ปั้ง!!!!!!!
คลื่นวิชาทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง บังเกิดเสียงกัมปนาทกึกก้องกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ หินผาขนาดใหญ่บนหุบเขาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ต้นไม้ใหญ่น้อยหลายสิบต้นหักโค่นพังทลายปลิวว่อน ฝุ่นควันตลบอบอวลกระจายไปทั่วทุกสารทิศ
หลี่ซวนหอบหายใจฮัก จ้องเขม็งไปยังกลุ่มควันเบื้องหน้า มือซ้ายกุมท่อนแขนขวาที่เจ็บปวดและชาจากการฝืนใช้วิชากระบี่ก้องยุทธภพเต็มสิบส่วน ทว่าเพียงไม่นาน สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง! ชายหนุ่มต้องรีบเร่งงัดวิชาที่เพิ่งคัดลอกมาจากศัตรูอย่าง 'สลับก้าวเงามายา' ออกมาใช้ เพื่อถอยร่นหลบหนีในทันที!
นั่นเป็นเพราะวิชากระบี่ของซาอู๋เหิงได้พุ่งทะลวงผ่านม่านควันนั้นมาได้ถึงสามสาย! วิชากระบี่ก้องยุทธภพที่ยังไม่สมบูรณ์ของเขา ทำได้เพียงหักล้างเงากระบี่สังหารไปได้ห้าสายเท่านั้น!
ในจังหวะที่ร่างของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นเงาหายวับไป และเคลื่อนตัวมาปรากฏอยู่อีกจุดหนึ่งอย่างว่องไว เขาลอบคิดในใจว่าตนเองรอดพ้นแล้ว ทว่าเงากระบี่ทมิฬทั้งสามสายนั้น แทนที่มันจะพุ่งปักจมลงสู่ธรณียามที่ร่วงหล่นลงมาจวนจะถึงพื้น พวกมันกลับหักเลี้ยวเบี่ยงทิศทาง พุ่งทะยานไล่ล่าติดตามเขามาอย่างไม่ลดละ!
‘นี่มันเรื่องอันใดกัน!’
เขาคิดในใจอย่างตื่นตระหนกสุดขีด ก่อนจะรีบใช้วิชา 'สลับก้าวเงามายา' ชิ่งหนีออกไปอย่างสุดชีวิต
ฟึ่บ ๆ ๆ!
ร่างของเขากลายเป็นเงาดำสลับตำแหน่งไปมาอย่างต่อเนื่อง จนเสียงหอบหายใจเริ่มหนักหน่วง ท่อนขาของเขาเริ่มสั่นเทาและหมดเรี่ยวแรงลงเรื่อย ๆ จากการฝืนใช้วิชาที่เพิ่งคัดลอกมา ทว่าหลบหนีไปได้ไม่นานเขาก็ต้องพบกับทางตัน... เบื้องหน้าของเขาคือหน้าผาเหวลึกที่มีกระแสน้ำตกไหลเชี่ยวกราก ซึ่งปลายทางของน้ำตกนั้นทิ้งตัวลงสู่ 'ผืนป่าสีเขียวอมเหลือง' ที่แผ่กลิ่นอายอันตรายออกมาอย่างเด่นชัดอยู่เบื้องล่าง!
‘แย่แล้ว!’ หลี่ซวนร้องลั่นในใจ
เขากัดฟันฝืนรีดเร้นพลังวิญญาณที่เหลือเพียงน้อยนิดอัดลงในกระบี่คู่กาย ผสานเข้ากับวิชา 'ล่องลอยนภา' เหินบินหนีออกไปกลางอากาศอย่างสุดความสามารถ ทว่าเสียงแหวกอากาศ ฟิ่ว! ฟิ่ว! ฟิ่ว! ทั้งสามสายกลับดังจี้ไล่หลังมาติด ๆ
เมื่อหันกลับไปมอง ก็พบเข้ากับเงากระบี่ดำทมิฬทั้งสามสายที่พุ่งทะยานเข้าหาเขาด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามาก!
เมื่อความตายมาเยือนอยู่ตรงหน้า หลี่ซวนรีบหันขวับกลับไปยกสองแขนขึ้นตั้งรับ ใช้วิชา 'ฝ่ามือสยบแปดทิศ' ออกมาเต็มกำลัง พร้อมกับปลดปล่อย 'โล่ไอวิญญาณ' ซ้อนทับเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นด้วยพลังทั้งหมดที่มีในทันที!
ปั้ง!!
เงากระบี่สังหารทั้งสามสายพุ่งเข้าปะทะกับม่านฝ่ามือและโล่ไอวิญญาณของเขาอย่างรุนแรง!
แรงกระแทกอันมหาศาลบดขยี้การป้องกันของเขาสิ้นซาก ส่งผลให้กระดูกท่อนแขนทั้งสองข้างของชายหนุ่มหักสะบั้น เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นพร้อมกับความเจ็บปวดที่พุ่งทะลุขีดจำกัด!
"อ๊ากกก—!"
เสียงร้องโหยหวนดังก้อง ทว่ายังไม่ทันที่เสียงนั้นจะเล็ดลอดออกมาจนสุดเสียง หรือแม้แต่จะเปิดใช้งาน 'ผลึกพิทักษ์ชีพ' ได้ทัน เงากระบี่ทมิฬทั้งสามสายก็พุ่งทะลวงผ่านร่างของเขาไปอย่างโหดเหี้ยม!
สายหนึ่งทะลวงเข้าน่องขวา! สายหนึ่งเจาะทะลุหัวไหล่! และสายสุดท้ายพุ่งทะลวงเข้าที่อกข้างขวาอย่างจัง!
เลือดสด ๆ สาดกระเซ็น ความเจ็บปวดแสนสาหัสเกินกว่าร่างกายมนุษย์จะทนรับไหว ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาดับวูบลงในทันที ร่างที่ไร้สติของหลี่ซวนพร้อมกับกระบี่คู่กาย ร่วงหล่นดิ่งพสุธาลงสู่กระแสน้ำตกอันเชี่ยวกราก ก่อนจะถูกกระแสน้ำพัดพาไหลกลืนหายเข้าไปในผืนป่ามรณะสีเขียวเหลืองเบื้องล่างทันที...
…
ฟึ่บ!
ซาอู๋เหิงบังคับกระบี่สีดำร่อนลงมายืนอยู่ริมหน้าผาน้ำตกพลางมองลงไปเบื้องล่าง ก่อนจะครุ่นคิดในใจ
‘ข้าคาดไว้ไม่ผิด มันใช้วิชาสลับก้าวเงามายาได้เฉกเช่นเดียวกับมือสังหารอย่างพวกเรา แถมยังมีวิชาของสำนักเฟิงหยวนและสำนักหยุนซาน... เจ้าเด็กนี่มันเป็นใครกันแน่?’
ฉับพลันนั้น เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ร่างของมือสังหารสวมหน้ากากสองคนพุ่งทะยานผ่านแนวต้นไม้มาด้วยความเร็ว ก่อนจะหยุดยืนอยู่ริมหน้าผา พวกเขามองไปยังซาอู๋เหิงแล้วประสานมือคารวะ
"ขอบคุณผู้อาวุโสที่ลงมือช่วยขอรับ คนของพวกเราบาดเจ็บสาหัสไปหนึ่งคน ตอนนี้กำลังพักฟื้นอยู่ในป่า และพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำไปอีกหนึ่งคนจากการปะทะเมื่อครู่ขอรับ"
"อืม" มือสังหารเฒ่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"มันร่วงหล่นลงไปในป่าอสูรสีอำพันนั่นแล้ว แม้ข้าจะพลาดทำให้ไม่โดนจุดตาย แต่มันก็บาดเจ็บสาหัสไม่น้อย หากต้องเผชิญหน้ากับพวกอสูรระดับสองในนั้น เกรงว่าสิบส่วนยังไงก็คงไม่รอด"
"ผู้อาวุโส... พวกเราควรตามลงไปหรือไม่ขอรับ?" มือสังหารหน้ากากเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ตามไป? นี่เจ้าเอาสมองส่วนไหนคิด?" ซาอู๋เหิงตวาดใส่ ก่อนจะชี้นิ้วด่า
"หากเจ้ากล้า เจ้าก็ลงไปเองเสีย! ในป่านั่นมีสัตว์อสูรที่อันตรายเพ่นพ่านอยู่เต็มไปหมด ถ้าไม่ติดเรื่องนี้ ข้าคงตามลงไปเชือดคอมันด้วยตัวเองแล้ว ในป่าสีเขียวอำพันนี้ หากไม่มีผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณจับกลุ่มไปด้วยกัน มีหรือจะรอดชีวิตออกมาได้"
มือสังหารหน้ากากถึงกับสะดุ้ง ทำสีหน้าเหวอไปชั่วขณะ
"ละ... แล้วพวกเราจะยืนยันการตายของมันได้อย่างไรดีขอรับ?"
ซาอู๋เหิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยแผนการออกมาอย่างแยบยล
"พวกเจ้าจงไปเรียกคนมาเพิ่มซะ และให้ทุกคนพกป้ายสื่อสารติดตัวไว้ ไปดักซุ่มล้อมเส้นทางเฉพาะจุดที่มันน่าจะหนีออกมาได้... สั่งให้คนของเจ้านำแผนที่มาด้วย หากข้าจำไม่ผิด ป่าแห่งนี้มีทางออกเพียงไม่กี่เส้นทางเท่านั้น"
ชายชราเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ "ส่วนข้า จะไปดักรอที่เส้นทางออกจากป่าฝั่งที่มุ่งหน้ากลับไปสำนักเฟิงหยวน เพื่อปิดตายไม่ให้มันหนีกลับสำนักได้ หากเวลาล่วงเลยเกินห้าวัน ก็จงถือเสียว่ามันตกตายอยู่ข้างในนั้นแล้ว ถึงตอนนั้นพวกเจ้าก็รีบถอนตัวให้ไวที่สุด เพื่อไม่ให้คนของสำนักพวกมันตามแกะรอยมาเจอพวกเราได้..."
"แต่หากมันดวงแข็งรอดออกมาได้ พวกเจ้าจงรีบส่งสัญญาณแจ้งข้า ข้าจะรีบตามไปปลิดชีพมันทันที" เขากล่าวย้ำ ก่อนจะหันกลับไปหาคนทั้งสอง
"ในระหว่างที่พวกเจ้ากำลังรอกำลังเสริม ก็จงไปช่วยกันลบร่องรอยการต่อสู้ตามเส้นทางที่ผ่านมาให้หมดเสีย แม้บางจุดร่องรอยการปะทะจะรุนแรงเกินกว่าจะกลบเกลื่อนได้มิด ก็จงพยายามลบเลือนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้... ไปซะ"
"ขอรับ!" มือสังหารหน้ากากทั้งสองขานรับคำสั่ง ก่อนจะแยกย้ายทะยานร่างจากไปทำหน้าที่ของตนทันที
ยามนี้เหลือเพียงมือสังหารหน้ากากเฒ่าที่ยังคงยืนเหยียบกระบี่ลอยตัวอยู่เหนือหน้าผาเพียงลำพัง
เขาแค่นเสียงเย็นชาเย้ยหยัน
"เจ้าหนู... ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะไม่ตกตายในป่านั่นภายในห้าวัน แต่หากเจ้ารอดออกมาได้จริง ๆ ก็อย่าหวังว่าจะมีโอกาสครั้งที่สอง"
…
เช้าวันต่อมา ณ หอคณิกา แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องพักของพวกอวี่ฟ่าน พร้อมกับเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วขานรับวันใหม่
อวี่ฟ่านกับจางเหว่ยที่ได้สัมผัสกับแสงแดดยามรุ่งอรุณซึ่งสอดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ก็ได้สติฟื้นตื่นจากการหลับใหล หลังจากโดนวางยานอนหลับชนิดรุนแรงที่ใช้สำหรับเล่นงานผู้บำเพ็ญโดยเฉพาะ
ทั้งสองยังคงรู้สึกมึนงงและปวดศีรษะเป็นอย่างมาก พวกเขารีบโคจรลมปราณเพื่อขับฤทธิ์ยาสลบออกจากร่างกาย
เมื่อได้สติเต็มที่ พวกเขาก็หันไปมองรอบห้อง ก่อนจะเบิกตาตกใจเมื่อพบว่าสตรีทั้งแปดนางยังคงจมอยู่ในห้วงนิทรา ดูไม่มีท่าทีว่าจะรู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
‘เกิดเรื่องอันใดขึ้น!?’
ใบหน้าขี้เล่นของอวี่ฟ่านเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งเครียดจริงจัง
จางเหว่ยเองก็เช่นกัน สถานการณ์แปลกประหลาดตรงหน้าทำให้เขากวาดสายตาสำรวจไปทั่วห้อง ก่อนจะนึกบางสิ่งขึ้นได้แล้วตะโกนลั่น
"หลี่ซวน! หลี่ซวนอยู่ไหนกัน!?"
อวี่ฟ่านได้ยินดังนั้นก็รีบหันมองหาจนทั่วห้อง
‘เมื่อคืนมันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่!’ เขารีบพุ่งไปผลักประตูห้องแล้วก้าวออกไปด้านนอกทันที พร้อมกับสังเกตเห็นป้ายที่แขวนไว้หน้าประตูว่า ‘ห้ามรบกวนเด็ดขาด’
เขาขมวดคิ้วแน่น จางเหว่ยที่เดินมายืนขนาบข้างด้วยสีหน้าถมึงทึงไม่แพ้กัน ก่อนที่อวี่ฟ่านจะกวักมือเรียกสตรีนางหนึ่งของหอคณิกาที่เดินผ่านมา
เมื่อสตรีนางนั้นเดินเข้ามาใกล้ เขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาและสีหน้ามืดทะมึน ซึ่งทำให้ผู้ที่ได้ฟังถึงกับขนลุกซู่
"ข้าจำหน้าเจ้าเมื่อคืนได้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะไม่รู้เห็นสิ่งใด บอกข้ามา... ศิษย์น้องของข้าอยู่ที่ใด?"
หญิงสาวนางนั้นที่ได้ยินน้ำเสียงแสนน่าขนลุกกับสีหน้านั้น ก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลงไปกองกับพื้นเพราะความหวาดกลัวต่อแรงกดดันของอวี่ฟ่านทันที
เหล่าสตรีรอบข้างในหอคณิกาเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ต่างก็ตื่นตระหนกตกใจและพากันหลบเข้ามุม ก่อนจะมีสตรีนางหนึ่งก้าวเดินออกมา นางมีใบหน้างดงาม สวมใส่อาภรณ์เช่นเดียวกับสตรีนางอื่นในหอคณิกา ทว่ากลับเป็นชุดสีขาวนวลสะอาดตาชวนให้หลงใหล
เมื่อนางปรากฏตัว ก็เอื้อมมือไปจับไหล่ของสตรีที่กำลังทรุดตัวอยู่ พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไพเราะนุ่มนวล "ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือเจ้าคะ? คุณชายช่วยบอกกล่าวน้องหญิงให้ทราบหน่อยจะได้หรือไม่?"
อวี่ฟ่านปรายตามองนางพร้อมเอ่ยอย่างเย็นชา "เจ้าเป็นผู้ดูแลที่นี่สินะ? ศิษย์น้องข้าอยู่ที่ใด... บอกข้ามาเดี๋ยวนี้"
สตรีชุดขาวเมื่อประสานสายตาเข้ากับแววตาเกรี้ยวกราดและท่าทีคุกคามของอวี่ฟ่าน นางก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันหนักอึ้ง ทว่าถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นลูกค้าประจำระดับสูง และนางก็ล่วงรู้ดีว่าชายหนุ่มผู้นี้มีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา นางจึงไม่อาจผลีผลามทำสิ่งใดบุ่มบ่ามได้
นางตบไหล่สตรีที่กำลังทรุดตัวอยู่เบา ๆ พร้อมกับลอบส่งพลังวิญญาณเข้าไปในตัวนางเพื่อช่วยให้สติสงบลง สตรีผู้นั้นเมื่อเริ่มหายใจได้ทั่วท้อง ก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะพยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน
"มะ… เมื่อคืน ขะ… ข… ข้าน้อยเห็นสหายของพวกท่าน ด… เดินออกไปพร้อมกับสตรีของหอคณิกานางหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเด็กใหม่เจ้าค่ะ ป… ไปเพียงแค่สองต่อสองตอนกลางคืน"
อวี่ฟ่านที่เห็นคนตรงหน้าเอาแต่พูดจาตะกุกตะกัก ไม่ยอมเข้าถึงเรื่องสำคัญของศิษย์น้องตนเสียที ความร้อนรนก็ยิ่งปะทุ เขาพลันปลดปล่อยแรงกดดันอันหนักอึ้งเข้าใส่สตรีที่กำลังอธิบายอย่างลืมตัว
"พูดให้มันรู้เรื่อง!"
สตรีนางนั้นสีหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง หากไม่ได้สตรีชุดขาวคอยช่วยพยุงร่างเอาไว้ นางคงได้เข่าอ่อนล้มพับลงไปกองกับพื้นอีกรอบเป็นแน่
"คุณชาย ได้โปรดระงับโทสะลงก่อนเถิดเจ้าค่ะ นางยังเด็ก ซ้ำยังเป็นเพียงผู้เยาว์ที่เพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ ขอท่านอย่าได้ถือสานางเลย"
กล่าวจบ สตรีชุดขาวก็แอบส่งกระแสพลังวิญญาณอันอบอุ่นอีกสายหนึ่งเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างของสตรีที่กำลังยืนขาสั่นด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะก้มลงกระซิบถ้อยคำบางอย่างข้างหูนางเบา ๆ
ทางด้านอวี่ฟ่าน เมื่อเห็นสตรีชุดขาวออกหน้า เขาก็พลันได้สติ สีหน้าเกรี้ยวกราดฉายแววความรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มโทสะและสงบอารมณ์ลงบ้าง ชายหนุ่มผู้มักจะมีรอยยิ้มประดับใบหน้าและมีนิสัยขี้เล่นอยู่เสมอ ไม่เคยรู้สึกกังวลจนปล่อยให้ความโกรธครอบงำจิตใจเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต
ลึกลงไปในใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะตัวเขาเองคือผู้ที่ชักชวนและพาหลี่ซวนออกมาเปิดหูเปิดตาภายนอกสำนัก หากเกิดเรื่องเลวร้ายอันใดขึ้นกับศิษย์น้องของตน เขาคงต้องแบกรับความตราบาปนี้ไปตลอดชีวิต และคงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ที่เป็นต้นเหตุดึงให้หลี่ซวนต้องก้าวเข้ามาเผชิญกับภัยอันตรายที่ไม่คาดฝันเช่นนี้
เมื่อได้รับพลังวิญญาณและคำปลอบประโลม สตรีนางนั้นก็ค่อย ๆ รวบรวมความกล้า หยัดกายยืนขึ้นมาให้มั่นคง แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่สงบลงกว่าเดิม
"ข้าน้อยพะ... เพียงนึกว่า พวกเขาคงอยากจะไปอยู่ด้วยกันสองต่อสองตามประสาของบุรุษที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ ก็เลยไม่ได้สงสัยอันใด แล้วเพียงมองพวกเขาเดินออกไปข้างนอกหอเจ้าค่ะ"
อวี่ฟ่านได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลงไปอีกขั้น แค่ฟังเพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้วว่ามันผิดปกติ หลี่ซวนที่เขารู้จักไม่มีทางทำตัวเช่นนั้นแน่! แถมเหตุการณ์ประหลาดที่ทำให้คนทั้งห้องหลับใหลไม่ได้สติ นี่มันก็บ่งบอกได้ชัดเจนแล้ว!
"ฝีมือเช่นนี้ต้องเป็นพวกมือสังหารแน่"
จางเหว่ยกล่าวแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
"คนที่จะสามารถเล่นงานผู้บำเพ็ญอย่างพวกเราโดยไม่ทันรู้ตัวได้ ก็คงจะมีแต่พวกมือสังหารเหล่านั้น"
อวี่ฟ่านพยักหน้าเห็นด้วยทันที
"ข้าก็คิดเช่นนั้น แม้จะไม่รู้ว่าเสี่ยวหลี่ไปทำให้ผู้ใดขุ่นเคืองถึงกับต้องจ้างมือสังหารมาลอบฆ่ากันยันในเมือง แต่ดูแล้วเรื่องนี้น่าจะไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว... ในตอนนี้ พวกเราคงต้องรีบออกไปตามหาร่องรอยภายนอกก่อน หากไม่ได้เรื่องอันใด ข้าจะส่งหยกสื่อสารไปแจ้งท่านอาจารย์ของข้า ต่อให้ข้าต้องแลกด้วยสิ่งใดข้าก็ยอม ขอเพียงแค่ตามหาศิษย์น้องให้พบก็พอ"
จางเหว่ยพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
"พวกเรารอช้าไม่ได้แล้วพี่อวี่ รีบออกไปตามหาหลี่ซวนกันเถิด"
"อืม..."
อวี่ฟ่านรับคำ ก่อนจะหันขวับกลับไปจ้องหน้าสตรีชุดขาวเขม็ง
"ข้าว่าพวกท่านควรจะคัดกรองคนให้มันดี ๆ เสียหน่อย... หากศิษย์น้องของข้าเป็นอันใดไปล่ะก็ เกรงว่าหอคณิกาแห่งนี้แม้จะตั้งอยู่ใจกลางเมือง ข้าก็จะทำให้มันไม่สามารถกลับมาได้อีกเป็นครั้งที่สอง"
กล่าวจบ เขาก็สะบัดชายเสื้อหันหลังเดินตึงตังมุ่งหน้าไปยังทางออกทันที
สตรีชุดขาวที่เป็นผู้ดูแลกัดฟันกรอด ลอบสบถในใจ ใบหน้าที่งดงามพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
‘เหตุใดถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้!’
นางหันไปหาบรรดาสตรีทั้งหมดที่กำลังหลบมุมอยู่ ก่อนจะแผดเสียงตะโกนสั่งการ
"รีบไปบอกให้คนของพวกเราช่วยกันออกค้นหาซะ! ช่วยเหลือพวกเขาให้ได้มากที่สุด! หากเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นมาจริง ๆ พวกเราคงอยู่รอดในเมืองนี้ได้ยากแล้ว ไป!"
"เจ้าค่ะ!" สตรีทั้งหมดขานรับเสียงสั่น ก่อนจะรีบลนลานแยกย้ายกันไปติดต่อสายข่าวและคนของพวกนางในทันที