ตอนที่ 66
ตบหน้าราชวงศ์ร่มพฤกษา
กลุ่มเมืองใบไม้ร่วงได้ชัย บรรดาสมาชิกย่อมต้องดีใจเป็นที่สุด พวกมันไหนเลยจะคิดว่า อาวุธระดับนภาที่ทุกคนต่างก็หมายปอง สุดท้ายจะตกมาอยู่ในมือของพวกตน แม้การแข่งขันจะยังคงเหลืออยู่อีกหนึ่งรอบในช่วงบ้าย แต่ก็สมควรเรียกได้ว่าสิ้นสุดลงอย่างแท้จริงแล้ว เพราะยามบ่ายนั้น พวกมันเพียงก้าวขึ้นเวทีไปเป็นธรรมเนียม เพื่อให้จบเป็นพิธี เพราะอย่างไรพวกมันก็มิคิดหาญกล้าต่อกรกับราชวงศ์ หรือต่อให้มีผู้ใดกินดีหมีหัวใจเสือมา ก็ยังคงไม่เสียสติพอที่จะหาญกล้าท้าประลองกับชนชั้นปราณนภาถึงสิบคน
“ พวกเราชนะแล้ว พวกเราทำได้จริงๆ”
ในที่นักพักของกลุ่มเมืองใบไม้ร่วง บรรดาเหล่าสมาชิกที่บัดนี้ต่างก็กำลังสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ และแน่นอนว่า ใจกลางวงล้อมย่อมไม่พ้นพระเอกของงาน หลิวอี้ชิว
“ ล้วนเป็นเพราะพี่อี้ชิว หาไม่แล้วพวกเราคงไม่มีวันนี้”
“ ไหนเลยจะเป็นเพราะข้าเพียงผู้เดียว...” หลิวอี้ชิวโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ ที่ชนะได้ย่อมต้องไม่ลืมการทำงานอย่างหนักของพวกเจ้า หากข้าเพียงผู้เดียว ไหนเลยจะมีชัย”
“ พี่อี้ชิวช่างมากน้ำใจนัก ข้าซ่งจางหมิงนับถือพี่อี้ชิวอย่างสุดหัวใจ...”
แล้วจากนั้นก็เป็นถ้อยคำยกยอปอปั้นต่างๆนานา ส่วนที่มิได้รวมกลุ่มสนทนากับผู้ใด ก็เห็นจะมีแต่หานเฟิง มันที่แม้จะนั่งรวมอยู่กับบรรดาสหายร่วมประลอง หากกลับไม่คิดจะปริปาก กล่าวพูดออกมาแม้สักครึ่งคำ กระทั่งที่ซ่งจางหมิงเดินเข้ามากล่าวสนทนากับมัน
“ หานเฟิง เจ้าคิดไว้แล้วหรือไม่ อาวุธระดับนภาที่อยากได้เป็นสิ่งใด?”
หานเฟิงได้ยินคำก็ทำทีเป็นครุ่นคิด ก่อนกล่าวตอบไปว่า “ ยังค่อยว่ากล่าวกันอีกที”
“ เป็นพวกเราได้ชัยชนะ หากไฉนเจ้าดูคล้ายไม่ค่อยยินดี ข้าเห็นเจ้านั่งปิดปากเงียบ สีหน้าไม่ยินดียินร้าย คล้ายดั่งคนมีเรื่องราวให้ต้องขบคิดมากความ”
หานเฟิงย่อมมีเรื่องราวให้ขบคิด เป็นมันขบคิดไปถึงการประลองต่อจากนี้ มันที่กำลังคิดว่า จะจัดการกับเรื่องราวตรงหน้านี้อย่างไร เพราะมันที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้รับชัยชนะในการประลอง มันต้องได้เป็นตัวแทนอาณาจักรร่มพฤกษา ไปร่วมแข่งขันต่อยังวังมังกร แต่ทว่า ฝ่ายนั้นที่เตรียมตัวมาเสร็จสรรพ มีหรือที่พวกมันจะยินยอมให้ตนได้สมใจ
“ ไม่มีใด เพียงขบคิดไปเรื่อยเปื่อย”
ซ่งจางหมิงที่ได้ยินคำของหานเฟิงก็ไม่คิดเซ้าซี้สนทนาต่อ จึงเดินจากไปสนทนากับผู้อื่น ส่วนหานเฟิงที่พอไม่มีผู้ใดมารบกวน ก็หันกลับไปขบคิดเรื่องราวปัญหาของตน
‘ ราชวงศ์ร่มพฤกษาย่อมไม่ยินยอมโดยง่าย แต่ก็ไม่มีทางเลือก ข้ายังคงต้องทดลองเสี่ยงดู…’
เวลาล่วงผ่าน กระทั่งเข้าสู่ยามบ่าย ที่หยุดพักไปเนิ่นนานย่อมปล่อยให้ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้ารอบมาได้หยุดพัก แม้ว่าความจริงมิจำต้องทำเช่นนั้น หากทางราชวงศ์ยังคงประสงค์ให้กระทำไว้ เพื่อมิให้กลายเป็นที่ครหาในเวลาต่อมา
บนเวทีประลอง กรรมการผู้ควบคุมตบเท้าก้าวขึ้นเวที กล่าวคำออกมาด้วยเสียงที่ดังกังวาน
“ ศึกการประลองสุดท้าย เพื่อเฟ้นหากลุ่มตัวแทนสิบคน ไปร่วมการแข่งขันในงาน เทียบเชิญแด่เทพสงคราม ณ วังมังกร…”
“ โดยจะเป็นการพบกันระหว่าง กลุ่มราชวงศ์ร่มพฤกษา และกลุ่มเมืองใบไม้ร่วง…”
“ เชิญสมาชิกทั้งสองกลุ่มขึ้นประจำที่”
สิ้นคำ ผู้ร่วมประลองทั้งหมดก็ตบเท้าขึ้นเวที เสียงปรบมือดังขึ้นแค่พอเป็นพิธีอย่างประปราย การประลองในวันนี้ นับว่าได้สิ้นสุดลงอย่างแท้จริงแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีสิ่งใดให้ลุ้นอีก เสียงปรบมือจึงแผ่วเบาไร้อารมณ์
ต่างกันกับผู้ชมโดยรอบ กลับเป็นที่ด้านหนึ่งของที่นั่งคนดู ซึ่งมองเห็นเป็นชายผิวคล้ำ กับที่ด้านข้างคือเด็กสาวผิวขาว เด็กสาวที่จับจ้องไปยังลานประลองอย่างตื่นเต้น แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างเปี่ยมล้น สองคนนี้ย่อมเป็นจิ่วโม่และซวงเอ๋อร์
“ พี่ใหญ่ขึ้นเวทีแล้ว ครั้งนี้ยังคงต้องชนะอย่างแน่นอน” ผู้กล่าวย่อมเป็นซวงเอ๋อร์
“ ไหนเลยจะชนะได้” จิ่วโม่กล่าวคำพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่น
“ ไฉนจึงไม่ชนะ พี่ใหญ่ออกจะเก่งกาจปานนั้น คนเหล่านี้ย่อมไม่คณามือของพี่ใหญ่”
“ คนบนเวทีย่อมไม่คณามือ หากเป็นทางราชวงศ์ร่มพฤกษา ที่อย่างไร พี่ใหญ่เจ้าก็ไม่อาจต่อกร”
“ ข้าไม่เข้าใจที่ท่านกล่าว”
“ เจ้าจะรู้อะไร การประลองนี้ก็เพียงแค่บนละครฉากหนึ่ง การแข่งขันเช่นนี้มีการกำหนดตัวแทนที่จะไปยังวังมังกรไว้แต่แรกแล้ว”
“ ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“ เพ่ย ใครมันจะเหมือนเจ้าที่เอาแต่กินกับนอน หัดฟังผู้คนรอบๆข้างเขาคุยกันบ้าง จะได้รับรู้เรื่องราว”
“ ท ที่ท่านกล่าว เป็นความจริง?”
“ ใยข้าต้องโป้ปด”
“ แล้วเช่นนี้พี่ใหญ่จะทำเช่นไร” ซวงเอ๋อร์เริ่มรู้สึกกังวล
จิ่วโม่ส่ายหน้า กล่าวว่า “ ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่ถ้ามันฉลาดยังคงเลือกถอยกลับออกมา ซึ่งข้าเองก็มิรู้ว่ามันไฉนจึงได้ต้องการไปยังวังมังกรนั่นนัก หากเป็นไปได้ ข้าก็อยากให้มันคิดตัดใจ”
“ พี่ใหญ่เก่งกาจ ข้าเชื่อว่าพี่ใหญ่ต้องมีทางออก”
จิ่วโม่ที่ได้ยินคำก็ได้แต่ต้องส่ายหน้ากับความไร้เดียงสาของซวงเอ๋อร์ หากมิคิดกล่าวทำลายขวัญกำลังอันใด เพียงทอดสายตาจับจ้องมองไปบนเวที
“ เริ่มได้!!...”
ทันทีที่คำกล่าวจากกรรมการผู้คุมดังขึ้น ทางฝั่งของเมืองใบไม้ร่วงก็เคลื่อนไหว เป็นกระโดดลงจากเวทีกันไปในทันใด พวกมันย่อมไม่หาญกล้าต่อกร ทว่า กระโดดลงจากเวทีกันไปจนหมดแล้ว หากบนเวทีกลับเหลือไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง คนที่ดูอย่างไรก็ไม่คล้ายว่าจะยอมกระโดดลงมา เพราะท่วงท่าสภาวะของมัน คือการเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ จึงกลายเป็นพาให้ผู้คนชมต้องจ้องมองอย่างโง่งม เรียกเสียงกล่าวเซ็งแซ่ให้ดังขึ้นมา
“ เจ้านั่นมันใคร ไฉนจึงไม่ลงจากเวที...”
“ หืม!!! ถึงกลับมีคนไม่กลัวขายหน้า…”
“ เจ้านั่นมันกินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไร…”
“ ครั้งแรกเลยนะเนี่ย ที่ข้าเห็นคนที่เสียสติเช่นนี้...”
ฝูงชนกล่าวกันไปเช่นนั้น หากบรรดาสมาชิกของกลุ่มเมืองใบไม้ร่วง ที่บัดนี้ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน
“ จ เจ้านั่นใคร ไฉนจึงไม่ตามลงมา?”
หนึ่งในสมาชิกของกกลุ่มเมืองใบไม่ร่วงกล่าวขึ้นอย่างตระหนก เป็นมันที่พอเห็นว่ายังคงมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ ก็รีบกล่าวคำขึ้นมาทันใด
“ หานเฟิง นี่เจ้าคิดทำอันใด? ไฉนจึงไม่ลงมา”
ความนี้ผู้กล่าวเป็นซ่งจางหมิง มันที่พอทราบว่ามีคนผู้หนึ่งไม่ยอมกระโดดตามลงมา ก็หันกลับไปมอง แต่พอเห็นว่าเป็นสหายที่ไม่ค่อยจะสุงสิงยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดคนนี้ ก็พลันให้มันต้องกล่าวคำ
ทว่า หานเฟิงไม่ตอบ มันเพียงจับจ้องมองกลุ่มคนนับสิบที่เบื้องหน้า ราวกับไม่ได้ยินเสียงของบรรดาสหายที่ส่งขึ้นมาแต่อย่างใด
“ โอ้!!!... เป็นเจ้าคิดสู้?” ผู้กล่าวเป็นองค์ชายสี่ มู่หวังจง
“ กลับไม่คิดว่ายังมีคนไม่กลัวขายหน้า ถึงกับนำพาตัวเองเข้ามาให้กลายเป็นตัวตลกเช่นนี้...”
“ เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าคิดสู้ข้าก็อยากจะเล่นกับเจ้า…”
“ แต่บอกไว้ก่อน ข้านะ ออมมือไม่เป็นจริงๆ”
จบคำ มู่หวังจงก็พุ่งทะยานเข้าหาหานเฟิงด้วยเคล็ดวิชา มันย่อมเป็นผู้ใช้เม็ดยา หากเป็นมันดูแคลนหานเฟิงที่ความสำเร็จเพียงขอบเขตปราณปฐพี จึงมิคิดใช้เม็ดยา เพียงพุ่งทะยานออกมาแล้วกำหลาบด้วยกำลัง
ย้อนกลับไปก่อนหน้าแค่เพียงครู่ ตรงบริเวณที่นั่งรับชมของบรรดาราชวงศ์ องค์จักรพรรดิที่กำลังทอดมองการกระทำของหานเฟิง ก็พลันได้ยินคำกล่าวจากรัชทายาทที่เบื้องหลังดังขึ้น
“ นี่คงเป็นจุดประสงค์ของมันแล้ว แต่ยังคงเป็นความคิดที่ตื้นเขินเกินไป มันที่ความสำเร็จเพียงปราณปฐพีขั้นสิบ ไหนเลยจะมีชัยต่อผู้ฝึกตนปราณนภาขั้นต้น มิต้องถึงสิบคน เพียงต่อให้หนึ่งคนก็ไม่มีทางได้ชัย”
องค์จักรพรรดิ์ได้ยินคำก็เพียงแค่ตรัสขึ้นว่า “ อย่าได้ดูเบามันมากนัก มันที่กระทั่งแฝงปราณของตัวเองเข้าไปในการโจมตีของผู้อื่นได้อย่างแยบยล ย่อมมิใช้เพียงชนชั้นธรรมดา”
“ เสด็จพ่อหมายความว่ามันอาจสามารถเอาชัยต่อกลุ่มคนของเรา?”
องค์จักรพรรดิฟังคำก็ครุ่นคิดอยู่ครู่ ก่อนจะตรัสกลับไปว่า “ มันที่แม้จะมีฝีมือ แต่คิดว่ายังคงไม่เก่งกาจถึงกระทั่งเอาชนะคนสิบคนพร้อมกัน อีกทั้งของเรา ก็หาใช้ตัวตนที่ธรรมดาสามัญ ทั้งหมดล้วนเป็นอัจฉริยะแนวหน้าของอาณาจักร ย่อมต้องไม่พ่ายแพ้ให้กับคนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าผู้หนึ่ง”
ระหว่างที่องค์จักรพรรดิกล่าวพูด บนเวทีประลองก็บังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาแล้ว เป็นหวังมู่หวังจงหลังจากที่กล่าวเสร็จก็พุ่งเข้าใส่หานเฟิง ส่วนอีกเก้าคนที่เหลือต่างก็นิ่งเฉย เป็นเพราะพวกมันยังไม่ได้รับคำสั่ง จึงยังมิอาจกระทำสิ่งใด
“ ตูมมมม…”
เสียงระเบิดดังกึกก้อง เปลวอัคคีลุกโหมโชดช่วง เป็นอัคคีธาตุที่ปลดปล่อยออกมาจากเคล็ดวิชาของมู่หวังจง มันที่แม้จะไม่ใช้เม็ดยา หากมิคิดออกรั้งฝีมือ เพราะมันคิดใช้กำลังที่เหนือกว่าประกาศกร้าว ให้ทุกผู้คนได้รับทราบ ว่าราชวงศ์ร่มพฤกษา ผู้ใดก็ไม่อาจแข็งขืนต่อกร
การลงมือของมู่หวังจง ทำให้เปลวอัคคีลุกโหมโชดช่วง มองดูราวกับทะเลเพลิงสูงตระหง่าน ทุกผู้ล้วนคิดกันไปทำนองเดียวกัน ว่าชายหนุ่มที่ตรงนั้นสิ้นท่าเสียที กระทั่งที่สมาชิกกลุ่มราชวงศ์บนเวทีสังเกตเห็นว่ามีบางสิ่งพุ่งออกมา สิ่งนั้นพุ่งย้อนกลับมาในทิศทางที่มู่หวังจงพุ่งทะยานไป กระทั่งที่เห็นชัด จึงทราบว่าสิ่งนั้นกลับเป็นมู่หวังจง
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มราชวงศ์สืบเท้าขึ้นรับ แรงปะทะที่หนักหน่วงพาให้มันต้องเซถลาไปสามเก้า จากนั้น จึงค่อยเป็นคราที่ผู้ชมได้เห็นชัดถนัดตา ว่าสิ่งที่พุ่งกลับออกมาเป็นสิ่งใด
“ น นั่นมันองค์ชายสี่!!!...”
“ ก เกิดอะไรขึ้น?!!!...”
“ บ้านะ!!! นั่นมันองค์ชายสี่ ไฉนจึง?...”
“ ที่แท้เกิดอันใดขึ้น ไฉนที่ถูกโยนกลับออกมาจึงเป็นองค์ชายสี่ แล้วชายหนุ่มผู้นั้นเล่า?...”
มิต้องรอให้ผู้ชมตั้งคำถามสงสัย เปลวไฟที่ลุกโหมก็ถูกกระแสปราณระเบิดออกจากภายใน เปลวอัคคีกระจัดกระจายมอดดับ ก่อนจะมองเห็นเป็นเงาร่างของชายหนุ่ม ที่มิได้มีอันใดเปลี่ยนแปลง
หานเฟิงยังคงยืนตระหง่านท่ามกลางเวที ท่วงท่าสภาวะสง่างามองอาจ เสื้อผ้าหน้าผมสะอาดสะอ้าน ไร้ซึ่งร่องรอยของการบุบสลายแต่อย่างใด ฉับพลันนั้น จึงทวีเป็นเสียงร้องด้วยความแตกตื่นจากฝูงชน
“ ม ไม่เป็นอะไรเลย?!!!...”
“ ป เป็นไปไม่ได้!!!...”
“ เจ้านั่นมันความสำเร็จเพียงแค่ปราณปฐพีขั้นสิบ ไฉนจึงรอดจากการจู่โจมจากองค์ชาย...”
“ นี่ไม่ธรรมดาแล้ว…”
ฝูงชนที่เห็นว่าชายหนุ่มไร้ซึ่งริ้วรอยขีดข่วนก็พากันแตกตื่น หากที่ทำให้ตระหนกยิ่งกว่า กลับเป็นการที่ชายหนุ่มผู้นี้กล้าแข็งขืนต่อกรกับราชวงศ์
กลับมาบนเวที หลังจากที่มู่หวังจงถูกสหายคว้าตัวไว้ มันก็ชันกายลุกขึ้น สายตาจับจ้องมองไปยังหานเฟิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ประกายตาแฝงไว้ด้วยความดุร้ายอย่างที่มิเคยเป็น
“ บังอาจ!!!...” มันตะหวาดกร้าว
“ กล้าทำร้ายข้าที่เป็นถึงองค์ชาย เจ้าคงไม่คิดมีชีวิตสืบไปแล้วกระมัง...”
มู่หวังจงย่อมขุ่นแค้น มันที่เป็นถึงองค์ชาย ตลอดเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่มีแม้สักครั้งที่มันจะถูกผู้ใดทำร้าย มันที่ฝึกยุทธ์ กระทั่งครูฝึกยังโอนอ่อนผ่อนปรน ทั้งเวลาที่ฝึกซ้อมกับทหาร ก็ไม่มีผู้ใดหาญกล้าโจมตี ทว่ามาบัดนี้ บนเวทีประลองที่ตนควรจะฉายแสงอย่างเจิดจรัส กลับถูกชายหนุ่มที่ตรงหน้าทุบทำร้าย จนกลายเป็นที่อับอายต่อหน้าสาธารณะชน มันโกรธยิ่งแล้ว ขุ่นข้องยิ่งแล้ว ไหนเลยที่ตนต้องกลับกลายมาเป็นตัวตลกแทนมัน
“ จับมันให้แก่ข้า!!!”
มู่หวังจงตะหวาดกร้าว สั่งการต่อเก้าชนชั้นปราณนภาที่ด้านหลัง ยามนี้มันมิสนใจแล้ว ว่าตนจะใช้คนที่มากกว่ากลุ้มรุมอีกฝ่าย อีกทั้งเป็นคนที่มากกว่า ที่มีความสำเร็จสูงล้ำยิ่งกว่าก็ตามที
เก้าปราณนภาที่ได้รับคำสั่งก็พุ่งทะยานกันออกไป พวกมันเองก็มิได้ใช้เม็ดยา เป็นเพราะพวกมันล้วนดูแคลนต่อความสามารถของชายหนุ่มที่ตรงหน้า พวกมันยามนี้ที่ลงมือพร้อมกันถึงเก้าคน ที่ถ้าหากต้องใช้เม็ดยาเข้าด้วย ก็คงกลายเป็นความเสื่อมเสียยิ่งแล้ว กระทั่งที่พรรคพวกผู้หนึ่งก้าวประชิดตัวเป้าหมายได้สำเร็จ นั่นจึงทำให้พวกมันได้ทราบรู้ ว่าประเมิณฝีมือของคู่แข่งต่ำไป
ประกายแสงกระพริบวาบ เป้าหมายหายไป ก่อนจะปรากฏขึ้นอีกคราที่ด้านหลังของคนผู้หนึ่ง
“ ตูมมม!!!..”
เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับเปลวอัคคีที่ลุกวาบ ก่อนที่คนทั้งหมดจะสังเกตเห็น ว่ามีสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ผู้หนึ่ง พุ่งทะยานราวกับศรที่หลุดออกจากแล่ง หลุดออกนอกเวทีไป ทั้งร่างของมันยังลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง ชมดูจึงคล้ายดั่งดาวตกอัคคีลูกหนึ่ง
“ ตูม!!”
เสียงดังขึ้นอีกครั้ง จากการที่ดาวตกอัคคีลูกนั้นพุ่งชนเข้ากับกำแพงนอกลานประลอง จึงเป็นการปลุกเรียกทุกคนให้ได้สติ
“ น นั่นมันเคล็ดวิชาอะไร?!!!...”
“ ห หายตัวได้ด้วย!!!...”
“ บ้านะ ส่งปราณนภาผู้หนึ่งออกนอกสนามด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว นี่มันสัตว์ประหลาดอันใดกัน…”
“ น นี่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว...”
ฝูงชนที่ชมดูพากันแตกตื่น ส่วนตรงที่นั่งรับชมของบรรดาราชวงศ์ ที่บัดนี้ก็เคร่งเคลียดไม่แพ้กัน เป็นรัชทายาท เป็นมันที่กำลังขมวดคิ้วมุ่น เห็นชัดว่ามันรู้สึกไม่สบายใจ
“ เสด็จพ่อ แบบนี้มัน…”
รัชทายาทกล่าวคำขึ้น หากต้องหยุดลงเพราะคำกล่าวของผู้เป็นพ่อ
“ ปล่อยมัน...”
จักรพรรดิกล่าวคำอย่างสงบนิ่ง แววตาที่จับจ้องมองไปยังเวทีประลองวาบประกายอันลี้ลับ
“ ในเมื่อมันคิดตบหน้าราชวงศ์ร่มพฤกษาข้า ก็คอยดู ว่ามันต้องพบเจอกับสิ่งใด”