[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน

    บทที่ 48 โรคระบาดแพร่เชื้อแล้ว

    บทที่ 48 โรคระบาดแพร่เชื้อแล้ว


    ผึง!


    จู่ ๆ ในสมองจ้าวผิงก็มีเสียงผึงขึ้นมา


    เขาก็แค่พูดไปเรื่อย ไม่คิดเลยว่าจะเผลอสร้างภัยให้ตัวเองในภายหลัง


    ก่อกบฎอย่างนั้นหรือ?


    ด้วยศักยภาพของเขาในตอนนี้ จำนวนคนอันน้อยนิดไม่ได้เป็นภัยต่อทางการเลยแม้แต่น้อย


    แม้แต่ทหารของจวนว่าการอำเภอยังสามารถขยี้พวกจ้าวผิงได้ในพริบตา ไม่ต่างจากลูกไก้ในกำมือด้วยซ้ำ


    พอคิดถึงความร้ายกาจนี้แล้ว จ้าวผิงก็รีบพูดขึ้นอย่างจริงจัง “พี่เฉวียน ข้าไม่ได้มีความคิดก่อกบฎ เพียงแค่คิดในหัวเล่นเท่านั้น”


    “เช่นนั้นก็ดีแล้ว” เซี่ยเฉวียนค่อยโล่งใจ


    หากจ้าวผิงมีความคิดจะก่อกบฏจริง เขาจะได้รีบถอนตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้


    ในขณะเดียวกัน เขาก็พูดเตือน “จ้าวเซียนเชิง หน้าไม้จูเก่อนั้นทำออกมาได้ดีแล้ว แต่หากไม่ถึงยามคับขันจริง ๆ ก็อย่าเอาออกมาใช้เลย”


    “ราชวงศ์ต้าเว่ยมีกฎ หากชาวบ้านทั่วไปคิดซ่อนคันธนูและลูกธนูสามดอกไว้ก็เข้าข่ายความผิดฐานคิดทรยศได้แล้ว ถึงแม้ท่านจะไม่ได้คิดก่อกบฏ แต่หากใครมีเจตนานำไปใช้ พวกเราจะหลุดพ้นจากความผิดลำบาก”


    “ขอบคุณพี่เฉวียนมากที่เตือน ข้าจะระวัง” จ้าวผิงน้อมรับด้วยความถ่อมตัว


    “แล้วข้าที่เป็นผู้บัญชาการเล่า?” เกาเหมิ่งเกาศีรษะ


    อีกฝ่ายยังไม่ฟื้นจากความปีติเมื่อครู่เลย


    ตุ้บ!


    เซี่ยเฉวียนอดไม่ได้ จึงเตะเขาไปหนึ้งป้าบ


    “จ้าวเซียนเชิงไม่ได้จะก่อกบฏและไม่มีอำนาจในการตั้งกองทัพ เจ้ายังจะเป็นผู้บัญชาการอันใดอีก ไม่ได้ยินจ้าวเซียนเชิงพูดหรือไร นั่นเป็นแค่เรื่องสมมุติเท่านั้น”


    “อ้อ” เกาเหมิ่งพยักหน้าด้วยความหม่นหมอง


    จากนั้น ทั้งหมดก็เดินไปข้าง ๆ เพื่อฝึกมวย และพวกเขาก็เริ่มฝึกกันอย่างบ้าคลั่ง


    ต่อยเตะกระสอบทรายที่จ้าวผิงทำขึ้นมา ทว่าที่ใส่อยู่ด้านในไม่ใช่ทราย


    แต่เป็นก้อนกรวด!


    แล้วบุทับด้วยผ้าฝ้ายลินิน


    ถึงจะเทียบกระสอบทรายยุคปัจจุบันไม่ได้ แต่ก็ใช้ฝึกมวยได้ไม่มีปัญหา


    และนี่เป็นการฝึกรายการที่สี่ของพวกเขา


    แล้วจ้าวผิงก็อาศัยโอกาสนี้ถามเซี่ยเฉวียน “พี่เฉวียน ข้าถามท่านหน่อย ต้องทำอย่างไรถึงจะเลี้ยงคนได้มากขึ้นไปอีกหรือ?”


    “ท่านคิดจะเลี้ยงอีกกี่คนเล่า?”


    “ยิ่งมากยิ่งดี”


    “แล้วท่านจะเลี้ยงคนเยอะขนาดนั้นไปเพื่ออะไร?” เซี่ยเฉวียนถามด้วยความสงสัย


    “พี่เฉวียน ข้าจะทำการค้า แล้วก็เป็นการค้าที่ใหญ่ด้วย”


    จ้าวผิงอธิบาย “ท่านคิดว่าเหล้าของพวกเราอร่อยหรือไม่ รอข้าได้หนังสือรับรองให้ผลิตเหล้าจากทางการ พวกเราก็จะสามารถทำเหล้าจำนวนมากได้ ถึงตอนนั้นเราจะขายไปทั่วแผ่นดิน ให้ทุกคนในราชวงศ์ต้าเว่ยได้ดื่มกิน”


    “ดังนั้นข้าจำเป็นต้องเลี้ยงคนจำนวนมาก ด้านหนึ่งเป็นการป้องกันตัวเอง อีกด้านหนึ่งเพื่อให้พวกเขารับผิดชอบขนส่งเหล้าของพวกเราและหลีกเลี่ยงการถูกโจรปล้นอะไรจำพวกนี้”


    “เช่นนั้นก็ก่อตั้งสำนักคุ้มภัยเถอะ” เซี่ยเฉวียนคิดจริงจังอยู่สักพักแล้วพูดขึ้นมา “ขอแค่มีหนังสือรับรอง สำนักคุ้มภัยก็สามารถเลี้ยงผู้คุ้มกันสินค้าได้มากมาย”


    “เช่นนั้นไม่เลวเลย”


    ดวงตาจ้าวผิงเป็นประกาย


    พลันชายหนุ่มก็นึกถึงสำนักคุ้มภัยฝูเวย สำนักคุ้มภัยหลงเหมิน ในละคร สำนักคุ้มกันภัยล้วนมีคนมาก อีกทั้งผู้คุ้มกันสินค้าก็มีฝีมือ ต่อสู้เก่งกาจ


    นั่นเป็นหนทางที่ดีทีเดียว


    หากเขาใช้สำนักคุ้มภัยมาฝึกกองกำลังก็ไม่มีใครว่าอะไรได้


    ส่วนหนังสือรับรอง…


    ขอแค่มีเงิน จ้าวผิงเชื่อว่าหวงเฟิงเหนียนจะไม่ทำให้เขาลำบากใจแน่นอน


    ว่าแล้วก็ทำเลย!


    จ้าวผิงให้เซี่ยเฉวียนนำทุกคนฝึกฝนร่างกายต่อ ส่วนตัวเขาพาหลี่หู่ควบม้าไปในอำเภอ


    ตั้งแต่รู้ถึงความสามารถให้การรำมวยไท่จี๋ของหลี่หู่ จ้าวผิงก็ถือว่าอีกฝ่ายเป็นผู้คุ้มกันข้างกายไปแล้ว เรียกได้ว่าเป็นเงาตามตัว ไปไหนไปกัน


    ตอนนี้ทั้งสองเพิ่งมาถึงจวนว่าการอำเภอ ทันใดก็เห็นเถียนเจิ้นลงมาจากเกี้ยว


    “จ้าวเซียนเชิง ทำไมท่านถึงมาที่จวนว่าการนี่ได้เล่า?”


    เถียนเจิ้นถามด้วยความสงสัย


    “คุณชายเถียน คำนี้ควรจะเป็นข้ามากกว่าที่ถามท่าน” จ้าวผิงยิ้มแล้วพูด “พวกท่านไม่ได้กลับมณฑลไปแล้วหรือ ไยถึงมาที่อำเภออวิ๋นอันอีก?”


    “พ่อข้าบอกว่าบรรยากาศที่อำเภออวิ๋นอันไม่เลว เลยให้ข้ามาเปิดร้านขายผ้าที่นี่” เถียนเจิ้นกล่าว “ร้านค้าข้าซื้อเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เพียงมาหานายอำเภอหวง จัดเตรียมเอกสาร ไม่กี่วันก็เปิดร้านได้”


    “ถึงเวลานั้นขอเชิญจ้าวเซียนเชิงมาเยี่ยมชมและสนับสนุนด้วยแล้วกัน”


    “แน่นอน ๆ ” จ้าวผิงตอบรับอย่างสุภาพ


    “แล้วจ้าวเซียนเชิงเล่า มาทำอะไรที่จวนว่าการอำเภอ?” เถียนเจิ้นถามกลับ


    “ข้าคิดจะเปิดสำนักคุ้มภัย เลยจะมาหาท่านนายอำเภอให้ออกหนังสือรับรองให้” จ้าวผิงตอบ


    “เปิดสำนักคุ้มภัยรือ?” เถียนเจิ้นขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ว่าท่านจะเปิดร้านเหล้าหรอกหรือ?”


    “ข้าคิดอยากจะเปิด แต่ยังไม่มีหนังสือรับรองเช่นกัน”


    จ้าวผิงแบมือออกสองข้าง พูดด้วยความขมขื่น “ท่านก็รู้ หากหมักเหล้าเองโดยไม่มีหนังสือรับรองมีโทษถึงประหารชีวิต”


    “ฮ่า ๆ ๆ จ้าวเซียนเชิง ข้าเอาหนังสือรับรองมาให้ท่านแล้ว” เถียนเจิ้นหัวเราะเสียงดัง “แต่ว่าลืมไว้ที่ร้าน เดี๋ยวกลับไป ข้าจะเอาไปมอบให้ท่านที่เรือนด้วยตัวเองก็แล้วกัน”


    “หนังสือรับรองจากที่ใด?” จ้าวผิงกล่าวด้วยความตกใจ


    ถึงแม้ว่าเขาคิดอยากจะได้หนังสือรับรองของทางการ กระทั่งยังเคยเสนอกับหวงเฟิงเหนียน แต่ปรากฏว่าโดนปฏิเสธกลับมาทันที


    ครานั้นอีกฝ่ายบอกว่าสิ่งนี้มีกฎอยู่


    อวิ๋นอันเป็นแค่อำเภอเล็ก ๆ ประชาชนทั้งหมดมีไม่กี่หมื่นคนจึงมีโรงผลิตเหล้าได้เพียงแห่งเดียว


    อีกอย่างปริมาณเหล้าที่หมักทุกปีก็คงที่ ไม่สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นมาอีกได้


    “เจ้าเมืองรับรองให้ด้วยตัวเองเชียวล่ะ” เถียนเจิ้นกล่าว “ด้านบนมีตราประทับของเขาด้วย”


    “อีกทั้งยังให้สิทธิ์ท่านสามารถหมักเหล้าได้หนึ่งหมื่นไหต่อปีทีเดียว”


    “แต่ว่า...”


    “แต่ว่าอะไรหรือ ...?”


    จ้าวผิงร้อนรน


    เขาไม่เคยเจอเจ้าเมืองมาก่อน ยิ่งไม่เคยติดต่อกันเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้อยู่ดี ๆ อีกฝ่ายก็มอบตราประทับให้ แล้วยังให้สิทธิ์หมักเหล้าหนึ่งหมื่นไหต่อปีด้วย


    อันที่จริง โรงผลิตเหล้าในอำเภอเล็ก ๆ มีสิทธิ์หมักเหล้ามากที่สุดจำกัดเพียงสองพันไหต่อปีเท่านั้น


    ทว่าเจ้าเมืองกลับให้เขาถึงหมื่นไหต่อปี


    นี่เป็นสิทธิพิเศษเกินไป จักต้องมีเงื่อนไขที่ทำให้จ้าวผิงปฏิเสธไม่ได้อย่างแน่นอน


    “ท่านต้องเปลี่ยนชื่อ”


    “หา?”


    จ้าวผิงรู้สึกสับสน


    หมักเหล้ากับชื่อเกี่ยวข้องกันอย่างไร?


    “พูดอย่างจริงจังขึ้นมาหน่อยคือ ท่านต้องมีชื่อเรียก”


    เถียนเจิ้นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่จวนเถียนคืนนั้นให้ฟัง แต่ไม่ได้พูดถึงราคา แค่บอกว่าเหล้ารสชาติดีเช่นนี้ จะต้องขายดีมากแน่นอน


    “เผิงไหลเซียนจวิน?”


    จ้าวผิงขบคิดกับฉายานี้อยู่ครู่หนึ่ง พลันก็รู้สึกว่าไม่เลวเลย


    โดยเฉพาะวิธีการของเถียนฟู่ไห่ เขายิ่งพอใจเป็นอย่างมาก


    ด้วยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน เพียงเขาใช้ชื่อเรียกว่าเผิงไหลเซียนจวินแทน


    เพื่อให้เขามีเวลาเพียงพอในการเตรียมตัว


    แต่ที่จ้าวผิงสงสัยมากกว่านั้นคือ ตระกูลเถียนรับซื้อเหล้าเขาราคาหนึ่งพันตำลึง แล้วเอาไปขายต่อราคาเท่าไร


    เมื่อสงสัยก็ต้องถาม จ้าวผิงเลยถามขึ้นว่า “คุณชายเถียน ตระกูลเถียนของพวกท่านคิดราคาเหล้าเซียงซือเท่าไรหรือ?”


    “เรื่องนี้...”


    เถียนเจิ้นลำบากใจ หากตนไม่พูดความจริงก็กลัวว่าจะทำผิดต่อจ้าวผิง แต่ถ้าพูดความจริงไป แล้วอีกฝ่ายขึ้นราคา กำไรส่วนต่างของจวนเถียนก็จะน้อยลงทันที


    จ้าวผิงก็เข้าใจเรื่องนี้ดี เขายิ้มและรับปาก “คุณชายเถียน ท่านวางใจได้ ไม่ว่าจวนเถียนของพวกท่านจะขายเท่าไร ข้าจะไม่ขึ้นราคาแน่นอน แล้วจะยังคงขายให้ไหละหนึ่งพันตำลึงเงินเช่นเดิม”


    เมื่อจ้าวผิงรับปากเป็นมั่นเหมาะ เถียนเจิ้นจึงยอมบอก “...ห้าพันตำลึง”


    “!!!” ตะลึง


    จ้าวผิงแทบจะล้มลงไปนั่งกับพื้น โชคดีที่เถียนเจิ้นเข้ามาประคองไว้ได้ทัน 


    “จ้าวเซียนเชิง ระวังขั้นบันได”


    ขั้นบันไดบ้าอะไร ข้าช็อกอยู่ต่างหาก ท่านรู้ไหม?!


    จ้างผิงรู้มาตลอดว่าไม่มีพ่อค้าคนไหนจะไม่หวังผลกำไร ทว่ากลับคิดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถโก่งราคาได้มากถึงเพียงนี้


    ตระกูลเถียนมาซื้อเหล้าที่จ้าวผิงไหละหนึ่งพันตำลึง ก่อนเปลี่ยนมือเอามาขายห้าพันตำลึง


    แค่เดินทางเที่ยวเดียว ไปกลับใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวัน กลับสามารถหาเงินได้เปล่าถึงสี่พันตำลึงแล้ว


    พูดได้ว่าเป็นการจับเสือมือเปล่าโดยแท้


    ทว่าเมื่อเขาออกปากว่าจะไม่ขึ้นราคาไปแล้ว หากจะกลับคำก็เหมือนกลืนน้ำลายตัวเอง จึงได้แต่พูดด้วยความอิจฉา “เป็นพวกท่านตระกูลเถียนที่เก่งเรื่องการค้า นับถือ ๆ ”


    “จ้าวเซียนเชิง ครั้งนี้ที่ข้ามา นอกจากจะเปิดร้านขายผ้าแล้ว ยังคิดอยากจะร่วมมือกับท่านในระยะยาวอีกด้วย”


    เถียนเจิ้นกล่าวต่อ “เหล้าของท่านผลิตได้วันละเท่าใด พวกข้าตระกูลเถียนขอรับซื้อไว้ทั้งหมด ท่านไม่จำเป็นต้องไปขายให้คนอื่นอีก”


    “แน่นอนว่าเรื่องราคาก็น่าจะพอผ่อนปรนได้บ้าง เช่นเพิ่มเงินให้ท่านไหละสองพันตำลึง”


    “แม้จำนวนเงินห้าพันตำลึงจะดูเหมือนสูง แต่พวกเราตระกูลเถียนก็ทำงานร่วมกับหลายฝ่าย ทั้งยังต้องช่วยผลักดันสินค้า นั่นก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลย”


    “ถ้าให้ราคาท่านสูงขึ้นกว่านี้ นั่นก็เท่ากับพวกเราตระกูลเถียนทำงานให้เปล่าแล้ว”


    เดินทางมาหนึ่งรอบ ได้เงินเปล่า ๆ ไหละสามพันตำลึง ถ้าเอาไปหลายไห ก็ได้เงินเพิ่มมากขึ้นไปอีก ไม่ต่างอะไรจากการหยิบเงินจากพื้นขึ้นมา


    กระทั่งหยิบเงินขึ้นมาจากพื้นก็ยังไม่รวดเร็วเท่านี้เลย


    แต่เขากลับพูดว่าทำงานให้เปล่า ปากของพ่อค้านี่ไม่มีอะไรเป็นเรื่องจริงเลยสินะ


    ทว่าจ้าวผิงก็ไม่ได้ใส่ใจ เขาหาเงินได้ก็เป็นความสามารถของเขา ถึงแม้จะอิจฉา แต่ไม่อาจริษยาได้


    ท้ายที่สุดแล้วจ้าวผิงก็ยังต้องพึ่งพาตระกูลเถียน หากสามารถหาเงินก้อนได้ก็จะเพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัว


    เมื่อคิดอย่างรอบคอบแล้ว จ้าวผิงจึงตอบ “คุณชายเถียน เหล้าตอนนี้ที่พวกเราหมักไม่ใช่เหล้าประเภทนั้นแล้ว”


    “เพราะเหตุใดเล่า?” เถียนเจิ้นคว้ามือจ้าวผิงทันที เขาถามด้วยความร้อนรน


    ก่อนออกเดินทาง ท่านพ่อสั่งกำชับไว้อย่างชัดเจนว่าจำเป็นต้องได้อำนาจในการเป็นตัวแทนขายเหล้าเซียงซือมาให้ได้


    อีกทั้งยังต้องให้จ้าวผิงหมักเหล้าทั้งวันทั้งคืน ขนาดว่าถึงจะต้องผ่อนปรนเรื่องราคาก็ไม่เป็นไร


    แต่ตอนนี้จ้าวผิงกลับบอกว่าไม่ได้หมักเหล้าประเภทนั้นแล้ว เถียนเจิ้นจะไม่ร้อนใจได้หรือ


    “เหล้าเซียงซือไม่ได้มาจากการหมัก แต่มาจากการกลั่น”


    จ้าวผิงอธิบาย “เหล้าธรรมดาที่พวกเราดื่มกันทุกวันนั้น ต้องใช้จำนวนยี่สิบไหถึงจะกลั่นออกมาเป็นเหล้าเซียงซือได้หนึ่งไห ข้ากว้านซื้อเหล้าทั่วไปในอำเภออวิ๋นอันจนหมดเกลี้ยงแล้ว แต่ก็สามารถกลั่นออกมาได้ไม่กี่สิบไหเท่านั้น”


    “ตอนนี้ถึงแม้ว่าอยากจะกลั่นก็กลั่นออกมาก็ทำไม่ได้ ต้องรอถึงปีหน้า”


    “เรื่องนี้ง่ายมาก”


    เถียนเจิ้นโล่งใจ “พวกเราตระกูลเถียนจะจัดหาเหล้าวัตถุดิบให้ อีกทั้งยังจะไม่เก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วย”


    “ท่านเพียงบอกมาว่าจำเป็นต้องใช้เท่าไรก็พอ อีกเดี๋ยวข้าจะส่งจดหมายกลับบ้านให้ท่านพ่อจัดหามาให้”


    เหล้าธรรมดายี่สิบไหก็น่าจะราคายี่สิบตำลึง เทียบกับเงินที่ตระกูลเถียนหามาไม่ได้เลย


    ดังนั้นเถียนเจิ้นเลยพูดอย่างห้าวหาญ “ถ้าอย่างนั้นส่งมาก่อนหนึ่งพันไหเป็นอย่างไร”


    จ้าวผิงก็ไม่เกรงใจ


    นับตามความเชี่ยวชาญขั้นตอนในการกลั่นเหล้าตอนนี้ ใช้เพียงเหล้าธรรมดาประมาณห้าไหก็จะสามารถกลั่นเหล้าเซียงซือออกมาได้หนึ่งไห


    หากทุกคนมาช่วยกันทำทั้งวันทั้งคืน หนึ่งวันก็จะกลั่นออกมาได้สิบกว่าไห


    หนึ่งไหขายได้สองพันตำลึง


    สิบกว่าไหก็สองสามหมื่นตำลึงแล้ว


    หนึ่งวันหาเงินได้สองสามหมื่นตำลึง


    ต่อให้จ้าวผิงตื่นจากฝันขึ้นมาก็ยังยิ้มได้อยู่ ไม่นึกอิจฉาตระกูลเถียนอีก


    ทั้งสองคนพูดคุยกันอีกไม่กี่คำก็เดินเข้าไปในจวนว่าการอำเภอด้วยกัน


    เดิมทีหวงเฟิงเหนียนนั่งคอยอยู่ ณ ที่นั่งแรกในห้องโถงใหญ่ พอเห็นเถียนเจิ้นก็พยักหน้า ส่งสัญญาณให้เขานั่ง


    ทว่าเมื่อเห็นจ้าวผิงตามหลังเถียนเจิ้นมาก็รีบกระโดดลงจากเก้าอี้ทันที


    หวงเฟิงเหนียนรีบสาวเท้ามาตรงหน้าจ้าวผิง จับมือเขาแล้วพูดอย่างเร่งรีบ “จ้าวเซียนเชิง ท่านมาแล้ว ช่างดีเสียจริง”


    “ตอนนี้โรคระบาดแพร่เชื้อไปหมดแล้ว พวกเราจะจัดการอย่างไรดี?!”


     


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน ที่คุณอ่าน