รุ่งเช้าเฟิงฮวาลืมตาตื่นขึ้นนางหันไปมองด้านข้างก็ยังเห็นบุรุษรูปงามคนเดิมนอนอยู่ในใจย้อนคิดถึงเื่เมื่อคืนที่ผ่านมา ‘…ข้ากับเขา เป็เื่จริงสินะ’
นางยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย สายตาพินิจพิจารณาั้แ่หว่างคิ้วไล่ลงมาถึงสันจมูก ลงมาที่ริมฝีปาก ใบหน้านี้ช่างสง่างามไร้ที่ติ
“หลงใหลข้ามากนักหรือ” ฝ่าาตื่นนานแล้วแต่เขายังไม่อยากขยับตัวจนทำให้นางตื่น จึงนอนต่อนิ่งๆพอเริ่มรู้สึกว่านางเคลื่อนไหว ก็พลันลืมตาทันได้เห็นสายตาของนางที่กำลังจ้องเขาพอดี
เฟิงฮวาสะดุ้งเล็กน้อย หุบยิ้มเปลี่ยนเป็กลอกตามองบนใส่เขาแทน‘นี่…ฝ่าา ท่านออกจะหลงตัวเองเกินไปหน่อย’
องครักษ์ได้ยินเสียงภายในห้องก็ทราบว่าทั้งสองตื่นแล้วยกน้ำมายืนรออยู่ที่หน้าประตู เตรียมพร้อมที่จะเข้ามาปรนนิบัติ
“เอาน้ำเข้ามาก็พอ” ฝ่าาออกคำสั่งเพียงแค่นั้นองครักษ์ก็จัดการอย่างรวดเร็วเช่นเคยยังคงยืนยันว่าถ้ามิจำเป็จริงๆพวกเขาจะไม่ย่างกรายเข้าใกล้ห้องนี้เด็ดขาด
ไม่นานบุรุษสตรีทั้งสองที่เปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วก็เปิดประตูออกมาเหล่าองครักษ์ยืนรอต้อนรับอย่างพร้อมเพรียงที่ลานด้านหน้า
พวกเขาคุกเข่าทำความเคารพฝ่าาตามธรรมเนียม
จากนั้นฝ่าาก็โบกมือให้คนทั้งหมดลุกขึ้นได้
ขณะนั้นสายตาของเฟิงฮวามองสำรวจไปหนึ่งรอบอืม...มีองครักษ์เพิ่มมาใหม่อีกสามคนในที่แจ้ง ส่วนในที่ลับคงจะมิต้องพูดถึง
สองในสามคนที่มาใหม่นางคุ้นหน้าอยู่แล้ว นั่นก็คือ จิวหรงกับจิวฉิงสองคนนี้พยักหน้าทักทายนางเล็กน้อย
ส่วนอีกคนเป็คนที่นางยังไม่เคยพบมาก่อน แต่ก็ไม่เชิงไม่เคยพบนางรู้สึกว่าพอคุ้นหน้าเขาอยู่บ้าง อาจจะบังเอิญเจอที่ไหนสักแห่งกระมัง
ระหว่างที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่ จู่ ๆก็เพิ่งจะนึกเื่เมื่อคืนขึ้นมาได้นางเบิกตากว้าง หันไปมองฝ่าาในทันที สีหน้าแดงก่ำอย่างที่สุด‘ที่นี่มีคนเยอะขนาดนี้ั้แ่เมื่อใดกัน เื่เมื่อคืนพวกเขาคงจะได้ยินหมดแล้วสินะ นาง...นางไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว ฮื้อ’เวลานี้น้ำตาเหมือนจะไหลออกมาให้ได้
เป็เพราะสถานการณ์ของฝ่าาเมื่อคืนตอนที่ส่งคนไปเอากล้วยไม้พันปีที่หมอหลวงพวกองครักษ์คนอื่นก็ได้ทราบว่าพิษของฝ่าากำเริบพวกเขายืนกรานจะตามมาอารักขาฝ่าา โดยไม่รู้ว่านั่นเป็การตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุด
ตอนที่มาถึงที่นี่ เหตุการณ์ในห้องนอนก็เข้าสู่่เร่าร้อนไปแล้วชายโสดอย่างพวกเขาเหมือนอยู่มิสู้ตาย แต่จะไปทำอันใดได้เล่าทำได้เพียงตกลงกันว่าให้เหลือคนเฝ้าหน้าห้องบรรทมให้น้อยที่สุดก็แล้วกัน
คนอื่นให้เว้นระยะห่างออกไปสักหน่อยมิใช่เพื่อฝ่าากับแม่นางเฟิงหรอก แต่เพื่อตัวพวกเขาเองต่างหาก
ความกระวนกระวายของเฟิงฮวาไม่มีทีท่าว่าจะจบลง‘แม้ว่านางจะเป็ชาวยุทธ์ที่มิได้เคร่งครัดขนบธรรมเนียมเท่าใดนักแต่นางกับเขาก็ยังมิได้รู้จักกันดีพอเสียหน่อยนางถูกความหล่อเหลาของเขาทำให้เคลิบเคลิ้ม ถูกการััอันนุ่มนวลทำให้ลุ่มหลงจนเผลอปล่อยตัวปล่อยใจง่ายดายถึงเพียงนี้…หากอาจารย์รู้เข้าจะต้องตีนางตายแน่ๆ’เฮ้ออ สีหน้าของนางย่ำแย่จนเหมือนกับฟ้าจะถล่มในเร็ววัน
ฝ่าาเห็นดังนั้นคล้ายจะมองความคิดของนางออกเขายื่นมือมากุมมือนางไว้ ดวงตาฉายแววเป็ประกายลุ่มลึก‘เ้ามิต้องกังวล…พวกเขาต้องทำหน้าที่อารักขาข้า พวกเขาต่างเข้าใจ’
นางตั้งสติสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด “อ่ะ ฮึ่ม…เอ่อ สวัสดีทุกคน”
พูดจบเพียงเท่านั้น นางก็รีบสะบัดมือฝ่าาออก วิ่งหนีไปในทันทีวิ่งไปที่ใดน่ะหรือ ที่ใดก็ได้ ไปจากตรงนี้ก่อน วิ่งพลางะโไปด้วยว่า“ห้ามพวกเ้าพูดถึงเชียวนะ มิฉะนั้นข้าจะฆ่าพวกเ้าให้หมด”เหล่าองครักษ์ต่างมองหน้ากันหัวเราะเบาๆแอบมองฝ่าาก็เห็นว่าใบหน้าที่ปกติมิแสดงความรู้สึกอันใดตอนนี้กลับปรากฏรอยยิ้มโค้งขึ้นเล็กๆ นี่ขนาดพวกเขาเป็ผู้ชายนะนี่ยังรู้สึกหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูกเลย
ตอนที่เฟิงฮวาออกไปแล้ว มู่เหยียนได้เดินเข้ามาหาฝ่าาเพื่อรายงาน“เื่ของแม่นางเฟิงที่ท่านให้ไปสืบหน่วยข่าวของเรายังไม่สามารถระบุตัวตนของนางได้และยังไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของนางกระหม่อมจึงอยากให้ทรงระวังนางไว้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าาเปลี่ยนกลับมาเป็สีหน้าเรียบเฉยดังเดิม แล้วบอกกับเขาว่า“มิต้องสืบเพิ่มแล้ว มู่เหยียน” นางจะเป็ใครก็ช่างเถอะ นางช่วยเขาเอาไว้ขนาดนี้เขาแน่ใจได้ว่านางไม่ได้คิดร้าย
มู่เหยียนก้มหน้ารับคำสั่ง แม้กระนั้นก็ยังมีสีหน้ากังวลใจเพราะเขาไม่เคยเจอนางมาก่อน ไม่รู้ที่มาที่ไปของนางอีกทั้งเื่ราวที่เกิดขึ้นตอนไปหากล้วยไม้พันปีเขาไม่ได้อยู่ด้วยความหวาดระแวงของเขาจึงมากกว่าคนอื่นเป็ธรรมดา
ฝ่าาเดินจากไปแล้ว องครักษ์คนอื่นก็เข้ามาตบไหล่มู่เหยียนก่อนจะรีบเดินตามฝ่าาไป
..............................................
ในห้องอาหาร ขณะที่เฟิงฮวากำลังคีบอาหารเข้าปาก
เสียงประตูพลันเปิดออกพร้อมกับเงาร่างของบุรุษแฝงกลิ่นอายความเย็นเยียบยืนอยู่
นางหันมาเห็นว่าเป็ฝ่าาก็กวักมือเรียกโดยมิได้สนใจสายตาพวกองครักษ์เลยว่าเบิกตาโตไปถึงไหนแล้ว 'นี่แม่นางเฟิงเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน ความกล้าอันเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้'
“ฝ่าา นั่งก่อนๆ ข้านึกว่าท่านจะคุยอะไรกันนานข้าทนเสียงร้องเรียกของอาหารบนโต๊ะไม่ไหว เลยทำหน้าที่ ‘กงกงชิมอาหาร’ให้ท่านก่อน”
สีหน้าทุกคนเหม่อลอย ‘อาหารบ้านเ้าสิ เรียกร้องได้’
ฝ่าาค่อยๆก้าวเข้าไปในห้องและนั่งลงข้างนางเริ่มกินอาหารอย่างช้าๆตามแบบฉบับผู้ได้รับการอบรมในตระกูลสูงศักดิ์
อื้อหือเฟิงฮวาเห็นแล้วก็เกิดรู้สึกอึดอัดแทนเสียจริง “ต้องคอยวางท่า เก็บอาการเยี่ยงนี้ท่านมิเมื่อยบ้างหรือ”
ฝ่าาปรายตามองนางเล็กน้อย “ชินแล้ว” นางพยักหน้าสองสามครั้งก็หันไปกินอาหารต่อ
“ข้ายังมิได้ถามเ้าเลยว่าทำไมถึงพลาดท่าถูกจับไปประมูลขายเช่นนั้น” สายตาเหยียดหยันจากฝ่าาถูกส่งออกไปฝีมือเ้าด้อยขนาดนี้เชียวหรือ
“เฮ่อ…พูดแล้วก็แค้นเคืองยิ่งนัก”นางวางตะเกียบกระแทกลงกับโต๊ะ หันไปชักสีหน้าใส่เหล่าองครักษ์ที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลทั้งหลายก่อเกิดจิตสังหารพุ่งตรงไปยังพวกเขา
“พวกเ้าให้ข้าไปส่งข่าวที่พระราชวัง…ข้าก็ทำไปตามนั้นแล้วข้าก็พลาดท่าถูกจับตัวเข้าน่ะสิไอ้พวกสารเลวใช้ยาสลายกำลังกับข้ามิได้ขาด่”นางพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อมต่อสู้ “แต่ก่อนที่ข้าจะคิดบัญชีกับพวกมันข้าจะคิดบัญชีกับพวกเ้าก่อน ไม่มีวิธีที่ง่ายกว่านี้แล้วหรือ ฮะปล่อยให้ข้ารอตั้งห้าหกชั่วยาม” นางกำลังจะลุกยืนขึ้นก็ถูกกำลังภายในสายหนึ่งกดเอาไว้
แน่นอนว่าเป็ฝีมือของฝ่าา เขาหันมายิ้มบางๆ “กินข้าวให้เสร็จก่อน”นางพลันหยุดชะงักไป หันกลับมานั่งลงแต่โดยดีเอ่อ…ท่าทีสงบลงอย่างรวดเร็วจนสร้างความประหลาดใจให้องครักษ์ที่ยืนอยู่ยิ่งนักแต่อะไรก็ช่าง ขณะนี้พวกเขาพากันโล่งใจแล้ว มิฉะนั้นพวกเขาต้องถูกนางตีตายแน่ๆจิตสังหารเมื่อสักครู่เห็นได้ชัดว่านางเอาจริง
ส่วนสาเหตุที่เฟิงฮวายอมสงบโดยง่ายน่ะหรือเป็เพราะว่าฝ่าาอาศัยจังหวะหยุดนางด้วยกำลังภายในเมื่อสักครู่กระซิบถึงนางโดยตรงว่า ‘แรงมากนักหรือ คืนนี้ข้าทำให้เ้าหมดแรงดีหรือไม่’นางไม่กล้าล้อเล่นกับเขาหรอก เื่แบบนี้ กินข้าวดีกว่าๆ