เทพสงครามหวนจุติ

    ร่วมมือกันสู้ (ปลาย)

    ตอนที่ 44


    ร่วมมือกันสู้ (ปลาย)




    “ ครืดดดดดด…. ตึ่งงง”


    สิ้นเสียง และแรงสั่นสะเทือนจากต้นไม้ที่หักโค่นลงมา ก็ยังคงไร้การเคลื่อนไหวจู่โจมจากเหล่ามนุษย์หมาป่า ทว่า ไอความร้อนจากเปลวอัคคีที่กำลังลุกไหม้ กลับทำให้ซวงเอ๋อร์ต้องแนบหน้าไปกับแผ่นหลังของหานเฟิง


    “ ดูท่า ต้นไม้จะเป็นอุปสรรค์ต่อเราไม่น้อยเลย”


    หานเฟิงกล่าวขึ้น ซวงเอ๋อร์จึงกล่าวรับต่อว่า


    “ แล้วจะทำเช่นไร?”


    หานเฟิงขบคิดชั่วครู่ “ มิเป็นไร ต้นไม้ก็ต้นไม้ ทีนี้ เจ้าบอกต่อข้า ว่ายามนี้ต้นไม้ที่ใกล้ตัวที่สุดอยู่ทางทิศใด และห่างออกไปเท่าใด”


    “ เอ๊ะ!!! เอ่อ… เป็นเบื้องหน้าท่าน ห่างออกไปประมาณห้าก้าว”


    “ ถัดไปเล่า?”


    “ ถัดไปเป็นทางซ้าย ห่างประมาสิบเก้า”


    “ เข้าใจแล้ว” 


    หานเฟิงกล่าวจบก็สืบเท้าถอยหลังไปสิบก้าว ก่อนจะตวัดดาบ ส่งวงเสี้ยวอัคคีออกไปในทิศทางเบื้องหน้า


    เสียง “ ตูมมม…” ดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของต้นไม้ที่ล้มลง


    “ น นั่นท่านจะทำอันใด?”


    ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นอย่างโง่งม มองดูต้นไม้ที่หักโค่นลุกไหม้ติดไฟอย่างไม่เข้าใจ


    “ ข้าจะถางป่า”


    “ ถางป่า?....” 


    คำตอบของหานเฟิงหาได้คลายความสงสัยของซวงเอ๋อร์แม้แต่น้อย ถางป่าไปทำไม? ถางป่าแล้วช่วยให้คลายจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้อย่างไร? หากมิทันได้กล่าวถามออกเป็นคำพูด หานเฟิงก็สืบเท้ากลับไปยืนในจุดเดิมอย่างไม่ผิดเพี้ยน ก่อนที่เสียงของมันจะดังขึ้นสืบต่อมา


    “ ทีนี้เอาแบบเดิม เจ้าบอกทิศทางที่เจ้าพวกมนุษย์หมาป่าพวกนั้นอยู่ ระยะห่าง แล้วก็ทิศทางการเคลื่อนที่ของพวกมัน...”


    “ แล้วต้นไม้...” ซวงเอ๋อร์พลันกล่าวแทรกขึ้น


    “ ต้นไม้มิต้อง ข้าจะใช้เคล็ดวิชาจู่โจมระยะไกล หากโดนต้นไม้ก็ช่างมัน ต้นที่อยู่ใกล้ที่สุดตอนนี้ ยังคงห่างไปสิบเก้าใช่หรือไม่”


    “ อ อื่ม…”


    “ เช่นนั้นกลัวมิต้องกลัวว่ามันจะโค่นทับเอา”


    ซวงเอ๋อร์จึงพลันเข้าใจในการกระทำก่อนนี้ของหานเฟิงขึ้นมา ที่แท้โค่นต้นไม้ที่อยู่ใกล้ออกไปก่อน เพื่อไม่ให้การจู่โจมไปถูกจนกลายเป็นโค่นทับใส่ตัวเอง


    “ เอาละ เริ่มกันเลยเถอะ”


    สิ้นคำของหานเฟิง ซวงเอ๋อร์ก็กล่าวรับต่อทันที


    “ ทางขวา ไม่ๆๆ เอ่อ… ครานี้มันวิ่งเร็วมาก…”


    หานเฟิงขบคิด เล็กน้อย “ เช่นนั้นเปลี่ยนเป็นเจ้าคำนวนระยะกับทิศทาง เพียงบอกให้ข้าโจมตีออกไปในทิศทางใดก็พอ”


    “ เอ๊ะ!!!... ล แล้วแบบนี้จะโดนรึ?”


    “ นั่นก็อยู่ที่ความสามารถในการคิดคำนวนของเจ้าแล้ว”


    “ อ่า…”


    “ เริ่มเลยเถอะ”


    “ อ อื่ม” ซวงเอ๋อร์รับคำ พร้อมกับเพ่งเล็งไปยังมนุษย์หมาป่าตัวหนึ่ง คิดคำนวนอยู่ครู่ก็พลันตะโกนออกมา


    “ ซ้าย!!!”


    หานเฟิงที่เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว ก็ออกกระบวนไปอย่างทันท่วงที เปลวอัคคีสีทองพุ่งออกเป็นจันทร์เสี้ยว ก่อนที่เสียง “ ตูมมม..” จะดังขึ้นจากที่ไกลห่างออกไป


    “ ไม่โดน ไม่ใกล้เลย…”


    ซวงเอ๋อร์กล่าวเสียงอ่อย


    “ เอาใหม่ นี่เพียงครั้งแรก”


    “ อื่ม” ซวงเอ๋อร์รับคำพร้อมกับขบคิดคำนวนวิถีการโจมตีใหม่อีกครา


    “ ด้านหน้า!!!”


    เสียง “ ตูมมม…” ดังขึ้น กลับตามมาด้วยเสียงของซวงเอ๋อร์ว่า “ ไม่โดนอีกแล้ว”


    “ ลองใหม่” หานเฟิงกล่าว


    “ ซ้าย!!!” 


     “ ตูมมม…” ซวงเอ๋อร์กล่าวต่อว่า “ โดนต้นไม้...”


    “ ลองใหม่” หานเฟิงกล่าวขึ้นต่อ


    “ ขวา!!!”  “ ตูมมม…” ไม่โดน…


    “ ซ้าย!!!” “ ตูมมม…” ไม่ใกล้... 


    “ ขวา!!!” “ ตูมมม…” ยังห่างไกล…


    “ ขวา!!!” “ ตูมมม…” ก็ยังไม่โดน...


    และแล้ว เสียง “ ตูมมม…” จากการระเบิดของเปลวอัคคีสีทองรูปจันทร์เสี้ยว ก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ้างก็เลยผ่านไปไกลห่าง บ้างก็ระเบิดใส่ผืนดิน บ้างก็ระเบิดใส่ต้นไม้จนหักโค่นไปหลายต้น


    รวมๆแล้ว กว่าหลายสิบคราที่หานเฟิงร่ายใช้วงเสี้ยวอัคคีออกไป กลับจู่โจมไม่ถูกมนุษย์หมาป่าแม้แต่หนเดียว


    ส่วนเหล่ามนุษย์หมาป่า ที่เห็นว่าหานเฟิงจู่โจมตามคำสั่งเด็กน้อยที่ด้านหลัง ก็พากันวิ่งล่อหลอก โยกทิศทางเลี่ยงหลบ จนกระบวนท่าพลาดเป้าห่างไกล คล้ายดั่งพวกมันคิดเผาผลาญลมปราณของหานเฟิงให้สิ้นไป


    “ อย่าพึ่งท้อ ลองต่อไป” 


    หานเฟิงกล่าวให้กำลังใจซวงเอ๋อร์ ที่คล้ายจะร้องไห้ออกมาเต็มที


    “ ต แต่ ลม…”


    “ มิต้องห่วงกังวนเรื่องลมปราณของข้า” หานเฟิงกล่าวแทรกขึ้น “ ข้าเพียงพึ่งใช้ออกไปยังไม่ถึงสามในสิบส่วน”


    “ อ อื่ม”


    หลังจากรับคำ ซวงเอ๋อร์ก็กล่าวความให้หานเฟิงร่ายใช้วงเสี้ยวอัคคีออกไปอีกหลายครา หากครานี้ ยิ่งมา การจู่โจมกลับยิ่งใกล้เคียง เหล่ามนุษย์หมาป่าที่เอาแต่หลบเลี่ยงหลอกล่อ ยิ่งมาก็ยิ่งดูคล้ายว่าถูกซวงเอ๋อร์อ่านรู้ทิศทางได้ออก จากที่ไกลห่าง จึงยิ่งกระชั้นเฉียดกาย


    กระทั่งที่เสียง “ ตูมมม…” ครานี้ดังขึ้น จึงตามมาด้วยเสียงป่าวร้องอย่างยินดีของซวงเออร์


    “ โดนแล้ว!!!”


    กลับเป็นมนุษย์หมาป่าตนหนึ่งที่โชคร้าย ถูกซวงเอ๋อร์อ่านทางสำเร็จ จนต้องตกตายมอดไหม้เป็นธุลีไป


    มนุษย์หมาป่าอีกสามที่เห็นเช่นนั้น ก็พลันตระหนก ที่การจู่โจมก่อนนี้ยิ่งมายิ่งเข้าใกล้ ท้ายที่สุดกลับมีพรรคพวกต้องถูกสังหารไป ทั้งดูอย่างไร เจ้าหนุ่มที่ไกวดาบปล่อยทักษะก็ไม่มีท่าทีว่าจะอ่อนแรง มันกระทั่งเหวี่ยงดาบอย่างปลอดโปร่งสบายใจ จนดูคล้ายว่าแผนการลากถ่วงเผาผลาญลมปราณของพวกมัน จะมิอาจทำสำเร็จได้จริง


    ดังนั้น พวกมนุษย์หมาป่าจึงพากันลอบส่งข้อความสนทนากัน แล้วจากนั้น จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนการในทันที


    มนุษย์หมาป่าทั้งสามได้พากันแบ่งแยกเป็นสามทิศสามทาง ตีวงล้อมกรอบ ก่อนจะค่อยๆร่นระยะเข้าใกล้กับหานเฟิง ซวงเอ๋อร์ที่เห็นเช่นนั้นก็ตระหนักได้ถึงสิ่งที่พวกมนุษย์หมาป่าต้องการกระทำ จึงพลันกล่าวความอย่างแตกตื่นลนลานขึ้นมา


    “ พ พวกมัน คิดบุกเข้าจู่โจมแล้ว!!!...”


    “ ใจเย็น ตั้งสติ ยังคงบอกทิศทางการโจมตีออกมา”


    หานเฟิงกล่าวเตือนซวงเอ๋อร์ หากนางกลับคล้ายว่าถูกการรุกจู่โจมทำเอาสูญเสียสมาธิไปสิ้น ทิศทางคำสั่งการโจมตีของนาง จึงยิ่งมา ยิ่งพลาดเป้าไปห่างไกล จนท้ายที่สุด เหล่ามนุษย์หมาป่าก็รุกเข้ามาจนใกล้ กระทั่งหานเฟิงยังได้ยินเสียงฝีเท้าสามคู่ที่วิ่งวนชัดใกล้เข้ามา


    “ ด ด้านหลัง!!!”


    ซวงเอ๋อร์ร้องเตือนอย่างแตกตื่น หานเฟิงเอี้ยวตัวปลดปล่อยวงเสี้ยวอัคคีอย่างไม่รอรั้ง หากกลับปรากฏว่าพลาด ที่ตามมากลับเป็นเสียงหวีดร้องด้วยความตระหนกกลัวของซวงเอ๋อร์


    “ กรี๊ดดดดดดดดดดดดด….”


    เป็นมนุษย์หมาป่าอีกตนหนึ่ง ที่กระโจนทะยานเข้าใส่ซวงเอ๋อร์จากอีกทิศทาง หานเฟิงที่ได้ยินเสียงหวีดร้องของนางก็รู้ว่าผิดท่า จึงร่ายใช้ดาราวาบวับออกมาอย่างมิรั้งรอ


    ลำแสงกระพริบวาบ หานเฟิงและซวงเอ๋อร์หายวับไป มนุษย์หมาป่าตนนั้นตะครุบไว้ได้เพียงแค่ความว่างเปล่า หากรู้สึกตัวอีกทีกลับเป็นแรงระเบิดจากเปลวอัคคีที่ปะทะเข้าใบหน้า เปลวอัคคีสีทองแผดเผา จนร่าง กลับกลายเป็นเถ้าถ่านเศษธุลี เป็นอันต้องตกตายเช่นนั้นไป ซึ่งเหตุมาจากหานเฟิงที่ร่ายใช้ดาราวาบวับหลบหนีออกไป จากนั้นก็หันกลับมาส่งการโจมตีไปยังตำแหน่งเดิมที่ตนยืนอยู่อย่างทันท่วงที วงเสี้ยวอัคคีจึงได้ปลิดชีวิตของมนุษย์หมาป่าไปอีกตน


    สองมนุนษย์หมาป่าที่เห็นเคล็ดวิชาก้าวข้ามมิติอันพิศดารของหานเฟิงก็พลันชะงักงัน ไม่กล้าลงมือโต้ตอบ พากันวิ่งวนคุมเชิงอยู่รอบๆ ส่วนซวงเอ๋อร์ หลังจากรอดพ้นวิกฤตในครั้งนั้นมาได้ ก็หยุดหวีดร้องเสียงหลง ทั้งยังได้หานเฟิงกล่าวปลอบประโลมอยู่หลายคคำ จึงสามารถประคองสติกลับคืนมา


    “ เจ้าพักเถอะ ส่วนที่เหลือข้าจัดการเอง”


    ผู้กล่าวย่อมเป็นหานเฟิง หากซวงเอ๋อร์ที่คล้ายจะดึงเอาความกล้ากลับคืนมาได้แล้ว จึงยืนการว่า…


    “ ไม่ ข้าจะไม่หวีดร้องแล้ว...”


    ซวงเอ๋อร์ข่มใจให้ตนมีความกล้า หันไปเผชิญหน้ากับมนุษย์หมาป่าอีกสองตนที่วิ่งวนอยู่ไม่ไกล จากนั้น ก็กล่าวบอกตำแหน่งจู่โจมให้กับหานเฟิง


    “ ทางซ้าย!!!...”


    หานเฟิงมิคัดค้าน นางมีใจอยากสู้ ก็คล้ายกับเป็นความต้องการของมัน จึงไกวดาบส่งวงเสี้ยวอัคคีไปตามตำแหน่งที่ซวงเอ๋อร์กล่าวบอกอย่างทันท่วงที


    “ ตูม!!!...”


    “ ตูม!!!...”


    “ ตูม!!!...”


    เสียงระเบิดจากเปลวอัคคีดังขึ้นอีกครั้ง ซึ่งคราแรกๆยังคงพลาดเป้าไกลห่าง หากเพียงครู่เดียว ทิศทางการโจมตีที่นางบอกกล่าวออกมาก็คล้ายจะทวีความแม่นยำ


    มนุษย์หมาป่าทั้งสองเห็นว่าการจู่โจมยิ่งมายิ่งกระชั้นเข้าใกล้ ก็ทราบแน่ว่าพวกตนใกล้จะสิ้นท่าอีกครั้ง จึงลอบสนทนากัน ตัดสินใจลงมือจู่โจมโดยพร้อมเพรียง


    ภาพต่อมาที่ซวงเอ๋อร์เห็น จึงกลายเป็นมนุษหมาป่าหนึ่งตนพุ่งมาด้านหน้า ส่วนอีกตนพุ่งมาด้านหลัง ทั้งรวดเร็วยิ่ง นางจำต้องตัดสินใจอย่างกระชั้น ป่าวร้องตะโกนออกมาอย่างรวดเร็ว


    “ ข้างหน้า!!!”


    เสียงของนางดังลั่น หานเฟิงมิรีรอลังเล ปลดปล่อยวงเสี้ยวอัคคีออกไปตามคำสั่งของนางอย่างรวดเร็ว


    “ ตูมมม..” 


    การโจมตีนี้สัมฤทธิ์ผล มนุษย์หมาป่าที่พุ่งเข้ามาด้านหน้าไม่ทันเลี่ยงหลบ ถูกเปลวอัคคีกลืนกิน ตกตาลกลายเป็นธุลีไป


    “ อ๊าาาา!!!...”


    กลับเป็นเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดของซวงเอ๋อร์ เมื่อสั่งให้หานเฟิงจู่โจมทางเบื้องหน้า เบื่องหลังย่อมเปิดโล่ง นาง ที่อยู่ด้านหลังจึงกลายเป็นโล่เนื้อต้านทานการโจมตีของมนุษย์หมาป่าอีกตน


    “ ซวงเอ๋อร์!!!”


    หานเฟิงกล่าวขึ้นอย่างตระหนก เสียงร้องของซวงเอ๋อร์ทำให้มันทราบว่าผิดท่า อย่างรวดเร็ว หานเฟิงบิดเอี้ยวหมุนตัว ดาบในมือวาดออกแนวขวาง เพียงแค่วาดดาบโดยไร้ซึ่งเปลวไฟ หากคมดาบสีเงินกลับตัดผ่าร่างของมนุษย์หมาป่าจนขาดครึ่งล้มลง


    มนุษย์หมาป่าตนสุดท้ายถูกสังหาร ทว่า กระบวนท่าของหานเฟิงยังไม่จบสิ้น มันปักคมดาบลงพื้นดิน จากนั้นก็ปลดปล่อยเปลวอัคคีอย่างสุดกำลัง


    “ ตูม!!!...”


    “ ตูม!!!...”


    “ ตูม!!!...”


    กลับเป็นเสียงระเบิดอันเกิดจากเปลวคัคคีที่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอบทิศทาง


    ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ หานเฟิงก็กลับมามองเห็น เป็นมนุษย์ตัวตุ่นที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน ถูกเปลวอัคคีของหานเฟิงเผาผลาญจนตกตาย อาคมคำสาปที่ติดตัวมันอยู่จึงสูญสลาย จึงสามารถกลับมามองเห็นได้อีกครา


    หานเฟิงรีบคลายผ้าที่ผูกรั้งซวงเอ๋อร์ไว้บนแผ่นหลังลงมา รีบอุ้มประคองนาง มือสัมผัสได้ถึงโลหิตอุ่นร้อนที่ไหลทะลักออกจากแผ่นหลัง ก่อนจะเห็นว่า กลางหลังของนางเป็นบาดแผลที่ถูกกรงเล็บของมนุษย์หมาป่า บาดแผลน่ากลัวยิ่ง มันยาวยิ่ง ทั้งยังลึกยิ่ง ทั้งเรียกเอาโลหิตอุ่นร้อนออกมาจนอาบย้อมไปทั้งแผ่นหลังของนาง


    หานเฟิงรีบใช้ลมปราณผนึกบาดแผล หยุดห้ามเลือดมิให้รินไหล ก่อนที่ปากจะเปิดขึ้นกล่าวคำอย่างร้อนรน


    “ ทำไมซวงเอ๋อร์?” ที่มันกล่าวถาม คือทำไมนางไม่บอกว่ามีการจู่โจมมาจากด้านหลัง


    “ ข ข้ากลัว ว่าหากบอกท่าน ว่ามันมา จาก ด้านหลัง แล้วท่าน จะถูกมันจู่โจม บาดเจ็บ…”


    ซวงเอ๋อร์กล่าวอย่างแผ่วเบา นางคล้ายกำลังสิ้นสติ


    “ เด็กโง่ นั้นล้วนเป็นเจ้าคิดกังวนไปเอง ข้าออกจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ จะอย่างไรก็มากวิธีคลี่คลายสถานการณ์... ”


    “ ข ข้าขอโทษ...”


    สิ้นคำ นางกลับคอพับสิ้นสติไป ทั้งร่างแปลงมนุษย์ยังกลับคืนสู่ลักษณ์ของปีศาจจิ้งจอกมายา


    “ ซวงเอ๋อร์…  ซวงเอ๋อร์…”


    เห็นนางสิ้นสติไป หานเฟิงกลับพลันต้องหัวใจเย็นเยียบ จะอย่างไร มันก็รักถนอมซวงเอ๋อร์ดุจน้องสาวร่วมอุทรผู้หนึ่ง หากนางเป็นอะไรไป มันก็มิคิดให้อภัยตัวเอง


    “ กลับเป็นข้าที่ต้องขอโทษ...”


    หานเฟิงกล่าวเสียงแผ่วเบา ทันใดนั้น ก็บังเกิดลำแสงกระพริบวาบ กระพริบวาบ และกระพริบวาบ...


    กลับเป็นหานเฟิงร่ายใช้ดาราวาบวับออกมาอย่างสุดกำลัง...

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน