ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 39 เผาผาแดงกลางหิมะ (3)

             

            “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้...”ซังชิงหงร้องด้วยความโกรธแค้น เสียงไกลออกไปทุกที

            “อะไรเป็นไปไม่ได้” ผมเงยหน้าขึ้นมองดูชายชุดยาวสีเทา

            “ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้” เขาตอบ

            ผมผงกหัว “จริงครับโลกนี้ไม่มีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เคยมีผู้มีปัญญาท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่าถ้าให้ไม้ที่ยาวพอแก่เขาอันหนึ่ง เขาสามารถงัดโลกขึ้นได้คุณเชื่อไหม”

            ในนาทีนี้ผมรู้สึกว่าสถานะก้ำกึ่งกับอีกฝ่ายแล้วแต่ผมหนุ่มกว่า เกิดในยุคสมัยที่ดีกว่า อนาคตต้องสูงกว่าเขาแน่

            “ฉันเชื่อ โลกเรามีผู้มีปัญญานับไม่ถ้วนดังนั้นขอเพียงวางแผนได้เหมาะ ไม่ว่าสถานการณ์คับขันเพียงไรก็สามารถทำเรื่องที่สะเทือนฟ้าดินได้ฆ่าศัตรูพันลี้ กลับมาด้วยชัยชนะ” เขาพยักหน้าพลางตอบ

            ผมหายใจเข้าลึกๆ ขณะที่กำลังจะเงยหน้าขึ้นเขายกมือขึ้นห้าม “อย่าทำ...”

            “ทำไมถึงทำไม่ได้ครับ”ผมยิ้มพร้อมกับสั่นหัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นช้าๆ จ้องมองกระจกปากั้วที่เกือบเล่นงานผมถึงตาย

            กระจกก็คือกระจก ถ้ามันเข้ามาในสายตาผมไม่เข้ามาในใจ ย่อมไม่ก่ออันตรายใดๆ

            กระจกปากั้วนั้นอยู่นิ่งไม่หมุนคว้างอย่างบ้าคลั่งเหมือนเมื่อครู่ พอผมเพ่งมองตัวอักษรที่สลักไว้ก็พบเห็นสิ่งใหม่

            สัญลักษณ์ “เฉียน คุน เจิ้น สวิ้น ขั่นหลี เกิ้นและตุ้ย” ที่แสดงตำแหน่งบนกระจกปากั้วแต่ละบานนั้น รอบๆตัวอักษรเหล่านี้มีการสลักตัวอักษรขนาดจิ๋วล้อมรอบ ประกอบด้วยภาษาหุย ภาษามองโกล และภาษาทิเบต

            ผมเดาว่านี่เป็นการแปลปากั้วด้วยภาษาของชนชาติผมแค่มองออกว่าเป็นภาษาของสามชนชาตินี้แต่ไม่เข้าใจความหมาย

            “ไม่มีใครเข้าใจความหมายที่แท้จริงของขอบเขตนั้นแม้แต่ฉันเองก็เข้าใจความลึกซึ้งของมันได้ไม่หมด บอกฉันได้ไหมเมื่อกี้เธอเห็นอะไร” เขาถาม

            ผมดึงสายตากลับมาก่อนจากนั้นจึงมองเขาอย่างสงบนิ่ง “มากมายครับ”

            “เล่าให้ฟังหน่อย” เขาถามต่อ

             

            ผมเรียบเรียงความคิดเล็กน้อย ในสมองมีรูปถ่ายขาวดำที่เขย่าขวัญชุดหนึ่งผุดขึ้นทันที

            รูปถ่ายเหล่านั้นน่าจะมาจากนิตยสารญี่ปุ่นสมัยนั้นถ่ายภาพโฉมหน้าอันชั่วร้ายของกองทัพญี่ปุ่นหลังจากเคลื่อนทัพเข้าจี่หนานแล้วภาพหนึ่งในนั้นเป็นกองทหารญี่ปุ่นเดินแถวอย่างอวดอำนาจที่หน้าที่ทำการรัฐบาลมณฑลซานตงและถนนในจี่หนานอีกรูปเป็นทหารญี่ปุ่นชูปืนโห่ร้องประกาศชัยชนะบนหอคอยกำแพงเมืองจี่หนานและหน้าป้ายชื่อสถานีจี่หนานที่สถานีรถไฟจี่หนานยังมีอีกรูปเป็นทหารญี่ปุ่นชูแก้วเหล้าฉลองชัยชนะหน้าธงญี่ปุ่นผืนใหญ่นอกจากนี้ยังมีคนจีนขายชาติในสำนักรักษาความสงบชูธงต้อนรับกองทัพญี่ปุ่นเข้าเมืองต่อหน้าทหารญี่ปุ่นคนเหล่านี้แสดงสีหน้าแบบข้าทาสบริวารอย่างน่ารังเกียจ

            สามารถหารูปถ่ายเหล่านี้ดูได้ในหอประวัติศาสตร์แต่สิ่งที่อยู่ในรูปย่อมไม่เหมือนจริงและน่าตกใจอย่างที่ผมมองเห็นกับตาตัวเอง

            ในระหว่างที่ความคิดผมสับสนวุ่นวายนั้นผมมองเห็นสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำเหลืองถูกระเบิดทำลาย ถนนถูกปืนใหญ่ยิงทำลายควันโขมงในเมืองจี่หนาน บ้านเรือนในเมืองที่กลายเป็นซากปรักหักพัง...ที่มากกว่าคือฉากที่น่าเคียดแค้นหลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นเข้าเมืองมาย่ำยีชาวเมืองแม้ขอบเขตจะเล็กกว่าการสังหารหมู่ที่นานกิงแต่ระดับความโหดเหี้ยมทารุณเป็นเสมือนหนังตัวอย่างสำหรับการสังหารหมู่ที่นานกิงอย่างแท้จริง

            ผมยังมองเห็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ชูมือประกาศบนหอคอยประตูเทียนอันเหมินผู้คนหลายหมื่นคนด้านล่างของหอคอยปรบมืออย่างเร่าร้อน นอกเมืองหลวง ทั่วทั้งแผ่นดินจีนคนหลายสิบหลายร้อยล้านคนต่างชื่นชมใช้พิธีการที่ยิ่งใหญ่อลังการนี้เพื่อเฉลิมฉลองการเกิดใหม่ของประเทศการเกิดใหม่ของประชาชาติ[1]

             

            ผมยังมองเห็นเมืองจี่หนานวันนี้ที่เจริญรุ่งเรืองยังเห็นเมืองหลวงที่อยู่ไกลออกไป ไกลออกไปอีกยังเห็นภูเขาสูงและแม่น้ำใหญ่ตามที่ต่างๆทั้งเหนือ ใต้ ตะวันออกและตะวันตก สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาพมายา แม้จะเห็นแต่ไม่มีความหมายอะไร ผ่านไปดั่งสายน้ำที่ไหลผ่าน

            ถ้าไม่ใช่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่แปลกพิสดารอย่างนี้ผมคงคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความฝัน พอตื่นขึ้นก็เลิกใส่ใจ

            “ที่ผมมองเห็น คุณก็สามารถมองเห็นหรือ”ผมย้อนถาม

            ชายชุดยาวสีเทาผงกหัว แล้วสั่นหัว“ก็ไม่ทั้งหมด ฉันมีเรื่องที่ฉันใส่ใจ เธอมีเรื่องที่เธอใส่ใจ เธอมีโลกของเธอฉันมีชีวิตของฉัน”

            ผมเข้าใจเหตุผลดังกล่าวแต่ผมนึกถึงที่ซังชิงหงตะโกนดูเหมือนหล่อนจะชี้ชัดว่าชีวิตของชายชุดยาวสีเทาผู้นี้มีค่ากว่าทุกคน

            โดยทั่วไปนั้นคำพูดของซังชิงหงจะเหมาะเพียงกับพระจักรพรรดิที่อยู่เพียงใต้สวรรค์แต่อยู่เหนือคนทั้งปวงเท่านั้น

            ผมเพ่งมองชายคนนี้ คิ้วเขาขมวดแน่น รอยย่นที่หว่างคิ้วมองเห็นเป็นสามขีดขวางและหนึ่งขีดตรงกลายเป็นรูปตัวอ๋อง(王) ชัดเจน

            ในบรรดาสรรพสัตว์มีเพียงหน้าผากของเสือโคร่งเท่านั้นที่มีตัวอักษรอ๋องปรากฏอยู่มันจึงได้รับการยกย่องให้เป็นราชาแห่งสัตว์

            ตำราโบราณด้านนรลักษณ์ศาสตร์มากมายให้ความสำคัญกับรอยย่นบนใบหน้าโดยเฉพาะรอยย่นของผู้ชายที่อายุสี่สิบ ถึงกับเรียกว่า“รหัสลับแห่งครึ่งหลังของชีวิต”

            ตำราโบราณกล่าวถึงรอยย่นรูปอ๋อง เห็นว่าต้องเฟ้นหาบุคคลเช่นนี้จากคนนับหมื่นนับแสนหลายรุ่นอาจจะไม่ปรากฏแม้แต่คนเดียวถ้าปรากฏขึ้นจะต้องนำการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่แบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

            “คุณเป็นคนน่าทึ่งมาก” ผมพูดจากใจจริง

            เขาไม่พูดตอบ ปลายคิ้วกระตุกเล็กน้อย ดูเหมือนจะคุ้นกับคำว่า“น่าทึ่งมาก”

            “พรุ่งนี้ อยากให้เธอไปดูเรื่องสนุก” เขาเดินไปทางซ้ายยกมือขึ้นเปิดหน้าต่างสองบานเหนือดาบหัวผี

            นอกหน้าต่างหิมะยังคงโปรยปรายเกล็ดหิมะใหญ่เท่าขนห่านร่วงพรูลงบนพื้น

            “ฟังสิ...” เขาชี้ไปข้างนอก

            ผมได้ยินเสียงปืนใหญ่อยู่ไม่ไกลนักเสียงกระสุนปืนใหญ่แหวกอากาศดังฟิ้วๆ ดูเหมือนจะอยู่ในระยะไม่กี่ร้อยเมตร

            “มาฟังสิ” เขาพูดอีก

            ผมเดินไป ยืนเคียงข้างเขาที่ริมหน้าต่าง

            เราอยู่ในตำแหน่งที่สูงมากขอบเขตการมองเห็นจึงเปิดกว้าง สามารถมองเห็นทัศนียภาพต่างๆ ทั้งชายหาดริมแม่น้ำผืนใหญ่บ้านเรือนชาวบ้านเตี้ยๆ และถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ

            “บางครั้งฉันบอกว่าชะตาชีวิตถูกฟ้าลิขิตไว้แล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ บางครั้งก็คิดว่าชีวิตฉันขึ้นกับฉันไม่ใช่ฟ้ายังไงก็กุมชะตาชีวิตไว้ในมือตัวเอง บางครั้งฉันรู้สึกมืดมนต่ออนาคต ไม่มั่นใจว่าจะทำเรื่องต่างๆที่ใฝ่ฝันไว้ได้หรือไม่ ฉันอ่านประวัติศาสตร์ อ่านเรื่องของจิงเคอรู้สึกประทับใจมาก เธอรู้ไหม ความฝันของเขาคือการเป็นเจ้าปกครองทั่วหล้า เป็นที่รักใคร่ของราษฎรไม่ใช่นักฆ่าที่เสี่ยงชีวิตแบบนี้ ถ้าเขาไม่ตายจะสามารถสร้างภารกิจที่ยิ่งใหญ่ตั้งตนเป็นอ๋องนอกเหนือจากเจ็ดอธิราชแห่งจั้นกั๋ว ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผู้ที่รวบรวมแผ่นดินเป็นเอกภาพยังจะเป็นแคว้นฉินที่โหดเหี้ยมไหม ไม่แน่หรอก เขาตายตายเพราะชะตากรรม...” เขาพูดช้าๆ

            หิมะปลิวเข้ามา กระแทกใส่เราทีแรกแตกกระจายออก จากนั้นก็ละลายหยดลง

            “หิมะดี” ผมอดพูดชมไม่ได้

            “หิมะดีจริง มีแต่หิมะอย่างนี้ จึงจะสมกับงานใหญ่ที่เราจะเผาผาแดงกลางหิมะฮ่าๆ ฮ่าๆ...” เขาหัวเราะด้วยความฮึกเหิม

            ผมเองก็อ่านประวัติศาสตร์และจิงเคอแผนลอบฆ่าจิ๋นซีที่วางไว้อย่างไร้ช่องโหว่กลับล้มเหลว ในนี้รวมถึงความลับแห่งสวรรค์ที่ชะตาของจิ๋นซีไม่ถึงฆาตประวัติศาสตร์เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครแก้ไขได้

            ชายชุดยาวสีเทายื่นมือออกมาหงายฝ่ามือขึ้น วางลงบนขอบหน้าต่าง

            เห็นชัดว่าเส้นลายมือบนฝ่ามือซ้ายของเขาเป็นรูปตัวชวน(川- แปลว่าแม่น้ำ) ส่วนเส้นลายมือฝ่ามือขวาเป็นรูปตัวซาน(山- แปลว่าภูเขา)

            ผมเห็นเส้นลายมือรูปตัวซานเป็นครั้งแรกในชีวิตแล้วอุทานออกมาเบาๆ “อ๊ะ”

            “มือขวาเป็นภูเขา มือซ้ายเป็นแม่น้ำทั้งภูเขาและแม่น้ำอยู่ในฝ่ามือฉัน...” เขาพูด น้ำเสียงซับซ้อนมาก

            ตำรานรลักษณ์ศาสตร์โบราณกล่าวไว้ว่า“กุมภูเขากุมวารี กุมทั่วปฐพีไว้ในมือ”

            ผมก้มหน้าจ้องมองฝ่ามือขวาของเขา

            จะพบเห็นเส้นลายมือรูปตัวซานได้ยากมากเส้นกลางของเส้นลายมือรูปตัวซานบนฝ่ามือเขาชี้ตรงขึ้นข้างบนแทบจะทะลุไปถึงง่ามระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ลักษณะเหมือนรุ้ง แหลมคมดุจกระบี่ทำให้ผมนึกถึงถ้อยคำกล่าวชมวีรบุรุษที่ว่า “ขุนเขาทะลุเสียดฟ้า แต่ยอดภูผายังแหลมคม”

            เขามีทั้งเส้นลายมือประหลาดทั้งภูเขาและแม่น้ำที่หว่างคิ้วยังมีรูปตัวอ๋อง (王) ด้วย ลักษณะที่แปลกพิสดารนี้ คือผู้นำมวลชนตั้งแต่เกิดอย่างแท้จริง

            อย่างน้อยในชีวิตจริงนั้น ผมยังไม่เคยเห็นลักษณะพิเศษเช่นนี้บนตัวบุคคลที่ยิ่งใหญ่

            “เป็นลักษณ์ที่ดีจริงๆ” ผมพูดชมจากใจจริง

            พอผมพูดจบ เราต่างนิ่งเงียบพร้อมกัน

            เขาอยากกอบกู้จี่หนานในหน้าหนาวที่วุ่นวายนี้แต่ผมกลับรู้ดีว่าเขาไม่อาจช่วยเหลือใครหรือพื้นที่ใดที่ฝั่งใต้ของแม่น้ำเหลืองได้เลยและไม่อาจเปลี่ยนแปลงเสี้ยวประวัติศาสตร์ที่น่ากลัวนั่นได้ สุดท้ายจะถูกกงล้อประวัติศาสตร์บดขยี้จนแหลกละเอียด

            ส่วนผมแม้จะอยากช่วยเขาแต่ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร

            ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่น่าเศร้าสุดขีดกำลังครอบงำผมทำให้ผมไม่อาจเปิดปากพูดอีก

            หิมะตกอย่างไร้สุ้มเสียง ภูเขาแม่น้ำและแผ่นดินที่กว้างใหญ่ถูกหิมะปกคลุมจนขาวโพลนรวมทั้งคนข้างตัวผมที่มีเส้นลายมือทั้งภูเขาและแม่น้ำ

            “ปีที่เก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์ หิมะตกหนักไข่มุกดุจดิน ทองดุจเหล็ก” เขาใช้ประโยคในความฝันในหอแดงพูดทำลายความเงียบ

            คำพูดนี้ดูเหมือนลางร้ายเพราะในเรื่องความฝันในหอแดงนั้น สี่ตระกูลในเรื่อง คือตระกูลเจี่ย ตระกูลสื่อตระกูลหวัง และตระกูลเซว จากที่รุ่งโรจน์กลายเป็นบ้านแตกสาแหรกขาด แรกสุดที่เจริญรุ่งเรืองหรูหราฟุ่มเฟือย มั่งคั่งและทรัพย์สมบัติมากมาย สุดท้ายสูญสิ้นหมด ไม่เหลืออะไรเลย

            ย้อนดูเวลานี้ เส้นลายมือและหว่างคิ้วล้วนดีเลิศสุดขีดแต่สุดท้ายผลจะเป็นอย่างไร ใครจะรู้

            “ให้ฉันช่วยดูลายมือให้เธอดีไหม”เขาพูดอีก

            ผมลังเลเล็กน้อย แล้วกางสองมือออก วางบนขอบหน้าต่าง

            เขามองแวบเดียว แล้วสั่นศีรษะเบาๆ

            ผมรู้สึกอาย จึงดึงสองมือกลับ

            “เฮ้อ...” เขาถอนหายใจ ไม่พูดอะไร

            “ถ้าสะดวกล่ะก็อยากให้คุณเล่าแผนการให้ผมฟังหน่อยครับ” ผมเป็นฝ่ายถาม

            ปี 1937 ทางรัฐบาลจีนทหารและประชาชนต่างเข้าใจโจรญี่ปุ่นน้อยมาก คิดว่าแค่ภัยคุกคามเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องเตรียมรบให้วุ่นวาย วันหน้าทุกฝ่ายร่วมมือกันจะเหมือนช้างที่เหยียบมดตายทำลายข้าศึกได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นคนจีนจึงเรียกคนญี่ปุ่นว่า “ผีญี่ปุ่น” ตลอดมาเป็นการแสดงถึงความคิดดังกล่าวอย่างไม่ตั้งใจ

            ผมหวังว่าจะช่วยเสริมแผนการของเขา อย่างน้อยประกันว่าเขาจะสามารถถอยได้อย่างปลอดภัยไม่เสียชีวิตอย่างน่าเสียดาย

            เขาสั่นหัวเล็กน้อย “ความลับของสวรรค์เปิดเผยไม่ได้”

            ผมขมวดคิ้ว “ข้าศึกเข้มแข็งจะประมาทไม่ได้”

            เขาส่ายหัว“เธอเคยได้ยินเรื่องจะไปภาคใต้แต่ขับเกวียนไปทางเหนือไหม[2]”

            ผมย่อมเคยได้ฟังนิทานคติเตือนใจเรื่องนี้แล้วนึกออกว่าที่เขาพูดหมายความว่าอย่างไรแต่ที่ผมกังวลคือนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจตัวเองแบบนี้

            “กองทหารโจรญี่ปุ่นยิ่งมากอาวุธยิ่งทันสมัย เคลื่อนที่ยิ่งเร็ว อันตรายยิ่งมากก็ยิ่งเร่งให้ฉันต้องลงมือตามแผน ฉันบอกแล้วว่าใช้กลยุทธ์เรือฟางยืมลูกธนูในมือฉันไม่มีลูกธนู ไม่มีทหาร ไม่มีปืน ไม่มีปืนใหญ่ จึงต้องยืมลูกธนู ยืมทหารยืมปืน ยืมปืนใหญ่ไปกำจัดข้าศึก ที่ฉันจะยืมคือทหารของโจรญี่ปุ่นที่จะฆ่าคือโจรญี่ปุ่น จะทำได้สำเร็จก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือของหิมะตกหนัก...”เขาโบกมือกลางหิมะ คว้าเกล็ดหิมะที่ไร้ความผิดมาขยี้จนละเอียด

            ผมเข้าใจแล้วเขาหวังจะอาศัยหิมะตกหนักเพื่อบดบังการมองเห็นของข้าศึก ให้ข้าศึกฆ่าฟันกันเอง

            นี่เป็นแผนที่ดีแต่ต้องให้หิมะตกหนักแค่ไหนจึงจะถึงระดับที่ข้าศึกแยกแยะอะไรไม่ออกในระยะหลายสิบเมตร

            “ฉันยังต้อง...ยืมลมบูรพา ยืมพายุหิมะยืมพลังสังหารทั้งหมดจากฟ้าดิน เพื่อทำลายโจรญี่ปุ่นที่รุกรานซานตง”เขาพูดด้วยความฮึกเหิม

            การยืมลมบูรพาเป็นผลงานที่โดดเด่นของขงเบ้งเป็นการเบิกร่องกลยุทธ์ที่ใช้สภาพอากาศเพื่อช่วยในการรบ

            ผมหวังว่าเขาจะทำสำเร็จ ยิ่งหวังว่าเมืองโบราณจี่หนานจะพ้นจากการย่ำยีของโจรญี่ปุ่นแต่ความปรารถนาที่ดีงามเช่นนี้จะเป็นจริงได้หรือ

            “เธอเชื่อเรื่องฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาไหม”เขาหยุดเล็กน้อย ดึงสองมือที่เปียกชื้นแล้วกลับมา แล้วถามอีก

            ผมลังเลเล็กน้อย จากนั้นจึงพูดเบาๆ“เชื่อครับ”

            ครู่หนึ่งผมจึงพูดเสริมว่า“ผมยิ่งเห็นด้วยกับที่คุณบอกว่าฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาก็เป็นส่วนหนึ่งของโชคชะตาคนคิดว่าเปลี่ยนชะตาแล้ว หารู้ไม่ว่าที่เปลี่ยนชะตาก็คือชะตาเดิมนั่นเองยังคงเป็นสวรรค์ลิขิตไว้แล้ว”

            การอธิบายแบบนี้เป็นขั้นสูงสุดทางปรัชญา ถึงระดับที่ใช้การไม่อธิบายเพื่ออธิบายคำถาม

            “เธอพูดถูก” เขาชูมือขึ้นจ่อกับแสงหิมะจากภายนอก มองดูฝ่ามือตัวเอง

            สัมผัสที่หกของผมรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อนทันใดนั้นจึงเอ่ยคำถามที่แม้แต่ผมเองก็ไม่กล้าเชื่อ

            “เส้นลายมือและรอยย่นที่หน้าผากคุณ ล้วนผ่านการแก้ไขใช่ไหมครับ”

            บางทีอาจจะไม่ควรถามตรงๆ อย่างนี้อีกทั้งมีบางคนที่แก้ไขก็อาจจะปฏิเสธเหมือนสาวสวยที่ผ่านการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าไม่ยอมรับว่าผ่านการทำศัลยกรรม

            เขาผงะเล็กน้อย แล้วหันมามองผม

            ผมยิ้มเจื่อนๆ“ผมก็แค่...ถามไปอย่างนั้นเอง ขอโทษครับ”

            การเปลี่ยนชะตาเป็นจุดตายของคนคนหนึ่ง เป็นข้อห้ามของข้อห้ามน้อยนักที่จะบอกต่อคนนอก

            ผมนึกเสียใจที่หลุดปากออกไปแอบตำหนิตัวเองในใจ

            “ถูกต้อง ฉันเคยเปลี่ยนชะตา”น้ำเสียงเขาหนักแน่นขึ้น

            ผมตะลึง กลั้นหายใจ นิ่งเงียบไม่พูด กลัวว่าจะพลาดคำพูดที่เขาจะพูดต่อจากนี้

            “ตั้งแต่เด็กฉันก็รู้แล้วว่าตัวเองจะกลายเป็นวีรบุรุษที่ค้ำฟ้าค้ำแผ่นดินอายุเจ็ดขวบเริ่มฝึกวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นเก้าครั้งของเส้าหลิน เก้าขวบฝึกคัมภีร์มังกรฟ้าคชสารมิตราสิบเอ็ดขวบติดตามยอดฝีมือชาวหุยและชาวมองโกลฝึกวิชาดวงชะตาสลัดพ้นจากความตายและวิชาใจทะลุฟ้าเมื่อดวงชะตาเปลี่ยนไปพออายุสิบแปดวงจรชะตาเปิดออก นรลักษณ์ของฉันก็เปลี่ยนเองอย่างอัตโนมัติ” เขาพูด

             


    [1] ฉากนี้หมายถึงวันประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ 1 ตุลา 1949 บุคคลผู้ยิ่งใหญ่หมายถึงเหมาเจ๋อตงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน –ผู้แปล

    [2]จะไปภาคใต้แต่ขับเกวียนไปทางเหนือเป็นสำนวนจีนความหมายว่าการกระทำตรงกันข้ามกับเป้าหมายอย่างสิ้นเชิง มีนัยในทางลบ 

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน