เพียงคิดว่าเงินรายเดือนของตนนั้นย่าเฒ่าจะเก็บไว้เป็นค่าเดินทางให้เย่จื้อเหอไปสอบเย่เจียอวี้ก็หงุดหงิดหากเขาได้นำเงินเหล่านั้นไปทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆบางทีสกุลเย่อาจจะกลับมารุ่งเรืองดังเดิมแล้วก็ได้!
เท่านี้ยังไม่พอพวกบ้านใหญ่ยังไม่รู้จักพอ ชอบรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ แล้วก่อเรื่องขอแยกบ้าน เฮอะนี่คงเห็นว่าเย่จื้อเหอไม่ขัดสนเรื่องค่าใช้จ่ายในการไปสอบเลยอยากจะทิ้งพวกเขาแล้ว!แต่เขาจะยอมให้พวกบ้านใหญ่ปลดโม่แล้วฆ่าลาได้อย่างไร?
ในลานบ้านนางตู้กำลังให้อาหารไก่และเป็ด เมื่อได้ยินเสียงโวยวายจากเรือนของเถาอวิ๋นนางก็กล่าวขึ้นว่า “บ้านรองเอ๊ยกลับมาถึงก็ทะเลาะกับภรรยาแล้วรึ?” ลาหยุดงานบ่อยเสียขนาดนี้เดือนๆ หนึ่งจะเหลือเงินกี่อีแปะกันเชียว?
“กินอิ่มจนพุงแตกแล้วใช่หรือไม่? ถึงได้วุ่นวายเรื่องของคนอื่นมากเสียขนาดนี้!”เย่เจียอวี้ชายตามองคอกไก่ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อกล่าวว่า “ไปเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดของเจ้าให้ดีเถิด!”
“ท่านอารอง ข้าก็เลี้ยงไก่เป็นแล้วขอรับ!” ผู้ที่กล่าวคือเย่จื้อเกอเด็กชายอ้วนท้วมวัยสามขวบในวันวาน บัดนี้เติบโตขึ้นเป็นเด็กอายุห้าหกขวบรูปร่างดูผอมลงเล็กน้อย แถมยังวิ่งเร็วปรื๋อ
เขาคว้าอาหารไก่มาหนึ่งกำมือพร้อมส่งเสียง “กะต๊าก กะต๊าก” เพื่อล่อไก่ตัวเมียแล้วก็โปรยอาหารพร้อมกับวิ่งไปด้วย เด็กน้อยหัวเราะจนตาหยีเห็นได้ชัดว่าเขากำลังเล่นสนุกอยู่
บังเอิญว่าเย่ฝูหรงกำลังส่องกระจกอยู่ในลานบ้านตั้งแต่ผมครึ่งหนึ่งของนางถูกไฟไหม้ นางก็หลงใหลในกระจกทรงกลมบานเล็กๆ นี้มากใช้เวลาเป็นชั่วยามในแต่ละวันจ้องมองภาพสะท้อนของตนเองทว่าไม่ทันระวังก็ถูกเย่จื้อเกอชนเข้าเต็มแรง ทำให้กระจกกลมบานเล็กหลุดมือตกกระทบพื้นจนแตกละเอียด
“กรี๊ด!” เย่ฝูหรงกุมศีรษะกรีดร้อง “กระจกของข้า!”
นางตู้ตกใจกับเสียงหวีดร้องแหลมสูงนั้นนางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ร้องเสียงหลงอันใด? แค่กระจกเก่าๆ บานหนึ่งเท่านั้น!”
“กระจกของข้า กระจกของข้า! ฮือฮือฮือ...” เย่ฝูหรงนั่งยองบนพื้นร้องไห้ฟูมฟายอยู่กับเศษกระจกแตก
เย่จื้อเกอรู้สึกว่าตนเองทำผิดไปแล้วเขาทำหน้าไม่ถูกและมองนาง จากนั้นก็หันไปขอความช่วยเหลือจากมารดาของตน
“วันทั้งวันเอาแต่ส่องมัน ไม่เห็นเจ้าจะกลายเป็นนางฟ้า มัวร้องไห้อยู่ทำไม!”นางตู้ตำหนิเย่ฝูหรง พร้อมกับดึงเย่จื้อเกอเข้ามาใกล้ “ลูกรัก ไปเล่นที่อื่นเถิด ตรงนี้เสียงดังนัก”
เย่จื้อเกอวิ่งจากไปด้วยความยินดีทิ้งให้เย่ฝูหรงนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น เถาอวิ๋นได้ยินเสียงก็รีบออกมาจากเรือน
“พี่สะใภ้ ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร!” เถาอวิ๋นรีบประคองเย่ฝูหรงลุกขึ้นมาจากนั้นหันไปตำหนิ “บุตรชายของท่านทำกระจกฝูหรงของข้าแตกยังมีเหตุผลอันใดมากล่าวเช่นนี้อีก!”
พูดจบก็หันไปทางเย่เจียอวี้ที่อยู่ไม่ไกล“นายท่าน ท่านไม่มีอันใดจะกล่าวบ้างหรือเจ้าคะ?!”
เย่เจียอวี้กำลังหงุดหงิดจึงไม่ใคร่ใส่ใจพวกนาง แค่กระจกแตกบานเดียวต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ไปถึงไหนกัน?
เถาอวิ๋นไม่อาจทนให้ผู้ใดกล่าววาจาไม่ดีถึงบุตรสาวได้แม้เพียงน้อยเนื่องมาจากนางไม่มีบุตรชาย ความหวังในชีวิตบั้นปลายล้วนฝากไว้กับบุตรสาวทั้งสิ้นยากลำบากนักกว่าจะเขี่ยสกุลซูผู้เป็นมารผจญออกไปได้ นางได้ขึ้นเป็นภรรยาเอกบุตรสาวก็ไม่ต้องทนแบกรับชื่อเสียงของบุตรนอกสมรสอีกต่อไปภายหน้าย่อมหาครอบครัวสามีที่ดีได้แน่นอน!
แต่เดิมเย่เจียอวี้ก็เคยปกป้องมารดาและบุตรสาวของนางทุกเรื่องทว่าหลังๆ มานี้กลับเย็นชามากขึ้นทุกทีเขาคงจะหวนนึกถึงความดีงามของนางซูผู้ต่ำต้อยอีกแล้วกระมัง?!
นางตู้ไม่พอใจบ้านรองมานานแล้วนางมิใช่คนที่ยอมอ่อนข้อให้ใคร ขณะโยนอาหารไก่ในมือลงพื้นนางก็กล่าวอย่างเดือดดาลว่า “งานมากมายไม่มีใครทำวันๆ เอาแต่กอดกระจก คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูใหญ่กระมัง!”
“ฝูหรงเป็นสาวแล้วเจ้าค่ะ เมื่อไม่มีเส้นผมท่านรู้หรือไม่ว่ามันหมายถึงอะไร? ไม่ใช่บุตรสาวของท่านก็เลยไม่รู้จักเจ็บปวดใช่หรือไม่!”เถาอวิ๋นเท้าเอวแล้วโต้กลับทันควัน “นางยังช่วยทำงานอยู่เสมอท่านลองดูบุตรชายทั้งสองของท่านสิ เคยลงแรงสักครั้งหรือไม่!”
เย่จื้อเหอเอาแต่ร่ำเรียนส่วนเย่จื้อเกอก็ยังเด็กมาก ชายฉกรรจ์สองคนในบ้านออกไปทำงานในเมืองงานในไร่นาจึงตกเป็นของนางตู้และเถาอวิ๋น ความเหน็ดเหนื่อยนั้นมีเพียงตนเองที่รู้
เมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังจะทะเลาะกันย่าเฒ่าในเรือนก็เดินออกมาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม นางกล่าวเสียงเย็นว่า“พวกเจ้าว่างกันมากใช่หรือไม่ กลางวันไม่ต้องกินข้าวกันแล้วหรือ?”
ย่าเฒ่าสร้างอิทธิพลในบ้านนี้มานานแล้วทั้งสองจึงมิได้ส่งเสียงโต้ตอบ เมื่อถูกตวาดเสียคำใหญ่ก็แยกย้ายกันไป
“เย่จื้อเหอของข้าจะได้เป็นจ้วงหยวน เป็นขุนนางใหญ่ผู้คนในหมู่บ้านกล่าวถึงเรื่องแค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ? ซูเฉียวจะมีความสามารถเพียงใดก็เป็นแค่แม่ค้าต่ำต้อยเท่านั้น!”
เสียงย่าเฒ่าสั่งสอนแว่วมาจากด้านหลัง“ช่วงนี้พวกเจ้าทุกคนจงสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่าทำเรื่องที่น่าอับอายขายหน้า! หากขัดขวางอนาคตของเย่จื้อเหอละก็ข้าจะลอกหนังพวกเจ้าออกเสีย!”
“ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะ”
นางตู้มองมารดาและจ้องมองบุตรสาวสกุลเถาเขม็งไม่มีสิ่งใดจะทำให้นางรู้สึกมั่นใจมากไปกว่าการเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของเย่จื้อเหอแล้วเส้นทางไปเมืองหลวงนั้นแสนไกล การไปและกลับต้องใช้เวลาถึงสองเดือนแต่สองเดือนข้างหน้าย่อมมีคำตอบที่ชัดเจนรออยู่
ทางด้านนางซูเพิ่งซื้อที่ดินมาและบังเอิญตรงกับวันเทศกาลหยวนเซียวพอดีจึงเตรียมตัวพาทั้งครอบครัวไปบวงสรวงเทพเจ้าที่อารามชิงหัวประเพณีของหมู่บ้านเถียนซินคือการไปกราบไหว้ศาลเจ้าที่ในวันขึ้นสิบหน้าค่ำเดือนหนึ่งหากมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นในบ้าน เช่น การแต่งงาน การกำหนดวันมงคลหรือการซื้อทรัพย์สินใหม่ก็จะไปบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อแสดงความขอบคุณ
จะกล่าวว่างมงายก็ไม่ผิดนักแต่ทั้งหมดล้วนเป็นความรู้สึกขอบคุณต่อธรรมชาติของชาวบ้าน
“แม่นางทังผู้นั้น...” นางซูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วดึงเย่ชิงชิงเข้ามาใกล้ กระซิบว่า “ช่วงนี้มิใช่เทศกาลไม่มีการจัดงานใดๆ เย่จื้อเฟิงเอาแต่ยุ่งอยู่กับร้านค้าไม่มีโอกาสได้พบแม่นางทังเลย ลูกลองไปเชิญนางดูสิบอกว่าถือโอกาสนี้ไปไหว้พระในวันขึ้นสิบห้าค่ำด้วยกันดีหรือไม่?”
ดวงตาของเย่ชิงชิงเป็นประกาย“ท่านแม่ ช่างเป็นผู้ช่วยที่วิเศษยิ่งนัก!”
บ้านของทังหว่านหรงอยู่ในหมู่บ้านอวี้หลัวซึ่งอยู่ริมแม่น้ำอวี้ลวี่ และอยู่ใกล้กับตัวเมืองมากหากจะเดินทางไปยังเขาอิ๋งซานก็ต้องผ่านหมู่บ้านของพวกนาง