มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 31 คำตอบที่ต้องใช้กาลเวลาชี้นำ

    บทที่31 คำตอบที่ต้องใช้กาลเวลาชี้นำ

             

            ด้วยความเหนื่อยล้าสะสมฮุ่ยจวินจึงใช้เวลาเกือบสองวันค่อยบรรลุถึงหมู่บ้านเถาซานอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนที่จากมานานห้าปีมานี้รูปร่างผิวพรรณของมันเปลี่ยนแปลงไปมาก อีกทั้งผมเผ้าหนวดเคราก็ดกครึ้มปิดบังผู้คนทั้งหมู่บ้านจึงจำมันไม่ได้เลยซักผู้ เดินผ่านผู้ใด คนเหล่านั้นก็ไม่สนใจเพราะคิดว่าเป็นคนแปลกหน้าจากหมู่บ้านชายแดนแถบอื่นฮุ่ยจวินก็ไม่มีเวลาไปทักใคร เพราะจิตใจของมันตอนนี้เพียงจดจ่ออยู่ที่บ้านเท่านั้น

             

            เดินมาครู่ใหญ่หัวคิ้วของมันเป็นต้องขมวดแทบจรดกัน มันเดินวนเวียนไปมาหลายรอบแล้วก็กลับมาหยุดอยู่ที่เดิมด้วยความมึนงงสงสัยเท่าที่มันจำได้ บริเวณนี้สมควรมีกระท่อมที่มุงด้วยหญ้าคา ล้อมด้วยไม้ไผ่หลังหนึ่งตั้งอยู่ทว่าบัดนี้มันกลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า บ้านของท่านลุงหายไป!

             

            “นี่มันอะไรกันท่านลุงไปไหน?"

             

            ขณะที่กำลังบังเกิดความสงสัยถึงขีดสุดเสียงของบุรุษชราผู้หนึ่งก็ดังแผ่วเบาขึ้นที่เบื้องหลังของมัน

            “เจ้าหนุ่มเจ้าคงมาจากต่างหมู่บ้านสินะจึงไม่รับรู้ หากเจ้ามิอยากโชคร้ายอย่าได้เข้าไปใกล้บริเวณแห่งนั้น"

             

            ฮุ่ยจวินหันขวับคืนกลับไปเห็นผู้กระซิบกล่าวกับตนเป็นท่านลุงซู่เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง มันไม่มีเวลาแนะนำตัวเพราะมัวแต่สนใจในวาจาเมื่อครู่อยู่จึงได้แต่กล่าวถาม

            “ทำไมหรือแล้วเจ้าของบ้านเดิมไปไหน"

             

            ท่านลุงซู่รีบเหลียวซ้ายแลขวาและดึงมือของบุรุษหนุ่มออกห่างจากบริเวณดังกล่าว

            “เจ้ายังไม่รู้เจ้าของบ้านเดิมไม่ทราบไปลบหลู่จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนตั้งแต่เมื่อไหร่ จึงได้ถูกจอมมารผู้ชั่วช้าสังหารตกตายทั้งครอบครัว”

             

            เมื่อได้ฟังร่างของฮุ่ยจวินก็ราวกับถูกราดรดด้วยน้ำแข็งอันหนาวเหน็บจิตใจหล่นวูบ ร่างกายเย็นเฉียบสั่นพร่า มันเบิกตาโพลงแล้วตะโกนถาม

            “ท่านว่าอะไร"

             

            ท่านลุงซู่ยังใช้มือจุ๊ปากแล้วกระซิบกล่าว

            “ไม่เพียงแต่มันที่ตายบุตรหลานทั้งชายและสตรี ญาติ มิตรที่โชคร้ายมาเยี่ยมเยียนในวันนั้นก็พลอยถูกลูกหลงได้รับชะตากรรมไปด้วยร่างจมในกองเพลิงกับเจ้าของบ้านตกตายอย่างอนาถ เช่นนั้นจึงไม่มีใครในที่นี้กล้าทำตัวว่าเป็นคนรู้จักหรือมิตรสหายกับมันอีกเพราะกลัวจะโดนลูกหลงจากมารใจอำมหิต เจ้าเองก็อย่าได้แวะเวียนมาแถวนี้ เดี๋ยวจะโชคร้ายเปล่าๆ"

             

            กล่าวจบท่านลุงซู่ก็รีบเข้าบ้านของตนไปปล่อยให้ฮุ่ยจวินที่จิตใจเย็นเยียบแทบแหลกสลายเดินพึมพำออกไปอย่างเหม่อลอย

            “ไม่จริงเป็นไปไม่ได้ ตาแก่ใจดีผู้นั้นจะไปมีเรื่องกับใครได้อย่างไร ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ"

             

            ฮุ่ยจวินวิ่งอย่างคนเสียสติไปทิ้งตัวคุกเข่าลงยังใจกลางบริเวณที่เคยมีบ้านหลังเล็กปลูกสร้างห้าปีผ่านไปร่องรอยเดิมจึงแทบไม่หลงเหลือ รอยไหม้ด่างดำมีหญ้าขึ้นปกคลุมจนมองแทบไม่เห็นหากไม่สังเกตุ หากมิได้รับการบอกกล่าว ที่แห่งนี้ก็คงเป็นที่โล่งเตียนคล้ายไม่เคยดำรงอยู่ด้วยสิ่งใด

             

            ฮุ่ยจวินมองรอยดำที่เจือจางสองมืออันสั่นพร่าลูบลงยังจุดสีดำด่าง น้ำตาของมันไหลพรากมิอาจควบคุม อุตส่าห์ดั้นด้นมีชีวิตรอดคืนกลับอุตส่าห์ฝืนลิขิตฟ้าเพื่อกลับมา ทว่าสถานที่ที่รออยู่ บ้านที่มันต้องการกลับมามากที่สุดวันนี้กลับไม่หลงเหลือแล้ว แม้มันมิอาจทำใจให้เชื่อ แต่มันก็มิอาจจะปฏิเสธความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้คนที่มันรักทั้งหมดล้วนตกตายไปหมดแล้ว เช่นนั้นสิ่งที่มันดิ้นรนมาจะมีประโยชน์อันใด

             

            ฟ้าเหตุใดจึงกลั่นแกล้งมันถึงเพียงนี้!

             

            น้ำตาที่หยาดไหลคล้ายกลั่นออกมาจากหัวใจน้ำตาแต่ละหยดมิต่างจากคมมีดที่กรีดเฉือน ทำให้หัวใจของมันแทบย่อยยับมิเหลือชิ้นดีคนเจ็บปวดแลร้องไห้จนน้ำตาเป็นโลหิต บุรุษหนุ่มจากที่เคยตื่นเต้นยินดีที่ได้กลับบ้านเพียงเสี้ยววินาทีมันก็กลับกลายเป็นคนบ้าที่ไร้สติในทันที

             

            ฮุ่ยจวินคุกเข่าเช่นนั้นอยู่เนิ่นนานมันก็กำหมัดโกยเอาดินดำขึ้น แล้วเดินอย่างเหม่อลอยคล้ายคนขาดสติแลไร้ทิศทางแห่งชีวิตมันก้าวเดินสะเปะสะปะไปเรื่อยจนไปถึงกองฟางใต้ตีนเขาเถาหมิงซาน เห็นกองฟางที่เก่าโทรมก็พลอยนึกถึงเหตุการณ์ที่มันได้เก็บฮุ่ยไป๋มาเลี้ยงพานางพ้นผ่านช่วงชีวิตอันแสนลำบากมากมาย นึกถึงสิ่งตกทอดที่ท่านลุงมักยกเอากองฟางกองนี้มาด้วยเสมอมันจึงทิ้งตัวลงบนกองฟาง ดวงตาเหม่อลอยจ้องมองฟากฟ้า สมองหวนคิดถึงคืนวันอันสุขสงบบัดนี้สิ่งเหล่านั้นได้มลายหายไปสิ้นแล้ว

             

            ทั้งหมดเป็นเพราะจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุน!

             

            ชั่วชีวิตนี้ของฮุ่ยจวินมิเคยรู้สึกคลั่งแค้นผู้ใดถึงเพียงนี้แต่มันเป็นบุคคลที่มีพื้นฐานแห่งจิตใจที่บริสุทธิ์จึงเกิดเป็นความหักล้างทางความคิดอย่างหนักหน่วงเช่นนั้นนอกจากใจที่เจ็บปวด สมองของมันเองก็อึงอนหนักอึ้งคล้ายมองหาทางออกไม่เจอร่วมด้วยมันในตอนนี้สมควรจะดำเนินชีวิตเช่นไร เมื่อไร้ซึ่งคนที่รักทั้งสองแล้ว มันสมควรที่จะมีชีวิตต่อหรือสมควรที่จะล้างแค้นดี

             

            มือที่กำดินดำสั่นพร่าไม่รู้เป็นเพราะความเหนื่อยล้าสะสมหรือเพราะความเสียใจจนถึงที่สุดหรือไม่ เพียงไม่นานมันจึงได้สิ้นสติอยู่ข้างกองฟางแห่งนั้นมันสลบไสลไม่ได้สติเป็นเวลาหลายวัน มันสลบไปราวกับว่ามันมิต้องการจะฟื้นตื่นตลอดชีวิต

             

            หลายวันมานี้ร่างกายของมันจึงขาดน้ำริมฝีปากแห้งผากซีดเซียวจนเป็นเกล็ด ลมหายใจของคนดูรวยริน หากไม่โชคดีได้ฝนห่าใหญ่ตกลงมามันคงได้สูญเสียน้ำในร่างกายและตกตายไปแล้ว

             

            เม็ดฝนอันฉ่ำเย็นเรียกให้สติของฮุ่ยจวินฟื้นตื่นมันสะท้านขึ้นเฮือกด้วยร่างที่สั่นพร่าไร้เรี่ยวแรง มันตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย ทว่าความเป็นจริงตรงหน้ากลับยิ่งกว่าฝันร้ายที่มันไม่อยากเจอดินดำในมืออันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ล้วนถูกละลายไปด้วยน้ำฝนแล้ว

             

            ฮุ่ยจวินมองแผ่นฟ้าจ้องหยาดฝน และยกฝ่ามือที่ว่างเปล่า มันถามต่อตนเองว่าตนมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

             

            จนกระทั่งตอนนี้มันเองก็ยังมิได้คำตอบฝนหยุดตกไปแล้วก็ไม่ได้คำตอบ

             

            แดดสาดส่อง อาทิตย์แผดเผาก็ไม่มีคำตอบ

             

            ราตรีเยือน จันทรากลายก็ยังหาคำตอบข้อนี้ไม่ได้

             

            มันหมุนศีรษะหันไปมองกองฟางด้วยความเหม่อลอยกระทำในสิ่งที่เหม่อลอย คำตอบนี้ยากนักที่จะรู้ เมื่อไร้ซึ่งทุกสิ่งแล้วมันจึงไม่รู้

             

            ก่อนหน้านั้นฮุ่ยจวินคิดปล่อยให้ตนตกตายด้วยการทรมานตนไม่ดื่มกินสิ่งใดมันเป็นวิชาแพทย์ มันจึงรู้ว่าการทรมานตนได้ดีคือการให้ร่างกายขาดน้ำ มันที่สลบมาหลายวันก็เพราะสาเหตุนี้มันยินยอมนอนเฉยๆ ไม่ดื่มกินน้ำหวังจะปลิดชีพตนตามท่านลุงและฮุ่ยไป๋ไป แต่เมื่อฝนห่าใหญ่ร่วงตกและคืนชีวิตชีวาให้มันมันก็ได้ไตร่ตรองจนเห็นสัจธรรมข้อหนึ่ง

             

            การฆ่าตัวตายไม่ใช่ทางออกของคำตอบ

             

            มีชีวิตอยู่เท่านั้นจึงจะพบคำตอบ

             

            ระหว่างเส้นทางอันดำมืดและแสงสว่างที่ใฝ่ฝันมันสมควรจะอยู่ในที่ใด

             

            ใจเจ็บแค้นก็เปรียบเสมือนความมืดใจใฝ่หาความสุขสงบก็คือทางแห่งแสงสว่าง แต่เหตุการณ์ที่เคี่ยวกรำยากนักที่คนผู้หนึ่งจะเลือกคำตอบที่ถูกต้องแลแท้จริงได้

             

            ฮุ่ยจวินร่ำไห้เสียใจมาเป็นเวลานานมากแล้วพอฝนห่านั้นร่วงตกก็เหมือนได้รับการปลอบประโลมจิตของมันไปได้บ้าง ชายหนุ่มจึงก่อกองดินเล็กๆสองกอง เขียนป้ายศิลาที่ไม่โดดเด่นหน้ากองดินคำว่า

             

            ‘ฮุ่ยหยวน'

             

            ‘ฮุ่ยไป๋'

             

            แล้วมันก็คุกเข่าคารวะตรงหน้าเนินดินเสร็จสรรพก็ทำการจุดไฟเผากองฟางอันเป็นสิ่งตกทอดสุดท้ายที่ท่านลุงมักพร่ำบอกมัน ชายหนุ่มยืนจ้องมองกองฟางที่ลุกไหม้พร้อมพึมพำออกมา

            “บ้านก็ไม่มีแล้ววัวก็ไม่หลงเหลือ เมื่อไม่มีวัวเช่นนั้นฟางจะมีประโยชน์อันใด"

             

            สามสิ่งที่ท่านลุงมักย้ำนักย้ำหนาและคอยฝากฝังให้มันต้องกลับมาดูแลบัดนี้ล้วนไม่หลงเหลือแล้ว เมื่อไม่หลงเหลือก็นับว่าไม่มีสิ่งยึดติด ชีวิตมันหลังจากนี้คงต้องออกเดินทางเพื่อหาคำตอบให้แก่ตนเองต่อไป

             

            ฮุ่ยจวินหันหลังกลับจากกองฟางที่มอดไหม้จนเหลือเพียงเถ้าสีดำที่คละคลุ้งควันที่โขมงก็มอดดับจนสนิท ชายหนุ่มก้าวขาออกเตรียมมุ่งหน้าไปจากสถานที่ที่ทุกข์ระทมแห่งนี้ทว่าขาเพียงก้าวได้ครึ่งเดียว เสียงแผดเผาก็ดังขึ้นอีกจนเป็นเหตุให้ไปกระตุ้นความสนใจของฮุ่ยจวินเข้า

             

            ทั้งที่ฟางกองนั้นก็มอดไหม้หมดสิ้นแล้วไฟปะทุขึ้นอีกได้อย่างไร ความสงสัยทำให้สายตาของมันได้พินิจมอง ตรงใจกลางเถ้าสีดำมีเปลวไฟแดงฉานขนาดเล็กปลิวไสวขึ้นพร้อมกันนั้นยังมีเสียงเปราะๆ คล้ายไฟที่กำลังแผดเผาลามเลียบนไม้ท่อนหนึ่ง

             

            ฮุ่ยจวินไม่คิดอะไรมันเพียงกลัวว่าไฟจะลุกลามเผาไหม้ป่าเขาโดยรอบสร้างความเดือดร้อนไปถึงหมู่บ้าน มันจึงเตะเท้าหวังดับไฟที่ลุกโชนขึ้นเล็กๆพอฝ่าเท้าเหยียบลงไป ปรากฏว่าบริเวณใต้ฝ่าเท้ากลับเป็นแผ่นไม้ขนาดกว้างยาวประมาณห้าฉื่ออีกทั้งเมื่อแผ่นไม้ดังกล่าวถูกไฟเผาไหม้มันก็ปรากฏความแห้งกรอบ เพียงฝ่าเท้าสัมผัสมันก็แตกหักและยุบลงในทันที

             

            ส่งให้ร่างของฮุ่ยจวินล้มฮวบขาข้างซ้ายที่มันส่งออกไปคล้ายตกลงยังหลุม

             

            เหตุใดใต้กองฟางนี้จึงมีหลุม?

             

            มันขนฟางเลี้ยงวัวมาตั้งแต่เด็กก็ยังไม่เคยรู้ว่าใต้กองฟางมีหลุมขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ และที่เหนือกว่านั้นก็คือ ฮุ่ยจวินพบว่าภายใต้หลุมนี้ยังมีของสิ่งหนึ่งซุกซ่อน

             

            ฮุ่ยจวินจึงเอื้อมมือไปหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมาพบว่าเป็นกล่องไม้สี่เหลี่ยมผิวเรียบชิ้นหนึ่ง ด้านข้างมีปอถักอย่างหนาแน่นแข็งแรงสองสายยึดติดดูราวกับเป็นกระเป๋าที่ทำขึ้นมาจากไม้ชิ้นหนึ่ง

             

            ฮุ่ยจวินบังเกิดความสงสัยว่าข้างในมีสิ่งใดแล้วสิ่งนี้ใช่สิ่งที่ท่านลุงมันซ่อนไว้หรือไม่ หรือสิ่งที่ท่านลุงมันคอยบอกกล่าวฝากฝังจะมิใช่กองฟางแต่เป็นกล่องไม้ชิ้นนี้

             

            ชายหนุ่มมองรอบกล่องไม้น้ำหนักของมันไม่มากนัก สั่นดูก็ไม่รู้สึกถึงการดำรงอยู่ของสิ่งใด และที่ประหลาดก็คือมันเป็นกล่องทว่ากลับไม่มีรอยต่อ รอยเชื่อม หรือจุดให้เปิดออกได้ แต่ที่ประหลาดยิ่งกว่า ไม่ว่าฮุ่ยจวินจะเอาสิ่งใดทุบจะเอาของมีคมตัดฟัน มันก็มิอาจที่จะสร้างริ้วรอยให้กล่องนี้ได้!

             

            ฮุ่ยจวินเริ่มได้คิดถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งและความไม่ธรรมดาของกล่องไม้สี่เหลี่ยมใบนี้ได้ย้อนคิดถึงคำพูดที่เหมือนกล่าวผ่านๆ ของท่านลุงในอดีต หรือกล่องไม้นี้จะมีปริศนาใดซ่อนอยู่?

             

            นี่เป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยที่ฮุ่ยจวินยังมิอาจพบคำตอบ

             

            และนี่ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งในชีวิตที่ได้ชักนำให้มันต้องค้นหาคำตอบ

             

            กล่องไม้ปริศนานี้คือสิ่งใด

             

            ท่านลุงของมันมีเรื่องปิดบังใดกันแน่

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    นิยายแนะนำ