ทุกคนที่อยู่ในบริเวณต่างพากันเงียบไปทันทีลิลลี่ที่รู้ตัวแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นรีบเอามือปิดหูสุนัขของเธอด้วยความหวาดกลัว ใครคนหนึ่งพูดขึ้น
“หู หูสุนัข เด็กผู้หญิงคนนั้นมีหูของสุนัข”
เมื่อมีคนพูดนำก็มีคนพูดตามมาอีกหลายคน
“เผ่ามารเด็กคนนั้นพวกเป็นเผ่ามาร”
“อะไรนะเมืองไพร์ล็อกโดนเผ่ามารบุกตั้งแต่เมื่อไร”
“ต้องรีบไปแจ้งทางการแล้วว่ามีเด็กเผ่ามารอยู่ที่นี่”
“ฆ่าต้องรีบฆ่าพวกเผ่ามารให้หมดก่อนที่มันจะทำอะไร”
“ใช่แล้วต้องรีบฆ่า”
ทันใดนั้นก็เริ่มมีคนพูดทำนองเดียวกันมากขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ฆ่า ต้องฆ่า ต้องฆ่าเท่านั้น”
“ต้องฆ่าพวกเผ่ามารก่อนที่มันจะฆ่าเรา”
คำพูดที่บอกให้ฆ่าดังมาจากทุกสารทิศลิลลี่กับเดซี่มองซ้ายมองขวาด้วยความรู้สึกหวาดกลัวทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่พวกเธอจะร้องไห้ออกมามือของทั้งสองคนก็ถูกเบธจับไว้
“กลับไปที่ปราสาทกันเถอะ”
“ “เบธ” ” ทั้งสองคนพูดชื่อของเธอออกมาด้วยความรู้สึกเหมือนพบพานที่พึ่ง
มีเรียมองลิลลี่ด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ มนุษย์กับพวกเผ่ามารเป็นศัตรูกันทั้งสองฝ่ายต่างทำสงครามฆ่าฟันกันมาหลายศตวรรษ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครต่างก็ล้วนรู้ดีต่อให้อ่านหนังสือไม่ออกแต่ก็ต้องเคยได้ยินเรื่องเล่ามาบ้างเป็นแน่ มีเรียรู้สึกสับสนหากเป็นสถานการณ์ปกติตัวเธอในฐานะอัศวินจะต้องออกมายืนแนวหน้าเพื่อปกป้องชาวบ้านเหล่านี้ แต่เธอไม่เคยฆ่าใครมาก่อนและเธอก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์นี้ยังไงจนเธอได้ยินเสียงของไลลาพูดว่า
“พาสองคนกลับปราสาทไปก่อนที่เหลือฉันจัดการเอง”
มีเรียหันไปมองไลลาอย่างงง ๆ
‘อะไรนะเมื่อกี้คุณไลลา บอกให้สาวใช้คนนี้พาเด็กเผ่ามารนี่กลับไปที่ปราสาทเหรอ ปราสาท ปราสาทไหน’ มีเรียยืนงงเพราะในไพร์ล็อกก็มีปราสาทอยู่อันเดียวก็คือพระราชวัง ซึ่งเธอคิดว่าไม่น่าใช่ เธอเผลอเดาไปว่าอาจจะเป็นปราสาทของพวกเผ่ามารก็ได้ แต่เธอไม่เคยได้ยินว่าละแวกนี้มีปราสาทของเผ่ามารด้วย
ทันทีที่ได้เห็นหูสุนัขของลิลลี่ฟินน์ก็รู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น ตั้งแต่เมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่เขาต้องผิดหวังในการได้เผ่ามารหูสัตว์มาเล่นสนุกทำให้เขามักจะอารมณ์ไม่ดีมาโดยตลอดและใช้มันไปลงกับฟาราห์พี่สาวบุญธรรมของเขา เขาพยายามขอร้องให้มาร์ควิสเฟลิกซ์พ่อของตนไปตามพวกเผ่ามารหูสัตว์นี้กลับมาแต่พ่อของเขานั้นกลับดูไม่สนใจแล้วเอาแต่บอกว่า ถ้ายังอยากมีชีวิตยืนยาวก็เลิกหวังเรื่องนี้ซะซึ่งฟินน์ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อของตนถึงพูดแบบนี้ก็รู้สึกไม่ยินยอมเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้ขณะเขากำลังหาความสำราญอยู่กับสาวใช้คนหนึ่งบนเตียงก็มีคนมารายงานว่าพบเจอพวกเผ่ามารหูสัตว์ที่เขาปรารถนาแล้ว ฟินน์ที่ได้ยินในเรื่องนั้นก็ถึงกับต้องหลั่งธารแห่งความสุขในตัวของสาวใช้คนนั้นในทันที ฟินน์ได้ตัดสินใจตามคน ๆ นั้นมาที่ตลาดจนได้พบกับเผ่ามารหูสัตว์นั้นจริง ๆ เขาจ้องมองเธอไม่วางตาราวกับว่าค้นพบเจอสมบัติที่ทำหายไป
ฟาราห์เหลือบมองลิลลี่ที่มีหูสุนัขแวบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนไปจ้องมองไลลา ในสายตาของเธอฟินน์จะทำอะไรกับพวกเด็กเผ่ามารหูสัตว์นั้นไม่ใช่ธุระของเธอ สิ่งที่เธอต้องใส่ใจมีแค่ความปลอดภัยของฟินน์เท่านั้น
ฟินน์พยายามระงับความตื่นเต้นเอาไว้สูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะพูดออกไปอย่างดังว่า
“ทุกคนตอนนี้เมืองไพร์ล็อกที่สงบสุขของพวกเราตอนนี้ได้ถูกพวกเผ่ามารลอบเร้นเข้ามา ข้าในฐานะที่เป็นลูกของขุนนางจะขอปกป้องทุกคนเอง พวกเจ้าจับตัวนังเด็กเผ่ามารหูสัตว์นั่นไว้ข้าจะนำไปลงโทษที่บ้านข้า”
สิ้นคำของฟินน์คนในชุดเกราะก็พากันกรูเข้าไปหาลิลลี่ ไลลาปักดาบในมือลงพื้นดินทันใดนั้นก็มีดาบขนาดใหญ่หลายเล่มล้อมเป็นกำแพงตัวเธอ มิเรีย และพวกเบธเอาไว้ทำให้พวกคนในชุดเกราะไม่สามารถบุกเข้ามาได้ ฟาราห์ที่เห็นดังนั้นก็แสยะยิ้มมุมปาก ดาบโค้งที่เอวของเธอก็พุ่งเข้าใส่กำแพงดาบนั้น แต่แทนที่มันจะปะทะกับตัวดาบยักษ์มันกลับแฉลบเข้าทางช่องระหว่างดาบยักษ์สองเล่มพุ่งเข้าใส่มิเรีย
มิเรียที่ไม่เคยเผชิญความเป็นความตายมาก่อนช็อกจนทำอะไรไม่ถูก เสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบเล่มนั้นจะปักใส่ตัวเธอ ไลลาก็ชักดาบขึ้นจากพื้นดินแล้วตวัดใส่ดาบของฟาราห์ได้อย่างทันท่วงทีทำให้ดาบเล่มนั้นถูกกระแทกขึ้นฟ้าหมุนติ้วแล้วปักลงบนพื้นตรงหน้าฟาราห์
แม้จะช่วยชีวิตของมิเรียไว้ได้แต่เป้าหมายของฟาราห์ก็ประสบผล ทันทีดาบของไลลาที่ยกขึ้นจากพื้นดาบยักษ์ที่ล้อมเป็นกำแพงก็สลายหายไป คนในชุดเกราะคนหนึ่งเข้ามาฉุดลากลิลลี่ไปจากมือของเบธ เบธพยายามเข้าไปยื้อแย่งแต่ก็ถูกคนในชุดเกราะอีกคนผลักเธอลงพื้น ไลลาที่เห็นดังนั้นตวัดดาบใส่คนที่จับตัวลิลลี่ไว้แต่ดาบของฟาราห์ก็ลอยขึ้นจากพื้นแล้วสกัดดาบของไลลาได้อย่างทันท่วงที
ไลลาเหลือบมองฟาราห์พบว่าอีกฝ่ายยังคงมองเธอพร้อมกับยิ้มที่มุมปาก
‘ยัยนี่’ ไลลาสบถในใจ
“ไม่นะช่วยด้วย” ลิลลี่ร้องออกมาพร้อมกับดิ้นรนแต่ไร้ผล เดซี่ที่เห็นพี่สาวของตนกำลังจะถูกนำตัวไป
“ลิลลี่!!!” เธอร้องพร้อมกับก็เข้าไปยื้อแย่งแต่กลับถูกคนในชุดเกราะคนนั้นกระชากเธอออกมาแล้วผลักเธอล้มลงอย่างไม่ไยดีทำให้ผ้าที่คลุมศีรษะของเธอถูกเปิดขึ้นเผยให้เห็นหูสุนัขเช่นเดียวกับของลิลลี่
“สองตัว มีเผ่ามารในไพร์ล็อกสองตัว”
ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาของผู้คนในบริเวณ ฟินน์ที่เห็นเช่นนั้นก็นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะแสยะยิ้มออกมา เขากำลังกลุ้มใจอยู่เชียวว่าถ้าพาเด็กเผ่ามารหูสัตว์นี้กลับไปอาจจะถูกพ่อของตนแย่งนำไปสนุกก่อนเขา แต่ถ้ามีสองตัวก็หมายความว่าไม่ต้องกลัวที่จะเป็นเช่นนี้เพราะในเมื่อหารสองลงตัว
ลิลลี่ที่เห็นว่าตัวจริงของน้องสาวถูกเปิดเผยก็รีบร้องว่า
“เดซี่หนีไป ไปตามเจ้าชายโรคจิตให้มาช่วย”
ลิลลี่พูดพลางพยายามดิ้นรนอย่างไร้ผล ส่วนไลลาไม่สามารถทำอะไรได้เพราะติดพันอยู่กับดาบของฟาราห์ที่ก่อกวนเธอไม่หยุด ฟินน์ที่ดีดลูกคิดรางแก้วเสร็จสรรพก็สั่งไปว่า
“จับเจ้าเด็กเผ่ามารหูสัตว์นั่นไปด้วยเลยจับไปให้หมดนั่นแหละ”
คนในชุดเกราะเข้ามาจับตัวเดซี่ที่นั่งกับพื้นเดซี่ก็พยายามขัดขืนแต่ไร้ผล เบธรีบลุกขึ้นเพื่อหวังจะเข้าไปช่วยพวกเธอแต่กลับถูกคนในชุดเกราะผลักเธอล้มลงไปอีกครั้งจนตัวเธอเต็มไปด้วยแผลถลอกและฝุ่น
“เบธ!!!” เดซี่ร้องออกมาทันที
ไลลาที่เห็นดังนี้ก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงพูดว่า
“พวกเธอต่างเป็นสินทรัพย์ของราชวงศ์พวกเจ้ากล้าแตะต้อง?”
คำพูดของไลลาทำให้ทุกสิ่งเงียบกริบ การมีทาสในทวีปอาร์เคนัสไม่ใช่เรื่องผิดทั้งยังเป็นการบ่งบอกถึงฐานะ แต่ก็ใช่ว่าทุกอาณาจักรจะมีทาส บางอาณาจักรถึงขั้นออกกฎหมายห้ามการมีทาสเลยก็มี และหนึ่งในทาสที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือทาสเผ่ามารที่ทั้งหายากและแปลกใหม่ทำให้มีราคาที่สูง การที่บ่งบอกว่าแท้จริงแล้วเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสองแท้จริงแล้วเป็นทาสของทางราชวงศ์จึงนับว่าเกราะคุ้มกันที่ดีชนิดหนึ่ง
เบธที่ได้ยินไลลาพูดเช่นนั้นก็สงสัยว่าทำไมตนไม่พูดแบบนั้นออกมา คนในชุดเกราะที่จับตัวลิลลี่กับเดซี่อยู่ต่างก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหากเด็กทั้งสองคนนี้เป็นสมบัติของทางราชวงศ์จริงก็นับว่าพวกตนได้ก่อปัญหาใหญ่เข้าแล้ว
ฟินน์ที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับชะงักทันที ที่ผ่านมาเขามักจะใช้อำนาจบาตรใหญ่ของบิดาก่อเรื่องต่าง ๆ นานามาโดยตลอด ลำบากจนบิดาของเขาต้องปวดเศียรเวียนเกล้าคอยแก้ปัญหาให้ทุกครั้ง เมื่อโตขึ้นเขาก็เริ่มมีความคิดขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะฉลาดขึ้น ถ้าเป็นกิลเบิร์ตการที่ได้เห็นมาร์ควิสเฟลิกซ์มีท่าทีไม่คาดหวังในตัวเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ บวกกับท่าทีของไลลาที่คล้ายต้องการปกป้องเด็กสาวทั้งสองนี้ย่อมพอจะคิดอะไรได้ แต่นั่นไม่ใช่ฟินน์คนที่คิดแทบจะเรื่องบนเตียงอยู่ตลอดเวลา
การที่ไลลาพูดออกมาทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนแย่งของสำคัญไปแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทว่าฟาราห์กลับพูดในสิ่งที่ทำให้เขาเห็นความหวังอีกครั้ง
“อย่ามาหลอกซะให้ยากถ้าเผ่ามารพวกนั้นเป็นสมบัติของทางราชวงศ์จริงทำไมไม่ใส่ปลอกคอทาสไว้ล่ะ ปล่อยออกมามาเดินเพ่นพล่านแบบนี้ถ้ามีประชาชนรับเคราะห์จะทำยังไง ท่านผู้ช่วยแม่ทัพคงไม่ได้บอกว่าแท้จริงแล้วราชวงศ์สมคบคิดกับพวกเผ่ามารหรอกนะ”
ฟินน์ที่ได้ยินดังนั้นก็พูดอย่างได้ทีทันที
“ใช่แล้วทางราชวงศ์คงไม่ได้สมคบคิดกับเผ่ามารใช่ไหม เพื่อความโปร่งใสในเรื่องนี้ต้องจับพวกเผ่ามารเหล่านี้ไปที่บ้านข้าแล้วก็ให้พ่อข้าตรวจสอบ”
ไลลาที่เห็นว่าวิธีการของตนถูกผู้หญิงคนนั้นแก้ไขได้ก็กัดฟันกรอด เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมาร์ควิสเฟลิกซ์กับฟาราห์ลูกสาวบุญธรรมเป็นที่รู้กันในหมู่ขุนนางเพียงแต่ไม่มีใครพูดออกมาเท่านั้น ทั้งยังมีเรื่องเล่าลือว่าไม่เพียงแค่ตัวมาร์ควิสเอง แม้แต่ลูกชายของเขาฟินน์ก็คล้ายจะมีส่วนด้วยเช่นกัน
“หุบปากซะเจ้ามันก็แค่ของเล่นของสองพ่อลูกนั่นแท้ ๆ”
ไลลาตะโกนออกมาพร้อมกับปักดาบลงพื้นดินอีกครั้ง ฟาราห์สังหรณ์ได้ถึงความตายเธอรีบขยับถอยหลังทันทีพร้อมกับดาบขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากพื้นดินตรงตำแหน่งที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่
‘ยัยนั่นคิดจะฆ่าเรา?’ ฟาราห์รู้สึกได้ถึงเจตนาสังหารของไลลาแต่เธอก็ไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด เธอแลบลิ้นเลียริมฝีปากก่อนจะกระดิกนิ้วมือทั้งสิบไปมา ดาบของเหล่าคนในชุดเกราะที่มาพร้อมกับฟินน์ก็ลอยออกจากฝักแล้วพากันพุ่งเข้าใส่ไลลา ไลลาไม่เหลือบแลไปที่ดาบเหล่านั้น ดาบยักษ์หลายเล่มพากันโผล่ออกมาจากพื้นดินกลายเป็นกำแพงสกัดดาบเหล่านั้นทำให้พวกมันกระเด็นออกไป ก่อนจะพุ่งกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง
คราวนี้ไลลาชักดาบขึ้นมาเธอสะบัดดาบหนึ่งทีดาบของเธอก็อ่อนยวบเหมือนแส้ จนปลายดาบห้อยต่องแต่งชี้ลงที่พื้น ฟาราห์ไม่เข้าใจว่าดาบที่ตอนนี้อ่อนยวบจนเหมือนแส้นี้มีพิษสงอะไร ไลลาควงดาบแส้เป็นวงกลมก็เกิดเป็นกระแสลมพัดอย่างรุนแรงจนดาบเหล่านั้นถูกพัดปลิวออกไป
‘เวทย์ลม?’ ฟาราห์คิดในใจก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าไลลาคนนั้นเป็นเด็กที่ถูกบารอนเอเดรียนเก็บมาเลี้ยง ซึ่งความสามารถเด่นของบารอนเอเดรียนก็คือดาบวายุที่สร้างคมดาบจากเวทย์ลม ซึ่งเขาได้ใช้มันในการขับไล่ทหารของดราโกวิชและยังสามารถต่อกรกับมาร์ควิสราฟาเอลได้อย่างสูสี
ไม่ทันให้มีเวลาได้ให้คิดเยอะไลลาหันดาบแส้มาทางฟาราห์แล้วตวัดหนึ่งที ฟาราห์ที่รับรู้ได้ถึงอันตรายดาบโค้งของเธอก็ลอยมาอยู่ตรงหน้าเธอพร้อมกับปะทะเข้ากับสายลมคมกริบจนดาบเล่มนั้นหมุนติ้ว ไลลาที่เห็นดังนั้นก็ตวัดอีกหนึ่งดาบโค้งก็ปลิวออกไปพร้อมกับเกิดบาดแผลบนร่างของฟาราห์ที่เหมือนกับการถูกฟัน
ฟาราห์ทรุดลงกับพื้นเธอก้มมองบาดแผลตนเองก่อนจะเงยหน้ามองไลลา สายตาของเธอไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวหรือยอมแพ้เลยแม้แต่น้อยในทางกลับกันแล้วมันกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ฟาราห์ลุกขึ้นยืนโดยเมินเฉยต่อบาดแผลของเธอเอง เธอเอียงคอซ้ายขวาเกิดเสียงดังกร๊อบแกร๊บ ฟาราห์ตั้งท่าเตรียมจะสู้กับไลลาส่วนไลลา ดาบโค้งที่ปลิวออกไปลอยกลับมาอยู่ตรงหน้าเธอในลักษณะที่ชี้ปลายดาบไปที่ไลลา
“นี่เจ้าน่ะบอกข้าว่าเป็นของเล่นสินะ?”
ไลลาไม่ตอบเพราะเอาแต่จ้องมองดาบโค้งเล่มนั้นเขม็ง ฟาราห์กลับยิ้มออกมาแล้วพูดว่า
“คำพูดนั่นน่ะข้าจะถือว่าเป็นคำชมแล้วกัน”
จบคำพูดของฟาราห์ดาบโค้งเล่มนั้นก็หายไปจากคลองจักษุ ไลลารีบเบี่ยงตัวออกข้างไปในทันใด แต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้นก็เกิดแผลที่สีข้างของเธอไลลาเหลือบมองไปทางด้านหลังพบว่าดาบโค้งของฟาราห์ไปอยู่ที่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ คำหนึ่งโผล่ขึ้นมาในหัวของไลลา
‘เร็ว!!!’
ดาบโค้งเล่มนั้นหันปลายกลับมาแล้วหายไปจากคลองจักษุอีกครั้ง แต่คราวนี้ไลลาคาดเดาได้แล้วเธอจึงเบี่ยงตัวหลบจนดาบโค้งปรากฏขึ้นในสภาพที่ปักอยู่บนดิน ไลลาตวัดดาบแส้ของเธอไปพันตัวดาบโค้งเอาไว้ก่อนจะดึงตัวดาบขึ้นจากพื้นดิน เท่านี้ดาบโค้งของฟาราห์ก็สิ้นฤทธิ์ ไลลาหันไปมองฟาราห์ที่ตอนนี้ไร้อาวุธแต่กลับพบว่าฟาราห์ยังคงยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน ขณะที่ไลลากำลังสงสัยฟาราห์ก็เดินมายืนข้างหน้าฟินน์ก็พูดขึ้นว่า
“การที่เด็กเผ่ามารทั้งสองไม่ได้ถูกสวมปลอกคอแปลว่าแท้จริงแล้วพวกเธอไม่ใช่ทาสของทางราชวงศ์แน่นอน ข้าว่าท่านคงถูกพวกนั้นหลอกเข้าแล้ว เอาอย่างนี้แล้วกันลูกชายของท่านมาร์ควิสเฟลิกซ์ท่านฟินน์อาสาจะนำตัวเผ่ามารที่ลอบเร้นเข้ามาในเมืองไพร์ล็อกของพวกเราเหล่านี้ไปสอบสวนเอง ซึ่งท่านอัศวินหญิงไลลาคงไม่กระทำเรื่องชั่วช้าอย่างการทรยศชาวไพร์ล็อกแล้วไปช่วยเหลือเผ่ามารหรอกนะ”
ไลลาที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับกัดฟันกรอดสิ่งที่ฟาราห์พูดออกมานั้นคือการผลักเธอให้ไปยืนอยู่ตรงข้ามกับชาวเมืองไพร์ล็อกหากเธอยืนกรานที่จะช่วยเด็กหญิงเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสอง ไม่เพียงเท่านั้นหากราชวงศ์ออกหน้าก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะความบาดหมางระหว่างมนุษย์กับเผ่ามารเป็นที่รู้กันไปทั้งทวีปอาร์เคนัส หากให้ราชวงศ์ออกหน้าก็ไม่ต่างอะไรกับลากราชวงศ์ลงน้ำแล้วเปิดช่องให้พวกขุนนางคนอื่นพากันประณาม
ฟินน์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช่แล้วข้าคนนี้นี่แหละจะพิทักษ์เมืองไพร์ล็อกนี้ ก่อนอื่นก็เริ่มจากจับตัวพวกมันไปแล้วใส่ปลอกคอไม่ให้ออกมาเพ่นพล่านได้อีก”
ลิลลี่กับเดซี่ได้ยินว่าจะถูกจับใส่ปลอกคอความทรงจำเลวร้ายเมื่อครั้งอยู่ในคฤหาสน์ของ ดอน โกเบอร์ ก็ผุดขึ้นมา แม้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เกิดกับเธอแต่ทุกสิ่งที่เกิดกับพี่สาวของเธอทั้งสองคนล้วนได้เห็นกับตา ความรู้สึกหวาดกลัวเข้าเกาะกุมในจิตใจ พวกเธอเริ่มออกแรงดิ้นพล่านตามสัญชาตญาณ
“ไม่เอา ไม่เอา ปล่อยพวกเราไป”
ลิลลี่ร้องออกมาด้วยความที่เผ่ามารหูสัตว์นั้นจะมีคุณสมบัติเด่นอย่างหนึ่งก็คือพละกำลังที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด การดิ้นของทั้งคู่ทำเอาคนที่จับตัวพวกเธอเริ่มจะจับไว้ไม่อยู่ คนที่จับตัวลิลลี่จึงฟาดเธอลงกับพื้นแล้วกดหัวเธอไว้ให้ดิ้นได้ลำบาก เดซี่ที่เห็นดังนั้นจึงร้องว่า
“ลิลลี่!!!”
ส่วนฟินน์ก็บ่นใส่ลูกน้องว่า
“เฮ้ย เบามือหน่อยสิวะเดี๋ยวก็พังหรอก ทาสแบบนี้ไม่ได้จะหา...”
ฟินน์พูดได้เพียงเท่านี้ก็นิ่งเงียบไปฟาราห์ที่เห็นดังนั้นจึงหันไปมองด้วยความสงสัย พบว่าน้องชายของตนนั้นนั่งค้าง ไม่เพียงแค่เธอแม้แต่ไลลา มิเรีย รวมถึงทุกคนในบริเวณเองก็ด้วย สายตาของทุกคนเลื่อนลงมาที่กลางเป้าของฟินน์พบว่ามีรองเท้าสีดำขนาดเล็กอยู่ ที่แท้ก็โดนเตะหว่างขาจากทางด้านหลัง
ขณะที่ทุกคนต่างสงสัยว่าใครเป็นคนลงมือ รองเท้าสีดำขนาดเล็กลดลงจากหว่างขาของฟินน์ ฟินน์ล้มลงไปนอนกับพื้นพลางกุมเป้าจุกจนพูดไม่ออก ตอนนั้นทุกคนถึงได้เห็นคนสองคนยืนอยู่ด้านหลังของฟินน์ เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งดูแล้วประมาณสิบขวบ แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีที่มีการตัดเย็บอย่างประณีต แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือใบหน้าที่งดงามราวกับเป็นศิลปะชั้นเยี่ยมจนยากจะเชื่อว่านี่คือใบหน้าของเด็กผู้ชาย ผมสีดำที่ยาวประบ่า นัยน์ตาสีแดงเพลิง ด้านหลังเขาเยื้องไปทางขวาเล็กน้อยมีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้างดงาม ไว้ผมสั้นที่ให้ความรู้สึกทะมัดทะแมงเข้ากับนัยน์ตาสีม่วงของเธอ ผู้หญิงคนนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าของบุรุษที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อย
ทันทีที่เห็นเด็กชายเบธกับเดซี่ก็ร้องเรียกอย่างยินดี
““เจ้าชาย!!!””
ส่วนลิลลี่ที่ยังคงถูกกดศีรษะของเธอไว้กับพื้นก็ร้องอย่างยินดีขึ้นว่า
“เจ้าชายโรคจิต!!!”