ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 55 สมาพันธ์ภูตฌานวิญญาณยุทธ์

    บทที่ 55

    สมาพันธ์ภูตฌานวิญญาณยุทธ์

     

           “ทุกคนได้ยินแล้วใช่ไหม?”

           ชายหน้าสวย ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนผ้าคลุมสีแดงสะบัดไปด้านหลังตามแรงมือคทาทองในมือซ้ายส่วนของปลายยอดเป็นวงกลมสีทองอร่ามรูปธรรมจักรกระแทกลงพื้นหินเบาๆพลันเกิดเสียงกังวานและแรงสั่นสะเทือน จนทำให้บรรดาผู้อาวุโสแห่งสมาพันธ์ภูติฌานวิญญาณยุทธ์ที่ยืนเป็นแถวทั้งสองข้างพากันก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าเงยขึ้นมาเพราะรับรู้ถึงพลังฌานที่รุนแรงและแรงกระแทกอันมหาศาลจากอานุภาพของขั้นเทพยุทธ์ระดับ97!!!

           “รับทราบแล้วครับ/ค่ะ องค์ธรรมราช!!”

           ส่งเสียงตอบทั้งชายหญิงแทบจะพร้อมกัน

           “กระจายคำสั่งของข้านับจากนี้จับตาดูการเคลื่อนไหวทั้งหมดของนักฌานยุทธ์ทั้ง 3 อาณาจักรโดยเฉพาะที่เมืองอโยดาแห่งอาณาจักรไชยคราม แล้วคอยส่งข่าวให้ข้ารู้เป็นระยะๆ”

           “ธรรมราช”เป็นตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุดของสมาพันธ์ภูติฌานวิญญาณยุทธ์ คนปัจจุบันที่เป็นประมุขสมาพันธ์ภูติฌานฯคือ สดายุ ธัญญเทวะ เทพยุทธ์ ระดับ 97 พลังฌานพุทธะแห่งสวรรค์ชายหน้าสวยดั่งอิสตรี รักความงดงามเป็นชีวิตจิตใจเขาได้ฝ่าฟันและฝึกปรืออย่างหนักเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของสมาพันธ์ภูตฌานฯจนได้รับการยอมรับ


           “เรียนองค์ธรรมราช...ข้าได้ข่าวมาว่าโรงเรียนมหรรณพาลัยได้ค้นพบเด็กอัจฉริยะในตำนาน” ท่านผู้อาวุโสในชุดเกราะสีเงินผมขาวหวีเรียบร้อยกล่าวรายงาน

           องค์ธรรมราชสดายุพยักหน้าแล้วให้เล่ารายละเอียดเมื่อได้ฟังก็ถึงกับทึ่งในความสามารถที่ไม่ธรรมดาของปราณ

           “ในมหาพิภพอาเชีย ยังมีเด็กแบบนี้อีกหรือเนี่ย??...เจ้าว่ามันเป็นลูกของใครนะ?”

           “เออ...ชื่อปราณเป็นลูกชายของปรมาจารย์ยุทธ์บุญกับอาจารย์ยุทธ์วรรณครับ...ไม่ใช่สิปราชญ์ยุทธ์วรรณ…เจ้าเด็กน้อยคนนี้เพิ่งมาจากเมืองเชียงคลองครับ!”

           “อ้อ...เป็นอย่างนั้นเองหึหึหึ...เจ้าเด็กนี่แค่ 6 ขวบ ยังต้องใช้เวลาอีกนานเจ้าเด็กคนนี้อาจจะเป็นกำลังสำคัญของสมาพันธ์ได้ในอนาคตทีเดียว”

            รอยยิ้มจางๆปรากฏบนใบหน้าที่งดงาม จากนั้นก็สบตาท่านผู้อาวุโส

            ‘แล้วหลานสาวของข้าเป็นยังไงบ้างล่ะ? ท่านผู้อาวุโส’

           ‘เธอมีพลังฌานที่รุนแรงสมกับที่เป็นหลานของท่านจริงๆ ขอรับ ผู้คนต่างปรบมือกับมากมาย คุณหนูได้ระดับ 10ครับ’

            ท่านอาวุโสตอบด้วยพลังจิตกลับไปจากนั้นน้อมศีรษะเล็กน้อยเพื่อแสดงว่าจบการรายงาน   

           องค์ธรรมราชยิ้มน้อยๆดีใจที่หลานรักได้เข้าเรียนในสถาบันมีชื่อ ลึกๆ แล้วสถาบันฌานยุทธ์แทบทั้งอาณาจักรล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ภูติฌานวิญญาณยุทธ์นักฌานยุทธ์ทุกคนที่ได้เข้าเรียนและมีระดับฌานยุทธ์ตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไปจะมีบัตรประจำตัวนักฌานยุทธ์ ที่ออกโดยสมาพันธ์ภูตฌานวิญญาณยุทธ์

            ผู้อาวุโสระดับสูงที่อยู่ในหอกลางล้วนมาจากการคัดเลือกขององค์ธรรมราชในรุ่นก่อนและทุกคนจะต้องอยู่ขั้นจักรพรรดิยุทธ์

            ‘ท่านผู้อาวุโสเวชยันต์ เรื่องนี้ยังไม่ต้องแพร่งพรายให้ใครรู้รอให้ถึงเวลาและข้าได้เจอตัว ข้าจะเป็นคนบอกเธอเอง’

            ผู้อาวุโสเวชยันต์คชสารยาตรา โค้งคำนับองค์ธรรมราช แล้วกลับไปยืนยังที่เดิม

             

    **********

     

           ผ่านมาสามวันอาการเจ็บปวดของทั้งสามคนเริ่มทุเลาขึ้นแฝดหนุ่มเริ่มขยับและเคลื่อนไหวร่างกายให้คุ้นชินเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ยืดหยุ่นแล้วก็ฝึกฌานอาณาปานสติ ตามที่ปราณได้แนะนำเป็นการฟื้นฟูพลังฌานและสมาธิได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

           ในขณะที่ท่านพ่อก็เริ่มจะออกพลังหมัดอยู่ที่ลานประลองโดยมีวรรณและปราณนั่งดูอยู่ใต้ชายคา

           “อีกไม่กี่วันข้าต้องไปอยู่โรงเรียนจริงๆเสียแล้ว คงไม่ได้อยู่กับท่านพ่อ-ท่านแม่อีกนานทีเดียว”

           “การเรียนที่ดีคือการเรียนแบบประจำนี่แหละฝึกการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เพื่อที่พวกเจ้าจะได้เติบโตและใช้ชีวิตได้อย่างไม่หวาดกลัว”ท่านแม่โอบร่างเด็กชายตัวน้อยเข้ามากอดไว้

           “แล้วตอนนี้เจ้าฝึกกระบวนท่าอินทรีทะยานกับอินทรีทะยานแปดทิศได้คล่องแคล่วแล้วหรือยัง?ลองแสดงให้แม่ดูหน่อยสิ!”

           เด็กน้อยพยักหน้า แล้วเดินไปกลางลานประลองท่านพ่อจึงหยุดฝึกซ้อมแล้วหันมองลูกชายของตัวเองด้วยความภูมิใจ

           ปราณยืนนิ่งหลับตาแล้วค่อยๆปลดปล่อยวงแหวนออกมา จากนั้นก็กำหมัดสองข้างขึ้นหงายขึ้นในระดับเอวสายตาจดจ้องไปที่ก้อนหินขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่อยู่ริมลานประลอง

           “อินทรีทะยาน”

           ลำแสงเกลียวจากหมัดขวา-ซ้าย พุ่งออกจากมือไปยังก้อนหินอย่างรวดเร็ว

           “ตู้มมมม...ตู้มมมม....”

           เกิดเสียงดังจึงทำให้แฝดหนุ่มวิ่งเหยาะๆออกมาดู ก็เห็นว่าปราณกำลังฝึกปล่อยพลังหมัด ก็เลยยืนดูด้วยใบหน้าอมยิ้ม

           “ไม่น่าเชื่อว่าพลังที่ปล่อยออกมายิงหินจะละเอียดขึ้นมากกว่าเดิม”ปราณพูดขึ้น แล้วก้หันไปหาท่านแม่ ที่นั่งยิ้ม ส่วนท่านพ่อเห็นผลงานเช่นนั้นก็ปรบมือให้

           “เยี่ยมมากลูกพ่อ...เออ...แสง!!!...ขรรค์!!!แล้วอาการของพวกเจ้าเป็นยังไงบ้าง?” ปรมาจารย์ยุทธ์บุญเหลือบเห็นสองแฝดที่เดินมาพอดี

           “ก็ดีขึ้นแล้วครับกระฉับกระเฉงกระปรี้ประเปร่าเช่นเดิม”

           “นั่นสิครับ ยาที่ทานดีจริงๆ”

           “ยาดีหรือคนดูแลดีจ๊ะหนุ่มๆฮึฮึฮึ...หน้าตาสดใสเชียวนะ” ท่านแม่แซวสองหนุ่มที่ห้นหน้าหลบเพราะเป็นจริงตามที่ปราชญ์ยุทธ์วรรณเดาไม่ผิดเลย

           “เอ้า!!! ดีเลย ไหนๆ ก็หายดีแล้วข้าว่ายืดเส้นยืดสายกันเสียหน่อย ข้าก็อยากเห็นพลังฌานของเจ้าทั้งคู่เหมือนกัน”

           ท่านพ่อเดินมากลางลานประลองแล้วยิ้มให้ลูกชาย ก่อนจะพูดต่อ “แสง-ขรรค์ มาประลองกับปราณให้ข้าดูหน่อยสิ?”

           “หา!!!”

           “ตายแล้วววว”

           “ไม่ต้องเกี่ยงก็ไหนว่ามีคนใช้ให้มาสังหารเจ้าลูกชายของข้าก็ลองแสดงฝีมือให้ข้าดูหน่อยสิว่าเป็นยังไงบ้าง?”

           “เออ...ตอนนั้นก็คือตอนนั้นตอนนี้ข้าว่า...เออ...” แสงมองหน้าขรรค์ เพื่อขอความเห็นเพิ่มเพราะตั้งแต่มาที่อโยดาแล้วเริ่มมีความรักเขาทั้งคู่ก็ไม่ได้ฝึกซ้อมฌานยุทธ์เพิ่มเติม

            ยิ่งช่วงหลังๆเห็นพัฒนาการของปราณก้าวกระโดดมากขึ้นเรื่อยๆ เขาทั้งคู่ยังถึงกับอึ้งเพราะรู้แน่ว่าแม้เขาทั้งคู่จะอยู่ในขั้นครุยุทธ์แต่ก็เห็นผลงานของเด็กน้อยที่คว่ำครุยุทธ์มีดสั้นได้ในพริบตาแล้วมาวันนี้ พลังฌานของปราณจะรุดหน้าไปถึงไหน???

           “เอาน่าพี่แสง-ขรรค์ มาขยับเส้นสายกันหน่อยสู้แบบจริงๆ เลยนะ เอาแบบความรู้สึกครั้งแรกที่เราเจอกัน ท่านลุยไม่ต้องยั้งเลย”

           ปราณเดินเข้ามาหาแฝดหนุ่มด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วดึงทั้งคู่ลงยังลานประลอง

           “นักฌานยุทธ์ที่จะพัฒนาได้ต้องกล้าสู้และมีความมั่นใจ เจ้าสองคนไม่ได้ฝึกฝนเท่าที่ควรแล้วจะดูแลน้องได้ยังไง? มั่นใจกับพลังฌานยุทธ์ของเจ้า แล้วปลดปล่อยมันออกเพื่อเป็นการพัฒนาทักษะของเจ้าให้บรรลุขั้นอาจารย์ยุทธ์ให้ไว”

           สองแฝดมองหน้ากันแล้วก็นึกถึงประโยคที่ต้องดูแลปราณ ใช่สินะเขาทั้งคู่แทบจะลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับท่านเทพยุทธ์ครุฑพ่าห์ที่ตอนนี้กลายเป็นท่านลุงของปราณไปเสียแล้ว

            ความมั่นใจถูกเติมเต็มคนทั้งคู่เขาพยักหน้า แล้วเดินไปกลางลานประลอง พยักหน้าให้กัน แล้วแยกกันซ้าย-ขวาในท่าเตรียมพร้อม

            เมื่อปราณเห็นพี่ทั้งสองยืนในท่าเตรียมพร้อมเขาก็ยิ้ม แล้วก็ยืนในท่าเตรียมเช่นกัน โดยมีท่านพ่อ ยืนอยู่ตรงกลางสบตาทั้งสองฝ่าย จากนั้นให้สัญญาณต่อสู้

         ทันทีที่ปรมาจารย์บุญให้สัญญาณต่อสู้กันได้ก็เหาะขึ้นบนอากาศ เพื่อไม่ให้ขวางการต่อสู้ แล้วเคลื่อนมาหยุดด้านข้างลานประลองลงมายืนใกล้ๆ กับที่ภรรยาสุดสวยกำลังดื่มน้ำชา

            “ว่ายังไงบ้างคะท่านพี่?ท่านว่าแสง-ขรรค์เป็นยังไงบ้าง?”

            “ท่าทางเขาทั้งคู่ทะมัดทะแมงดีแต่ดูยังเก้ๆ กังๆ สงสัยร้างการฝึกมาพอสมควร ก็ดีแล้ว เขาจะได้ยืดเส้นยืดสายบ้าง”

            “ปราณโชคดีนะคะที่ได้รู้จักแฝดสองคนนี้แม้ว่าการเจอกันมันออกจะโหดร้ายไปเสียหน่อย...”

            “ก็ใช่...โชคดีที่ท่านพี่ปักษามาช่วยไว้ไม่อย่างนั้นแล้วลูกของเราคง...เออ...”

            วรรณนึกถึงหน้าของพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันมาเป็นเวลานานป่านนี้เขาจะเป็นยังไงบ้าง จะกินอยู่ยังไง และยังต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆคิดแล้วเธอก็มีน้ำตาไหลออกมา

            บุญเดินเข้ามาใกล้ๆแล้วกอดเธอไว้ “แต่เราก็วางใจอย่างหนึ่งว่า ท่านพี่ปักษายังมีชีวิตอยู่ถ้าไม่ได้เขาช่วยดูแล ป่านนี้ปราณคงยังบรรลุขั้นลหุยุทธ์ไม่ได้แน่ๆไม่รู้ว่าท่านพี่สอนได้ยังไงกันปราณถึงสามารถก้าวข้ามสิ่งที่นักฌานยุทธ์ไม่คิดจะทำ”

            “ก็เพราะทำในสิ่งที่พี่ใหญ่ของข้าแนะนำน่ะสิปราณถึงได้ก้าวกระโดดแบบนี้ ท่านยังจำได้ไหม? แนวทางการฝึกยุทธ์ต่างๆพี่ใหญ่ของข้าเคยเสนอกับทางสมาพันธ์ฯ ว่าถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนแนวการฝึกได้แล้วแต่ไม่มีใครเชื่อ มาวันนี้พี่ใหญ่แสดงให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่เขาเคยเสนอมันถูกต้องและทำได้จริง!”

            บุญพยักหน้าแล้วกอดภรรยาสุดที่รักไว้ในอ้อมแขนสายตาก็มองดูการประมือของเด็กน้อยพลังหมัด กับครุยุทธ์มีดวงเดือน

            ปราณเคลื่อนไหวได้รวดเร็วว่องไวกว่าแต่ก่อน แท้สองแฝดจะรุม ก็ยังไม่สามารถจับตัวปราณได้พวกเขากำลังรอจังหวะ แต่ดูท่าว่าจะลำบากกว่าเมื่อก่อน

            “เคลื่อนที่ได้รวดเร็วว่องไวกว่าเดิมยิ่งนัก”

            “เห็นทีว่าเราจะเฉื่อยมากขึ้นแบบที่ท่านปรมาจารย์บอกแน่ๆไม่ได้การล่ะ”

            ทั้งคู่พยายามใช้มีดวงเดือนฟันปราณแต่ไม่เฉียดใกล้เลยสักนิด 

            “มีดโค้งพายุคู่!”

            กระบวนท่าแรกถูกนำออกมาใช้หลังจากที่ไล่ฟันลมอยู่นานสองนาน มีดสองด้ามถูกปล่อยออกจากมือลอยประกบกันหันความโค้งออกทั้งซ้ายและขวา จากนั้นหมุนวนกลงอากาศฟันลมเสียงฟั่บๆๆๆแล้วพุ่งเข้าหาปราณ ตามพลังฌานที่ทั้งสองแฝดควบคุม

            “ว่าไงล่ะฝีมือข้าสองคนยังพอไหวไหม?...”

            “กว่าจะฟื้นฟูพลังกลับมาได้ก็เล่นเอาเกือบเหนื่อย งั้นมาลุยกันให้เต็มที่ไปเลย!!!”

            เมื่อปลดปล่อยพลังฌานออกมาแล้วมีดโค้งก็หมุนยังเป้าหมาย ไม่ว่าจะเคลื่อนที่ไปทางไหนทั้งสองก็ประสานมือตามทิศทางที่ปราณขยับ

            ปราณยิ้มมุมปาก“ข้าจำได้ว่ากระบวนท่านี้ ทำเอาข้าหมดแรงไม่ใช่เล่น...งั้นถ้าแบบนี้ล่ะ???”

           ปราณพุ่งร่างกระโดแบบซิกแซกแล้วพุ่งร่างเข้าหาทั้งคู่ในระยะประชิดแล้วยืนนิ่ง

           “ยอมแพ้แล้วหรือไงกัน???”

           “ใครว่าล่ะ!!”

           พอได้จังหวะที่มีดโค้งพุ่งมาทางด้านหลังเกือบจะถึงตัวของเขาปราณก็ก้มต่ำ ย่อตัวลง สองแฝดไม่ทันได้เอะใจ เห็นใบมีดหมุนวนเอามาหาตัวเองอย่างรวดเร็วก็คลายพลังฌาน กระโดดไปคนละทิศละทาง

           “เฮ้ย!!!”

           “ฮู้ยยยยย”

           มีดโค้งพายุคู่แยกออกจากกันกระทบพื้นเสียงดังเคล้งสองแฝดถอนหายใจ 

           “เล่นกันแบบนี้เลย ดีที่หลบทันไม่อย่างนั้น มีหวังได้ร่างขาดเพราะอาวุธของตัวเอง ฮ่าๆๆๆๆ”

           “ทักษะการเคลื่อนไหวของเจ้ายอดเยี่ยมมากไวแบบที่พวกเราคิดไม่ถึง แล้วก็ดันลืม เพราะวางใจว่าเราควบคุมเจ้าได้ที่ไหนได้ล่ะ....แผนการณ์ชัดๆ ไม่เหนื่อยเลย”

           บุญและวรรณส่งเสียงหัวเราะลั่น

           “ทีหลังพวกเจ้าต้องระวัง ข้าย้ำกับปราณแล้วปราณก็ยังย้ำกับพิมพ์ลภัสอีก เป็นคาถาการต่อสู้ที่เจ้าต้องจำไว้เมื่อไหร่ที่ลงสนาม อย่าเผลอ!!!”

           คนทั้งห้าหัวเราะกันลั่น

            “การต่อสู้ไม่ว่าจะสนามไหน  ถ้าได้ตกลงจะต่อสู้แล้วคนที่อยู่เบื้องหน้าย่อมเป็นศัตรู การโจมตีที่ยอดเยี่ยมต้องระวังตัวได้เยี่ยมยอดด้วยเจ้าถึงจะเอาตัวรอดและหาวิธีแก้ไขกลยุทธ์ของคู่ต่อสู้ได้”

            ปรมาจารย์บุญแนะนำเคล็ดวิชาการต่อสู้เล็กๆด้วยกฎข้อแรกเมื่อลงสนาม

            “อย่าประมาทหรือดูถูกคู่ต่อสู้อย่างเด็ดขาดเจ้าเคยชนะเขาวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจจะแพ้ก็ได้” วรรณเอ่ยสอนบ้างหลังจากที่ไม่เคยแนะนำเรื่องฌานยุทธ์เลย

            แสง-ขรรค์แสดงการเคารพทั้งสอง

            “ขอบคุณทั้งสองท่านมากครับข้าจะจำไว้ไม่มีวันลืม!!!”

            ปราณมองหน้าพี่ชายทั้งสองแล้วก็ยิ้มให้

            “ที่จริงมีดโค้งพายุคู่ของท่านพี่ก็รุนแรงขึ้นกว่าเดิมข้าสัมผัสออร่าที่อหุ้มมีดคู่นั้นได้แสดงว่าฝีมือของพวกท่านก็พัฒนาขึ้นแล้วเหมือนกัน”

            แสง-ขรรค์ยิ้ม แล้วก็บอกว่าเป็นเพราะการแนะนำเรื่องอาณาปานสติ ที่ปราณบอกนั่นแหละทำให้เขารู้สึกมีพลังมากขึ้นจากนั้นทั้งคู่ก็กางมือขวาออกแล้วหันไปทางมีดอยู่บนลานประลองใช้พลังฌานเรียกมีดหมุนวนกลับมาหาแล้วเก็บลงฝักที่สะพายด้านข้างลำตัว

            “เห็นทีเราต้องฝึกจริงจังเสียทีมิเช่นนั้นแล้วคงอยู่กับที่ แล้วปราณคงตามข้ามาทัน”

            “เราต้องรีบหนีไปขั้นอาจารย์ยุทธ์ก่อนอย่างน้อยๆ ตอนนั้นถ้าปราณจะแซงหน้าไป เราก็ยังไม่เสียหน้าแต่ถ้ายังย่ำอยู่ขั้นครุยุทธ์นานกว่านี้เราสองคนก็คงจะย่ำอยู่แบบนี้อีกยาวนานเป็นแน่ฮ่าๆๆๆๆ”

     

    **********

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน