สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 62 รางวัลอันล้ำค่า

    เมื่อหลี่ซวนเดินลึกเข้าไปในถ้ำ แสงระยิบระยับของหิ่งห้อยที่ลอยวนเวียนอยู่ตามผนังถ้ำ ก็ชวนให้เขานึกถึงโพรงถ้ำยามที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรใหม่ ๆ ความรู้สึกหวนรำลึกถึงวันวานเอ่อล้นขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก


    ‘ผ่านมาปีครึ่งแล้วสินะที่ข้าจากหมู่บ้านซีเหอมา... เจ้าสองคนนั้นจะสบายดีหรือเปล่านะ?’


    คนที่เขาหวนนึกถึงคือ 'จี้อัน' และ 'ถงจื่ออัน' สหายสนิททั้งสองที่น่าจะยังคงอยู่ในบ้านเกิดของเขา ทว่าปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปได้ไม่นาน เขาก็ส่ายหน้าสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไป แล้วมุ่งหน้าเดินต่อไป


    ‘เดี๋ยวสักวันก็คงได้พบกัน ไม่สิ…ต้องพบกันอย่างแน่นอน’


    เดินลึกเข้ามาได้ไม่นานนัก เขาก็มาถึงโถงถ้ำด้านใน ภายในถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบง่ายทว่าครบครัน มีทั้งแท่นหินสำหรับนั่งสมาธิ โต๊ะเก้าอี้ และชุดถ้วยชา บนแท่นหินนั้นปรากฏร่างของบุรุษชุดสีม่วงผู้หนึ่งนั่งสมาธิอยู่อย่างสง่าผ่าเผย


    หลี่ซวนไม่รอช้า รีบก้าวเข้าไปประสานมือคารวะทันที "ผู้น้อยหลี่ซวน มาเข้าพบผู้อาวุโสม่อขอรับ"


    ม่อชางเฟิงลืมตาขึ้นมองหลี่ซวน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกเป็นมิตร "เด็กน้อย เจ้าทำได้ดีมาก ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะไม่เพียงแต่ติดหนึ่งในสิบ แต่กลับคว้าอันดับหนึ่งร่วมกับศิษย์ของสำนักหยุนซานมาได้เสียด้วย พวกข้าพอใจกับผลงานของเจ้าในครานี้มาก ข้าจึงเป็นตัวแทนของเหล่าผู้อาวุโส นำรางวัลมามอบให้กับเจ้า"


    กล่าวจบ เขาก็สะบัดมือโยนถุงสองใบไปให้ชายหนุ่ม


    หลี่ซวนรีบยื่นมือรับไว้อย่างนอบน้อม เมื่อเพ่งมองถุงใบแรก เขาก็พบว่ามันคือ 'ถุงมิติ' ที่มีลวดลายประณีตและคุณภาพดีกว่าถุงที่เขาเคยได้จากมือสังหารเกาอี้เฉินเสียอีก เขาจึงลองส่งพลังวิญญาณเข้าไปสำรวจ ทว่าพอได้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน เขาก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง


    "นะ... นี่มัน!"


    กองหินวิญญาณระดับต่ำส่องประกายแพรวพราวระยิบระยับ อัดแน่นอยู่ภายในนั้น จำนวนของมันมากมายมหาศาลเสียจนทำให้คนมองตาพร่า!


    สีหน้ายินดีเอ่อล้นออกมาจนปิดไม่มิด หากกะจากสายตาคร่าว ๆ หินวิญญาณในถุงนี้น่าจะมีมากถึง 'หนึ่งหมื่นก้อน!'


    แค่ตอนที่เขาใช้ทะลวงสู่ขั้นปลายก็ผลาญหินวิญญาณไปมากกว่าพันก้อนแล้ว การได้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลนี้มาทดแทนส่วนที่สูญเสียไป ถือว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากที่ทุ่มเทไปจริง ๆ


    "หึ ๆ" ม่อชางเฟิงเห็นสีหน้าตื่นเต้นของชายหนุ่มก็หัวเราะในลำคอ ก่อนจะผุดยิ้มบาง "เห็นแค่นั้นเจ้าก็ตกใจแล้วงั้นรึ? อันที่จริง พวกข้าตั้งใจจะมอบหินวิญญาณให้เจ้ามากกว่านี้ แต่เมื่อลองพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ของสิ่งนั้นน่าจะเหมาะกับเจ้ามากกว่าหินวิญญาณมากโข ซ้ำยังเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่อาจครอบครองได้... มันอยู่ในถุงอีกใบของเจ้า หยดเลือดลงไปเพื่อผูกพันธสัญญาเสียสิ"


    หลี่ซวนก้มมองถุงใบที่สอง มันดูเป็นเพียงถุงผ้าธรรมดาทว่ากลับมีกลิ่นอายของค่ายอาคมแผ่ออกมา เขากัดปลายนิ้วแล้วหยดเลือดลงไปตามคำแนะนำของม่อชางเฟิงทันที


    ทันทีที่หยดเลือดสัมผัส อาคมบนถุงก็สว่างวาบและคลายตัวออก คล้ายกับว่ามันได้ยอมรับนายคนใหม่แล้ว สิ่งที่บรรจุอยู่ภายในคือ 'ผลึกหกเหลี่ยมสีเขียวเข้ม' ที่แผ่กลิ่นอายอันตรายออกมาจาง ๆ และทันทีที่เขาสัมผัสมัน มันก็เชื่อมโยงและยึดติดกับตัวเขาโดยอัตโนมัติ


    หลี่ซวนเงยหน้ามองผู้อาวุโสด้วยสีหน้างุนงง ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถาม ม่อชางเฟิงก็ชิงอธิบายขึ้นก่อน


    "สิ่งนี้คือของวิเศษที่รองเจ้าสำนักเป็นผู้ลงมือสร้างขึ้นด้วยตนเอง ท่านเชี่ยวชาญด้านค่ายอาคมเป็นอย่างยิ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับต้น ๆ ของพันธมิตรเมฆาเลยก็ว่าได้ ผลึกนี้คือ 'ผลึกพิทักษ์ชีพ' และมีเพียงสามชิ้นเท่านั้นในสำนักของเรา สองชิ้นแรกถูกมอบให้แก่ศิษย์หลักอันดับหนึ่งของระดับลมปราณแรกเริ่ม และระดับฐานวิญญาณ ส่วนชิ้นสุดท้าย... ก็คือชิ้นที่อยู่ในมือเจ้านั่นแหละ"


    ‘แสดงว่าศิษย์พี่จินซวนก็มีของสิ่งนี้อยู่สินะ’ หลี่ซวนคิดในใจ


    และในขณะที่เขากำลังตื่นตะลึงอยู่นั้น คำพูดถัดมาของม่อชางเฟิงก็ยิ่งทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งใจ


    "ของวิเศษชิ้นนี้ สามารถทนรับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญระดับ 'แก่นวิญญาณขั้นต้น' ได้หนึ่งครั้ง และในเสี้ยววินาทีเดียวกัน มันจะปลดปล่อยพลังโจมตีระดับเดียวกันสวนกลับไป จนอาจทำให้ระดับแก่นวิญญาณขั้นต้นไม่เพลี่ยงพล้ำก็สาหัสไปในทันที! ทั้งสองความสามารถนี้จะทำงานพร้อมกัน แต่จำไว้... มันใช้งานได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น"


    เมื่อได้ยินสรรพคุณอันน่าเหลือเชื่อ หลี่ซวนก็ตกใจจนตาเบิกโพลง


    "ผะ... ผู้อาวุโส! ของล้ำค่าปานนี้ ผู้น้อยคู่ควรที่จะรับมันไว้จริง ๆ หรือขอรับ?"


    "หึ เจ้าไม่ต้องคิดมากอันใดหรอก" ม่อชางเฟิงโบกมือปัด "เจ้าทำผลงานได้สูงเกินกว่าที่พวกข้าคาดหวังไว้มาก พวกข้าเองก็ได้รับผลประโยชน์จากอันดับของเจ้าไม่น้อยเช่นกัน ถือเสียว่านี่คือการแลกเปลี่ยนและเป็นรางวัลแห่งความพากเพียรของเจ้าก็แล้วกัน"


    หลี่ซวนได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกริ่ม ความปีติยินดีสายหนึ่งไหลทะลักเข้าสู่หัวใจ


    "ผู้น้อยขอขอบพระคุณผู้อาวุโสมากขอรับ!" เขาค้อมตัวลงประสานมือคารวะอย่างสุดซึ้ง


    "อืม เจ้าพอใจก็ดีแล้ว" ม่อชางเฟิงพยักหน้า


    ทว่าหลังจากนั้น... น้ำเสียงของผู้อาวุโสกลับจริงจังและเคร่งขรึมขึ้นมา


            "แต่… ข้าได้ดูหินบันทึกภาพการต่อสู้มา ในตอนที่เจ้าประลองนั้น เจ้าใช้วิชา 'วายุแห่งเฟิงหยวน' ใช่หรือไม่? แม้มันจะมีให้อ่านในหอตำราและเป็นวิชาประจำสำนักเราที่ลอกเลียนแบบมาจากวิชาของท่านบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักก็จริง แต่เหตุใดมันถึงมีอานุภาพที่รุนแรงเช่นนั้นเล่า? เจ้าช่วยอธิบายมาหน่อยจะได้หรือไม่"


    หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็ผงะไปชั่วครู่ สมองเขากำลังคิดหาคำตอบเพื่อไม่ให้ขัดใจหรือสร้างความสงสัยแก่ผู้อาวุโสผู้นี้


    เพราะสิ่งที่ม่อชางเฟิงนั้นเข้าใจผิดนั่นคือวิชาที่เขาใช้นั้นเป็นวิชาวายุแห่งเฟิงหยวนที่ลอกเลียนมาจากของจริงซะที่ไหน วิชาที่หลี่ซวนใช้มันคือของจริง... นั่นก็คือ 'วิชากระบี่ก้องยุทธภพ' เลยต่างหาก


    ‘ถ้าตามที่พี่จางบอกว่าไม่มีใครเรียนรู้วิชาของท่านบรรพจารย์มาได้นับหลายร้อยปี หากข้าเอ่ยความจริงออกไป ข้าจะโดนอะไรบ้างก็หารู้ไม่...’


    ม่อชางเฟิงเห็นสีหน้าครุ่นคิดของหลี่ซวน ก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน


    "ทำไมงั้นหรือ? หรือว่ามีความลับอันใดปิดบังข้าอยู่?" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม


    หลี่ซวนพยายามเก็บซ่อนความกังวล ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้แสดงพิรุธใด ๆ ออกมา


    "สาเหตุที่วิชานั้นมันรุนแรงขึ้น... เป็นเพราะผู้น้อยใส่ 'จินตนาการ' เข้าไปขอรับ"


    "จินตนาการ?" ม่อชางเฟิงถามกลับอย่างแปลกใจ


    "ผู้น้อยมิได้ยิ่งใหญ่เหมือนท่านบรรพจารย์ ผู้น้อยเลยจินตนาการเอาว่าตัวของผู้น้อยนั้นจะยิ่งใหญ่ได้มากแค่ไหนในอนาคต จึงนำท่านบรรพจารย์มาเป็นแบบอย่างเพื่อที่จะไต่เต้าไปให้ถึงจุดนั้น... แม้ผู้น้อยจะไม่รู้ว่าพลังของท่านบรรพจารย์นั้นยิ่งใหญ่ถึงเพียงใด แต่ที่ผู้น้อยคิดก็น่าจะมากพอที่ทำให้คนนับแสนนับล้านเคารพตัวท่าน ผู้น้อยจึงนำสิ่งนี้มาใส่ในกระบวนท่า ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้กระบวนท่านี้เหมือนมีจิตวิญญาณและรุนแรงขึ้นขอรับ"


    หลี่ซวนตอบอย่างลื่นไหล ‘ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นความจริง... แม้จะเป็นเพียงส่วนเดียวก็ตาม’


    ม่อชางเฟิงนิ่งคิดอยู่ชั่วขณะ พลางคิดในใจ


    ‘จินตนาการ? จริงสิ... พวกข้าไม่ได้มีความยิ่งใหญ่เหมือนกับท่านบรรพจารย์ แล้วจะใช้กระบวนท่าที่ต้องการกลิ่นอายความยิ่งใหญ่เหล่านั้นให้สมบูรณ์ได้อย่างไร เจ้าพวกนั้นในสำนักล้วนหยิ่งทะนงตน และคิดว่าตอนใช้วิชานี้ตนเองแข็งแกร่งที่สุดแล้ว แต่กลับไม่เคยจินตนาการถึงอนาคตยามที่แข็งแกร่งเทียบเท่าท่านบรรพจารย์เลยสักคน... ทว่าระดับตัดวิญญาณขั้นปลายในตำนานนั่น ใครมันจะไปกล้าคิดเอื้อมถึงกัน... เจ้าเด็กนี่ช่างกล้าฝันใหญ่นัก’


    "หึ ๆ... เช่นนี้นี่เอง ข้าพอจะเข้าใจแล้ว" ม่อชางเฟิงกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มบาง "ทำให้ข้าไขข้อสงสัยได้เสียทีว่าเหตุใดเจ้าถึงสามารถใช้มันได้รุนแรงเช่นนั้น ถือว่าสำหรับคำตอบที่เจ้าบอกข้า... เจ้าก็เอาสิ่งนี้ไปก็แล้วกัน"


    ฟึ่บ! ม่อชางเฟิงโยนป้ายหยกสีฟ้าชิ้นหนึ่งไปให้หลี่ซวน


    หลี่ซวนรับเอาไว้พร้อมกล่าวถามอย่างระมัดระวัง "นี่คืออันใดหรือขอรับ?"


    ม่อชางเฟิงกล่าวสั้น ๆ ว่า "นี่คือป้ายหยกที่เจ้าสามารถนำไปแลกอาวุธวิญญาณระดับกลางที่ผู้บำเพ็ญระดับ 'ฐานวิญญาณ' มักจะใช้กัน... มูลค่าของมันไม่ต้องบอกก็รู้นะว่าแพงแค่ไหน แม้เจ้าในตอนนี้จะสำแดงพลังของอาวุธระดับนี้ไม่ได้ แต่มันก็ดีกว่าอาวุธวิญญาณระดับต่ำอยู่มาก ถึงยังไงเจ้าก็ต้องใช้สิ่งนี้ในอนาคตอยู่แล้ว"


    หลี่ซวนตาโตทันที! สิ่งที่อยู่ในมือเขา หากนำไปแลกเป็นอาวุธวิญญาณระดับกลาง ต่ำ ๆ ยังไงก็ต้องมีราคาถึงห้าพันหินวิญญาณ... แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว!


    "ขอบคุณขอรับผู้อาวุโส!" หลี่ซวนกล่าวออกมาอย่างสุดเสียง


    ม่อชางเฟิงพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย "แม้ว่าด้วยรากวิญญาณของเจ้า โอกาสที่จะทะลวงสู่ระดับแก่นวิญญาณจะมีอยู่น้อยนิด แต่ขอเพียงเจ้ายังคงทำผลงานและสร้างชื่อเสียงให้กับสำนักต่อไป พวกข้าก็จะไม่มีวันตระหนี่มอบรางวัลเช่นนี้กับเจ้าแน่อีกครา ขอเพียงเจ้ามีโชควาสนา... โอกาสที่จะก้าวไปถึงระดับแก่นวิญญาณนั้น แม้จะริบหรี่เพียงใด ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้"


    "อืม... เจ้าไปเถิด อีกครึ่งวันพวกเราก็จะเดินทางกลับสำนักแล้ว เมื่อถึงเวลาจะมีคนไปตามพวกเจ้าที่เรือนพักเอง"


    "ขอรับ" หลี่ซวนประสานมืออำลาอีกครั้ง ก่อนจะเก็บหยกสีฟ้าเข้ากระเป๋ามิติ แล้วหันหลังเดินออกจากถ้ำไป


    ทันทีที่แผ่นหลังของชายหนุ่มกลืนหายไปกับความสว่างตรงปากถ้ำ ม่อชางเฟิงก็ทอดถอนหายใจยาวออกมา


    "หากเจ้าหนูนี่ไม่ได้มีรากวิญญาณสี่ธาตุ... เขาคงเติบโตขึ้นเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งของสำนักเราแน่ ๆ" แววตาของผู้อาวุโสแฝงไปด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง "เฮ้อ... และข้าเอง ก็คงจะรับเจ้าเด็กนี่มาเป็นศิษย์สืบทอดด้วยความเต็มใจไปแล้ว..."


    ...


    ไม่นานนัก หลี่ซวนก็เดินกลับออกมาตามโพรงถ้ำที่มีหิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับ เมื่อเดินพ้นออกมาก็พบกับ จินซวน ที่กำลังยืนไพล่หลังนิ่ง ๆ รอเขาอยู่


    เมื่อจินซวนหันมาพบหลี่ซวน ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอันใด ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม


    "เจ้าคุยกับผู้อาวุโสเสร็จแล้วสินะ"


    หลี่ซวนพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะกล่าวว่า "ลำบากศิษย์พี่ที่ต้องช่วยนำทางให้ข้าแล้วจริง ๆ ขอรับ"


    "นั่นมันหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ผู้อาวุโสสั่งมาข้าจะไปขัดคำสั่งได้อย่างไร ในเมื่อธุระเสร็จแล้ว เจ้าก็กลับไปทางเดิมเถิด ข้ายังมีเรื่องที่ต้องไปทำอีกก่อนกลับสำนัก"


    "ขอรับ" หลี่ซวนประสานมือตอบ ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายไปตามทางของตน


    หลี่ซวนเดินมาตามทาง ก็พบว่าเหล่าศิษย์บางตาลงไปมาก คงจะไปรอที่ใกล้ๆเรือเหาะ หรือไม่ก็รอในที่พักของตนกันหมดแล้ว ไม่นานเขาก็มาถึงเรือนพักรวมของตน


    เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็พบกับอวี่ฟ่านและจางเหว่ยกำลังช่วยกันเก็บข้าวของที่เคยฉลองกันเมื่อวานจนเรือนพักเละเทะ


    เมื่อทั้งสองหันมาเห็นก็มีสีหน้ายินดี อวี่ฟ่านเอ่ยทักขึ้นมาก่อน


    "ศิษย์หลัก เสี่ยวหลี่ ไม่สิ หลี่ซวน ฮิ ๆ เจ้ากลับมาแล้วสินะ สหายจินบอกข้าว่าเจ้าไปพบผู้อาวุโสมาเพื่อรับรางวัล ดูท่า... เสี่ยวหลี่ของพวกเราจะกลายเป็นผู้อาวุโสในไม่ช้านี้แล้วกระมัง ฮ่า ๆ ๆ!"


    จางเหว่ยก็มองหลี่ซวนอย่างอบอุ่น "หลี่ซวน พี่อวี่เสนอว่าจะพาเจ้ากับข้าไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกสำนักหลังกลับไป เจ้าว่าอย่างไร?"


    หลี่ซวนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบไปว่า "ข้าขอเวลาสักหนึ่งเดือนเพื่อเพิ่มระดับการบำเพ็ญอีกสักหน่อย แล้วข้าค่อยไปพร้อมกับพวกท่านได้หรือไม่?"


    จางเหว่ยหันกลับไปมองอวี่ฟ่านเพื่อขอความเห็น แต่ยังไม่ทันได้คิด อวี่ฟ่านก็ตอบกลับมาทันที


    "ทำไมจะไม่ได้ล่ะ! ถึงอย่างไรข้าก็ว่างไปอีกตั้งครึ่งปี หลังจากนั้นข้าก็คงต้องปิดด่านบำเพ็ญเพียรยาว ไม่รู้กี่เดือนกี่ปีถึงจะออกมาได้อีก..." เขาถอนหายใจออกมา "ถึงอย่างไรออกมาพวกเราก็น่าจะยังได้พบกัน เพราะฉะนั้นในเวลาที่ยังมีอยู่ ให้ข้าได้พาพวกเจ้าไป 'ผ่อนคลายความเครียด' สักหน่อยดีกว่า"


    กล่าวจบ อวี่ฟ่านก็ทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ออกมา


    "ผ่อนคลาย?" หลี่ซวนขมวดคิ้ว


    "คลายเครียด?" จางเหว่ยก็งุนงงเช่นกัน


    หลี่ซวนเอ่ยถาม "ท่านจะพาพวกข้าไปที่ใดกันแน่ พี่อวี่?"


    "เอาน่า ๆ! ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะรู้เอง พวกเจ้าก็ไม่ใช่เด็ก ๆ กันแล้ว ถึงเวลาเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอกบ้างจะเป็นอะไรไป ฮ่า ๆ ๆ!" อวี่ฟ่านหัวเราะร่าพร้อมกล่าวอย่างอารมณ์ดี


    ในขณะที่คนทั้งสองกำลังงุนงง อวี่ฟ่านก็รีบตัดบทสนทนา ก่อนที่จะบอกให้พวกเขาไปเตรียมตัวเดินทางกลับ


    เวลาผ่านไปครึ่งวัน บัดนี้เป็นเวลายามบ่าย หลี่ซวนขึ้นมายืนอยู่บริเวณลานรวมตัวก่อนขึ้นเรือเหาะ พร้อมกับมีศิษย์สำนักเฟิงหยวนมากมายแห่เข้ามาพูดคุยทำความรู้จักด้วย


    แต่เนื่องจากมีคนมารุมล้อมเขาเยอะมาก อวี่ฟ่านกับจางเหว่ยจึงต้องเข้ามาขวางเอาไว้ ก่อนที่อวี่ฟ่านจะประกาศกร้าว


    "เอาล่ะ! ใครจะคุยกับเสี่ยวหลี่น้อยของข้า... จ่ายมาคนละสี่สิบหินวิญญาณ!"


    "ห้าสิบหินวิญญาณ!" หลี่ซวนกับศิษย์ทุกคนที่นั่นได้ยินถึงกับผงะ พร้อมกับหันขวับไปหาอวี่ฟ่าน "พี่อวี่ นี่มันเกินไปหน่อยกระมัง"หลี่ซวนกล่าวขึ้นมา


    "เพียงสี่สิบหินวิญญาณเองหรือ! ข้าจ่าย! แค่ได้สนทนากับศิษย์พี่หลี่ซวนก็คุ้มค่าแล้ว!"


    "ข้าจ่ายด้วย!"


    "ข้าด้วย!"


    "ห๊ะ?" หลี่ซวนถึงกับงุนงงอ้าปากค้าง จางเหว่ยก็มีสภาพไม่ต่างกัน เขาเพียงแค่จะมาช่วยห้ามเพื่อไม่ให้หลี่ซวนรู้สึกอึดอัด แต่อวี่ฟ่านกลับใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์ ดันตั้งโต๊ะขายค่าเข้าไปคุยในราคาสี่สิบหินวิญญาณเนี่ยนะ!


    อวี่ฟ่านยิ้มแป้นรับถุงหินวิญญาณ "อ้าว ๆ รีบหน่อย! เรือเหาะยังไม่ออก ขืนกลับไปถึงสำนัก พวกเจ้าอดคุยไม่รู้ด้วยนะ ฮ่า ๆ ๆ!"


    แล้วภาพชวนปวดหัวก็บังเกิดขึ้น เมื่อมีศิษย์สำนักเฟิงหยวนที่มาเยี่ยมชมการประลองมาต่อแถวเรียงรายยาวเหยียด เพียงเพื่อจะได้เข้ามาคุยกับหลี่ซวนไม่กี่คำ ให้เขาจดจำหน้าได้เท่านั้น


    ‘นะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน’


    หลี่ซวนได้แต่ยืนอึ้ง มองดูหัวการค้าของอวี่ฟ่าน... จนเขามีความคิดว่าจะเปิดใช้ความสามารถที่สี่เนตรคัดลอกเพื่อลองนำความสามารถนี้ไปใช้ในวันหน้าที่มีโอกาศเลยดีไหม


    ส่วนผู้อาวุโสก็ขึ้นไปรออยู่บนเรือนานแล้วและเห็นสิ่งพวกนี้เป็นการเล่นของเด็ก ๆ ก็เลยไม่ได้สนใจอันใด ทว่ากลับมีบางคนยิ้มบางกับภาพตรงหน้า และกลุ่มคนที่กำลังดูสถานการณ์นี้อย่างปวดหัวนั่นคือศิษย์หลักหกคนที่กำลังมองมา และหนึ่งในนั้นมีจินซวนอยู่ด้วย


    "เจ้าพวกนี้เล่นอะไรกันเป็นเด็กไปได้" ศิษย์หลักคนหนึ่งเอ่ยออกมา


    "เอาเถอะ ถึงอย่างไรก็เป็นคนในสำนักพวกเรา จะมีสีสันบ้างจะเป็นอะไรไป" จินซวนยังคงมีสีหน้าเช่นเดิมพร้อมกับน้ำเสียงที่เข้มขรึมตามเคย

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    เทพมังกรเหนือโลก

    เทพมังกรเหนือโลก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    104K 62
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810