“ เกิดสิ่งใดขึ้นเช่นนั้นหรือลุงหาน ”
พ่อบ้านหวางหันมองลุงหาน บนใบหน้าของลุงหานตอนนี้เต็มไปด้วยความสงสัย
“ เมื่อครู่ข้าหาคุณหนูไม่เจอ แต่หลังจากหันกลับมาดูคุณหนูยังคงนั่งอยู่ที่เดิม คงเพราะฝึกควบคุมปราณได้แล้ว ”
การสร้างตันเถียนของคุณหนูม่อเสวี่ยหรงทำให้ลุงหานสัมผัสคุณหนูได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพราะปลดปล่อยปราณออกมาจากร่างกายตลอดเวลา ไม่ว่าจะหลบอยู่ที่ใดของตระกูลม่อเขาสามารถสัมผัสถึงคุณหนูได้
ยังไม่ถึงครึ่งชั่วยามที่ลุงเจ๋อสอนวิธีการควบคุมลมปราณและเก็บซ่อนระดับปราณของตนเองไม่ให้ผู้ใดตรวจจับได้ คุณหนูม่อเสวี่ยหรงกลับปกปิดได้อย่างรวดเร็วจนเขารู้สึกได้ว่าจู่ๆคุณหนูก็หายไป
หากไม่มองด้วยดวงตาเขาไม่สามารถรับรู้ถึงคุณหนูได้อีก
“ คุณหนู ท่านเรียนรู้ได้รวดเร็ว แล้วเหตุใดท่านพึ่งมาสร้างตันเถียน ”
ลุงเจ๋อถือวิสาสะสอบถาม เขาอยากรู้ว่าเหตุใดคุณหนูม่อเสวี่ยหรงพึ่งสร้างตันเถียนในช่วงที่เลยวัยของการบ่มเพาะ
หนุ่มสาวอายุ 18 ปีจากตระกูลใหญ่ล้วนแล้วก้าวหน้าไปไกลเป็นอย่างมาก การที่เธอพึ่งสร้างตันเถียนจึงเหมือนปล่อยช่วงเวลาที่ดีที่สุดทิ้งไป เขารู้สึกเสียดายพรสวรรค์ของคุณหนูไม่น้อยเพราะหลังจากที่สอนวิธีควบคุมลมปราณให้กลับทำได้หลังจากฟังไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้นและดูเหมือนว่าจะทำได้ดีกว่าที่เขาแนะนำ
“ ข้าแค่ขี้เกียจ ” เสวี่ยหรงไม่เข้าใจเจ้าของร่างเช่นเดียวกันว่าเหตุใดไม่สร้างตันเถียน หากเธอเป็นคนซุกซนและเกียจคร้าน อย่างน้อยควรจะสร้างตันเถียนไว้บ้าง เธอกลับไม่ทำสิ่งใดเลยโดยที่ตระกูลม่อไม่ได้บีบบังคับ
“ ขี้เกียจหรือ ” ลุงเจ๋อค่อยๆฉีกยิ้มแล้วหัวเราออกมาเสียงดัง เขาชอบใจกับคำตอบของคุณหนูเสวี่ยหรงเป็นอย่างมาก อย่างน้อยเขาก็คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบที่ดีกว่านี้ การที่คุณหนูเสวี่ยหรงพึ่งสร้างตันเถียนอาจจะเพราะผู้นำตระกูลม่อเห็นความลับบางสิ่ง จึงยังไม่ให้เธอสร้างตันเถียนขึ้นมา ความจริงเธอกลับบอกเพียงแค่ว่าตนเองขี้เกียจ
เสวี่ยหรงยิ้มให้ลุงเจ๋อที่กระโจนขึ้นไปนอนบนหลังคาตามเดิม เธอจึงตรวจสอบร่างกายของตนเองด้วยความพอใจ
สกิลความจำเป็นเลิศทำให้เธอจดจำสิ่งที่มองเห็นและฟังได้ในครั้งเดียว การแนะนำของลุงหานและลุงเจ๋อจึงจดจำได้ทั้งหมด
สกิลพัฒนาคือหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้เธอนำความรู้ทั้งหมดที่ได้มาปรับให้เข้ากับร่างกายและพัฒนาจนดีกว่าเดิม การทำงานของสกิลทั้งสองทำให้เธอสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งง่ายขึ้น แค่ฟังครั้งเดียวแล้วทำตาม ทุกอย่างก็ออกมาสมบูรณ์แบบ
ดวงตาทั้งสองมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ได้เวลาสำรวจตระกูลม่ออย่างจริงจังแล้ว
หากเป็นไปตามที่เธอคิด ตาทิพย์อาจจะนำพาเธอไปพบเข้ากับห้องลับของตระกูลม่อที่ถูกซ่อนเอาไว้
เสวี่ยหรงจึงใช้โอกาสนี้เดินวนรอบๆบ้าน ใช้ดวงตาของเธอกวาดมองทุกสิ่ง วัตถุที่มีปราณไหลเวียนล้วนแล้วถูกพบ
“ เหตุใดคุณหนูถึงขึ้นไปบนนั้นด้วยเจ้าคะ ”
ยี่ยี่ร้องตะโกนสอบถามคุณหนูที่ขึ้นไปยืนบนหลังคาเรือนหลังหนึ่ง สองในสามส่วนถูกเผาไฟจนดำเมี่ยมราวกับถ่าน บริเวณที่คุณหนูยืนอยู่รอดจากเปลวเพลิงมาได้ เพียงแต่ความร้อนจากเปลวเพลิงส่วนที่ถูกเผาไหม้ก็ทำลายสีของมันจนซีดจาง
คุณหนูม่อเสวี่ยหรงกลับไม่ได้ตอบคำถาม เธอทำเพียงใช้มือจับไปยังกระเบื้องแผ่นหนึ่งแล้วใช้ความคิดว่าจะเปิดมันเช่นไรดี ทันใดนั้นสกิลมือประณีตก็เปิดใช้งาน เธอรู้สึกได้ว่านิ้วมือทั้ง 5 สามารถแงะแผ่นกระเบื้องตรงหน้าออกมาได้จึงลองทำตามความรู้สึก ไม่นานกระเบื้องที่มีพลังปราณแผ่ออกมาก็ถูกถอดออกมาจากหลังคาเผยให้เห็นกล่องไม้สีน้ำตาลเข้มวางอยู่ใต้แผ่นกระเบื้อง
“ ยี่ยี่ เรือนหลังนี้เป็นของผู้ใด ”
“ เรือนหลังนี้น่าจะเป็นเรือนของผู้อาวุโส 3 เจ้าคะ คุณหนูเจอสิ่งใดเช่นนั้นหรือเจ้าคะ ”
เสวี่ยหรงกระโดดลงมาจากหลังคาแล้วใช้มือเปิดกล่องไม้ มันเป็นกล่องที่ซ่อนกลไกเอาไว้ด้านใน ทำให้ต้องใช้เวลาในการเปิด สกิลมือประณีตกลับทำให้เธอเปิดกล่องได้ราวกับว่ารู้กลไก สิ่งที่วางอยู่ในกล่องไม้คือเหรียญจำนวนหนึ่ง
“ เหรียญเงินล่ะเจ้าค่ะ! ” ยี่ยี่แสดงใบหน้าดีใจ แผ่นเงินถูกความร้อนทำลายจนกลายเป็นเถ้าไปแล้ว เพียงแต่ว่าเงินเหรียญยังอยู่ เสวี่ยหรงจึงค่อยๆนับดูปรากฎว่ามีเงินอยู่ทั้งหมด 10 เหลียง เธอจึงยิ้มเล็กน้อยเพราะสามารถใช้เงินนี้ซื้ออาหารประทังชีวิตได้นับเดือนถ้าเธอไม่แจกจ่ายอาหาร
ยี่ยี่มองคุณหนูวิ่งหายไปอีกครั้ง เธอจึงค่อยๆไล่ตามไป ทุกที่ที่คุณหนูหายเข้าไปจะมีกล่องหรือห่อผ้าถือออกมาประจำ บางครั้งเธอเห็นเงินจากกล่อง บางครั้งเธอก็เห็นหนังสือลับที่เป็นหนังสือต้องห้าม ภายในหนังสือมีรูปชายหญิงกำลังแตะเนื้อต้องตัวกันจนเธอหน้าแดงด้วยความเขินอาย
“ คุณหนูรอยี่ยี่ด้วยเจ้าคะ! ”
ลุงเจ๋อมองสาวใช้และคุณหนูที่กำลังวิ่งไปรอบๆตระกูลม่อ เขารู้ได้ในทันทีเลยว่าคุณหนูตระกูลม่อกำลังใช้ตาทิพย์มองดูปราณภายในตระกูลเพื่อดูว่ามีสิ่งใดหลงเหลืออยู่หลังจากการกวาดล้าง เขามองไม่เห็นปราณกลุ่มนั้นจึงปล่อยให้คุณหนูและสาวใช้สำรวจด้วยตนเอง จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินทั้งสองก็ได้ล้มเลิกการตามหาสมบัติ
สิ่งของมีค่าส่วนมากเป็นเงินรวมแล้วเธอสามารถหาเงินได้ 23 เหลียง ส่วนหนังสือที่ซุกซ่อนเอาไว้ เสวี่ยหรงสั่งให้ยี่ยี่นำไปเผาไฟ เนื่องจากมันเป็นหนังสือโป๊ที่เหล่าผู้อาวุโสภายในตระกูลพยายามซุกซ่อนจากสายตาผู้นำตระกูล
หลังจากเห็นยี่ยี่จากไปแล้วเสวี่ยหรงจึงกลับมานั่งใต้ต้นท้อเช่นเดิม เธอนึกว่าจะเจอห้องลับตระกูลหลังจากที่ดวงตามองเห็นปราณ การค้นหาในวันนี้กลับน่าผิดหวัง ห้องลับของตระกูลไม่ได้ปลดปล่อยปราณออกมาเลยเธอจึงไม่พบมัน
เสวี่ยหรงกลับไม่คิดล้มเลิกความตั้งใจ หากห้องลับตระกูลม่อถูกพบง่ายดายเกินไป ผู้ที่สามารถมองเห็นปราณได้เช่นเดียวกับเธอคงจะเจอมันในวันที่เกิดการสังหารหมู่ภายในตระกูลม่อ
การวางแผนสังหารคนตระกูลม่อจะต้องมีผู้ที่มองเห็นปราณรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่คนกลุ่มนี้จะปล่อยให้ตระกูลม่อเก็บทรัพย์สมบัติเอาไว้จนสามารถฟื้นฟูตระกูลกลับขึ้นมาได้
เสวี่ยหรงจึงคิดว่าเธอจะค่อยๆลูบคลำไปตามผนังและกำแพงภายในตระกูลม่อต่อไป สักวันเธอจะต้องเจอกลไกลับที่ไม่ได้ใช้ปราณ
“ เช่นนั้นตรวจสอบยันต์ก่อนก็แล้วกัน ”
ก่อนหน้านี้สิ่งที่เป็นปัญหาทำให้เธอไม่สามารถใช้งานยันต์ได้คือพลังปราณ เธอจึงทำได้เพียงจดจำวิธีการใช้งานยันต์พื้นฐาน หลักการใช้งานค่ายกลก็เช่นเดียวกัน เธอทำได้เพียงจดจำไม่สามารถใช้งานได้
วิธีการเขียนยันต์ของตระกูลม่อมีองค์ประกอบเพียง 3 อย่าง มันคือพื้นฐานที่นำไปต่อยอดเป็นยันต์ระดับสูง
องค์ประกอบที่หนึ่งคือ รูปทรงและสัญลักษณ์ การชักนำพลังฟ้าดินมาใช้จำเป็นต้องใช้อักษรโบราณที่เป็นตัวแทนของพลังฟ้าดินตามธาตุต่างๆ
องค์ประกอบอย่างที่สองคือวัสดุที่ใช้วาด หมึก พู่กัน กระดาษ ยิ่งมีคุณภาพ การทำงานของยันต์ก็ยิ่งได้ผลดี
องค์ประกอบสุดท้ายคือการกระตุ้นการทำงาน ยันต์แต่ละแผ่นสามารถทำงานได้ด้วยกัน 2 วิธีการ หนึ่งทำผ่านบทสวดภาษาโบราณ หรืออีกวิธีใช้การผสานมือให้เกิดสัญลักษณ์ โดยทั้งสองวิธีจะต้องถ่ายปราณเข้าไปในยันต์ควบคู่กันจึงจะสำแดงพลังยันต์ออกมาได้
เสวี่ยหรงเรียกให้ยี่ยี่นำกระดาษและหินฝนหมึกภายในห้องมาให้ มันคือสิ่งที่หาได้โดยทั่วไปภายในห้องของเธอ การเป็นคุณหนูจากตระกูลม่อ ต่อให้เธอจะเกียจคร้านกลับต้องฝึกฝนการเขียนตัวอักษรจึงทำให้มีหมึกและแผ่นกระดาษจำนวนหนึ่ง
“ คุณหนูจะทำสิ่งใดเช่นนั้นหรือเจ้าคะ ”
“ ข้าจะลองเขียนยันต์ ”
“ คุณหนูเขียนยันต์ได้เช่นนั้นหรือเจ้าคะ ” ยี่ยี่พูดด้วยใบหน้าตกใจ เธอไม่เคยเห็นคุณหนูเขียนยันต์มาก่อน ถึงแม้จะเคยเห็นคุณหนูคัดตัวอักษรมาตั้งแต่เด็กกลับไม่มีครั้งไหนลองเขียนยันต์ขึ้นมาใช้
“ ข้าไม่รู้ หากลองแล้วอาจจะได้รู้เองว่าข้าเขียนได้หรือไม่ ”.