบุกไปหาเปอร์ไซด์อย่างบ้าบิ่นก็คือเผ่าปีศาจยักษ์
ชายที่ใช้ชื่อว่า [แคนตาลูป] ได้นำทัพไททันจำนวนหนึ่งแสนนายบุกตรงไปหาเปอร์ไซด์ด้วยอาวุธร้ายที่เผ่าจอมมารของเอรีสเรียกว่า [ปืนแกตลิ่ง]
ลืมบอกไปว่าปัจจุบันนี้ผมพอจะเริ่มพูดภาษาของแต่ละเผ่าได้แล้ว
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเอรีสกับเอสเทอที่ช่วยสอนภาษาของแต่ละเผ่าให้
ส่วนเปอร์ไซด์… อย่างยัยนั่นสอนใครไม่รู้เรื่องหรอก
กลับมาที่การจู่โจมของเผ่าปีศาจยักษ์ต่อ
เนื่องจากอาวุธส่วนใหญ่สูญสิ้นไปเกือบหมดจากสงคราม เลยทำให้กองทัพไททันมีปืนแกตลิ่งแค่หนึ่งพันกระบอกเท่านั้น
แน่นอนว่าการบุกโจมตีของพวกมันทำให้ทุกเผ่าตกใจมาก
ทุกวันนี้ที่ทุกคนยอมให้เปอร์ไซด์ยึดคริสตัลเอาไว้ เพราะว่าเธอคือ [เปอร์ไซด์] ที่สมองกลวงและเอาแต่ร้องเพลงได้ทุกวันไม่มีเบื่อ
ไม่มีคำไหนนิยามได้ดีกว่าชื่อของเธอเองอีกแล้ว
สรุปคือหากอยู่ในมือของเธอ คริสตัลก็จะยังคงปลอดภัยภายใต้การดูแลอย่างยุติธรรมของเธอเอง
แต่ถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนมือผู้ถือครองคริสตัล นั่นก็แปลว่าเผ่าอื่นจะพ่ายแพ้ในทันที
ตอนนั้นกระผมรีบกรีดร้องสั่งให้ทุกคนบุกเข้าโจมตีเผ่าปีศาจยักษ์ด้วยชีวิต
พวกเผ่าจอมมารกับปีศาจแสงเองก็กรีดเสียงสั่งการบุกเช่นกัน
ตอนนั้นผมคิดว่าสนธิสัญญาคงถูกฉีกทิ้งในวันนี้
แต่มันไม่เกิดขึ้น
ก่อนที่ใครจะได้ทันทำอะไร เพียงแค่ห้านาที กองทัพจำนวนหนึ่งแสนคนของเผ่าปีศาจยักษ์ก็ลงไปนอนกองอาบเลือดสีดำอยู่ที่พื้นดินไปแล้ว
พูดตามตรงว่ามันบ้ามาก
เปอร์ไซด์ใช้การต่อสู้ที่เหนือสามัญกับพวกเขา
ลูกปืนทำอะไรเธอไม่ได้
คมดาบฟันไม่เข้า
รวดเร็วประดุจสายลม
มีระยางสีชมพูที่ยืดยาวออกมาจากแผ่นหลังใช้โจมตีได้ไกลถึงสิบเมตรโดยรอบตัว
แถมยังสามารถสร้างพายุขึ้นมาได้ด้วยปีกของเธอ
เปอร์ไซด์ สรุปแล้วเธอยังเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนพวกผมอยู่ใช่มั้ย?
บันทึกวันที่ 99
ผู้นำเผ่าปีศาจยักษ์ออกมาขอโทษการกระทำ [โดยพลการ] ของลูกน้องตัวเอง
อมพระมาพูดผมก็ไม่มีทางเชื่อหรอก
แต่เปอร์ไซด์ดันเชื่อแบบซื่อ ๆ แล้วให้อภัยง่าย ๆ โดยไม่ลงโทษสักอย่างเสียอย่างงั้น
สมกับเป็นเปอร์ไซด์จริง…
แต่เพราะแบบนั้นเลยทำให้ทุกคนได้รู้ระดับพลังของเปอร์ไซด์แล้ว
พูดตามตรงว่าแม้แต่ฮอร์เนสที่รบเก่งที่สุดในเผ่าของผมก็ยังทาบเธอไม่ติด
บันทึกวันที่ 100
เอรีสของเผ่าจอมมารกับฮอร์เนสของเผ่าผมไปท้าสู้ตัวต่อตัวกับเปอร์ไซด์
แน่นอนว่าพ่ายแพ้หมดรูป
ไอพวกสมองกล้าม…
บันทึกวันที่ 101
ในที่สุดตัวเมืองก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
เนื่องจากเมืองเป็นรูปร่างขึ้นมาแล้ว จึงเป็นโอกาสอันดีงาม ที่พวกเราจะเริ่มรวมหัวกันคิดหาทางต่อต้านเงามืดที่กำลังทำลายโลกใบนี้
มันสมองด้านเทคโนโลยีของทุกเผ่าถูกเรียกไปรวมตัวกัน ณ อาคารทรงไข่ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่สร้างโดยเผ่าปีศาจแสง
มันสมองเผ่าจอมมาร [ยะมะโตะ]
มันสมองเผ่าปีศาจยักษ์ [เชอรี่]
มันสมองเผ่าปีศาจแสง [เอสเทอ]
และของเผ่ากระผม [ราชินีฟรีด้า]
ส่วนเผ่าปีศาจปีกนั้นมีแต่พวกสมองกลวง ดังนั้นเลยไม่มีใครส่งคำเชิญให้มาร่วมงานด้วย
ว่าแต่เอสเทอนี่ควบทั้งตำแหน่งผู้กล้า นักปราชญ์ นักวางกลยุทธ์ แล้วยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วยหรือเนี่ย?
สุดยอดไปเลยแฮะ
บันทึกวันที่ 102
ช่วงนี้กระผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการส่งลูกน้องออกไปตรวจสอบที่ซากเมืองเก่าของทุกเผ่า
ถึงจะบอกว่าทุกคนมารวมตัวสร้างเมืองที่ทุ่งหญ้าแห่งการก่อกำเนิดเหมือนกัน แต่ใช่ว่าที่นอกกำแพงเมืองนั้นจะไม่มีใครอยู่อาศํย
อีกอย่าง ผมยังคงสงสัยด้วยว่าทำไมบานาถึงหายตัวไป
และจากข้อมูลที่สืบมาจากเผ่าปีศาจยักษ์ เห็นว่ายังมีนักรบระดับสูงอย่างคนที่ชื่อ [แครอท] หายไปอีกคนด้วย
ผมมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
บันทึกวันที่ 103
ด้วยความนิยมในตัวของเปอร์ไซด์ที่ร้องรำทำเพลงทุกวัน เลยทำให้เธอมีแฟนคลับกลุ่มใหญ่อย่างไม่ทันรู้ตัว
และพอรู้ตัวอีกทีก็มีคนชื่นชมเธอถึงหนึ่งล้านคนไปแล้ว
แฟนคลับส่วนใหญ่นั้นจะประกอบด้วยคนจากเผ่าปีศาจยักษ์ เผ่าจอมมาร เผ่าปีศาจแสง และเผ่าปีศาจปีกทั้งสี่เผ่า
ส่วนเผ่าผมนั้นแค่ชื่นชมเสียงเพลงเฉย ๆ แต่ไม่ถึงขั้นคลั่งไคล้แบบพวกมันที่เอาแต่รำร้องว่า [น่ารักที่สุด!] [เปอร์ไซด์โมเอ้!] [The best girl!] อะไรแบบนี้
ด้วยความนิยมที่มากจนเรียกได้ว่าคลั่ง พวกเขาจึงสร้างโดมสำหรับเล่นคอนเสิร์ตให้เธอโดยเฉพาะขึ้นมา
แต่ผมไม่อาจปล่อยพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงให้คลาดสายตาไปได้
มันเป็นภารกิจของกระผมที่ได้รับมาจากราชินีแฟตให้คอยจับตาดูสิ่งแปลกปลอมที่เกิดขึ้นในเมืองนี้
นั่นคือพวกกลุ่มแฟนคลับนั้นกำลังมีการสร้างรหัสลับบางอย่างสื่อสารกัน
พวกผู้ชายของแต่ละเผ่าจะชอบไปเจอกันในที่ลับตาคน แล้วพูดว่า
“ [โดจินชิของเปอร์ไซด์ 18+] ”
พอพูดคำนี้เสร็จพวกมันก็จะมีการส่งเอกสารลับแลกให้กันในที่มืด
แถมพวกนี้มันไหวตัวเร็วมาก จนแม้แต่ลูกน้องที่ผมภูมิใจยังไม่สามารถจับเอาของกลางกลับมาได้แม้แต่เล่มเดียว
ผมไม่เข้าใจว่ารหัส [โดจินชิของเปอร์ไซด์ 18+] แปลว่าอะไร
กำลังวางแผนลอบสังหารเปอร์ไซด์กันอยู่หรือยังไงกันไอพวกนี้?
บันทึกวันที่ 104
ลูกน้องที่ส่งไปสืบในเมืองหลวงเก่าของเผ่าจอมมารได้พบว่าโรงงานอาวุธของพวกมันยังคงทำงานอยู่
ข้างในนั้นมีอาวุธจำนวนมากถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง
และในส่วนลึกสุดที่พวกเขาไม่สามารถเข้าไปสืบถึงได้นั้น เห็นว่ามีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่กำลังถูกสร้างขึ้นมารวมอยู่ด้วย
ส่วนลูกน้องที่ไปสืบในทะเลป่าตะวันออก ก็พบว่ามีวัตถุรูปไข่ของเผ่าปีศาจแสงตั้งเรียงรายซ่อนเอาไว้เป็นจำนวนมากเช่นกัน
ส่วนพื้นที่ทางภาคเหนือนั้น เห็นว่าเริ่มมีสัตว์ร้ายกลับมารวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่อีกครั้ง
และมีคนพบเห็นเผ่าปีศาจยักษ์กำลังเลี้ยงดูพวกมันอยู่
แต่โชคดีที่จำนวนของพวกมันไม่มีมากมายเท่าไหร
เห็นว่าพวกมันรวบรวมมาได้แค่ประมาณหนึ่งหมื่นตัวเท่านั้นเอง
ดูท่าว่าแต่ละเผ่าจะเริ่มกลับมาเตรียมสะสมอาวุธกันอีกครั้งแล้วสินะ
เอาเถอะ มันก็ไม่ได้เหนือกว่าที่คาดหมายละนะ เพราะใต้ดินลึกลงไปทั่วทั้งเมืองนี้ก็มีอาวุธลับของเผ่าเราสร้างเตรียมเอาไว้อยู่เช่นกัน
เจ้า [หัวทะลวงแผ่นดิน] ที่ราชินีฟรีด้าคิดค้นขึ้นมานะ
บันทึกวันที่ 105
วันนี้มีการทะเลาะกันเรื่องทรัพยากรณ์
ดูเหมือนว่าเหมืองแร่ที่อยู่โดยรอบจะถูกขุดออกไปจนเหือดแห้งหมดแล้ว
ตอนแรกนั้น เพื่อไม่ให้มีปัญหาระหว่างเผ่า พวกเราเลยแบ่งสัมปทานเหมืองเท่า ๆ กันในการขุดจากพื้นที่แถมภูเขาทางตอนเหนือ
แต่ทว่าพื้นที่เหมืองในหุบเขาทิศเหนือที่คาดว่ายังเหลือจำนวนมากกลับเหือดแห้งอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการเอาไว้
ซึ่งมันผิดธรรมชาติมาก
ดังนั้นเหมืองของเผ่าที่ยังพอเหลือจึงถูกเพ่งเล็งว่าต้องมอบแบ่งบันให้กับเผ่าที่เหลือด้วย
ซึ่งเผ่าที่ว่าคือเผ่าของพวกเรา
แต่พอถูกราชินีแฟตจี้ว่าจะเอาน้ำมันกับแร่เหล็กจำนวนมากไปเพื่ออะไร? ทุกคนก็นิ่งเงียบไม่ตอบ
ใครมันจะกล้าพูดว่าเอาไปสร้างอาวุธกันละจริงไหม?
พอจี้ใจดำเสร็จ ท่านราชินีแฟตก็ยื่นข้อเสนอว่าจะขายแร่ที่ขุดขึ้นมาได้ให้กับพวกเขาโดยแลกกับเทคโนโลยีที่เผ่าต่าง ๆ มีและสนใจจะนำเสนอให้
แน่นอนว่าเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรณ์บางอย่างที่จำเป็น พวกเขาจึงต้องจำยอมขายเทคโนโลยีให้
ท่านราชินิแฟตเลวได้ใจ...
ความจริงแร่ทั้งหมดที่ว่านะ มันถูกเผ่าของผมแอบไปขุดมาเองนั่นละ
ขุดลอดผ่านใต้ดินทั้งวันทั้งคืนไม่มีใครรู้โดยเหล่ามดทาสทั้งหมดสี่แสนนาย
ทั้งที่เป็นต้นเหตุของเหมืองแร่เหือดแห้ง แต่เจ้าตัวกลับปั้นหน้าตายทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วเอามาใช้ประโยชน์เพื่อซื้อเทคโนโลยีของเผ่าอื่นอีก
แสบไม่ใช่เล่นเลยแฮะท่านราชินิแฟต
บันทึกวันที่ 106-114
ดูเหมือนว่าทีมตรวจสอบเงามืดที่กลืนกินโลกจะไม่คืบหน้าเลยสักนิด
พวกเขาล้มเหลวและไม่สามารหาต้นตอหรือความจริงของความมืดนั้นได้
แบบนี้คงหนีไม่พ้นสงครามได้ปะทุขึ้นมาสักวัน…
ส่วนช่วงเวลานี้ผมก็ไม่ค่อยมีงานอะไรมากนัก นอกจากตรวจตราเมือง แล้วก็หาเวลาไปเยี่ยมเอรีส เอสเทอกับเปอร์ไซด์บ้างเป็นบางเวลา
เอรีสมักจะมาท้าผมสู้ เอสเทอจะชวนไปเล่นหมากรุก ส่วนเปอร์ไซด์จะชอบชวนทุกคนออกไปวิ่งเล่นในทุ่งหญ้ากว้าง
มันเป็นช่วงชีวิตที่สงบสุขจนแทบไม่อยากปล่อยทิ้งไป
มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมาก ได้ลืมเรื่องการฆ่าฟัน ได้ลืมทุกสิ่ง
อยากใช้ชีวิตแบบนี้ตลอดไปจัง...
บันทึกวันที่ 115
ผ่านมายี่สิบวันแล้วที่ไม่พบตัวหรือแม้แต่ข่าวใด ๆ ของบานา…
มันยังมีชีวิตอยู่บนโลกใช่ไหมเจ้าหมอนั่นนะ?
บันทึกวันที่ 116
ลูกน้องผมเข้ามารายงานว่าพบผู้นำกังของเผ่าจอมมารไปเดินเที่ยวกลางเมืองพร้อมกับผู้นำเผ่าปีศาจแสงที่ชื่อว่าลิลลี่
ความรักต่างเผ่า? ไม่น่าจะใช่มั้ง…
บันทึกวันที่ 117
ลูกน้องผมพบการเคลื่อนไหวแปลก ๆ ของเผ่าจอมมาร
เห็นว่าเป็นลัทธิความเชื่อเทพเจ้าทั้งสามอะไรเนี่ยแหละ
พวกเขาชอบไปรวมตัวทำพิธีประหลาดทุกเช้าเย็น ร้องเพลงสรรเสริญที่กระผมไม่เข้าใจ
เพราะว่ามันดูน่าขนลุกและน่าสงสัย กระผมเลยสั่งให้พวกลูกน้องจับตาพวกเขาเอาไว้ให้ดีก่อน
บันทึกวันที่ 120
ลูกน้องแจ้งมาว่าที่ต้นไม้โลก [อิกดราซิล] มีการสั่นไหวอย่างรุนแรง
แต่เนื่องจากมันอยู่ไกลมาก และเป็นการยืนยันด้วยตาเปล่า อีกทั้งคงเป็นปรากฏการธรรมชาติ เลยทำให้ข้อมูลนี้ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหรนัก
บันทึกวันที่ 121
มีการปะทะกันที่นอกเมืองในหุบเขาทิศเหนือระหว่างเผ่าจอมมาร เผ่าปีศาจแสง และเผ่าปีศาจยักษ์
ดูเหมือนว่าเผ่าจอมมารจะรู้แล้วว่าพวกเผ่าปีศาจยักษ์กำลังสะสมกองทัพอสูรสัตว์ร้าย พวกเขาเลยยกทัพไปโจมตีกวาดล้างก่อนที่จะสมได้มากพอ
แถมยังเจ้าเล่ห์พอที่จะบอกให้เผ่าปีศาจแสงมาร่วมทัพด้วยข้ออ้าง [กวาดล้างสัตว์ร้ายก่อนที่พวกมันจะบุกโจมตีเมือง] ด้วย
ส่วนเผ่าปีศาจยักษ์ที่ไม่สามารถออกตัวได้มาก เลยต้องจำยอมทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วปล่อยให้กองทัพสัตว์ร้ายที่ตัวเองสะสมมาต้องล้มตายแตกกระเจิงไป
บันทึกวันที่ 123
เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานผลิตอาวุธในเมืองหลวงเก่าของเผ่าจอมมาร
ผมสงสัยว่ามันคงเป็นฝีมือของเผ่าปีศาจแสงนั่นละ
อย่างเอสเทอนะคงมีส่งลูกน้องกระจายไปทั่วอยู่แล้ว
ผมเองก้ต้องระวังตัวเอาไว้ให้มาก
บันทึกวันที่ 124
โดนเล่นเข้าให้แล้วไง
พื้นที่ใต้ดินทางตะวันออกของเมืองได้ถล่มลงมาเพราะมีเผ่าปีศาจแสง
พวกมันใช้พลังของมันดึงมวลดินมาปั้นเป็นงานศิลปะขนาดยักษ์ แล้วจัดเป็นงานเทศกาลแข่งขันบังหน้า
เนื่องจากมวลดินถูกยกไปปั้นเป็นรูปปั้นยักษ์ เลยทำให้โครงสร้างด้านบนผิดรูปเป็นเหตุให้อาวุธที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ใต้ดินถูกถล่มจมมิดไป
แถมหลังจากที่เกิดเหตุไปแล้ว เจ้าเอสเทอยังมีหน้ามาเยี่ยมหาพร้อมกับยื่นเค้กให้ก้อนหนึ่งมาปลอบใจด้วยรอยยิ้มที่กวนบาทา
อย่าให้ถึงทีผมก็แล้วกันนะเอสเทอ
บันทึกวันที่ 125
ในที่สุดก็มาถึงวันนี้
วันที่สนธิสัญญามีอายุครบสามสิบวัน และยังเป็นวันที่เมืองแห่งนี้ถูกสร้างเสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ
กำแพงสูงที่ล้อมเมืองอย่างไม่มีแบ่งแยกเผ่าพันธุ์
อาคารบ้านเรือนที่เริ่มกลืนเข้าด้วยกันจนไม่อาจแยกออกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของเผ่าใด
[เมืองแห่งการก่อกำเนิด คริสตัลซิตี้]
เมืองที่เป็นหลักฐานว่าทุกเผ่าสามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้แห่งนี้
ละมั้งนะ...