“ คุณหนูเจ้าคะ ข้าง่วงเหลือเกินเจ้าค่ะ ”
ยี่ยี่ใช้มือทั้งสองขยี้ตาด้วยท่าทางง่วงนอน เธอนั่งเฝ้าคุณหนูใต้ต้นท้อตลอดทั้งคืน แม้จะมีแอบหลับไปบางช่วงแต่ก็ต้องตื่นเพราะสาวใช้จะต้องนอนหลังจากที่คุณหนูหลับไปแล้ว
“ เจ้าลองเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดูหรือไม่ ”
ดวงตาของยี่ยี่เบิกกว้าง เธออยากจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์อย่างคุณหนู ความฝันของเธอคือการทำงานบ้านโดยไม่เหน็ดเหนื่อย เธอจึงยินดีรับโชคจากคุณหนูในครั้งนี้เอาไว้
“ ข้าอยากเป็นจอมยุทธ์เจ้าค่ะ คุณหนูจะสอนข้าเช่นนั้นหรือเจ้าคะ ”
“ ไว้หลังจากชำระล้างปราณปีศาจเสร็จข้าจะลองสอนให้เจ้าก็แล้วกัน ”
“ ข้ารักคุณหนูที่สุดเลยเจ้าค่ะ ”
เสวี่ยหรงตรวจสอบร่างกายของเธอเอง ต่อให้เธอจะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน อาการง่วงกลับไม่มีเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่นั่งโคจรลมปราณในช่วงเช้า เธอก็รู้สึกราวกับได้พักผ่อน จากสิ่งที่เกิดขึ้นเธอจึงไม่แปลกใจเลยเหตุใดลุงหานจึงนั่งอยู่หน้าประตูทางเข้าทุกครั้งที่เธอหันมอง เป็นเพราะลุงหานไม่จำเป็นต้องนอน การพักผ่อนเป็นเพียงแค่การเตือนตนเองว่ายังเป็นมนุษย์อยู่เท่านั้น
ตลอดทั้งคืนที่อดนอน เสวี่ยหรงพัฒนายันต์พื้นฐานของตระกูลม่อด้วยการนำยันต์ที่มีมาต่อยอดให้เกิดยันต์รูปแบบใหม่
ยันต์ที่เกิดขึ้นกลับปลดปล่อยพลังได้เทียบเท่ากับระดับของเธอ ต่อให้เธอจะลองบรรจุปราณเข้าไป 1 ชั่วยาม พลังที่ปลดปล่อยผ่านยันต์ยังคงเท่าเดิม
สิ่งที่ทำได้จากการปรับแต่งยันต์มีเพียงแค่การเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลของมันให้หลากหลายขึ้นเท่านั้น
หากเธอต้องการทำให้ยันต์มีระดับที่สูงกว่าพื้นฐาน เธอจำเป็นต้องรู้จักตัวอักษรที่เป็นตัวแทนของพลังฟ้าดินที่มีระดับสูงกว่านี้
สิ่งที่เธอทำได้ตลอดทั้งคืนจึงเป็นการพลิกแพลงยันต์ไปมา ลูกไฟที่มีพลังทำลายเทียบเท่าระดับปราณก่อกำเนิดถูกเปลี่ยนให้เป็นลูกศร หรือรูปทรงต่างๆ แม้แต่เปลี่ยนให้มันเป็นรูปสัตว์เธอก็ทำได้ทั้งหมด
เพียงแต่ว่าสัตว์ที่เธอสร้างขึ้นกลับไม่สามารถขยับได้ มันเป็นเหมือนรูปปั้นแข็งค้าง ต้องอาศัยการขว้างปาออกไป
การจะนำพลังฟ้าดินมาเปลี่ยนให้เป็นธาตุและอยู่ในรูปสัตว์ต่างๆที่สามารถเคลื่อนไหวได้ เธอจำเป็นต้องรู้ตัวอักษรระดับสูงกว่านี้
“ คุณหนูเสวี่ยหรงออกมาแล้ว ”
มีเสียงร้องดังขึ้นหนึ่งครั้งจากนั้นทุกคนก็เงียบเสียง ไม่มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใดเพราะคุณหนูเสวี่ยหรงกำลังจะเริ่มการชำระล้างแล้ว
จำนวนคนจากตรอกซิ่นฮวารอบๆหน้าตระกูลม่อไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ต่อให้ผู้คนมากกว่า 8 ใน 10 ส่วนจะได้รับการชำระล้างปราณปีศาจออกจากร่างแล้วก็ตาม พวกเขายังปักหลักอยู่ที่ตระกูลม่อเพราะมีอาหารให้กินประทังชีวิต
เสวี่ยหรงมองไปยังหญิงวัยกลางคนที่กำลังนั่งอยู่ด้านข้างประตูด้วยความหวัง สายตาที่มองมายังเธอแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกหลากหลายอย่าง เสวี่ยหรงกลับไม่สนสายตาของอีกฝ่ายใช้มือแตะหน้าผากดูดซับปราณปีศาจที่เหลือเข้าสู่ร่างกายของเธอเอง จากนั้นจึงใช้สกิลปัดเป่าขจัดปราณปีศาจที่หลงเหลือออกไปจนหมด
“ คุณหนู ข้าขออาศัยอยู่กับคุณหนูได้หรือไม่ ”
เสวี่ยหรงเลิกคิ้วขึ้นสูง นอกจากลุงเจ๋อแล้วหญิงตรงหน้าคือคนที่สองที่กล้าพูดคุยกับเธอ
“ พี่สาวมีชื่อเช่นไร เหตุใดถึงอยากมาอยู่กับข้ากัน ”
“ ข้าทิ้งชื่อเดิมไปแล้ว คุณหนูได้โปรดตั้งชื่อให้ข้าได้หรือไม่ ข้าจะรับใช้คุณหนูจนกว่าชีวิตนี้จะสิ้นสุดลง ได้โปรดคุณหนู ”
เสวี่ยหรงทำสีหน้าลำบาก เธอไม่อยากรับคนเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้า ถึงแม้เธอจะวางแผนสร้างกองกำลังตระกูลม่อขึ้นมาใหม่ เธอไม่คิดว่าจะมีผู้ใดอยากเข้าร่วมเร็วขนาดนี้
หญิงวัยกลางคนไม่ทราบพื้นเพและไม่ทราบที่มากำลังขอเข้าร่วมกับเธอ หากอีกฝ่ายหลีกหนีปัญหามา มันอาจจะสร้างปัญหาให้เธอเพิ่มมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“ คุณหนู ข้าช่วยท่านได้หลายอย่าง ข้ามีความรู้ในการควบคุมผู้คน ข้าสามารถช่วยแบ่งเบางานของท่านได้ ข้ายังต่อสู้ได้อีกด้วย ตอนนี้ปราณพิษถูกขจัดออกจากตัวของข้าแล้ว ไม่เกิน 1 สัปดาห์ข้าสามารถต่อสู้ได้อีกครั้ง ”
เสวี่ยหรงหันมองกลับเข้าไปในบ้านเพื่อขอความคิดเห็นจากลุงเจ๋อ อีกฝ่ายโบกมือเพราะไม่รู้จะออกความคิดเห็นใด เขาไม่รู้จักตัวตนของหญิงตรงหน้าจึงให้คุณหนูเสวี่ยหรงตัดสินใจด้วยตนเอง
เสวี่ยหรงหันมองหญิงตรงหน้าก่อนจะกัดฟันรับเอาไว้ หากเธอต้องการรับใช้ตามที่พูดจริง ตระกูลม่อคงจะได้พึ่งเธอเพราะลุงเจ๋อมีสัญญาว่าจะอาศัยอยู่ที่นี่เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์ หากหญิงตรงหน้าฟื้นฟูร่างกายได้ตามที่ว่าจริง เธอคงจะเป็นคนต่อไปที่คอยดูแลตระกูลม่อแทนลุงเจ๋อ
“ ซินอี๋ ข้าจะเรียกท่านว่าพี่สาวซินอี๋ ”
หญิงวัยกลางคนโขกศีรษะกระแทกพื้นเสียงดังแล้วรีบกล่าวขอบคุณคุณหนูม่อเสวี่ยหรง ซินอี๋เป็นชื่อที่ดี ความหมายของมันคือมีความสุขและเบิกบาน เธอชอบชื่อนี้เป็นอย่างมาก
“ ท่านไม่ได้เป็นโรคร้ายใช่หรือไม่ ”
“ บนตัวของข้ามีปราณพิษและปราณปีศาจแฝงอยู่นาน เพียงแต่ว่ามันหายไปแล้ว ข้าจึงสามารถรักษาตนเองให้กลับมาเป็นปกติได้ ถึงแม้จะต้องใช้เวลาหลายเดือน แต่ใน 1 สัปดาห์นี้ข้าสามารถสู้ได้แล้วด้วยพลังที่ฟื้นกลับขึ้นมาเล็กน้อย ”
“ ถ้าเช่นนั้นท่านเข้าไปในบ้านก่อนแล้วตามหาแม่นมหลิง บอกนางว่าข้าให้นางช่วยหาห้องพักให้ท่านสักห้อง ”
“ ขอบคุณเจ้าค่ะคุณหนู ”
เสวี่ยหรงพยุงพี่สาวซินอี๋ให้ลุกขึ้นยืน อีกฝ่ายจึงค่อยๆก้าวเท้าผ่านประตูตระกูลม่อเข้าไปด้านใน โดยมีพ่อบ้านหวางนำทางไปหาแม่นมหลิง
เสวี่ยหรงเห็นอีกฝ่ายจากไปแล้วจึงรีบทำการชำระล้าง เธอไม่จำเป็นต้องใช้คนจากตรอกซิ่นฮวาเป็นโล่กำแพงอีกต่อไปแล้ว ตระกูลน้อยใหญ่ภายในเมืองชุยฉานล้วนแล้วได้หนังสือสัญญากับตัวเธอหลังจากนำอาหารมาแจกจ่ายเพื่อเปิดทางมาจนถึงตระกูลม่อ จึงไม่มีผู้ใดเข้ามาทวงหนี้อีกต่อไป
จนกระทั่งพระอาทิตย์เคลื่อนตัวมากลางศีรษะเธอจึงหยุดการชำระล้าง ในร่างของผู้คนจากตรอกซิ่นฮวาไม่มีปราณปีศาจหลงเหลืออีกต่อไปแล้ว เหลือเพียงแค่รักษาโรคให้หายเพียงเท่านั้น
“ อย่างที่ข้าเคยบอกไป ข้าไม่สามารถรักษาโรคให้พวกท่านได้และตอนนี้เงินของตระกูลม่อหมดลงไปแล้ว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลม่อจะไม่แจกจ่ายอาหารอีก ”
“ คุณหนูได้โปรด! ”
ชายชราคนหนึ่งร้องด้วยท่าทางสิ้นหวัง ราวกับว่าภูเขาถล่มลงมาทับร่าง
เสวี่ยหรงจึงหันมองชายคนนั้น เธอรู้ได้ในทันทีเลยว่ากำลังจะเกิดปัญหากับตนเอง ผู้คนที่ได้รับสิ่งของทุกอย่างจนเคยชิน มาวันหนึ่งของชิ้นนั้นที่ได้มาโดยไม่ต้องออกแรงได้หายไป พวกเขาจะลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวายจนตระกูลม่อเกิดปัญหา
“ คุณหนูโปรดเมตตา เราไม่มีที่พึ่งอีกต่อไปแล้ว! ”
“ คุณหนู ได้โปรดอย่าทิ้งพวกข้าไป! ”
เสวี่ยหรงกัดฟันทนแล้วพูดบางอย่างออกมา มันเป็นสิ่งที่เธอคิดว่าน่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้ได้
“ ตระกูลม่อของเรามีศัตรูรอบทิศ ข้าไม่สามารถช่วยเหลือพวกท่านได้ หลายวันที่ผ่านมาพวกท่านก็เห็นแล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับเรา อีกไม่กี่เดือนถ้าหากตระกูลม่อไม่สามารถชดใช้หนี้ได้ พวกท่านคิดว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ”
เสวี่ยหรงกวาดตาไปรอบๆ สีหน้าของเธอที่กำลังแสดงออกมาทำให้ผู้ที่มองเห็นรู้สึกสงสาร
ยี่ยี่มองเห็นใบหน้าของคุณหนูเธอจึงเข้าไปจับชายเสื้อเอาไว้แน่น กลัวว่าคุณหนูจะร้องไห้ออกมา
“ ข้ากลัวว่าพวกท่านจะได้รับอันตรายจึงขอให้พวกท่านออกจากที่นี่ ตระกูลของเราไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ข้าทำให้พวกท่านตลอดหลายวันที่ผ่านมาคือสิ่งสุดท้ายที่ตระกูลม่อจะมอบให้กับเมืองชุยฉานได้ ต่อจากนี้ไปตระกูลม่อทำสิ่งใดไม่ได้แล้ว ทุกคนจึงต้องดูแลตัวเอง แต่ถ้าผู้ใดติดปราณปีศาจอีก ถ้าท่านกลับมาหาข้าที่นี่ ข้าสัญญาจะชำระล้างให้ท่านเช่นเดิม ได้โปรดจากที่นี่ไปเพราะอีกไม่ช้าก็เร็วจะเกิดภัยขึ้นกับตระกูลม่ออีกครั้ง ”
เสวี่ยหรงค่อยๆก้าวเท้ากลับเข้าไปในบ้าน ลุงหานที่ตามเข้ามาด้านในค่อยๆปิดประตูล็อกกลอน ยี่ยี่ที่กำลังจะเข้าไปปลอบคุณหนูขมวดคิ้วจนกลางหน้าผากมีรอยหยัก เมื่อครู่เธอเห็นคุณหนูกำลังจะร้องไห้แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนสีหน้าเร็วไว ดวงตาสีแดงกลับมาเป็นดังเดิมแล้วราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ คุณหนูโกหกหรือเจ้าคะ ”
“ ฝึกไว้ สักวันเจ้าก็จะได้ใช้ ”
“ ข้านึกว่าคุณหนูจะร้องไห้จริงๆ ”
“ บางอย่างเราจำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอด ”
“ คุณหนูคิดว่าพวกเขาจะจากไปหรือไม่เจ้าคะ ”
“ บางส่วนจะจากไป บางส่วนจะอยู่ต่อ จนกว่าจะมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดแจกจ่ายอาหารพวกเขาจึงจะจากไปทั้งหมด เอาล่ะ วันนี้ไม่ทำสิ่งใดแล้ว เจ้าจะไปนอนพักก็ได้ ข้าจะค้นบ้านต่อ”
“ ข้านอนได้จริงๆหรือเจ้าคะคุณหนู ว่าแต่คุณหนูลืมเรื่องสอนวรยุทธ์ให้กับข้าไปแล้วหรือเจ้าคะ ”
“ ใช่สิ ข้าลืมไปว่าจะสอนวรยุทธ์ให้แก่เจ้า เช่นนั้นมาเริ่มกันเถอะแล้วค่อยแยกย้าย ”
“ เจ้าค่ะคุณหนู ”.