นางเบะปากร้องไห้ โผเข้าหาบุรุษและสตรีตรงหน้าราวกับนกปีกหัก ทว่ายังไปไม่ถึงก็ถูกวงแขนแกร่งของคนผู้หนึ่งคว้าเอาไว้ และประคองกอดแน่น นางสะบัดตัวอย่างลืมกิริยา ลมหายใจสะดุดขาดเป็ห้วง ๆ เสียงสะอื้นถูกกลืนลงคอ
ั้แ่ลืมตาตื่นขึ้นมา นางโดดเดี่ยวเดียวดายไม่รู้จักผู้ใดสักคน หากไม่มีลี่หนาน ชางอิง สาวใช้สองคนที่ให้ความรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคย ป่านนี้คนพลัดถิ่นอย่างนางคงสติแตกไปแล้ว
“หวงจื่อเฟย !” ซูอี้เรียกบุตรสาวเสียงเข้ม แต่แววตาของเขากลับหม่นหมอง
เสียงของบิดาทำให้ซูอันหนิงได้สติ หยุดดิ้นรน นางถูกประคองเอาไว้แ่าแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ ปลายนิ้วของมารดาอยู่ห่างจากนางเพียงเอื้อมเดียว ใกล้เสียจนมองเห็นรอยสั่นไหวเล็ก ๆ ที่ข้อมือ หากก้าวไปข้างหน้าอีกเพียงก้าวเดียว นางก็จะได้ััอ้อมแขนนั้นแล้ว
ลมหายใจของนางสะดุด ความอัดอั้นไหลบ่าขึ้นมาจนปลายคางสั่นระริก
เหตุใด…จึงไม่ยอมปล่อย ?
ซูอี้หันมาประสานมือคารวะ “คารวะเอ้อร์หวงจื่อ วันนี้ฝ่าาทรงอนุญาตให้กระหม่อมลาหยุด มิคาดว่าเป็เพราะท่านจะพาหวงจื่อเฟยกลับมาเยี่ยมบ้านเดิม”
จูเกาเซวียนปล่อยซูอันหนิง แล้วจึงหันมาประสานมือคารวะกลับ “ท่านพ่อตา อย่าได้กล่าววาจาห่างเหิน” จากนั้นก็หันไปคารวะซูหลินซื่อ มารดาของซูอันหนิง “ท่านแม่ยาย”
ซูอี้คิ้วกระตุกไปวูบหนึ่ง ทว่าพริบตาเดียวก็ประคองสีหน้ากลับมาราบเรียบดังเดิม ยิ้มบางกล่าวว่า
“เชิญเอ้อร์หวงจื่อและหวงจื่อเฟย...” เขาชำเลืองมองบุตรสาว แววตาวูบไหวเบา ๆ
“หวงจื่อเฟยคงคิดถึงมารดา และน้องสาวมากแล้ว เข้าไปด้านในสนทนากับพวกนางสักหน่อยเถิด กว่าจะถึงเวลาอาหารเที่ยงยังอีกนาน พ่อจะคุยเื่งานกับหวงจื่อสักครู่”
จูเกาเซวียนชะงักฝีเท้า หันมายิ้มพยักหน้าให้ซูอันหนิง ราวกับว่าพวกเขาปฏิบัติต่อกันเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนจนกลายเป็เื่ปกติ
ซูอันหนิงกลับมามองเขาแค่แวบเดียว จากนั้นก็โผเข้าหามารดาอย่างไม่เหลียวหลัง ราวกับนกน้อยหลุดพ้นจากกรงทอง มีแต่คิดจะบินไป ไม่คิดหวนกลับ ต้องให้หลินซื่อประคองหันมาคารวะเขาก่อนแล้วจึงจากไป
พอลับร่างของภรรยาและบุตรสาว ซูอี้ก็หันมาผายมือเชิญจูเกาเซวียนแล้วเดินนำเขาไปยังห้องหนังสือ
บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ ราวกับหน้าผาสองด้านที่หันหน้าเข้าหากัน โดยมีลำน้ำใหญ่ไหลเชี่ยวคั่นกลาง ลมหวีดหวิวพัดยอดผาชวนเหน็บหนาว อันตรายระหว่างช่องผาขาดไม่อาจคาดเดา
ซูอี้เดินมาหยุดลงที่กระดานหมากริมหน้าต่าง ก่อนจะหันมาถาม “เดินหมากกันสักกระดานดีหรือไม่”
จูเกาเซวียนคลี่ยิ้มบางจาง เดินไปหยุดลงอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ
บนโต๊ะมีหมากที่ยังเดินไม่จบอยู่กระดานหนึ่ง เป็หมากก้ำกึ่งระหว่างสีขาวกับสีดำ ต่างฝ่ายต่างก็เจอทางตัน ทว่าหากผ่าทางตันได้ ฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็จะกินรวบทั้งกระดาน
องค์ชายรองเงยหน้าขึ้นจากกระดานหมาก “เดินต่อจากกระดานนี้ หรือจะเดินใหม่ั้แ่ต้น”
“หมากกระดานนี้ คือ ‘หมากจน’ ที่กระหม่อมไม่กล้าเดินต่อ แต่อีกฝ่ายก็ไม่เดินต่อเช่นกัน เพราะ้าเหลือทางรอดให้กระหม่อม หากเอ้อร์หวงจื่อจะเดินต่อ ย่อมลองดูได้”
จูเกาเซวียนมองกระดานหมากอยู่นาน นิ้วที่ยกขึ้นเหมือนจะหยิบหมากกลับหยุดค้างกลางอากาศ ก่อนจะวางมือลงข้างกาย “มิทราบว่า ผู้ที่เดินหมากกระดานนี้กับท่านพ่อตา...คือผู้ใด ?”
ซูอี้ยิ้ม ทว่าเป็ยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ทั้งยังมีชั้นของความเศร้าอย่างเลือนราง
จูเกาเซวียนจึงละสายตา เอ่ยขึ้นอย่างสุขุม “เช่นนั้น... เริ่มใหม่กันดีหรือไม่ การสานต่อปณิธานของผู้อื่น อาจยากกว่าการสร้างปณิธานของตนเอง”
ซูอี้ชะงัก สบตาเขาเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง
จู่ ๆ จูเกาเซวียนก็ประสานมือโค้งเอวลงเล็กน้อยโดยไม่ให้ซูอี้ได้ตั้งตัว
“เอ้อร์หวงจื่อ ! นี่ท่านทำอะไร ?”
จูเกาเซวียนยืดเอวขึ้น สองมือยังคงประคองอยู่ตรงหน้า กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “คืนเข้าหอ ข้าพลั้งมือทำร้ายหวงจื่อเฟยเพราะคิดว่านางคือคนร้ายบุกจวนสวมรอยมา เมื่อรู้ว่าผิดพลาดข้าจึงพยายามจะแก้ไข แต่ผิดไปแล้วก็คือผิด ยามนี้นางจดจำอดีตไม่ได้ ข้าเองก็เสียใจ”
ซูอี้แตะมือประคองที่แขนของเขา สูดหายใจยาวกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำลึก
“เื่เข้าใจผิดที่ผ่านไปแล้ว กระหม่อมจะไม่เก็บมาใส่ใจอีก เพียงหวังว่าในภายภาคหน้า หนิงเอ๋อร์จะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ปราศจากเื่ทุกข์ใจ หากไม่ต้องเข้าไปพัวพันกับการแก่งแย่งชิงดีได้...ย่อมดีที่สุด”
จูเกาเซวียนเพียงก้มหน้า ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ซูอี้หมุนตัวกลับไปนั่งอีกฝั่งของโต๊ะ กล่าวเสริมอีกประโยคด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงความเ็า
“เอ้อร์หวงจื่อก็ทราบ กระหม่อมสามารถรู้ทุกเื่... ขอเพียง้า”
สายตาของคนทั้งคู่ สานสบกันเหนือกระดานหมาก อากาศในห้องเย็นลงอย่างไร้สุ้มเสียง
เรือนหลัง จวนสกุลซู
ซูอันหนิงเดินประคองมือมารดาเข้าในเรือนชั้นในเรือนหนึ่ง พอผ่านประตูวงเดือนเข้ามาสู่สวนที่มีสระน้ำ ความรู้สึกคุ้นเคยก็ฉายวาบ ประหนึ่งได้มองเงาของอดีตอ่อนจางกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า
มือที่ถูกประคองไว้ด้วยสองมืออบอุ่นของมารดาชาซ่าน ปลายนิ้วเย็นเฉียบขึ้นมาในบัดดล จนนางต้องบอกตัวเองว่า นี่เป็เพียงความรู้สึกตกค้างจากร่างเก่า นอกจากบิดามารดาที่หน้าตาและนิสัยคล้ายพ่อแม่ในชาติก่อน ที่นี่ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับนาง...
สิ้นเสียงเตือนภายในใจ เด็กสาวฝาแฝดสองคนก็ปัดม่านออกแล้ววิ่งลงมาจากศาลา พุ่งเข้าหาซูอันหนิงประหนึ่งลูกม้าตัวน้อยจอมซุกซน ซูอันหนิงเผลออ้าแขนรับ หัวใจเต้นแรงลมหายใจสะดุดเป็ห้วง ๆ
แม้แต่...น้องสาวฝาแฝดของนาง ก็อยู่ที่นี่ !
“ท่านพี่หญิงใหญ่ !” เสียงของซูอันหว่านดังขึ้นมาก่อน
ซูอันอวี้เป็ผู้ต่อคำดังเคย “ในที่สุดท่านก็กลับมาเยี่ยมบ้าน”
ใบหน้าของซูอันหนิงแข็งค้าง รู้สึกเหมือนิญญาหลุดลอยออกจากร่าง ทว่าอ้อมแขนกลับกอดรัดน้องสาวแน่น ในหัวเหลือเพียงคำถามเดียว
“พี่ชายเล่า ?” นางหันไปถามมารดา ที่ยิ้มบางอยู่ด้านข้าง
“เหิงเกอเข้าเวรอย่างไรเล่า ท่านพี่หญิงใหญ่เข้าวังวันนี้ ไม่ได้พบพี่ชายหรอกหรือ ?” ซูอันอวี้เอียงคอถาม
ในใจคนฟังสะท้านะเื นางยังคงมีครอบครัว ไม่ได้โดดเดี่ยวเลย ที่สำคัญคือทุกคนในครอบครัวล้วนอยู่กันพร้อมหน้า !
ซูอันหนิงมองมารดาและน้องสาวฝาแฝด พวกนางไม่แตกต่างจากเดิมสักเท่าใด แม่อ่อนโยนเข้าอกเข้าใจแต่ก็เชื่อฟังบิดาทุกเื่ ทว่านี่เป็เพียงเปลือกนอกเท่านั้น การเชื่อฟังตั้งอยู่บนความรักและการให้เกียรติ
นอกจากนี้นางยังมีน้องสาวซุกซน ร่าเริงน่ารัก...
พี่ชายก็คงสุขุมสมกับเป็ลูกชายคนโตกระมังเหมือนกันกระมัง
ขอโทษนะหวงจื่อเฟย
ข้า...ซูอันหนิงคนนี้ คงต้องขอรับเอาครอบครัวของเ้า มาเป็ของตัวเองแล้ว !
จูเกาเซวียนก้าวเท้าผ่านประตูวงเดือนเข้ามา มองสระน้ำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่กลางสวน นึกถึงสระบัวที่ตนสั่งขุดไว้ภายในเขตเรือนของหวงจื่อเฟย ยามนี้ดอกบัวยังไม่เกิดผิวน้ำจึงโล่งว่า เห็นเพียงปลาหลีหลากสีแหวกว่ายไปมา
เขาเลื่อนสายตาไปยังศาลาริมน้ำ ม่านโปร่งบางสีขาวทิ้งตัวลงรอบศาลา ยามที่สายลมพัดมาจะพลิ้วไหวเบา ๆ เดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด ทำให้เห็นเงาร่างแบบบางภายในเพียงเลื่อนราง
จูเกาเซวียนโบกมือให้จางเจี้ยนรออยู่ด้านนอกประตู ตนเองเดินไปทางศาลาริมน้ำเพียงลำพัง
เดินไปได้เพียงครึ่งทาง เสียงเซียวก็ดังขึ้นด้วยท่วงทำนองเนิบช้า เสียงทุ้มนุ่มลากเบา ๆ คล้ายเสียงถอยหายใจของใครบางคน เป็บทเพลงที่ทั้งอ่อนหวาน และทอดอาลัยในเวลาเดียวกัน
เขาหยุดมองสตรีสวมชุดสีดอกโบตั๋น กำลังพริ้มตาเป่าเซียวอยู่ริมระเบียงศาลา
ดวงตาของเขาไม่ละจากร่างนั้น ราวกับกำลังย้อนภาพเหตุการณ์เก่า ๆ
นางยังชมชอบที่จะสวมชุดสีดอกโบตั๋น แต่ยามนี้นางกลับบอกว่าจนเองจดจำอดีตไม่ได้แล้ว
จูเกาเซวียนนึกถึงจังหวะที่นางสะบัดตัว จนเกือบหลุดจากอ้อมแขนเขาอย่างไม่ลังเล เสียงเรียก ‘ท่านพ่อ’ นั้นดังชัด รวดเร็ว ราวกับไม่ต้องผ่านความคิด
“แท้จริงแล้ว เ้าจดจำเหตุการณ์ในคืนนั้นได้หรือไม่... ซูอันหนิง ?”
จูเกาเซวียนพึมพำออกมาเบา ๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปทางประตูวงเดือน เดินผ่านจางเจี้ยนแล้วกลับไปยังเรือนส่วนหน้าทันที
จางเจี้ยนมองผู้เป็นายอย่างสับสน หันไปมองทางศาลา พลางละล่ำละลักถาม “หวงจื่อ...จะไม่ไปหาหวงจื่อเฟยแล้วหรือ ?”
“ไปรอหวงจื่อเฟยที่โถงหลัก”
บทเพลงเศร้าที่กำลังดึงคนให้เคลิบเคลิ้มมีเสียงแปร่งดังแหลมขึ้น
ซูอันหนิงสะดุ้ง บ่นตัวเองเบา ๆ “อีกแล้ว...เห็นเครื่องดนตรีเป็ไม่ได้ เป็ต้องหยิบมาเล่นมั่วซั่ว ! ข้าเคยฝึกเล่นเซียวที่ใดกัน ถ้าเป็ฉินล่ะก็จะบรรเลงให้หนำใจ !”
นางใช้ปลายด้านหนึ่งขอเซียวเคาะศีรษะเบา ๆ ก่อนจะเดินออกมาจากศาลา ลี่หนาน ชางอิง รีบขยับเข้ามากระซิบซาบรายงาน
“เมื่อครู่หวงจื่อมาเ้าค่ะ มายืนฟังเสียงบรรเลงเซียวของหวงจื่อเฟยครู่หนึ่งก็กลับออกไป”
ซูอันหนิงหรี่ตา มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในชายแขนเสื้อ ก่อนจะพบว่าข้างในนั้นไม่มีอะไรเลย นางดึงมือที่ว่างเปล่าออกมาแล้วมองมันอยู่เช่นนั้นด้วยความใ
ราวกับว่าเ้าของร่างเดิมมักจะมีความเคยชินบางอย่างที่ไม่มีใครรู้
ขณะนี้ไรต์กำลังไล่ปรับปรุง เกลาสำนวน ตรวจคำผิด ดังนั้นเลขตอนอาจจะไม่ต่อกันนัก จะค่อย ๆ อัปเดตไปเรื่อย ๆ นะคะ