การฝึกทหารสามสิบวันจบลง นักศึกษาทุกคนได้รับวันหยุดสามวัน นักศึกษาที่อาศัยอยู่บนดาวอัลฟ่าหลักต่างก็เตรียมตัวกลับบ้าน มีเพียงนักศึกษาบางส่วนที่บ้านอยู่ดาวเคราะห์ดวงอื่นเท่านั้นที่จะเลือกอยู่ที่โรงเรียนต่อ
พอจินแอนนี่รู้ว่าซูลั่วจะไม่กลับไปที่บ้านตระกูลซู และตั้งใจจะใช้เวลาช่วงวันหยุดสามวันนี้อยู่ที่โรงเรียน เธอก็ชวนทันที “งั้นกลับบ้านไปกับฉันสิ! ฉันจะพาเธอไปกินของอร่อยเอง!”
หลังจากที่เอาชนะจินเวยเวยลูกพี่ลูกน้องของตัวเองมาได้ ผลก็ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง จนถึงตอนนี้จินแอนนี่ก็ยังอยู่ในภาวะตื่นเต้นสุด ๆ
ซูลั่วส่ายหน้า “ไม่ล่ะ พอดีตอนแข่งเมคคาของเจียงชูหลีเสียหายหนักมาก ยังซ่อมไม่เสร็จดีเลย ฉันรับปากเขาไว้ว่าจะช่วยหาวัสดุมาซ่อมเมคคาให้เรียบร้อย”
“เธอจะไปซื้อวัสดุที่ไหน? ฉันรู้จักตลาดใต้ดินที่หนึ่ง ที่นั่นมีการซื้อขายวัสดุหายากด้วย งั้นเอาแบบนี้ ตอนที่พวกเธอจะไปก็เรียกฉันด้วยนะ ฉันจะไปกับพวกเธอด้วย!”
ซูลั่วเองก็สนใจตลาดใต้ดินที่ว่าอยู่เหมือนกัน จึงพยักหน้าตกลง
นักศึกษาส่วนใหญ่กลับบ้านไปแล้ว โรงเรียนจึงเงียบสงบลง ซูลั่วคิดว่าจะไปอ่านหนังสือหาข้อมูลที่ห้องสมุด แต่จู่ ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งในเครื่องแบบทหารที่ดูเย็นชา มายืนอยู่ตรงหน้าเธอ
ซูลั่วไม่รู้จักอีกฝ่าย
“เธอคือซูลั่วสินะ?”
“ใช่ค่ะ คุณคือ?”
“ฉันคือสือโม่ หัวหน้าหน่วยองครักษ์ขององค์ราชินี องค์ราชินีมีรับสั่งให้ฉันมาเชิญเธอไปพบ พระองค์มีเรื่องจะคุยกับเธอ”
“...”
คำสั่งขององค์ราชินีเป็นสิ่งที่ขัดขืนไม่ได้ ซูลั่วจึงไม่พูดอะไรมาก แค่พยักหน้า แล้วเดินตามสือโม่ไป
แม้จะต้องเข้าวังหลวงในไม่ช้านี้ แต่ซูลั่วกลับนิ่งมาก เธอไม่พูดและไม่ถามอะไรสักคำ ท่าทีที่สงบเกินคาดนั้นทำให้สือโม่รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
สือโม่ถาม “เธอไม่กลัวเหรอ?”
ซูลั่วถามกลับ “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด องค์ราชินีเรียกพบฉันก็คงไม่ใช่เพื่อจะลงโทษ ฉันจะต้องกลัวทำไมเหรอคะ?”
นี่เป็นครั้งแรกที่สือโม่ได้เห็นเด็กแบบนี้ อายุยังน้อย แต่กลับมีท่าทีที่มั่นคงทว่าก็ไม่หยิ่งยโส
ก่อนหน้านี้เธอได้ยินมาว่า เด็กคนนี้มีผลงานโดดเด่นมากระหว่างการฝึกทหาร ถึงขนาดแซงหน้ามู่หรงซ่งฉือไปได้
คนที่สามารถทำให้องค์ราชินีให้ความสำคัญ และองค์ชายเก้าใส่ใจได้ ก็คงไม่ใช่เด็กผู้หญิงธรรมดาอยู่แล้ว
ซูลั่วหลุบตาลงครึ่งหนึ่ง มองพนักเท้าแขนที่ทำจากหนังของเก้าอี้ เธอไม่ถาม เพราะรู้ดีว่าต่อให้ถามไป ก็คงไม่ได้คำตอบอะไรจากปากหัวหน้าสือคนนี้
และที่องค์ราชินีเรียกพบเธอ ก็คงเป็นเรื่องของฉู่ซิงหลานนั่นแหละ
ช่างน่ารำคาญจริง ๆ
เธอเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาอีกครั้ง ว่าทำไมตอนนั้นในห้องรับรอง เธอถึงไม่รีบกล่อมฉู่ซิงหลานแล้วหย่าให้มันจบ ๆ ไปเลยนะ?
พระราชวังมีการป้องกันที่แน่นหนา แต่ระดับของสือโม่นั้นสูงมาก ตลอดทางมีคนมากมายที่เดินผ่านทำความเคารพเธอ
อีกฝ่ายยังมีแซ่เดียวกับองค์ราชินี ซูลั่วจึงเดาว่าสือโม่น่าจะเป็นคนในตระกูลขององค์ราชินี และยังเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจมากอีกด้วย
ทั้งสองเดินมาจนถึงสวนกุหลาบที่สวยงาม กุหลาบสีแดงที่ดูเย้ายวน สีชมพูที่ดูอ่อนโยน สีขาวที่ดูสง่างาม และสีน้ำเงินที่เต็มไปด้วยเสน่ห์
องค์ราชินีในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์สวมหมวกปีกกว้าง กำลังถือกรรไกรตัดกิ่งไม้ เล็มกิ่งก้านที่แตกออกมาด้านข้าง
สือโม่ก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ฝ่าบาท หม่อมฉันพาซูลั่วมาแล้วเพคะ”
“อืม เธอไปทำงานต่อเถอะ”
“เพคะ”
เมื่อได้มองในระยะใกล้ ซูลั่วจึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าราชินีพระองค์นี้ทรงงดงามอย่างแท้จริง และเมื่อเห็นนัยน์ตาสีน้ำเงินไคลน์อันงดงามคู่นั้น เธอก็รู้ได้ทันทีว่าฉู่ซิงหลานได้ดวงตาคู่นี้มาจากใคร
“ฝ่าบาท ทรงเรียกหม่อมฉันมามีธุระอะไรหรือเพคะ?”
“ลั่วลั่ว เธอว่าดอกกุหลาบพวกนี้ สวยหรือไม่?”
ซูลั่วมองดอกไม้สวยงามเหล่านั้น แล้วพูดขึ้นว่า “ฝ่าบาททรงทราบกลิ่นฟีโรโมนของหม่อมฉัน”
“อืม รู้สิ และเราเองก็ชอบกุหลาบมากเช่นกัน”
“ฝ่าบาทเรียกหม่อมฉันมา คงไม่ใช่แค่จะมาชวนคุยเรื่องดอกกุหลาบหรอกใช่หรือไม่เพคะ?”
สือหลานพอได้ยินก็ค่อย ๆ ยิ้มออกมา “นิสัยแบบนี้นี่เอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนช่วงเวลาอ่อนไหว ซิงหลานถึงได้ชอบเธอ”
ซูลั่วเงียบ
สือหลานยื่นกรรไกรตัดกิ่งไม้ให้สาวใช้ พระองค์หันมาพูดกับซูลั่วว่า “เดินเล่นในสวนเป็นเพื่อนเราหน่อยสิ”
“เพคะ”
คนหนึ่งดูสูงศักดิ์และสง่างามสมกับเป็นราชินี ส่วนอีกคนก็ดูองอาจมั่นคง ทั้งคู่ต่างก็มีความงามในแบบของตัวเอง
สือหลานพูดขึ้นว่า “เรารู้ว่าซิงหลานอารมณ์ร้าย นิสัยไม่ดี การที่เธออยากจะหย่ากับเขา ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่เธอพอใจจริง ๆ เหรอ ที่จะถูกคนตระกูลซูทอดทิ้งแบบนี้?”
องค์ราชินีสือหลานหันกลับมาพูดอย่างจริงจัง “ถ้าเธอยังคงความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับซิงหลานต่อไป ก็สามารถทำให้คนตระกูลซูเสียใจได้”
“ตระกูลซูเลี้ยงดูหม่อมฉันมานานหลายปี ถือว่ามีบุญคุณมากแล้ว หม่อมฉันซาบซึ้งในบุญคุณที่เลี้ยงดูมา ตอนนี้ที่ออกจากตระกูลซูมา หม่อมฉันก็ไม่ได้เกลียดชังพวกเขาเพคะ”
“นั่นก็เพราะว่า เธอไม่เคยคิดว่าพวกเขาเป็นครอบครัวที่แท้จริงเลยใช่ไหม? เพราะไม่ใส่ใจ ตอนที่จากมาถึงได้ดูเป็นอิสระขนาดนี้? ว่าไปแล้ว คนตระกูลซูนี่โง่จริง ๆ”
ซูลั่วไม่พูดอะไรอีก
สือหลานก็ไม่ได้รีบร้อน พระองค์ค่อย ๆ เดินไปยังดงกุหลาบสีน้ำเงิน ชายกระโปรงลากเบา ๆ ไปกับพื้น
“ซูลั่วเธอไม่มีสิ่งที่อยากได้มาก ๆ เลยเหรอ?”
“ฝ่าบาท สิ่งที่หม่อมฉันอยากได้ หม่อมฉันจะใช้ความพยายามของตัวเองเพื่อให้ได้มา จะไม่ยอมแลกมันมาด้วยการประนีประนอมเพคะ ดังนั้น หม่อมฉันยังคงหวังว่าจะได้หย่ากับองค์ชายเก้า และถ้ายังไม่ได้อีก...หม่อมฉันก็อาจจะยื่นฟ้องต่อศาลระหว่างดวงดาวโดยตรงเพคะ”
สือหลานหันขวับกลับมา รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าหายไปทันที แรงกดดันทางจิตอันมหาศาลพลันแผ่ออกมาครอบคลุมทุกพื้นที่!
หลังจากอยู่ในวังหลวงมานาน แต่หลายคนคงลืมไปแล้วว่า องค์ราชินีสือหลานก็เป็นบีสต์แมนระดับสูงเช่นกัน
ซูลั่วสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของอีกฝ่าย แต่เธอก็ยังคงยืนนิ่งด้วยท่าทีที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนข้ารับใช้ที่เดินผ่านไปมาต่างก็หน้าซีดเผือด คุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นเทา
ในแววตาของสือหลานมีความชื่นชมวูบผ่าน ก่อนที่แรงกดดันทางจิตอันมหาศาลโดยรอบจะสลายไปจนหมด
พระองค์ถอนหายใจออกมาเบา ๆ “เด็กคนนี้นี่ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ทั้งไม้แข็งไม้อ่อนเลยจริง ๆ”
“ไม่หรอกเพคะ ไม้อ่อนหม่อมฉันยังยอมรับอยู่”
สือหลานชะงักไปหลายวินาที ก่อนจะยิ้มออกมา “ลั่วลั่ว เราชอบเธอมาก เราเข้าใจในทันทีเลยว่าทำไมซิงหลานถึงได้ชอบเธอ”
ซูลั่วรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย “ฝ่าบาท พระองค์เข้าใจผิดแล้วเพคะ องค์ชายเก้าไม่ได้ชอบหม่อมฉัน หลังจากพ้นช่วงเวลาอ่อนไหวแล้ว พระองค์ก็แทบจะอยากอยู่ให้ห่างจากหม่อมฉันด้วยซ้ำ”
“แต่เขากลับบอกว่า ตัวเขาอยากจะหยุดอยู่ในช่วงเวลาอ่อนไหวนั้นตลอดไป การที่เขามีความคิดแบบนี้ ก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าเขาสนใจในตัวเธอ”
ซูลั่วเม้มปาก
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฉู่ซิงหลานมันซับซ้อนเกินไป อธิบายไม่ถูก และในอนาคตก็อาจจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
วิธีที่ดีที่สุดก็คือ คนทั้งสองหย่ากัน แยกจากกัน แบบนั้นถึงจะจบเรื่องยุ่ง ๆ นี้ได้
สือหลานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ตอนนี้มันยังไม่มีวิธีที่จะทำให้ซิงหลานหยุดอยู่ในช่วงเวลาอ่อนไหวได้ตลอดไป ตอนนี้เขาพ้นช่วงเวลาอ่อนไหวแล้ว เราเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ตอนนี้คนไม่ได้อยู่บนดาวอัลฟ่า เขาพากองยานออกไปปราบโจรสลัดอวกาศแล้ว”
ช่วงนี้องค์ชายเก้าอารมณ์ไม่ดีเป็นพิเศษ พออารมณ์ไม่ดี เขาก็จะพาทหารออกไปปราบโจรสลัดอวกาศ
ซูลั่ว "อ้อ" คำหนึ่ง แล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ
สือหลานเด็ดดอกกุหลาบขึ้นมาดอกหนึ่ง พลางกระซิบ “เอาล่ะ เราไม่รั้งเธอไว้แล้ว เธอเพิ่งจะฝึกทหารเสร็จคงจะเหนื่อยมาก กลับไปพักผ่อนที่โรงเรียนเถอะ”