แสงแดดยามเช้าสาดส่องไปทั่วทุกถิ่นที่ องค์หญิงหยุนฉางเยว่ผู้ซึ่งเป็นโฉมสะคราญยอดสตรีแห่งจักรวรรดิเมฆครามกำลังเดินตรงไปยังกระโจมของแม่ทัพประจิมโดยไม่มีความลังเลใจ ส่งผลให้เหล่าทหารที่มองเห็นนางล้วนแต่ตกอยู่ในภวังค์แห่งความหลงไหลราวกับต้องมนต์
“พระเจ้า! ตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนสง่างามและสูงศักดิ์เท่านี้”
“องค์หญิงหยุนฉางเยว่สมแล้วที่ได้รับฉายาว่ายอดสตรีอันดับ 1 แห่งจักรวรรดิ นายน้อยของพวกเราช่างน่าอิจฉายิ่งนักที่ได้แต่งงานกับนาง”
หลังตื่นจากภวังค์! เหล่าทหารทั้งหลายต่างแสดงความคิดเห็นกันอย่างสนุกปาก
หยุนฉางเย่แม้ได้ยินแต่มิได้ใส่ใจนัก เมื่อเดินไปถึงหน้ากระโจมที่พักของแม่ทัพ นางก็เอ่ยปากบอกให้ทหารยามรีบเข้าไปแจ้งข่าวตามมารยาทการขอเข้าพบในทันที
ซึ่งคนที่ออกมาต้อนรับก็คือ ‘สวีหนิง’ ผู้เป็นท่านแม่สามีในอนาคตของนาง
“คาราวะฮูหยิน” โฉมสะคราญรีบผสานมือโค้งศีรษะอย่างอ่อนน้อมโดยไม่ถือเรื่องยศถา
สวีหนิงรีบพุ่งเข้าไปประคองหญิงงามโดยไม่คิดรอช้า “องค์หญิงอย่าทรงทำเช่นนี้เลยนะเจ้าคะ หม่อมฉันว่ามันไม่เหมาะสมเท่าไร”
“ฮูหยิน การที่ลูกสะใภ้คาราวะแม่สามีเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วเจ้าค่ะ” หยุนฉางเยว่ส่ายศีรษะพลางกล่าวตอบกลับด้วยความเคารพ
“แต่พระองค์ทรงเป็นองค์หญิง จะใช้ตรรกะของคนทั่วไปมาตัดสินได้อย่างไรกัน” ผู้ซึ่งเป็นว่าที่แม่สามียังคงยืนกราน
“ฮูหยิน นับตั้งแต่ข้าหมั้นหมายกับบุตรชายของท่าน ข้าก็ได้สละฐานันดรองค์หญิงแห่งจักรวรรดิเมฆครามไปแล้ว”
“ตัวข้าในตอนนี้จึงถือเป็นเพียงบุคคลธรรมดาสามัญที่สามารถเคารพท่านก่อนได้โดยไม่ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ แถมตัวท่านเองก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำราชาศัพท์ยากๆเหล่านั้นกับข้าด้วยเช่นกัน” หยุนฉางเยว่อธิบายอย่างฉะฉาน
สวีหนิงเมื่อได้ยิน ก็ไร้ซึ่งคำโต้แย้งอีกต่อไป เพราะหากว่ากันตามจริงมันก็เป็นดังที่โฉมสะคราญกล่าวมาทุกประการ
“เห้อ ก็ได้ๆ ตกลงตามนั้น องค์หญิง......ไม่สิ! ฉางเยว่ พวกเราเข้าไปด้านในกระโจมกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวข้าจะส่งทหารไปตามซีเอ่อร์มาให้” พูดจบ! สวีหนิงก็พาว่าที่ลูกสะใภ้เข้าไปด้านใน ก่อนจะส่งคนไปตามเย่หยุนซีซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก
“ท่านแม่ องค์หญิง” เย่หยุนซีเมื่อมาถึงก็ผสานมือคาราวะทั้งสองโดยไม่คิดรอช้า สวีหนิงผู้เป็นมารดารีบลุกขึ้นเดินออกจากกระโจมในทันที ปล่อยให้ทั้งสองพูดคุยกันตามลำพัง
“พระองค์ต้องการพบกระหม่อมงั้นหรือขอรับ?” เย่หยุนซีเอ่ยถาม หลังจากมองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
“ใช่! เชิญเจ้านั่งก่อน แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดที่เป็นทางการกับข้า”หยุนฉางเยว่กล่าวพลางผายมือไปยังเก้าอี้ที่ยังว่าง
ผู้เป็นว่าที่สามีรีบทำตาม เขานั่งลงก่อนจะเริ่มเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “ไม่ทราบว่าท่านมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้? ถึงได้มาหาด้วยตัวเองเช่นนี้”
ผู้เป็นว่าที่ภรรยาถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งในทันที เด็กหนุ่มผู้นี้มิได้มองนางด้วยสายตาที่น่ารังเกียจเหมือนผู้ชายคนอื่นๆทั่วไป แถมยังพูดกับนางด้วยน้ำเสียงปกติไร้ซึ่งความประหม่าอีกต่างหาก
‘นี่นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกใหม่อย่างยิ่ง’
“ความจริงก็ไม่ได้มีธุระอะไรสำคัญ เพียงแต่ข้านำสิ่งนี้มามอบให้กับเจ้า” หยุนฉางเยว่ที่ได้สติเอ่ยปากกล่าว ก่อนจะนำเอาตำราเล่มหนึ่งออกจากถุงมิติแล้วส่งมอบให้เย่หยุนซีโดยพลัน
ทางฝั่งเย่หยุนซีเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รับมันและเริ่มเปิดอ่านแบบคร่าวๆ“ทักษะกายาวัชระ! นี่คือทักษะบ่มเพาะกายเนื้อระดับฟ้า!”
“ใช่ ถึงแม้จะด้อยกว่าการบ่มเพาะลมปราณในระดับเดียวกัน แต่ก็นับว่าด้อยกว่าไม่มาก หากเจ้าตั้งใจฝึกฝนมัน ในอนาคตย่อมเลื่อนขั้นเป็นระดับกษัตริย์ได้โดยไม่ต้องใช้ลมปราณ” โฉมสะคราญอธิบาย ทว่าคำกล่าวของนางกลับทำให้ว่าที่สามีรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง
“ท่านนำทักษะหายากเช่นนี้มามอบให้ข้า มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?” เย่หยุนซีเอ่ยถาม
ยอดหญิงงามยกยิ้มบางพลางส่ายศีรษะ “เจ้าไม่ต้องกังวลให้มากนัก ข้าก็แค่อยากให้สามีในอนาคตแข็งแกร่งขึ้นก็เท่านั้น”
“หือ!! นี่ท่านตั้งใจจะแต่งงานกับข้าจริงๆหรือ?”เด็กหนุ่มรู้สึกฉงนสงสัย
หยุนฉางเยว่พยักหน้าอย่างฉับไว “แน่นอน! เมื่อการแข่งขันจบลง ข้าจะแต่งงานกับเจ้าตามที่ราชโองการระบุไว้ในทันทีและจะทำหน้าที่ภรรยาของเจ้าให้ดีที่สุดโดยไม่บิดพริ้วสักประการ”
เย่หยุนซีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เพราะคาดไม่ถึงกับคำตอบที่ได้รับ
‘เด็กน้อย นางไม่โกหกเลยสักประโยค นั่นคือคำพูดที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริง’ เสียงของเทพธิดาเซียนเหยาดังขึ้นภายใต้ช่วงเวลาแห่งความเงียบงัน
“องค์หญิง ข้าขอถามท่านเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเหตุใดถึงได้ยอมสละตนเองถึงเพียงนี้?”
หยุนฉางเยว่ยิ้มอย่างขมขื่นในทันที“เย่หยุนซี งั้นข้าต้องขอถามเจ้าก่อนว่า องค์หญิงและองค์ชายในสายตาเจ้าเปรียบได้เสมือนอะไร?”
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ “อืม........ก็คงเปรียบดั่งหงส์ฟ้าพญามังกรกระมัง”
โฉมสะคราญยิ้มเยาะเบาๆ“เจ้ามองพวกเราสูงส่งเกินไปแล้ว แท้จริงบรรดาองค์หญิงและองค์ชายก็เป็นได้แค่นกน้อยในกรงทองเท่านั้น”
“ส่วนตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งจักรวรรดิเมฆคราม ก็เปรียบดั่งผู้ควบคุมกรงทองที่สามารถทำอะไรกับนกด้านในก็ได้”
“เย่หยุนซีถ้าหากเป็นเจ้าจะเลือกแบบไหน? จะเลือกเป็นเพียงนกน้อยไร้ซึ่งพิษภัยที่ทำได้เพียงรอคำสั่งจากผู้คุม หรือจะเลือกไขว่คว้าโอกาสในการกุมชะตาชีวิตของตนเอง”นางเบนสายตามาหาว่าที่สามีพลางกล่าว
เย่หยุนซีส่ายศีรษะเบาๆ“แต่มันจะคุ้มค่าจริงๆน่ะหรือ กับการที่ต้องเอาชีวิตคู่ของตนเองมาแลกเช่นนี้”
หยุนฉางเยว่เผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย “ตอนแรกก็ไม่แน่ใจนักหรอกว่ามันจะคุ้มค่าหรือเปล่า แต่พอได้พูดคุยกับเจ้าก็สามารถบอกได้ทันทีว่าการเดิมพันนี้คุ้มค่า”
“เพราะถึงแม้ว่าจะแพ้ในการชิงตำแหน่งองค์รัชทายาท แต่ในฐานะสามีเจ้าคงไม่เอาเปรียบข้าจนเกินไปแน่”
“เหอะๆ ที่แท้ก็มองข้าเป็นผู้ชายไร้น้ำยาสินะ” เย่หยุนซีเผยสีหน้าบูดบึ้ง
“คิกคิก ดูเหมือนเจ้าจะเข้าใจผิดอยู่ ข้าหมายถึงเจ้าดูนิสัยดีเกินกว่าจะเอาเปรียบข้าต่างหาก” นางหัวเราะพลางตอบกลับอย่างขบขัน แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตะหงิดใจ
‘ตกลงการเอาเปรียบของนาง กับการเอาเปรียบของข้ามันคนละความหมายกันหรือเปล่านะ’ เย่หยุนซีครุ่นคิด