ตอนที่ 3 : ตัวตนในตำนาน
หลายวันผ่านไปที่ชายขอบป่าที่บ้านของอี้หวังหย่างนั้นยามตะวันรุ่งวันนี้เป็วันธรรมดาที่แสนเรียบง่ายของพวกเขาอีกเช่นเคยหากแต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าภัยร้ายกำลังมาเยือนอี้หวังหย่งรีบออกจากบ้านพร้อมกับอาชาคู่ใจควบไปยังหอสมุนไพรที่ไปเป็ประจำเพื่อนำสมุนไพรกลับให้กับหลานเทียน
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงที่อั้หวังหย่งออกไปกลับได้ยินเสียงแหบพร่าของชายวัยกลางคนที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจสายหนึ่งดังขึ้น
“หลานเทียนไอ้เศษสวะ บังอาจนักที่ทำร้ายลูกข้าออกมาซะ”หลี่จวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นยิ่ง ทั้งสามบัดนี้ออกมาฝึกฝนอยู่ภายนอกชายคาถึงกับผงะและเร่งเดินหน้าไปยังทิศทางของเสียงทันทีและพลันรับรู้ได้ทันทีถึงต้นสายปลายเหตุของความคั่งแค้นที่ส่งผ่านมายังน้ำเสียงได้
“ข้าจะทำให้เ้าพบกับความทรมานยิ่งกว่าความตาย!”หลี่จวิน กล่าวขึ้นพร้อมกับใช้ออกด้วยทักษะระดับปราณพิภพเมื่อหลี่จวินพบเห็นทั้งสาม
“คุกน้ำแข็งไร้ขัดขืน”อากาศโดยรอบเย็นลงฉับพลันพร้อมกับโซ่น้ำแข็งโผล่มาจากพื้นดินแล้วล่ามทั้งสามคนไว้พร้อมกับเสาน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นรอบกายของทั้งสามคนแม้แต่ส่งเสียงยังไม่อาจกระทำได้ด้วยพลังที่ห่างชั้นจนเกินไป
ทั่วร่างทั้งสามปกคลุมด้วยน้ำแข็งแผ่นบางเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความะเืเข้ากระดูกด้วยเคล็ดคุกน้ำแข็งไร้ขัดขืนนี้ทำให้ไม่อาจเคลื่อนพลังปราณใดเพื่อปกป้องร่างกายได้แม้แต่น้อยและถึงแม้ดิ้นรนจนสลัดหลุดแล้วก็ไม่อาจหนีรอดไปได้ด้วยจำนวนศัตรูที่รายล้อมมากกว่าเท่าตัว
“วันนี้เ้าจะต้องลิ้มรสความเ็ปของลูกชายข้า”มันพูดพลางใช้ออกด้วยทักษะระดับปราณสร้างฐานขั้นต่ำสติทั้งสามเริ่มพร่าเลือนและมอดดับไป
“พาลูกข้ามาวันนี้เขาจะได้ล้างแค้น อย่างสาสม” หลี่จวิน กล่าวแก่ หลี่เจียงการทรมานผ่านไปอีกชั่วครู่ หลี่เฉียง ก็นั่งเกี้ยวมาถึงด้วยสภาพอิดโรย พร้อมกับแส้อสรพิษอาวุธคู่กายของมัน
“เฆี่ยนมันให้สาสมใจเลยลูกรักวันนี้พวกมันจะต้องตายจากแส้ของเ้า” หลี่จวิน กล่าวแก่ หลี่เฉียงมันยิ้มแสยะด้วยความชั่วร้ายแล้วกระหน่ำฟาดแส้ลงบนตัวของ หลานเทียนอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้ฟื้นคืนสติจากความเ็ปรวดร้าวอย่างยิ่งยวดแต่ละแส้ทีลงสร้างความเ็ปสาหัส ไม่อาจสลบไสลเหมือนไป๋เสวี่ยและหงซานได้
“ไอ้พวกสารเลวสวะชั้นต่ำกล้าลงมือกับเด็กน้อยเช่นนี้ พวกเ้าวันนี้ต้องถูกข้าลงโทษ”เสียงะโอันเกรี้ยวกราดดังขึ้นท่ามกลางเสียงแส้หนังกระทบเนื้อสีหน้าของพวกมันล้วนแล้วแต่แปรเปลี่ยนจากหัวเราะสะใจกลับกลายเป็หวาดหวั่นเมื่อััได้ถึงคลื่นพลังบางอย่างจากทิศที่มาของเสียงนั้นหากแต่สายไปเสียแล้วคลื่นน้ำอันเชี่ยวกรากซัดอย่างรุนแรงไม่อาจมีเวลาแม้สร้างปราณป้องกันตัว พวกมันบางคนถึงกับหมดสติบางคนที่ยืนหยัดอยู่ได้ก็อาการสาหัส จากแรงปะทะของคลื่นน้ำที่ถาโถมใส่ร่างอย่างบ้าคลั่งหลี่จวินรับรู้ถึงทักษะนี้ได้ทันที คลื่นวารีทลายภูผาซึ่งเป้รเคล็ดวิชาที่ผู้ใช้ต้องมีระดับปราณพิภพขั้นสูงเป็อย่างน้อย
“เป็ไปไม่ได้หมู่บ้านเล็กจ้อยแห่งนี้ไม่ควรมีคนระดับปราณพิภพอาศัยอยู่”เสียงมันเจือไปด้วยความสิ้นหวัง มันเลือกปักหลักอยู่ที่นี่เนื่องจากสำหรับมันแล้วที่นี่มันสามารถควบคุมได้ทุกอย่างด้วยพลังระดับปราณพิภพขั้นต้นที่แม้แต่ในเมืองที่มันอยู่ยังเป็ผู้ที่มีสถานะทางสังคมไม่น้อยมันจึงไม่คิดว่ามันจะเจอคู่ปรับใด ๆ ในที่ห่างไกลถึงชายแดนขนาดนี้ แต่กระนั้นมันก็พลันระลึกได้ในทันที
“หรือ…หรือว่าเ้า อี้หวังหย่ง ไม่ ไม่ ไม่ ได้โปรดอย่าสังหารข้า เ้า้าสิ่งใด ข้…”อี้หวังหย่งพลันกล่าวตัดหน้า หลี่จวินทันทีบัดนี้มันหน้าซีดเผือดรับรู้ถึงการััเกล็ดย้อนของัเฒ่าตนนี้กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว พวกมันควรสืบเสาะให้รู้ก่อนว่าเด็กทั้งสามที่มันลงมือทำร้ายนั้นเป็ลูกเต้าเหล่าใคร
หากมันรู้ว่าเป็หลานของชายชราผู้นี้ต่อให้ต้องเดินทางมาขอขมาด้วยตนเองก็ไม่ถือเป็การเสียหน้าแม้แต่น้อยเนื่องจากชายชราเบื้องหน้ามันอดีตของมันยามรุ่งเรืองนั้นเป็ตัวตนที่ไม่อาจแตะต้อง ทหารเกราะเหมันต์อันเลื่องลือ
“วันนี้เ้าต้องจ่ายราคาที่ทำให้หลานข้าต้องาเ็ด้วยชีวิตของเ้า”ด้วยอาการที่สาหัสจากคลื่นน้ำอันเชี่ยวกราก หลี่จวิน ทำได้เพียงกัดฟันกรอดและร่ายทักษะป้องกันอย่างสุดความสามารถ โล่น้ำแข็งบางเบาปรากฏขึ้นรอบกายมันและ หลี่เฉียง ที่สลบไสลอยู่หอกน้ำแข็งขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นช้า ๆ โดยการควบคุมของ หวังหย่งความหนาวเหน็บปกคลุมรอบข้าง เพียงไม่กี่อึดใจ หอกก็ถูกปล่อยออกไปอย่างรวดเร็วและพุ่งทะลุโล่น้ำแข็งบาง ดุจลูกศรพุ่งทะลุแผ่นกระดาษบาง ก่อนจะแหวกอากาศผ่านร่างกายหลี่เฉียง ไปอย่างอำมหิต โลหิตแดงฉานกระจัดกระจายไปทั่วและชโลมพื้นมันดิ้นทุระทุรายอย่างน่าสยดสยอง โทสะของ หวังหย่ง มอดลงไปมากโขเมื่อเหลือบไปเห็นหลานทั้งสามที่าเ็จึงเลือกช่วยหลานทั้งสามมากกว่าตามไปจัดการถอนรากถอนโคน
ในสายตาของเหล่าตระกูลหลี่ภาพตรงหน้านั้น ราวกับฝันร้าย การโจมตีที่รวดเร็ว และรุนแรงนั้นต่อให้พวกมันรวมตัวกันสู้อย่างถวายชีวิตก็ไม่อาจจะระคายต่อชายชราที่ดูไม่มีพิษภัยผู้นี้ได้แม้แต่น้อย
“เ้าพานายน้อยของเ้าไปแล้วอบรมสั่งสอนมันให้ดี...ไม่เช่นนั้นคราวหน้ามันจะต้องมีชีวิตที่แสนสั้นบนโลกแห่งนี้แน่นอน”หลี่เจียง ได้ฟังเช่นนั้นจึงผงกหน้ารับอย่างเร็วและรีบพานายน้อยของมันหนีไปในทันทีทางด้านหลานทั้งสามหลังจากผ่านการทรมานอย่างสาหัสก็สิ้นสติไปเช่นกัน หวังหย่งมองหลานด้วยแววตาเวทนาแล้วจึงได้ทำการรักษาหลานๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน
เวลาผ่านไปกว่าสามวันนับจากเหล่าตระกูลหลี่พากันมารุมทำร้ายหลานเทียนรอยฟกช้ำและอาการาเ็คงกระจายอยู่ทั่วทั้งร่างจากการวิวาทยังคงส่งผลเจ็บอยู่บ้างจากสภาพปางตายอันมาจากการปะทะกับ จวนตระกูลหลี่ ซึ่ง อี้หวังหย่งเกิดบันดาลโทสะลงมือสังหารหลี่จวิน ผู้นำตระกูลอย่างไม่ลังเลเนื่องจากทำร้ายหลานของเขาทั้งสามคนและหมายจะเอาชีวิต ตลอดเวลาทั้งสามวันอี้หวังหย่ง นั่งเฝ้าไม่ห่างกาย สมุนไพรมากมาย ถูกใช้ออกเป็จำนวนมาก
เสียงไอดังขึ้นหลานเทียน ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
“หลานเทียนเ้าฟื้นคืนสติแล้ว” หวังหย่ง กล่าวอย่างยินดี ทั้งแววตาสีหน้าปรากฏความยินดีอย่างถึงที่สุด
“ท่านปู่แล้ว ไป๋เสวี่ย กับ หงซาน เล่า แค่ก...แค่ก” หลานเทียนกล่าวพลางไอออกมาโดยมีเืปะปนออกมาด้วย อันมาจากอวัยวะภายในที่ค่อนข้างบอบช้ำ
“เ้าฟื้นคืนสติเช่นนี้ก็ประเสริฐแล้วอย่าได้กังวลไป ไป๋เสวี่ย และ หงซาน ฟื้นก่อนเ้าได้ไม่นานอีกทั้งอาการก็ไม่น่าเป็ห่วง”ปู่ยิ้มอย่างอ่อนโยนจากนั้นจึงเดินออกไปจากห้องของ หลานเทียน ทันที ปล่อยให้หลานเทียน นอนพัก บัดนี้ร่างกายและจิตใจของหลานเทียนก็ถูกขัดเกลาจากการต่อสู้กับผู้ที่มีพลังปราณจริง ๆถึงแม้จะทำปางตายแต่รอดชีวิตมาได้ย่อมเป็สิ่งที่น่ายินดี
กลิ่นหอมบางอย่างปลุกให้หลานเทียน ลืมตาด้วยความหิวโหยอีกครั้งท้องร้องเสียงดังโครมครามซึ่งไม่แปลกสามวันที่สลบไปไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้แต่ข้าวเม็ดเดียว มีเพียงแต่น้ำซุปและยาสมุนไพรเท่านั้นก่อนลุกขึ้นและออกจากห้องจากนั้นทั้งสี่นั่งล้อมวงกินอาหารกันในทันทีโดยทั้งสี่ต่างยิ้มแย้มให้กันและกัน ที่ผ่านอันตรายมาได้อีกครั้งนับจากสัตว์อสูรหมาป่า
“อ้า อากาศวันนี้ช่างดียิ่ง”หลานเทียนกล่าวพลางเดินออกจากบ้าน พลางบิดตัวไปมาหลังจากนอนติดกันตลอดสามวันไม่ได้ลุกไปใหนแม้แต่น้อยไม่นานนักก็มีเสียงเอะอะโวยวาย จากทางไปหมู่บ้าน ต้นเสียงนั้นเป็ชายในหมู่บ้านคนหนึ่งกำลังป่าวประกาศบางอย่างมาทางหลานเทียน
“ท่านลุงมีอันใดกัน”หลานเทียน กล่าวถาม
“ท่านผู้นำหมู่บ้านสั่งข้ามาให้บอกข่าวกับพวกเ้าวันนี้จะมีทหารจากเมืองหลวงมาทำการทดสอบอย่างทุกปี าุโอี้จะชี้แนะพวกเ้าเอง”ชายผู้นั้นกล่าวเสร็จก็เดินกลับไปยังที่หมู่บ้านทันที
หลานเทียนได้ยินดังนั้นจึงรีบนำสิ่งนี้ไปแจ้งให้กับ หงซาน และ ไป๋เสวี่ย ทันที
“ไป๋เสวี่ยเ้าอ้วน วันนี้ มีการทดสอบพลัง พวกเ้าเตรียมตัวกันรึยัง” หลานเทียนะโเสียงดัง
“ห๊ะเตรียมตัว วัดพลังอะไร ทำไมข้าไม่เห็นรู้เื่เลย” หงซาน กล่าวอย่างเลิ่กลั่ก
“เช่นนั้นเราก็ควรรีบไปที่หมู่บ้านหลังจากกินอาหารแล้ว”ไป๋เสวี่ย กล่าว อย่างใจเย็นพลางเตรียมอาหารให้ หวังหย่ง ไปด้วย
“หลานเทียนไป๋เสวี่ย และ หงซาน พวกเ้าทั้งสามจงจำไว้ผลลัพธ์หาได้สำคัญไม่ ละทิ้งความกังวลทำใจให้สงบ ผลลัพธ์มันจะออกมาดีขึ้น”นี่เป็ครั้งแรกที่ทั้งสามจะได้เข้าสู่การคัดเลือก ผลจากการคัดเลือกนี้จะเป็ตัวกำหนดชะตาชีวิตในภายภาคหน้าหากผ่านการทดสอบก็จะได้สิทธิเข้าไปเรียนในเมืองหลวง ชีวิตเด็กในหมู่บ้านห่างไกลอาจพลิกผันกลายเป็ยอดฝีมือในเวลาต่อมา พวก หลานเทียนมาถึงพอดีกับการปรากฏของชายร่างใหญ่วัยกลางคนสวมชุดดูภูมิฐานนั่งบนหลังม้าสีขาวหมดจดไร้มลทินพร้อมขบวนทหารที่ตามมากว่าหลายสิบนาย
“ข้านามชูไท่ิ มาทำการวัดศักยภาพบุตรหลานของพวกท่านที่อายุครบสิบสามปีผู้ที่ผ่านเกณฑ์นั้นจะได้รับการเข้าศึกษาในเมืองหลวงข้าจะอยู่ที่นี่เพียงเที่ยงวัน” ชายร่างใหญ่กำยำกล่าวอย่างชัดถ้อยคำสุ้มเสียงแฝงถึง ความอาจหาญ และซื่อตรงกล่าวเสร็จจึงควบอาชาไปด้านหน้าที่ทำการหมู่บ้านทันที
หวังหย่งหลานเทียน ไป๋เสวี่ย และ หงซาน ต่างพากันค่อยๆ เดินทางไปที่ทำการหมู่บ้านโดยทันทีโดยที่คนในหมู่บ้านจำนวนหนึ่งนั้นต่างมาชุมนุมรออยู่แล้วขณะนี้เด็กที่อายุสิบสามปีทุกคนนั้นต่อแถวอย่างเป็ระเบียบอยู่กลางห้องโดยมีอัศวินยืนอยู่เบื้องหน้านั้น
“ถึงเวลาที่ข้าต้องทำการวัดศักยภาพความก้าวหน้าของพวกเ้าแล้วข้าจะทำการทดสอบทีละคน ก่อนอื่นข้าขออธิบายลำดับพลังแต่ละขั้นนั้นถูกแบ่งออกเป็หกลำดับขั้นกอปรด้วย ปราณสร้างฐาน ปราณพิภพ ปราณนภาปราณดารา ปราณราชันย์ ปราณปฐมราชันย์ ทุกระดับจะถูกแบ่งย่อย ลงอีก เป็ระดับ ต้นกลาง และ สูง สำหรับคนที่ได้ระดับปราณพิภพขึ้นไปจะได้รับสิทธิ์เข้าสู่สถาบันศึกษาที่เมืองหลวงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆอีกทั้งทางผู้ที่เข้ารับการศึกษาจะได้รับค่าใช้จ่ายในทุกๆ เดือนซึ่งล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถทั้งสิ้นส่วนผู้ที่ได้รับระดับต่ำกว่านั้นจงอย่าได้โศกเศร้าเสียใจ จงหมั่นฝึกฝนข้าเชื่อว่าสักวันพลังเ่าั้จะจำเป็กับพวกเ้า” ชูไท่ิกล่าวจบจึงหยิบหีบขนาดเล็กตกแต่งอย่างประณีตวิจิตร แล้วทำการถ่ายเทพลังปราณเพื่อเปิดออก
พลังปราณค่อยๆเอ่อล้นออกมาจากหีบภายในบรรจุด้วยลูกบาศก์สีเหลืองโปร่งสามารถมองทะลุไปอีกฟากของลูกบาศก์ได้ ลูกบาศก์นี้มีนามว่าลูกบาศก์อำพันหมื่นปี มีขนาดเท่ากับผลส้มเนื่องจากอำพันหมื่นปีนั้นเป็วัตถุอ่อนไหวต่อพลังเวทย์อย่างยิ่งจึงเหมาะแก่การนำมาทดสอบทั้งยังเป็วัตถุระดับหายากมีเพียงไม่ถึงสิบชิ้นในผืนทวีปหลักการของมันคือการประเมินภาชนะที่สามารถใส่ปราณนั่นคือร่างกายและจิตใจยิ่งมากลูกบาศก์ก็จะเปล่งแสงสว่างมากพร้อมทั้งหมุนวนและเมื่อสิ้นแสงจะปรากฏตราสัญลักษณ์ตามลำดับขั้นขึ้น
“วงกลมทึบเป็ปราณสร้างฐานโล่เป็ปราณพิภพ ขนนกเป็ปราณนภา กลุ่มดาวเหนือเป็ปราณดารา คทาเป็ปราณราชันย์และสุดท้ายซึ่งชั่วชีวิตบางคนก็ไม่มีทางได้พบเห็นมีเพียงแค่ในบันทึกเท่านั้นเป็มงกุฎแห่งปฐมราชันย์ อันเป็ลำดับขั้นสูงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้” กล่าวจบชูไท่ิ จึงยื่นส่งลูกบาศก์ให้เด็กคนหน้าสุดเมื่อเด็กหญิงอันเป็คนแรกััลูกบาศก์มันก็หมุนเคว้งอย่างเชื่องช้าบนฝ่ามือก่อนจะหยุดส่งประกายแสงระยิบยับออกมา เพียงครู่เดียวลูกบาศก์ที่ส่องแสงนั้นปรากฏสัญลักษณ์รูปโล่ขึ้นอย่างชัดเจน
“ผลการทดสอบบ่งบอกว่าเ้าสามารถไปจนถึงระดับปราณพิภพได้ส่วนระดับขั้นไหนนั้นล้วนขึ้นอยู่โชคชะตาและความพากเพียรของเ้าเอง” ชูไท่ิกล่าวพลางเก็บลูกบาศก์คืน
“สมแล้วที่เป็หลานสาวเพียงคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้าน”
“ใช่แล้วข้าคิดแล้วว่านางต้องมีอนาคตไกล”
เสียงโห่ร้องดีใจะโมาไม่ขาดสายด้านเด็กหญิงคนนั้นก็หน้าแดงขึ้นพลางยิ้มอย่างดีใจก่อนเดินออกจากกลุ่มผู้มาทดสอบผู้นำหมู่บ้านเองก็ยิ้มไม่หุบโผเข้ากอดหลานสาวอย่างดีอกดีใจ
“คนต่อมา”ชูไท่ิเรียกเด็กชาย คนต่อจากหลานของหัวหน้าหมู่บ้านทันทีเด็กชายตัวเล็กก้าวออกมา พร้อมกับยื่นมือไปรับลูกบาศก์นั้น ไม่นานหลังจากััลูกแก้วก็หมุนวนเล็กน้อยก่อนจะแสดงสัญลักษณ์วงกลมทึบออกมา
“ผลการทดสอบของเ้าได้เพียงระดับปราณสร้างฐานเท่านั้นข้าขอให้เ้าอย่าหยุดความเพียรไว้แต่เพียงเท่านี้”
“เอาล่ะคนต่อไป”
....
“ไม่ต้องท้อแท้ในโชคชะตาหนุ่มน้อย”
“ระดับปราณสร้างฐานนั้นถึงจะไม่ใช่ระดับที่สูงแต่มันก็มีประโยชน์แก่ตัวเ้าและครอบครัวอย่างแน่นอน”
...
“จงอย่าหยุดฝึกฝนแม้เ้าจะได้เพียงระดับปราณสร้างฐาน”
...
ชูไท่ิยื่นลูกบาศก์ ให้คนแล้วคนเล่า พร้อมทั้งกล่าวให้กำลังใจเด็กเ่าั้ผ่านมาแล้วกว่าหลายสิบคนหากแต่ยังไม่มีใครได้ระดับสูงกว่าปราณสร้างฐานเลยแม้แต่คนเดียวจนกระทั่งทั้งห้องโถงเหลือเด็กอีกเพียงแค่สามคน เท่านั้น คือ หงซาน ไป๋เสวี่ย และหลานเทียน
ถึงคราวของหงซาน
“ถึงคราเ้าแล้วจงเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็เช่นไรจงภาคภูมิในพลังปราณของเ้าอย่างมีเกียรติ”ชูไท่ิกล่าวเพื่อให้เขาไม่ต้องกังวลในผลลัพธ์มากนัก เนื่องจากว่าเขานั้นพอจะคาดเดาได้ว่าลูกบาศก์วิเศษนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรหงซานรับลูกบาศก์มาสักครู่ลูกบาศก์ก็เริ่มเหวี่ยงด้วยความเร็วก่อนจะลอยขึ้นเหนือฝ่ามือส่องแสงเรืองรองส่งผลให้ภายในห้องสว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางเสียงเอะอะของชาวบ้านทั้งหลายสัญลักษณ์มงกุฏราชันย์ ก็ปรากฏ ชูไท่ิถึงกับผงะ
“ปะปะ เป็ไปไม่ได้ ระดับที่สูงถึงเพียงนี้ ระดับปราณปฐมราชันย์...”ชูไท่ิกล่าวกับตัวเองอย่างตะกุกตะกัก ทันทีที่ได้ยินระดับปราณปฐมราชันย์ชาวบ้านทั้งหลายถึงกับเงียบงันลงทันทีราวกับต้องมนต์อันลึกลับอธิบายไม่ได้แม้แต่ตัวหวังหย่งเองก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเช่นกันศักยภาพระดับนี้ถือกำเนิดมาบนโลกเราเพียงน้อยนิดเปรียบดั่งการหยดโลหิตเพียงหนึ่งหยดลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่
มันมีเพียงแค่ในตำนานการทดสอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา เพียงแค่มีปราณนภาปรากฏขึ้นก็มากพอให้คนในหมู่บ้านอันเล็กจ้อยและห่างไกลนี้เฉลิมฉลองได้ทั้งเดือนแล้วสำหรับตัวตนระดับปราณที่สูงกว่านั้น ถ้าปรากฏขึ้นสักคนหนึ่งบุคคลผู้นั้นจะมีอำนาจทำได้แม้กระทั่งปกครองหัวเมืองในอนาคตได้เลยทีเดียวสำหรับปราณราชันย์แล้วมีเพียงตระกูลราชวงศ์และขุนนางชั้นสูงสุดเท่านั้นที่จะปรากฏกายขึ้นสักคนหนึ่งในรอบหลายสิบปีสุดท้าย ระดับปราณปฐมราชันย์นั้น...
ในประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายหมื่นปีของโลกใบนี้นับั้แ่องค์จักรพรรดิคนก่อนรวบรวมอาณาจักรเป็ปึกแผ่นผู้คนที่สามารถขึ้นสู่ระดับนี้ได้นับได้เพียงมือเดียว การที่ หงซานมีศักยภาพถึงระดับนี้นั้น จะต้องกลายเป็เื่ครึกโครมของอาณาจักรหรือต้องกล่าวว่าเื่นี้จะต้องมีผลไม่มากก็น้อยไปยังอาณาจักรข้างเคียงด้วยเช่นกันการที่ชาวบ้านตกอยู่ในภวังค์เช่นนี้ก็ไม่ใช่เื่น่าแปลกใจอันใดแม้แต่อัศวินที่มากประสบการณ์เช่นชูไท่ิยังต้องใจนคางแทบกระทบดินหลังใช้เวลาผ่านไปสักครู่ ชูไท่ิถึงดึงสติกลับมาได้
“นี่มันอะไรกันข้าไม่อยากจะเชื่อในสายตาคู่นี้ข้าถึงกับได้เป็สักขีพยานการกำเนิดขึ้นของตำนานในอนาคต”เขาบ่นพึมพิมพำอย่างเลื่อนลอย
เห็นทีข้าต้องรีบจบการคัดเลือกแล้วกลับไปรายงานฝ่าพระบาทอย่างเร่งด่วนที่สุดทาง หงซาน กว่าจะรู้ตัวว่าตนได้รับการยกย่องขนาดใหนก็กินเวลาไปสักพักเขาจึงะโโลดเต้นอย่างดีใจและแน่นอนชาวบ้านที่ดีใจกันยกใหญ่แล้วก็ไม่มากเท่าปู่ของเขาเป็แน่ หงซานรีบวิ่งะโกอดปู่ทันที หวังหย่ง เองก็ยิ้มแก้มปริ
“คนต่อไป”เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยก่อนประกาศเรียก ไป๋เสวี่ย เข้ารับการทดสอบนางเดินมารับอย่างระมัดระวัง เสียงหัวใจเต้นดังโครมคราม ทั้งกลัว ยินดีตื่นเต้นความรู้สึกอันหลากหลายพลุ่งพล่านอยู่ในใจ ความยินดีในความสำเร็จของ หงซานที่ได้รับการประเมินถึงระดับปราณปฐมราชันย์ยังคงไม่จางหาย เมื่อลูกบาศก์ัักับมือของนางมันก็หมุนวนในทันทีและลอยขึ้นไปจนอยู่ในระดับที่ทั้งโถงมองเห็นก่อนจะบังเกิดแสงวาบฉาบทาทั่วทั้งบริเวณเมื่อลูกบาศก์หยุดหมุนและตกลงมาบนมือของนางจึงปรากฏภาพมงกุฎราชันย์อีกครั้งที่ปาฏิหาริย์บังเกิด ผู้คนที่ยังตกตะลึงไม่หายจากภาพก่อนหน้า ภาพที่หลายชั่วอายุคนจะเกิดขึ้นสักครั้งกลับปรากฏวันนี้ติดกันถึงสองครั้ง
“อะไรกันหมู่บ้านที่ห่างไกลเช่นนี้มีบุตรและธิดาแห่งปาฏิหาริย์อยู่อย่างนั้นหรือ” ชูไท่ิ ถึงกับอุทานออกมา มาดอัศวินทั้งหลายที่มีมาตอนนี้หมดสิ้นแล้วราวกับคนโง่งมคนหนึ่งส่วน หวังหย่งเองก็มีแต่ความปีติยินดีจนไม่อาจบ่งบอกเป็คำพูดใดด้วยความยินดีอย่างถึงที่สุดหลังจากความเงียบงันของการทดสอบแรกครั้งนี้การตอบสนองของผู้คนได้เปลี่ยนไปจากขาวเป็ดำ เสียงสนทนาดังเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งบริเวณบ้างตื่นตะลึงในเื่ราวปาฎิหารย์ บ้างกังขาในอำพันหมื่นปี บ้างอิจฉาตาร้อนแต่ส่วนใหญ่แล้วเป็เสียงแห่งความชื่นชมยินดี หลังจากวันนี้หมู่บ้านแห่งนี้จะกลายเป็จุดสนใจ มีผู้เดินทางมาอย่างมากมายเป็แน่ความเจริญรุ่งเรืองจะเข้ามาสู่หมู่บ้านแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ชูไท่ินั้นนิ่งอึ้งไปด้วยความสงสัย หากแต่ความสงสัยนั้นไม่ได้มาจากความกังขาในลูกบาศก์เขานั้นใช้มันมานับสิบปี ความสามารถของวัตถุวิเศษนี้ประจักษ์แก่ใจของเขาดีเพียงแต่สงสัยว่าเขาคงยังนอนอยู่บนเตียงฟูกอันนุ่มสบายที่บ้านหรือไม่ เื่ราวที่เกิดขึ้นนี้มันช่างอัศจรรย์ราวกับฝันอันแปลกประหลาดที่ไม่มีวันเป็ไปได้แม้แต่ในฝันเองเขายังไม่เคยได้เห็นมันสักครั้ง
“งั้นข้าขอทดสอบต่อนางเลยแล้วกัน”เสียงของ หลานเทียน ดังขึ้น ขัดจังหวะห้วงความคิดของ ชูไท่ิ ลงฉับพลันชาวบ้านทุกคนเงียบลงโดยพร้อมเพรียงผลการทดสอบของหลานเทียนเป็สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดชาวบ้านมีความคาดหวังที่แตกต่างกันคนที่รู้จักกับเขานั้นทราบดีว่าเขาไม่อาจใช้พลังปราณได้ผลทดสอบจึงควรต่ำต้อยอย่างที่สุดขณะที่ผู้คนอีกหลายคนมองว่าเขานั้นเป็ผู้นำเมื่ออยู่กับ ไป๋เสวี่ย และ หงซานการทดสอบนั้นควรจะต้องน่าตกตะลึงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ชูไท่ิผู้ซึ่งไม่มีความรู้เื่บุคลิกและความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านนั้นในหัวตอนนี้คิดแต่เพียงเื่ราวมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและอยากจบการทดสอบให้รวดเร็วที่สุด
ตลอดมานับั้แ่ชูไท่ิ ได้มาทดสอบที่หมู่บ้านนั้น หรือแม้กระทั่งหมู่บ้านและเมืองใกล้ๆก็ไม่เคยพบผู้ที่อยู่ระดับสูงกว่าปราณนภามาก่อนจากการทดสอบกว่าหลายสิบปีของเขา อีกทั้งหากย้อนกลับไปในวัยเด็กเมื่อครั้งก่อนเข้ารับราชการทหารอย่างทุกวันนี้ในตอนนั้นเขาเห็นระดับดารากับตามาหนึ่งครั้งซึ่งเป็ของพวกตระกูลเสนาในเมืองที่เขาอาศัยอยู่ซึ่งตระกูลนั้นเป็ตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองจึงสามารถจัดแจงหาทรัพยากรมีค่ามากมายมาให้กับลูกหลานของพวกมันจึงแทบจะไม่มีโอกาสใดเลยที่เด็กในที่ชนบทอันห่างไกลที่ยากจนนั้นจะหาสิ่งใดมาเพิ่งศักยภาพถึงแม้จะเป็เพียงระดับนภาก็ยังเป็ที่น่าอัศจรรย์ใจ
...ในภาคพื้นทวีปนี้ผู้คนมากกว่าเจ็ดพันล้านคน จากการบันทึกนั้นระดับสูงที่สุดในรอบร้อยปีนี้มี ระดับปราณนภาสามล้านกว่าคน ระดับดาราเก้าหมื่นห้าพันคน ระดับราชันย์เพียงสามคนและไม่ได้มีการพบระดับปฐมราชันย์มามากกว่าสหัสวรรษแล้ว อีกทั้งเป็ครั้งแรกใรประวัติศาสตร์โลกที่ผลึกอำพันหมื่นปีถูกทำลายลงอย่างแท้จริง...