เดิมทีไป๋หยุนเฟยคิดจะปลอบโยนให้ถังซินหยุนสบายใจแต่จู่ๆความหดหู่ของนางก็แพร่ใส่มันความพลิกผันเช่นนี้กลับสร้างความประหลาดใจแก่ถังซินหยุนไม่ช้าบนหลังคาก็ตกสู่ความเงียบงันไปชั่วขณะ
“คุณชายไป๋ มารดาท่าน...”เสียงถังซินหยุนดังขับไล่ความเงียบงันที่ครอบงำทั้งคู่ออกไป
“มารดาข้าจากไปตั้งแต่ข้ายังเล็กจากนั้นเมื่ออายุได้เก้าขวบ ท่านปู่ที่เป็นญาติเพียงผู้เดียวซึ่งฝากชีวิตไว้ด้วยกันก็จากไปอีกเหลือเพียงข้าที่ต้องใช้ชีวิตตามลำพัง ข้าต้องทำงานในร้านขายข้าวเล็กๆแบกข้าวสารเพื่อประทังชีวิต...”เสียงของไป๋หยุนเฟยแผ่วเบา แต่ยิ่งมาก็ยิ่งดังขึ้นกระทั่งเห็นสีหน้าสับสนของถังซินหยุนจึงยิ้มเล็กน้อยและกล่าวต่อ“ต่อมาข้าบังเอิญพบพานวาสนาจึงช่วยให้กลายเป็นตัวข้าอย่างเช่นทุกวันนี้ได้”
“มารดาข้าเคยกล่าวว่านางหวังว่าจะมีสักวันที่ข้าจะกลายเป็นดั่งเช่นเมฆขาวบนท้องนภาที่สามารถลอยล่องไปได้อย่างเสรีบนฟ้ากว้าง” หลังจากเหม่อมองขึ้นไปยังแผ่นฟ้าดำมืดราวกับจะมองเห็นหมู่เมฆอยู่เบื้องหลังความมืดมิดอันไร้ขอบเขตได้ไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มขึ้น “วันนี้ข้ายืนหยัดได้ไม่เพียงมีพลังยังเป็นอิสระเมื่อครอบครองทั้งสองสิ่งที่มารดาหวังไว้ข้าก็ออกจากบ้านมาข้าเติบโตขึ้นผ่านการเผชิญโลกกว้าง ด้วยอิสระเช่นนี้ข้าก็ค้นพบความหมายชีวิตขณะเดียวกันก็บรรลุความปรารถนาที่มารดามีต่อข้า...”
“ข้าเชื่อว่าท่านจะสามารถบรรลุความปรารถนาดังที่ตั้งใจได้ท่านเป็นผู้เข้มแข็งที่น่ายกย่อง วันข้างหน้าต้องสามารถท่องไปทั่วแผ่นดินดั่งทุกสิ่งใต้ฟ้านี้เป็นของท่าน”ถังซินหยุนพยักหน้ายิ้มแย้ม
“อืม...”ไป๋หยุนเฟยตอบรับด้วยความหดหู่ แล้วจู่ๆก็พลันเบิกตากว้างด้วยท่าทีฉุกคิดราวกับมีบางอย่างมากระทบหลังจากเกาข้างแก้มด้วยความละอายก็กล่าวว่า “เอ่อ...ข้าคิดว่าข้าควรเป็นฝ่ายปลอบใจท่าน แล้วไฉนจึงกลายเป็นตรงข้ามไปได้?”
ถังซินหยุนอดไม่ได้ต้องหัวเราะคิกคักนางเผยรอยยิ้มขึ้นเมื่อได้เห็นสีหน้าละอายของอีกฝ่าย แม้ไป๋หยุนเฟยจะแสดงท่าทีลึกลับยากจะเข้าใจแต่นางรู้สึกว่าความพยายามของมันกลับได้ผล
บรรยากาศบนหลังคายามนี้จึงดูมีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง
“แม่นางถัง ท่าน...”
“อ่ะแฮ่ม!!”
ขณะที่ไป๋หยุนเฟยกำลังหาโอกาสถามถังซินหยุนว่าจะเดินทางไปที่ใดต่อสุดท้ายยามอ้าปากเอ่ยถามก็พลันมีเสียงกระแอมดังขึ้นทำลายความเงียบจนมันสะดุ้ง ไป๋หยุนเฟยเหลียวหน้าลงไปมองป้าจ้าวที่ไม่ทราบปรากฏตัวมาจากที่ใดด้วยสีหน้ากระดาก
ไป๋หยุนเฟยไม่ได้กล่าวอันใดแต่ในใจอดคำนึงขึ้นมาไม่ได้ “ท่านป้า หรือท่านอยู่ในเงามืดมาตลอด?ไฉนท่านจึงต้องทำตัวเป็นลมเย็นยะเยือกพัดทำลายบรรยากาศด้วย?”
ขณะเดียวกับที่สตรีวัยกลางคนกระแอมออกมาจนทั้งสองรู้สึกตัวไป๋หยุนเฟยก็ได้ยินเสียงถอนหายใจด้วยความเสียดายดังแผ่วเบาจากด้านล่าง ที่แท้จิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงก็รู้สึกว่าป้าจ้าวปรากฏตัวไม่ถูกเวลาด้วยเช่นกัน
คลื่นความคับข้องท่วมท้นจิตใจไป๋หยุนเฟยจนมันต้องย่นหน้าผาก...
“คุณหนู ถึงเวลาพักผ่อนแล้วพรุ่งนี้พวกเราต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางต่อ”สตรีวัยกลางคนชำเลืองมองไป๋หยุนเฟยแววหนึ่งก่อนจะกล่าวกับถังซินหยุน
“ทราบแล้ว”ถังซินหยุนตอบรับทราบอย่างเรียบเฉยหลังจากพยักหน้าเล็กน้อยแก่ไป๋หยุนเฟยก็ยืนขึ้นเตรียมจะติดตามป้าจ้าวกลับไปที่ห้อง
“แม่นางถังท่านจะไม่เดินทางไปกับเราอีกหน่อยหรือ? พวกเรามุ่งหน้าไปทางเดียวกันนับเป็นเรื่องดีที่ทุกคนได้เดินทางร่วมกัน” ไป๋หยุนเฟยเอ่ยปากออกไป หลังจากใคร่ครวญคิดหาคำพูดอันเหมาะสม
“ไม่จำเป็นคุณหนูกับข้ายังมีเรื่องต้องกระทำ จึงไม่มีเวลาจะเดินทางเอ้อระเหยพร้อมกับพวกท่านคุณชายไป๋” คำตอบไม่ได้มาจากถังซินหยุน แต่เป็นป้าจ้าวที่เอ่ยปากปฏิเสธข้อเสนอให้เดินทางร่วมกันของไป๋หยุนเฟยจนถึงยามนี้นางก็ยังไม่รู้สึกยินดีที่คุณหนูของตระกูลตนเองจะเดินทางร่วมกับคนกลุ่มนี้จึงคิดหาโอกาสแยกตัวออกจากกลุ่มโดยเร็วถังซินหยุนเปลี่ยนไปไม่น้อยหลังจากได้อยู่ร่วมกับไป๋หยุนเฟยและพวกแม้ป้าจ้าวไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เลวร้าย แต่ก็ยังคงรู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีนั้นยังไม่คุ้มกับอันตรายและเป็นความเสี่ยงที่ได้รับจากการร่วมเดินทางไปกับอีกฝ่ายเพื่อความปลอดภัยของถังซินหยุน สตรีวัยกลางคนจึงแสดงท่าทีรีบร้อนจะเดินทางไปต่อ
ไป๋หยุนเฟยมองดูถังซินหยุนกับจ้าวม่านฉาหายลับไปจากใต้ระเบียงโดยปราศจากคำพูดใดเมื่อไม่ทราบจะกล่าวอันใดอีกจึงได้แต่สั่นศีรษะมันเลือกจะอยู่ต่อบนหลังคาอีกสักครู่เพื่อเฝ้าดูท้องฟ้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็คิดตกในที่สุดก็ก้าวเท้าลงจากหลังคาเดินกลับไปที่ห้อง...
……
เช้าวันต่อมาหลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จไม่นานป้าจ้าวก็จ้างรถม้าจากในเมืองสำหรับตนเองและถังซินหยุนหลังจากกล่าวอำลาสั้นๆนางกับถังซินหยุนก็นั่งรถม้าออกจากเมืองกู่ยี่มุ่งหน้าไปทางเหนือ
ฝั่งไป๋หยุนเฟยจิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงใช้เวลาทั้งวันเดินเตร็ดเตร่ซื้อหาสิ่งของน่าสนุกในเมืองทั้งหมดพักในเมืองกู่ยี่อยู่สองวันเมื่อถึงวันที่ในที่สุดสามทั้งสามคนก็ออกจากเมืองกู่ยี่มุ่งหน้าไปยังเมืองเกายี่
สำหรับเสี่ยวหู่และท่านย่าทั้งคู่ติดตามหวงว่านและคณะออกเดินทางไปยังเมืองเหยียนหลิน
…………
ตั้งแต่ออกจากเมืองกู่ยี่มาพวกไป๋หยุนเฟยทั้งสามก็เดินทางอย่างผ่อนคลาย พวกมันเดินทางและหยุดพักตามความพอใจใช้เวลาเที่ยวชมทุกเมืองทุกหมู่บ้านตามรายทาง ตลอดทางเทียนหมิงและจิ้งหมิงเฟิงจะอยู่ด้วยกันราวกับเป็นเงาตามตัวทั้งคู่บังเกิดมิตรภาพอันแน่นแฟ้นจนไป๋หยุนเฟยถึงกับตะลึงเมื่อได้ทราบว่าจิ้งหมิงเฟิงถ่ายทอดเคล็ดแปรโฉมให้แก่เทียนหมิง
ขณะเดียวกันจิ้งหมิงเฟิงก็ถ่ายทอดวิชาลักขโมยให้แก่เทียนหมิงไปพร้อมกันจากเริ่มต้นเทียนหมิงพยายามใช้ฝีมือต่อไป๋หยุนเฟยแต่ทว่าความพยายามทุกครั้งคราก็จบลงด้วยการถูกไป๋หยุนเฟยจับได้และถูกดุว่าเมื่อพบแต่ความล้มเหลวทุกครั้งที่ทดสอบฝีมือกับไป๋หยุนเฟยเทียนหมิงจึงไม่มีทางเลือกได้แต่เปลี่ยนเป้าหมายทุกครั้งที่ไปถึงบริเวณที่มีผู้คนขวักไขว่เทียนหมิงจะลงมือกับอันธพาลหรือคุณชายเจ้าสำราญจากตระกูลไม่ใหญ่โตพร้อมกันนั้นชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอย่างอดอยากก็จะพบว่ากระเป๋าของตนเองจู่ๆก็หนักขึ้นกว่าเดิม...
จิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงทั้งคู่สนุกสนานต่อการ‘ปล้นคนรวยช่วยคนจน’จนไป๋หยุนเฟยเริ่มกังวลกระนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้มีนิสัยไม่ยั้งคิด จิ้งหมิงเฟิงเองก็พิจารณาได้ว่าเวลาใดสมควรไม่สมควรดังนั้นไป๋หยุนเฟยจึงไม่คิดจะห้ามปราม แต่กระนั้นบางครั้งไป๋หยุนเฟยจะด่าว่าจิ้งหมิงเฟิงที่ชักพาให้เทียนหมิงเสียคน--- ผู้ฝึกปรือวิญญาณฝีมือสูงส่งร้ายกาจขโมยเงินทอง? นี่เป็นความคิดอันเหลวไหลโดยแท้
เมื่อไป๋หยุนเฟยเอ่ยถามจิ้งหมิงเฟิงว่าเหตุใดมันจึงมุ่งมั่นต่อการลักขโมยปานนี้อีกฝ่ายก็ตอบด้วยความกระดากว่า “ที่จริงแล้ว การเป็นโจรผู้ดีเป็นงานพิเศษของข้า”
มันอธิบายว่ายามที่ลักขโมยจะไม่เคยทำร้ายเหยื่อที่ถูกขโมย เมื่อใดที่บังเอิญขโมยของที่มีความสำคัญต่อเจ้าของและไม่สำคัญต่อตนเองจิ้งหมิงเฟิงก็จะนำไปคืนโดยไม่ยอมให้ตนเองรู้สึกผิดต่อมโนสำนึก ดังนั้นมันจึงเป็น‘โจรผู้ดี’ ส่วนที่ว่างานหลักมันเป็นอะไรจิ้งหมิงเฟิงกลับไม่เคยกล่าวถึงให้ทั้งคู่ฟัง
สามวันต่อมา ไป๋หยุนเฟยก็พลันต้องเผชิญการตัดสินใจอันยากเย็น---หรือมันสมควรเห็นด้วยกับความคิดจิ้งหมิงเฟิงกับเทียนหมิงที่ต้องการใช้ทางลัดตัดผ่านป่าไป?
ในความคิดมันการทำเช่นนี้ดูไม่มีความจำเป็นนักเนื่องเพราะยามนี้ไม่มีความเร่งรีบที่จะต้องเดินทางดังนั้นเดินทางไปตามเส้นทางหลักสมควรจะเหมาะสมกว่าแต่จิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงกลับไม่คิดเช่นนั้นทั้งคู่ได้ยินมาจากหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ใกล้เคียงว่าในป่าแห่งนี้มีอสูรวิญญาณที่ยังไม่ถูกพบเห็นอยู่มากมายดวงตาของพวกมันจึงทอประกายคาดหวังว่าจะหาพบได้สักตัว
เรื่องที่ถังซินหยุนได้ปักษาไร้เงาเป็นคู่หูส่งผลต่อทั้งคู่อย่างยิ่งโดยเฉพาะจิ้งหมิงเฟิงถึงกับสาบานว่าจะค้นหาอสูญวิญญาณธาตุลมเพื่อมาเป็นคู่หูให้จงได้
จิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงเตรียมการเสาะหาแผนที่ของป่านี้เอาไว้แล้วหลังจากศึกษาแผนภาพบนแผนที่อยู่เนิ่นนานในที่สุดทั้งกลุ่มก็เลือกที่จะเดินตัดผ่านกลางป่าเพื่อย่นเวลาเดินทางไปสามวันด้วยเหตุผลที่ว่าอาจสามารถพบเจออสูรวิญญาณสำหรับพวกตน อีกทั้งยังสามารถย่นเวลาได้ถึงสามวันในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ยอมแพ้ต่อข้อเสนอของทั้งคู่
สองวันสองคืนที่ทั้งหมดลุยฝ่าผ่านป่าเข้ามาจากเริ่มต้นจนถึงยามนี้พวกมันกลับไม่พบอสูรวิญญาณแม้แต่ตัวเดียว ---แม้แต่เส้นขนอสูรวิญญาณก็ยังไม่พบแม้แต่เส้นเดียวตรงกันข้ามพวกมันพบแต่เพียงสัตว์ป่าธรรมดาเท่านั้นจิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงที่เดิมทีตื่นเต้นดีใจกลับต้องผิดหวังอย่างยิ่งจากผลลัพธ์เช่นนี้
เมื่อกลับเข้าสู่เส้นทางหลัก เวลาที่ต้องใช้เดินทางของพวกมันก็ย่นไปได้ตามที่คิดไป๋หยุนเฟยจึงถอนหายใจโล่งอก มันยินดียิ่งที่พวกตนไม่หลงทางดังเช่นที่หวาดหวั่น
สามวันต่อมาในยามบ่าย ในที่สุดพวกไป๋หยุนเฟยก็พบร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง
เมื่อทั้งสามนั่งลงที่โต๊ะร่วมกันแล้วไป๋หยุนเฟยก็สั่งน้ำชามาดื่มด้วยความยินดีพวกมันนั่งพักพร้อมกับมองดูคนเดินทางที่ผ่านไปมาเทียนหมิงบอกว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงเมืองเกายี่แล้ว หากเร่งรุดเดินทางในคืนนี้ก็จะสามารถไปถึงบ้านมันที่อยู่ในเมืองได้
ขณะที่เดินทางจนมาถึงภูเขาขนาดเล็กที่อยู่ระหว่างทางเทียนหมิงก็แนะนำอีกครั้งว่าทั้งหมดควรใช้เส้นทางลัดตัดผ่านภูเขาเมื่อประหยัดเวลาหากใช้เส้นทางลัดนี้จะสามารถไปถึงเมืองได้ก่อนพลบค่ำยามนี้ไป๋หยุนเฟยยิ่งกว่ายินดีที่จะเห็นด้วยการปีนข้ามเขาไปสมควรจะไม่มีอะไรต้องกังวล...
ทันทีที่ไปถึงยอดเขาบุรุษทั้งสามก็สามารถมองเห็นตัวเมืองได้แต่ไกล แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เช่นเมืองเหยียนหลินแต่ก็นับเป็นเมืองที่งดงามน่าดึงดูดใจสิ่งแรกที่ต้องกล่าวถึงก็คืออาคารขนาดมหึมาสี่หลังที่ตั้งอยู่ทั้งสี่มุมของเมืองตามที่เทียนหมิงบอกอาคารหนึ่งในสี่หลังนั้นเป็นที่พักอาศัยของเจ้าเมืองขณะที่อีกสามหลังที่เหลือเป็นของตระกูลหลิวตระกูลเย่และตระกูลจ้าว อาคารที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นบ้านตระกูลเย่เอง
เมื่อได้เห็นบ้านของตนเทียนหมิงก็ราวกับจะตื่นเต้นขึ้นกว่าเดิมหลังจากอุทานด้วยความตื่นเต้นสองครามันก็หันไปตะโกนใส่ผู้ร่วมทางทั้งสอง “พี่ไป๋พี่จิ้ง! เร็วเข้าเถอะ! พวกเราจะได้กลับถึงบ้านทันอาหารค่ำ!”
“เทียนหมิงไม่ใช่ว่าเจ้าลอบหนีออกจากบ้านหรือ? หรือเจ้าไม่เกรงจะถูกลงทัณฑ์จากตระกูล?”จิ้งหมิงเฟิงถามขึ้นเมื่อพบว่าเทียนหมิงไม่ได้กริ่งเกรงต่อการกลับไปสู่บ้านของตน
“ไม่แม้แต่น้อย!ที่จริงนี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ข้าเคยทำเช่นนี้มาก่อนแล้วหากเทียบกันแล้วการออกท่องเที่ยวครั้งนี้ยังสั้นกว่าที่เคยอยู่บ้างบิดาคงได้แต่ดุด่าข้าแต่มารดากับท่านย่าต้องไม่ยอมให้ข้าถูกตีแน่นอน ฮี่ ฮี่...”เทียนหมิงโบกมืออย่างไม่นำพา
กล่าวจบเทียนหมิงก็ลงจากเขาพลางกวักมือเรียกไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิง
ทันทีที่ไป๋หยุนเฟยจะยกเท้าก้าวออกจู่ๆสองตาก็ทอประกายประหลาดใจวูบขณะลงน้ำหนักเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไป๋หยุนเฟยก็ใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบคลื่นไล่ตามเทียนหมิงไปสุดกำลัง“เทียนหมิง! ถอยออกมา!”ไป๋หยุนเฟยร่ำร้องเพื่อเตือนภัยแก่เทียนหมิง
ที่ห่างออกไปห้าวา สิ่งที่สร้างความตื่นตัวให้แก่ไป๋หยุนเฟยคือวัตถุสีดำคล้ายเส้นเชือกที่จู่ๆก็พุ่งออกจากป่าด้านซ้ายเข้าใส่เทียนหมิงก่อนที่ไป๋หยุนเฟยจะทันได้ไปถึงตัวเทียนหมิง เชือกสีดำก็ม้วนรอบคออีกฝ่ายเอาไว้แล้ว
มองปราดแรกวัตถุนั้นดูคล้ายเชือกสารพัดนึก แต่เมื่อมองให้ดีจะพบว่านั่นไม่ใช่เชือกแต่กลับเป็นอสรพิษยาวห้าวา!
แม้เทียนหมิงจะฝีมืออ่อนด้อยแต่กระนั้นปฏิกิริยาตอบสนองยังเหนือว่าคนทั่วไปหรืออาจเป็นเพราะความเชื่อมั่นที่มีต่อไป๋หยุนเฟย เมื่อได้ยินคำว่า‘ถอยกลับมา’เทียนหมิงไม่คิดแม้แต่จะมองหาอสรพิษที่พุ่งมาจากด้านซ้ายตรงกันข้ามมันถีบเท้ากระโดดถอยหลังทันทีด้วยความเชื่อมั่นเช่นนี้จึงทำให้มันรอดพ้นจากอันตรายได้อย่างหวุดหวิด
อสรพิษสีดำเฉียดผ่านลำคอเทียนหมิงไปแต่แล้วกลับบิดตัววกกลับมาพุ่งใส่อีกครา!