4
จับปลาให้แน่น
ดวงตาสวยหวานของพรบุหลันชำเลืองไปที่ประตูขนาดใหญ่บ่อยครั้ง เพราะกว่าสิบนาทีแล้วที่กายหายไป เขาบอกเธอว่าจะไปจัดการเื่เอกสารการรับสมัครงานและการสอบสัมภาษณ์ให้เธอ แต่กลับหายเงียบไปเลย ทิ้งเธอให้อยู่ในห้องพักสุดหรูนี้ตามลำพัง พร้อมกับน้ำแก้วใหญ่ที่เธอดื่มรวดเดียวหมด
ขณะนี้เธออยู่บนโซฟาหลุยส์สีดำปักลวดลายวิจิตร และทั่วทั้งออฟฟิศแห่งนี้ก็ใช้สีดำเป็สีหลักในการตกแต่ง เพิ่มความน่าเกรงขามและหรูหราให้เ้าของสถานที่มากขึ้นไปอีก และเพราะความหรูนี่ละที่ทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะลุกเดินไปทางไหน ได้แต่นั่งนิ่งๆ รอให้กายกลับเข้ามาเท่านั้น แต่แม้จะนั่งอย่างเรียบร้อยเพื่อรอคอย ก็อดไม่ได้ที่จะมองดูรอบกาย
‘นี่ออฟฟิศเหรอคะ’
‘ครับ ออฟฟิศของบอส’
คำยืนยันของกายไม่ได้ทำให้ความสงสัยกระจ่างชัด เพราะสิ่งที่เห็นนี้มองยังไงก็ไม่น่าจะใช่ออฟฟิศหรือสถานที่ทำงานได้ หรือคนกรุงเทพฯ จะทำงานได้ทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือคอนโดมิเนียมสุดหรู ณ ที่แห่งนั้นก็เป็ออฟฟิศได้ แต่หากเป็ออฟฟิศจริง ทำไมถึงไม่มีใครออกมาเลย ทำไมมีเธอนั่งเป็สิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวในห้องนี้
พรบุหลันมองตรงไปข้างหน้า จากตรงที่เธอนั่งอยู่เรื่อยไปจนสุดสายตา ประกอบไปด้วยห้องรับรองแขกที่เธอกำลังนั่งอยู่นี้ ถัดไปเป็โซนทำอาหาร ซึ่งประกอบไปด้วยชุดโต๊ะกินข้าวขนาดใหญ่ และห้องครัวสุดทันสมัย มีเครื่องใช้ไม้สอยครบครันไม่ต่างจากห้องครัวในมหาวิทยาลัยที่เธอเรียนจบมา ถัดไปนั้นเป็ห้องที่ปิดประตูอยู่ ซึ่งเธอไม่รู้เหมือนกันว่าเป็ห้องอะไร แต่ถ้าให้เดา เธอคิดว่านั่นคือห้องน้ำ เพราะทางเดินยาวไปอีกนั้นน่าจะเป็ส่วนซักล้างซึ่งหลบมุมสายตาผู้อื่นได้
ด้านซ้ายมือเป็ทางเดินกว้าง ตรงไปจัดเป็โซนคล้ายห้องสมุดขนาดย่อม มีชั้นหนังสือวางเรียงรายกันอยู่ มีเก้าอี้กึ่งนั่งกึ่งนอนไว้สำหรับเอนหลังอ่านหนังสือ ถัดไปเป็ระเบียงกว้างที่ถูกเนรมิตให้เป็สวนลอยฟ้าที่จับต้องได้จริงๆ ดอกไม้หลากหลายชนิดกำลังเบ่งบานให้ความสวยงาม จนพรบุหลันเผลอยิ้มออกมาได้
ส่วนด้านหลังของเธอนั้นก็คล้ายจะเป็โซนส่วนตัว เพราะมีห้องหับปิดประตูมิดชิดอยู่ด้วยกันถึงสามห้อง ซึ่งเธอไม่รู้หรอกว่าแต่ละห้องนั้นเป็ห้องอะไรบ้าง แต่ก็เดาว่าห้องกระจกที่ปิดผ้าม่านสีทองจดเพดานถึงพื้นคงเป็ห้องทำงานแน่นอน เพราะหาก้าเห็นผู้คนด้านนอกก็แค่รูดผ้าม่านออกแค่นั้น แต่ด้านในนั้นมีใครอยู่หรือเปล่าล่ะ
พรบุหลันพยายามชะเง้อชะแง้มองดู เพราะอาจมีสิ่งที่เคลื่อนไหวจากด้านในก็ได้ แต่เมื่อเห็นว่าม่านสีทองนั้นไร้การเคลื่อนไหว ดวงตาสุกสกาวที่แฝงความใคร่รู้อยู่เต็มก็ลอบสำรวจสิ่งอื่นทันที นอกจากเฟอร์นิเจอร์หลักของห้องพักสุดหรูที่เป็สีดำแล้วนั้น ของตกแต่งตามชั้นวางของ ผนังห้อง โต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้แต่เคาน์เตอร์บาร์เหล้าเล็กๆ ก็ล้วนแต่เป็ตัวการ์ตูน หรือไม่ก็เป็งานศิลปะของต่างประเทศ นั่นก็ยิ่งทำให้พรบุหลันมั่นใจว่าเธอไม่เหมาะกับที่นี่อย่างแน่นอน เพราะแม้ทุกอย่างรอบด้านจะดูสวยงาม แต่มันก็น่ากลัวอย่างประหลาดอยู่เหมือนกัน ที่สำคัญที่นี่มีพนักงานอยู่จริงๆ หรือเปล่า!
แกร๊ก...
เสียงบางอย่างที่ดังจากด้านนอกก่อนที่ประตูจะถูกเปิดเข้ามาทำให้พรบุหลันลุกพรวดจากโซฟา พร้อมหันไปส่งยิ้มให้ผู้มาใหม่อย่างยินดี การรอคอยคงสิ้นสุดลงสักที ทว่าคนที่ยืนเด่นอยู่ตรงประตูนั้นกลับไม่ใช่กาย เขาใครบางคนที่เธอแอบคาดคิดว่าจะได้พบ คนที่มีผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ คนที่ทำให้เธอละอายเหลือเกินที่คิดไปไกลกับเขา และก็ทำให้เธอได้แต่ยืนตะลึงพูดไม่ออกอยู่อย่างนี้
เ้าของร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงประตูสวมชุดสูทสากลสุดหรู เนี้ยบ และดูดีจดปลายเท้า ออร่าความหล่อของเขาเปล่งประกายทะลุทะลวงออกมา 30,000 โยชน์ รูปลักษณ์ของเขาไม่ต่างจากนายแบบนิตยสารต่างประเทศที่ะโออกมามีตัวตนจริงๆ อยู่ตรงหน้า
พรบุหลันได้แต่ตะลึงมองเขาจนรับรู้ถึงกระแสเืที่แล่นขึ้นมาอยู่บนใบหน้า แต่เพราะเขายังคงยืนนิ่งไม่พูดไม่จา ทั้งที่ดวงตาคมวาบของเขาก็จับจ้องมองเธอไม่กะพริบ นั่นทำให้พรบุหลันต้องขยับตัวห่างออกจากโซฟาตัวหรูโดยอัตโนมัติ เพราะััความไม่พอใจในสายตาของเขาได้
ใบหน้าสวยก้มมองพื้น ร่างกายคล้ายจะสั่นขึ้นมากะทันหันอีกแล้ว และอาการสะท้านะเืก็ทำให้เธอต้องห่อไหล่เข้าหากัน ฝ่ามือประสานบีบกระชับกันแน่น ไม่กล้าพูด ไม่กล้ากระดิกตัว จนพานให้คำพูดที่้าจะบอกเล่าให้เขารับฟังหายวับไปจากสมองเสียดื้อๆ ในเวลานี้เธอคิดเพียงว่าควรออกไปจากที่นี่ หรืออย่างน้อยกายก็น่าจะมาได้แล้ว มาอยู่เป็เพื่อนเธอ ไม่ให้เธอต้องเผชิญหน้ากับเขาเพียงลำพังอย่างนี้
“เอ่อ...สวัสดีค่ะ”
อะไรจะดีเท่าเธอเป็ฝ่ายเอ่ยทักทายก่อน พร้อมพนมมือไหว้อย่างเรียบร้อยและสุภาพสุดๆ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่กล้าที่จะยืนอยู่ต่อหน้าเขาแน่ และความคิดที่จะวิ่งหนีออกไปข้างนอกก็ทำไม่ได้อีก เพราะเขายังคงยืนขวางประตูอยู่อย่างนั้น
อารัญกวาดสายตามองไปทั่วเรือนร่างงามระหงที่ยืนก้มหน้าอยู่ และกิริยาประหม่าที่เธอแสดงออกก็ไม่ได้ลอดพ้นไปจากสายตาของเขา รอยยิ้มเยาะปรากฏบนใบหน้าเมื่อเห็นเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ในระยะใกล้ เพราะนี่ไม่ใช่ชุดทำงานที่เขา้าให้เธอใส่แน่ สายตากะขนาดได้อย่างแม่นยำ อก เอว สะโพก ก่อนจะเคลื่อนไปหยุดตรงใบหน้าที่ยังคงก้มงุด
ริมฝีปากสีระเรื่อเม้มเข้าหากันบ่อยครั้ง เท้าก้าวถอยหลังเมื่อเขาเดินเข้าใกล้ นั่นยิ่งทำให้รอยยิ้มเยาะมีมากขึ้น ขณะที่สายตาก็มองเธออย่างกับเห็นเป็ตัวอะไรสักอย่างที่น่ารังเกียจ เขารู้ว่าท่าทางหวาดหวั่นไร้เดียงสา กล้าๆ กลัวๆ แบบนี้คือหนทางอัปค่าตัวที่ดูดีและมีค่าที่สุด และพรบุหลันคงจะยิ่งจัดเจนเพราะเธอมีครูดี ร่างกายที่คล้ายจะสั่นเทานี้จึงกลายเป็สั่นสู้มากกว่าจะสั่นหนี
“กายพาเธอไปดูห้องทำงานหรือยัง”
เขาถามเพื่อรอจังหวะกระตุกเบ็ด เพราะถ้าเธอเห็นห้องทำงานแล้ว แต่ยังนั่งรอเขาอยู่แบบนี้ ก็แสดงว่าพรบุหลันรู้งานเป็อย่างดี แต่ง่ายเกินไปเขาก็ไม่ชอบ คงต้องหาวิธีอื่นมาเล่นสนุก เขาจะไม่มีทางให้เธอสมใจ อยากอ่อยเขา เขาก็จะให้อ่อย อยากสนุกกับเขา เขาก็จะให้สนุก แต่ต้องสอดคล้องกับความทุกข์ที่เขาจะเพิ่มเติมให้เธอด้วย
“เอ่อ...ยังค่ะ คุณกายออกไปเอาเอกสารสมัครงานน่ะค่ะ ดิฉันเลยนั่งรออยู่ตรงนี้”
อาการวูบวาบไปทั่วทั้งใบหน้าและร่างกายยังมีอยู่ ทว่าไม่ได้มาจากความประหม่าความหล่อของเขาอีกแล้ว แต่เพราะอีกความรู้สึกหนึ่งกำลังเต้นเร้าอยู่ในอก คือความเสียใจ ความไหววูบเหมือนสูญเสีย เพราะน้ำเสียงของเขานั้นช่างห่างเหิน เฉยเมย เหมือนคนแปลกหน้า ไม่ใช่ความอบอุ่น ทุ้มนุ่มที่เขาพูดกับเธอในวันก่อนเลย
‘เธอ’ นั่นคือคำที่เขาใช้เรียก ั์ตาสวยหวานฉายความสับสน พยายามคิดถึงครั้งแรกที่เธอเจอเขาในงานของแม่ เขาเรียกเธอว่าอะไร ทำไมครั้งนั้นเธอถึงรู้สึกถึงความอ่อนโยน ความปรารถนาดีจากเขา แต่ในเวลานี้ ทั้งที่เผชิญหน้า ทำไมเธอถึงได้รู้สึกอีกอย่าง ‘รังเกียจ’ อย่างนั้นเหรอที่เธอรับรู้ได้
ผู้ชายคนนี้กำลังแสดงท่าทางรังเกียจเธอหรอกเหรอ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาในขณะนี้ไม่ใช่ความยินดีที่ได้พบ แต่เป็รังเกียจที่จะเสวนาด้วยต่างหาก และถ้าเป็อย่างนั้น เขาจะนัดเธอมาสัมภาษณ์งานทำไม ทำไมคุณกายถึงบอกว่าเขาปรารถนาดีที่จะช่วยเหลือเธอทุกอย่าง เพราะเธอเป็ลูกของแม่
“งั้นตามมา จะพาไปดูห้องทำงาน” เขาพูดพลางเดินนำ
“เดี๋ยวค่ะ”
เสียงร้องทักของพรบุหลันทำให้อารัญต้องหันมองเธอ สายตาหยามเหยียดไม่คิดจะปกปิดสักนิด เลยส่งตรงไปกวาดมองเธอั้แ่ปลายเท้ายันศีรษะอีกครั้ง
“ดิฉันว่ารอเอกสารการรับสมัครจากคุณกายก่อนดีกว่าค่ะ เพราะหากดิฉันทำไม่ได้ คุณอารัญจะได้ไม่ต้องเสียเวลาพาดิฉันดูห้องทำงานด้วย”
พรบุหลันพูดเป็การเป็งาน เพราะเข้าใจว่าเวลาเป็สิ่งสำคัญสำหรับนักธุรกิจ แต่หากกายไม่พร้อมจะพาเธอเดินดูห้องทำงาน ก็ควรจะเลี่ยงเป็วันอื่นดีกว่า หรือไม่เธอก็ควรยกเลิกการสัมภาษณ์งานครั้งนี้ด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้ฝ่ายไหนได้รับความผิดพลาด ไม่ต้องสร้างความลำบากให้เขาคนนี้ด้วย
เพราะรอยยิ้มเยาะที่ปรากฏบนใบหน้าของเขาทำให้พรบุหลันเลือกที่จะยั้งเขาไว้ ความหวาดหวั่นทั้งจากน้ำเสียง คำพูด และสีหน้าของเขา ทำให้สัญชาตญาณร้องสั่งให้เธอรอคอยกายอยู่แต่เพียงบริเวณนี้จะดีกว่า เธอยังไม่ควรจะไปเห็นห้องทำงานหรอก เพราะเธอยังไม่รู้เลยว่าเขาจะรับเธอเข้ามาทำงานในตำแหน่งอะไร และเธอจะทำได้ไหม
‘นี่มันอะไรกัน! ทำไมเขามองเราแบบนั้น จะฆ่ากันหรือไงนะ’
สายตาบอกความรู้สึกที่เขาใช้มองเธอส่งผลให้ขนทั่วร่างกายลุกพรึ่บอย่างพร้อมเพรียง นั่นทำให้พรบุหลันคิดว่าตัดสินใจถูกแล้วที่จะไม่เดินตามเขาไป
“จะต้องรออะไรอีก ฉันเป็คนตัดสินใจว่าจะรับเธอเข้าทำงานหรือไม่รับ เอกสารอะไรก็ไม่สำคัญทั้งนั้นแหละ ตามมา”
ส่งเสียงเฉียบขาดออกไปพร้อมหันหลังเดินต่อ แต่คนด้านหลังที่ไร้การเคลื่อนไหวทำให้อารัญเดือด จากที่คิดว่าวันนี้จะแค่ขอดเกล็ดปลาให้แสบๆ คันๆ เล่น ตอนนี้เขากลับคิดจะกลืนกินไม่ให้เหลือซาก ถ้าปลาตัวนี้ยังดีดดิ้นเรียกราคาไม่เลิก เขาก็จะบดสับขยำขยี้ให้เละ และบาทเดียวเขาก็จะไม่จ่าย เพราะนั่นคงแพงกว่าค่าตัวเธอเยอะ
“ฉันบอกให้ตามมา ไม่ได้ยินหรือไง!”
เสียงกระชากทำให้พรบุหลันสะดุ้งวาบ แต่ก็ไม่คิดจะเดินตามคำสั่งเขา ยิ่งเขาแสดงอารมณ์กราดเกรี้ยวอย่างที่ไม่ควรจะทำกับคนไม่คุ้นเคย เธอก็ยิ่งคิดว่าควรจะไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ เพราะ ‘ฉัน-เธอ’ สรรพนามแทนตนเ่าั้ไม่ใช่แน่
“คุณอารัญคะ ถ้าวันนี้คุณอารมณ์ไม่ดี ดิฉันกลับก่อนดีกว่าค่ะ”
พรบุหลันหันไปคว้ากระเป๋าสะพายที่วางอยู่บนโต๊ะกลางของโซฟารับแขกอย่างเร็วรี่ ไม่รอให้เขาตอบรับหรือปฏิเสธ ร่างแบบบางก็ถลาไปที่ประตูทันที ทว่าประตูที่ถูกล็อกเอาไว้ด้วยรหัสเข้าออกกลับทำให้ดวงตาสวยหวานเบิกกว้าง เธอหันมองเ้าของห้องชุดสุดหรูด้วยความใ
“เปิดประตูนะคะ!”
“เธอเป็ใครมาสั่งฉัน” เสียงเขายังคงห้วนดังเดิม แต่เพิ่มเติมคือรอยยิ้มเยาะอย่างสาแก่ใจเมื่อเห็นแววตาตื่นใคู่นั้น
“ดิฉันไม่ได้สั่งค่ะ แต่ดิฉันจะกลับ กรุณาเปิดประตูให้ดิฉันนะคะ”
“ถ้าฉันไม่อนุญาตให้ออกไป เธอก็ออกไปไม่ได้ จะตามมาดีๆ หรือจะต้องให้ใช้กำลัง”
เื้ัชายร่างสูงใหญ่ที่เดินจากไปทำให้พรบุหลันก้าวเดินตามไปอย่างงุนงง เพราะจะออกก็ไม่ได้ จะเดินตามที่เขาสั่งก็ไม่ควร แต่ก็ต้องเลือกอย่างหลังเพราะคงเป็หนทางที่ดีสุด ทั้งที่สมองตื้อจนมองเห็นเพียงสีดำในหัว และมึนงงคล้ายถูกทุบด้วยของแข็ง พยายามหาคำตอบกับตัวเองว่าเธอมาทำอะไรที่นี่กันแน่
เธอมาสัมภาษณ์งานตามที่เขาให้กายไปบอกเธอ หรือจริงๆ แล้วเธอมาร้องของานจากคนที่รังเกียจเธอกันแน่ ทำไมเขาถึงแสดงกิริยากับเธอแบบนี้ ถ้าเขาเกลียดเธอ แล้วเขาจะให้กายไปตามเธอมาทำไม ยิ่งคิดก็ยิ่งงง สิ่งที่เผชิญอยู่นี้คือความจริงหรือเปล่า สีหน้าท่าทางคำพูดแสนอบอุ่นและใจดีในวันวาน กับน้ำเสียงเข่นเขี้ยวและรอยยิ้มเยาะในวันนี้ สิ่งไหนคือความจริง หรือทั้งหมดคือความฝัน
ครืดดด...
เสียงเลื่อนของประตูห้องกระจกที่ติดผ้าม่านสีทองไว้อย่างมิดชิดทำให้พรบุหลันรับรู้ว่านี่คือความจริง แต่เกิดอะไรขึ้นนั้นเธอก็ยังไม่เข้าใจ และแค่เพียงเยี่ยมหน้าเข้าไปดูห้องทำงานตามที่เขาบอก ขนก็ลุกทั่วกาย ไม่เว้นแม้แต่ที่ใบหน้าและหนังศีรษะ ราวกับพบเจอสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่ที่ที่เธอควรอยู่ คิดได้แค่นั้นพรบุหลันก็หันกลับพร้อมเดินออกไปทันที
“จะไปไหน”
เสียงเหี้ยมดังชิดติดอยู่ข้างใบหู มือแข็งปานคีมเหล็กบีบกระชับต้นแขนและเหวี่ยงเธอเข้าไปด้านใน ทำให้พรบุหลันต้องกรีดร้องทันที เพราะทั้งคนทั้งกระเป๋าสะพายแยกออกจากกันไปคนละทิศละทาง
“กรี๊ดดด!!...”
#อารัญคนเลววววว#อารัญคนใจร้ายยยยนี่แค่เริ่มต้น ความร้าย! ความเลว! ยังมีอีกเยอะติดตามให้กำลังใจหนูจันทร์กันนะคะ