โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 69 สมบัติแผ่นดิน

    ณ วัดกุฏีดาว เวลา เที่ยงคืน ตอนนี้มีชายถืออาวุธ ครบมือสี่สิบคน มีรถแบ็คโฮ 2 คันจอดอยู่ มีนายภาณุ น้องชายนายภาคิน กับ อาจารย์บุญ กำลังรอฤกษ์เพื่อจะได้ทำพิธี โดยที่รอบๆ วัดหามีเจ้าหน้าที่อยู่เฝ้าไม่

    “ อาจารย์ แน่ใจนะครับว่า สมบัติจะปรากฏให้เห็นจริงๆ”

    “ แน่นอน มีหลักฐานให้เห็นมาแล้วหลายยุคหลายสมัย แต่ไม่มีใครรู้ว่า สมบัติเหล่านี้มันสามารถเคลื่อนที่ได้ เพราะวิญญาณที่ตายพวกมันยังคงคอยเฝ้าเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์มาจนถึงทุกวันนี้”

    ตอนนี้อาจารย์บุญ นำสายสิญ มาล้อม รอบตัวโบสถ์โบราณ มีลูกน้องของนายภาณุ นับ สิบคน  ใช้เครื่องเอกซเรย์ตรวจจับโลหะ ลงไปชั้นใต้ดินได้ลึกถึง 50 เมตร เดินรอบๆ โบสถ์โบราณ  ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงสัญญาณร้องเตือนว่าตรวจพบแล้ว  ทุกคนก็เข้าไปดูทันที

    “ แถวนี้มีหลุมสมบัติ ถึง สิบหลุม โอ้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เอ๊ะ มันกำลังเคลื่อนย้ายแล้ว อาจารย์รีบทำอะไรก็ทำเร็วเข้า”  นายภาณุรีบตะโกนบอกกับอาจารย์บุญ ที่ตอนนี้ใช้ดาบสยบฟ้า กรีดเลือดของตน เพื่อให้ดาบสยบฟ้ากลืนกินเลือด  พอแสงของดาบสยบฟ้า ส่องประกายออกมา อาจารย์บุญ ก็ใช้ดาบปักลงที่พื้นดิน เสียงร้องของวิญญาณ กรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน อาจารย์บุญ รีบเอาไม้ที่ใช้ตีฝาโลงศพ มาปักเอาไว้ที่หลุมสมบัติ ทั้งสิบ เพื่อเป็นสัญญลักษ์ แล้วตอนนี้ใช้ดาบตรึง พวกภูตผีเอาไว้ ไม่ให้พวกมัน เคลื่อนย้ายสมบัติหนีไปอีก

    ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏวิญญาณทหารโบราณที่ไม่มีหัว ถือดาบสองมือวิ่งเข้ามาหากลุ่มของอาจารย์บุญ คนงานและคนคุ้มกันเห็นแบบนี้ก็วิ่งเข้ามาหลบหลังอาจารย์บุญ

    “ เฮอะ แกคิดว่าจะทำอะไรได้”  อาจารย์บุญเลยนำความธนูที่ปั้นด้วยโลหะออกมาสองตัว แล้วก็ท่องคาถา แล้วปล่อยออกไป ปรากฏควายธนูสีทอง กับ ตัวสีเงิน ออกมา ควายธนูทั้งสอง ต่างกระโจนใส่ทหารโบราณที่ไร้หัว จนกระเด็นกระดอนหายไป จนหมด 

    “ เรียบร้อย เริ่มขุดได้”  อาจารย์บุญออกคำสั่ง รถแบ็คโฮขนาดเล็ก สองคันขับเข้ามาชนกำแพงโบสถ์โบราณจนพัง แล้วเข้ามาเริ่มขุดหลุมสมบัติทันที  โดยมีควายธนู สองตัว คอยเดินคุมเชิงอยู่รอบๆ 

    ขจรตอนนี้เป็นนกเหยี่ยวมาถึงแล้วกลายร่างกลับมาเป็นมนุษย์ ยืนมองอยู่บนต้นไม้ใหญ่มองดูเหตุการณ์ด้วย สายตาที่โกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง

    “ วันนี้พวกมึงทุกคน จะต้องลงนรกกันทั้งหมด จะไม่มีใครได้เห็นดวงตะวันอีกในวันพรุ่งนี้” 

    ขจรกระโดดลงมาจากต้นไม้ใหญ่ แล้วร่างกายของเขาก็กลายเป็นยักษ์ตัวดำมีเขี้ยงโง้ว กระโดดมายืนด้านหน้ารถแบ็คโฮ แล้วก็ใช้มือยกรถที่กำลังขุด ฟาดไปโดนรถแบ็คโฮขนาดเล็กอีกคัน จนแหลกเป็นชิ้นๆ คนขับรถก็กลายเป็นเศษซาก ตายไปอย่างน่าทุเรศ

    อาจารย์บุญ กับ นายภาณุ กับ ลูกน้องต่างยืนตะลึงจ้องมองนึ่ง แต่พอตั้งสติกันได้ นายภาณุก็สั่งยิงยักษ์ขจรทันที

    เปรี้ยง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ กระสุนปืนถูกหยุดด้วย เกราะเพชรไม่อาจเข้าใกล้ได้ ยักษ์ขจรเลยบุกเข้ามาตบเข้าที่หัวของ ลูกน้องของนายภาณุ จนหัวหลุดไปทีเดียวสองคน

    แล้วที่เหลือก็ถูกต่อย ไล่ทุบ จนตายกันเกลื่อน แล้ว ควายธนูทอง ก็พุ่งเข้าชนขจรอย่างแรง แต่กลับชนเข้ากลับเกราะเพชร ไม่อาจเข้าใกล้ได้ ยักษ์ขจรเลยจับเขาของมัน แล้วบิดเต็มแรง คอของควายธนูถึงกับหัก ลงไปนอนกองกับพื้น ส่วนควายธนูเงิน ก็ยังคงพุ่งชนยักษ์ขจรจากด้านหลัง แต่ไม่ทันได้เข้าใกล้ หมัดของยักษ์ขจรก็ต่อยเข้ากลางหน้าผากของมัน ทำให้ร่างควายธนูเงิน ถึงกับระเบิดเป็นชิ้นๆ

    ตอนนี้เหลือแต่อาจารย์บุญ กับ นายภาณุ และลูกน้องอีกสี่คน

    “ อาจารย์ ต้านมันไว้นะ ผมจะถอยไปตั้งหลักก่อน” นายภาณุ รีบหนีออกไปจากที่นี่ พร้อมกับลูกน้องทันที ทิ้งอาจารย์บุญเอาไว้คนเดียว

    “ ไอ้ยักษ์บ้า มึงมาจากไหนกันวะ”

    “ คนชั่วอย่างมึง ยังไม่คู่ควร”

    ยักษ์ขจรเอ่ยจบ ก็กระโดดตัวลอย ยกแขนสองมือ ทุบเข้าใส่ อาจารย์บุญ แต่ว่าอาจารย์บุญไม่ใช่หมูที่จะมาถูกทุบง่ายๆ เขาถอนดาบสยบฟ้าออกมา แล้วฟันใส่ยักษ์ขจรทันที

    ยักษ์ขจรได้แต่เบี่ยงหลบ คมดาบเฉียดร่างของเขาไปหวุดหวิด ยักษ์ขจรคว้าเอาเศษกำแพงโบสถ์ที่พังลงมา ทุ่มใส่อาจารย์บุญทันที

    อาจารย์บุญแม้มีอาวุธร้ายกาจในมือ แต่เจอกับกำแพงอิฐขนาดใหญ่ที่ปลิวมาด้วยความเร็วแบบนี้ แม้จะใช้ดาบสยบฟ้ากั้น ก็ไม่อาจป้องกันได้ จึงถูกกำแพงโบสถ์ทับจนแบนไปกับพื้น  ตายไปอย่างน่าอนาถ

    วิญญาณทหารโบราณ ก็ค่อยๆปรากฏกายขึ้นมาต่อหน้าของขจร

    “ ท่านหัวหน้า”  วิญญาณทั้งหมดคุกเข่าต่อหน้าขจร  เพราะเคยเป็นหัวหน้าพวกเขามาก่อน

    “ พวกเอ็งทำไมไม่มอบสมบัติเหล่านี้ให้กับ ผู้ที่คู่ควร จะมาเฝ้าสมบัติพวกนี้ทำไมตั้งสองร้อยกว่าปี” 

    “ พวกมันไม่มีใครคู่ควรเลยขอรับ”

    ขจรได้แต่สงสัย

    “ ทำไมเล่า”

    “ ก็หัวหน้าบอกว่า คนที่คู่ควร ก็ต้องเป็นคนดี มีศีลธรรม มีความเมตตา เห็นแก่ความสุข ของไพร่ฟ้า ประชาชน แต่ที่ผ่านมา พวกเราหาได้เจอคนเช่นนี้ไม่”

    ขจรถอนหายใจออกมา

    “ คนดีแบบนั้น จะมีได้ยังไง ขอให้เขานำสมบัติเหล่านี้ ไปช่วยชาวบ้าน และประชาชนก็พอแล้ว พวกเอ็งคิดมากแบบนี้ คงต้องเฝ้าสมบัติไปตลอดกาลแน่”

    “ ได้โปรดเถอะท่านหัวหน้าพวกเรารอมาสองร้อยกว่าปีแล้ว ท่านช่วยเอาสมบัติแผ่นดินเหล่านี้ไปจัดการเองเถอะนะ ขอรับ พวกเราก็อยากไปเกิดใหม่กันแล้ว”

    ขจรยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ สมบัติโบราณที่เขานำมาฝังไว้ ทั้ง 10 หลุมก็มาปรากฏต่อหน้าเขา ขจรมองเห็นหน้าลูกน้องของตนที่ตอนนี้ กลายเป็นผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์มาสองร้อยกว่าปี ก็ถอนหายใจออกมา

    “ ข้าเข้าใจพวกเอ็ง หน้าที่นี้ข้าจะรับเอาไว้เอง” ขจรตวัดมือกวาดสมบัติมหาศาลเข้ามาเก็บเอาไว้ในมิติหนังสัตว์ แล้วเริ่มสวดแผ่เมตตา มอบบุญกุศลที่เขาได้สร้างมาตลอด มอบให้กับ เหล่าทหารโบราณเหล่านี้

    แล้ววิญญาณทั้งหมด ก็ค่อยๆ สลายร่างกลายเป็นสะเก็ดดาว ล่อยลอยขึ้นไปบนฟากฟ้า ขจรหันไปมองตามรถตู้ที่ขับหนีออกไป มีนายภาณุ น้องชายของนายภาคินนั่งไปกับ ลูกน้องอีกสี่คน ขับรถไปยังไม่ทันขึ้นถนนสายเอเชีย อยู่ๆ ก็มีซากกำแพงโบสถ์ขนาดใหญ่ ลอยมาบนฟ้า หล่นใส่รถตู้ของนายภาณุ จนรถตู้แบนราบติดดิน คนในรถทั้งห้า ตายกันเรียบ

    เป็นยักษ์ขจรนั่นเอง ที่แบกกำแพงโบสถ์มาทุ่มใส่เช่นนี้ จากนั้นเขาก็เปลี่ยนร่างกายเป็น เหยี่ยวดำ บินกลับโรงแรมที่พักของเขาที่กรุงเทพทันที

    ในตอนเช้า มีข่าวใหญ่ลงสื่อ ทุกช่องทาง พบซากศพโจรขโมยสมบัติหลายสิบคน นอนตายกันเกลื่อนวัดกุฏีดาว รอบ พบว่ามีการขุดหาสมบัติ มีการทำลายกำแพงโบสถ์โบราณสถาน ผู้คนต่างสาปแช่งการกระทำของคนที่ตาย ชาวบ้านใกล้เคียงก็ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ยินเสียงปืนดังเป็นระยะ พอออกมาดู ก็เห็นผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ตัวใหญ่ ออกมาไล่ทุบ ไล่กระทืบ พวกชั่วพวกนี้จนตายไม่มีเหลือ แต่ที่น่าสงสัย

    มีรถของลูกชายนายธนิศ ลูกรัฐมนตรี ถูกกำแพงโบสถ์ที่วัดกุฏีดาว ทับจนแบนราบไปกับพื้น ตายอนาถ สร้างความมึนงงให้กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างมาก

    พวกชาวบ้านยังกล่าวกันว่า คนที่ตายน่าจะเป็นหัวหน้าโจรขโมยสมบัติแผ่นดินแน่ๆ

    ท่านชายภาสกร ดูข่าวนี้ แล้วก็สังเกตขจร ที่ไม่ได้สนใจอะไร จึงได้เอ่ยว่า

    “ พวกขโมยทรัพย์แผ่นดิน ไม่เคยมีใครตายดีสักคน เธอว่าไหม?”

    “ ครับ ทรัพย์แผ่นดิน ไม่ใช่ใครหน้าไหน คิดจะมาเอาไป ก็เอาไปได้ พวกมันรนหาที่ตายเอง”

    “ งานนี้ท่านรัฐมนตรีธนิศ ต้องตอบคำถามสังคม และ รัฐบาลให้ได้ ว่ากลางดึกลูกชายของเขากับพวก ไปอยู่ที่อยุธยาทำไม”

    “ พวกมันก็คงหาเรื่องเถไปเรื่อยๆ แต่ก็คงไม่นานหรอกครับ”

    “ ไม่นานอะไร?”

    “ ก็กรรมที่พวกเขาก่อเอาไว้ จะคืนสนองพวกเขาเอง”

    “ นั่นมันเรื่องของพวกเขา เราไม่ต้องสนใจ แต่ว่า เมื่อวานมีเจ้าหน้าที่มาบอกว่า หลานตัวดีของฉันพาทหารนอกราชการของ เสธ. กระทิง ไปยึดโรงแรมมาบริหาร แต่เธอกลับไปขัดขวางเอาไว้ มันอันตรายมากเลยรู้ไหม พวกมันกลัวกฏหมายเสียที่ไหน”

    “ ผมไม่กลัวพวกมันหรอกครับ" 

    “ เฮ้อ ระวังตัวเอาไว้ด้วย  พวกทหารมาเฟียพวกนี้ มันมีเยอะ มันอาจผูกใจเจ็บแล้วหาจังหวะมาลอบทำร้ายเราได้”

    “ ครับผมจะระวังตัว ” ขจรได้แต่รับคำ ไม่อยากให้ท่านชายไม่สบายใจ

    “ แต่ว่า ภายใน 1 เดือน หากพวกเขาตรวจพบความผิดปกติ พวกมันก็ยังคงโอนหุ้นไปได้อยู่ดี ถึงวันสิ้นสุดสัญญาเช่า ฉันจะยกเลิกสัญญาทั้งหมดทันที”

    “ ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอกครับ ไม่นานผมจะนำเอกสารกลับคืนมาเองครับ”

    ขจรเอ่ยอย่างมั่นใจ

    ณ งานศพของนายภาณุ

    “ เสียใจด้วยนะเพื่อน” คุณชายอนาวินมาในงาน แล้วเอ่ยกับ นายภาคิน

    “ คนก็ตายไปแล้ว ช่างมันเถอะ ว่าแต่พวกนายจัดการเรื่องโกดังให้ฉันได้หรือยัง”

    “ โอ้ นี่มันเป็นเรื่องใหญ่ พ่อฉันบอกว่า ไอ้ขจรมันไปพัวพันกับพวกแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ เลยถูกฝ่ายมั่นคงอายัดทรัพย์สินทั้งหมด พวกเราเลยต้องชลอเรื่องนี้เอาไว้ก่อน”

    “ มีเรื่องเช่นนี้ด้วย?”

    “ ใช่แล้ว ตอนนี้ที่ดินพระราม 9 ของมันมีทหารฝ่ายความมั่นคง บุกยึดไปตรวจสอบแล้วด้วย ไม่รู้ต่อไปจะเข้ามาตรวจโรงแรมหรือกิจการของนาคบดินทร์ทั้งหมดหรือไม่” คุณชายอนาวินเอ่ยอย่างหวาดกลัว

    นายภาคินเลยไม่พูดเรื่องนี้ต่อ ขืนเอายาไอซ์ของเขาไปเก็บไว้โกดังเหล่านั้น หากฝ่ายมั่นคงเจอเข้า คงได้เดือดร้อนแน่ คงต้องเก็บเอาไว้ที่ คลับไวท์เฮ้าส์ไปก่อน

    “ ไม่เป็น เรื่องนี้เอาไว้ก่อน ฉันเองก็ยุ่งมากช่วงนี้”

    “ ตกลงเรื่องของน้องนายนี่  ใครเป็นคนทำกันแน่?”

    “ ไม่รู้ ตอนนี้พ่อกำลังส่งคนไปตรวจสอบ คาดว่าเร็วๆ นี้คงรู้ผล”

    ก่อนที่ขจรจะไปมหาลัย โยชิก็เข้ามาหาแล้วบอกว่า

    “ วันนี้มึงว่างหรือเปล่าวะ”

    “ ก็มีเรียนวิชาเดียว”

    “ โดดเรียนวันหนึ่ง แล้วไปเป็นเพื่อนกูหน่อย”

    “ ไปไหนวะ”

    “ ทำเนียบรัฐบาล”

    ขจรพยายามถามว่าไปทำไม เจ้าโยชิก็ไม่ตอบ รอให้ไปถึงเสียก่อน ค่อยอธิบายทีเดียว ไม่อยากพูดหลายรอบ 

    ขจรเลยไม่ได้ไปมหาลัย กี๊ฟโทรมาตาม พอรู้ว่า ขจรโดดเรียนก็ไม่สบายใจ เพราะขจรไม่เคยโดดเรียนมาก่อน

    “ ฉันว่า เจ้าโยชินั่น คงพาจร ไปเที่ยวแน่ๆ”

    “ คงสำคัญมากมั๊ง ถึงต้องโดดเรียน พวกเรารอให้เขากลับมาก่อนค่อยถามก็ได้” กรกันต์แนะนำ

    “ ไปทำเนียบรัฐบาล นึกหรือว่า พวกเขาจะให้คนนอกเข้าไปในวันนี้ รู้ไหมว่า วันนี้ท่านนายก ประกาศไม่ห้ามไม่ให้ใครเข้ามาในทำเนียบ มีแต่รัฐมนตรีฝ่ายมั่นคง คุมกำลังทหาร ผบ. สามเหล่าทัพ และ เหล่ารัฐมนตรีสำคัญๆ เท่านั้น คนนอกอย่าหวังว่าจะเข้าไปได้เลย” หัวหน้าเอกเอ่ย

    “ วันนี้มีงานอะไร?”

    “ ไม่รู้ เรื่องนี้ปิดเป็นความลับ มีกองกำลังทหารและตำรวจ ได้ปิดกั้นการจราจร ห้ามมิให้ใครเข้าไป แม้แต่นักข่าวเองก็ยังไม่มีใครรู้ แล้ว โยชิกับขจร จะเข้าไปได้อย่างไร คงพูดไปเรื่อย คงไม่ใช่ไปทำเนียบรัฐบาลแน่”

    กิ๊ฟฟังหัวหน้าเอก ก็โทรไปหาขจรอีกครั้ง

    “ จริง กำลังจะไป ทำเนียบรัฐบาล ไม่รู้โยชิจะไปทำไม รอเรากลับมาก่อนจะเล่าให้ฟัง แค่นี้ก่อนนะ มีทหารมาขอตรวจค้น” ขจรรีบวางหูไป ยิ่งทำให้กิ๊ฟกับเพื่อนๆ สงสัยยิ่ง

    “ ทางนี้ห้ามผ่านครับ” ทหารยกมือ แล้วไล่ให้ขจรกลับรถกลับไป แต่โยชิ ยกบัตรที่มีชื่อของเขาให้ทหารดู ทหารก็ยืนตัวตรง แล้ววิทยุออกไป มีทหารออกมาเรียงแถว สองตอน คอยป้องกัน แล้วให้รถของขจร เข้าไปสถานที่ลับแห่งหนึ่ง แล้วทั้งสองก็นั่งรถของทหารเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลทันที

    โดยมีรถหุ้มเกราะ ขับคุ้มกันอยู่ตามหลัง

    “ นี่มันอะไรกันวะเนี่ย” ขจรหันไปถามโยชิ ที่ยังคงนั่งนิ่ง วันนี้มันแต่งตัวเสียหล่อ ใส่สูทผูกเน็คไท สวมแว่นตาสีดำ 

    “ ไม่ต้องกังวล ไม่มีอะไรหรอกน่า”

    พอจอดรถหน้าทำเนียบ ก็มีทหารตำรวจ เข้ามารุมทั้งสอง แล้ว ก็มองซ้ายมองขวา แล้วพาขจรกับโยชิ เข้าไปข้างในขึ้นไปบนชั้นที่สอง ห้องประชุมขนาดใหญ่

    ด้านในมีท่านนายก และ ผบเหล่าทัพ และ รัฐมนตรีสำคัญๆ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว

    ทุกคนเข้ามาจับมือ ท่านนายกแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับโยชิ

    “ นี่คือ คุณโยชิ นากาโมโต้ บุตรชายคนเดียว ของ คุณซาโตชิ นากาโมโต้ ผู้ที่ได้สร้างบิสคอยน์ขึ้นมา ขอให้ทุกคนในที่นี่ กรุณาเก็บเป็นความลับ ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริง ของคุณโยชิเป็นอันขาด”  นายกรัฐมนตรี ประกาศต่อทุกคนในห้องประชุม ทุกคนได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะหากมีใครรู้ตัวตนของเขา  จะต้องถูกพาไปเค้นหาความจริงเรื่องบิสคอยน์ 

    ที่ตอนนี้เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถือว่า เป็นสกุลเงินที่มีทั่วโลกนิยมใช้กันเป็นอันดับที่ 3 รองจากสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ และ เงินยูโร ของสหภาพยุโรป

    “ สวัสดีผู้มีเกียรติทุกท่าน ที่ผมมาวันนี้เพราะว่า ผมได้ค้นพบเหมืองบิสคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในประเทศไทย แต่ว่า การสร้างเหมืองเพื่อขุดมันขึ้นมานั้น อาจต้องใช้วิธีการพิเศษไม่เหมือนใคร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม  และที่สำคัญ

    ผมพร้อมที่จะมอบผลประโยชน์เหมือนแห่งนี้ให้กับรัฐบาลไทย ครึ่งหนึ่ง”

    “ ไม่ทราบว่า เหมืองนี้มีกำลังผลิตเท่าไรครับ”

    “  เดือนละไม่ต่ำกว่า หมื่นเหรียญ”

    “ อะไรนะ” ทุกคนต่างตกใจ ยิ่งขจรยิ่งโง่ไปเลย ฟังไม่รู้เรื่องสักอย่าง

    “ ถูกต้อง ทุกคนฟังไม่ผิด ตอนนี้ 1 เหรียญบิสคอยน์มีค่า เท่ากับ 1.7 ล้านบาท ดังนั้น 1 หมื่นเหรียญบิสคอยน์ ก็เท่ากับ 1.7 หมื่นล้านบาทต่อเดือน”

    “ คุณต้องการอะไรกันแน่” นายกรีบบอกทันที

    “ ผมต้องการสร้างธนาคารบิสคอยน์ ขึ้นที่ประเทศไทย”

    “ อะไรนะ สร้างธนาคารบิสคอยน์เลยเหรอ?” ทุกคนต่างตกใจ แต่ขจรก็ยังงงไปหนัก ทำไมข้อเสนอนี้ทุกคนถึงได้แต่ตกใจ กันยิ่งนัก

    “ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ประชาชนยังไม่ค่อยรู้เรื่องเงินดิจิตัลเหล่านี้เลย ยิ่งตอนนี้ทางอเมริกา ก็ไม่คอยพอใจ สกุลเงินดิจิตอลเท่าไร  พวกเราเกรงว่า จะเป็นเหมือนกับประเทศเอลซาวาดอร์ ที่ถูกธนาคารโลกไม่ยอมรับ และบิสคอยน์ที่ถูกขุดมามากเกินไป ก็อาจจำทำให้มูลค่าตลาดนั้นลดลงไปด้วย” นายกเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

    “ เรื่องธนาคารโลก นั่นไม่ต้องห่วง เพราะเมื่อเจ็ดปีก่อน เหรียญบิสคอยน์ก็มีคนดูถูก ดูแคลนมาตลอด มีค่าแค่ไม่กี่พันบาทต่อเหรียญ แต่ผ่านไปเจ็ดปี มูลค่าเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาทต่อเหรียญ มีผู้คนมากมายในโลกนี้นิยมใช้ เป็นอันดับ 3 ของโลก  ยิ่งในอนาคตของโลก จะต้องมีการปรับเปลี่ยนโฉมของ การเงินไปอีกรูปแบบ ธนาคารโลกจะไร้ความหมาย การโอนเงินต่างประเทศสามารถโอนได้โดยตัวเองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแพงๆ  ไม่ต้องผ่านธนาคารใดๆ ทั้งสิ้น

    ส่วนเรื่องมูลค่าเงินที่จะลดลงไปนั้น ในเมื่อพ่อของผมเป็นคนสร้างโปรแกรมนี้ขึ้นมาให้มันจำกัดเหรียญบิสคอยน์ในตลาดโลกได้ ก็สามารถเพิ่มขึ้นได้หากมีคนในโลกต้องการมัน”

    ทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย หากว่ารัฐบาลไทยเห็นด้วย ก็จะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่สกุลเงินดิจิตอลใช้ในภูมิภาคนี้ หากในอนาคต ทั่วโลกหันมาใช้สกุลเงินดิจิตัลกันหมด จะทำให้ประเทศไทย เป็นผู้นำทางด้านการเงินดิจิตัลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียไปในทันที

    “ พวกเราจะขอปรึกษากันก่อน เรื่องนี้มันต้องออกกฏหมายออกมารับรองหลายฉบับ เพื่อไม่ให้มีปัญหาในอนาคต”

    “ ไม่มีปัญหาครับ ผมสามารถรอได้ แต่ขอให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วย พวกอมริกา อังกฤษ ฝรั่งพวกนั้นต่างแย่งตัวผมไป เพื่อให้เปิดธนาคารดิจิตอลที่ประเทศของตน แต่ผมไม่อยากไป ผมอยากให้ประเทศผู้เป็นแม่ของผม ได้สิทธิ์นี้ไปมากกว่า”

    แล้วขจรกับโยชิ ก็ถูกพาตัวไปจากทำเนียบรัฐบาล กลับไปที่รถของพวกเขา

    “ งานกูเสร็จแล้ว พากูไปส่งสนามบินเลย”

    ขจรขับรถพาโยชิไปที่สนามบิน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของสนามบินมาให้การต้อนรับเป็นพิเศษ แล้วไปขึ้น เครื่องบินส่วนตัว บินออกนอกประเทศไปในทันที

    ก่อนไปโยชิมอบการ์ดเงินสดห้าพันล้านบาทให้กับขจร พร้อมกับ มอบการ์ดบัญชีบิสคอยน์ ที่มีมูลค่าเป็น  5  พันเหรียญเท่ากัน ขจรจำได้ว่า มันมีมูลค่า 1 เหรียญบิสคอยน์เท่ากับ 1.7 ล้านบาท เท่ากับว่า 5 พันเหรียญก็เท่ากับ 8,500 ล้านบาทไทยเลยทีเดียว ขจรเก็บการ์ดเอาไว้ไม่ใส่ใจเท่าใดนัก มองไปที่เครื่องบินส่วนตัวของโยชิ

    “ โชคดีเพื่อน”....

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน