บทที่ 18 กลิ่นตดเหม็นฉุน (รีไรต์)
ผู้เฒ่าทังกระแอมไอออกมาคราหนึ่ง "รอให้พวกนางหายเคืองอีกสักสองสามวันค่อยว่ากัน"
คำกล่าวนี้เท่ากับเป็การยอมรับโดยปริยาย ในเมื่อฝ่ายตนกระทำผิดก่อน ก็ควรจะไปกล่าวคำขอขมาด้วยความจริงใจ เพื่อหลอกล่อให้ 'ต้นไม้เขย่าเงิน' กลับคืนมา หากยังไม่ได้ผล ก็ไม่ควรปล่อยผ่านไปง่าย ๆ
อย่างไรเสียก็ต้องหาทางจัดการให้จงได้
เหตุผลก็ไม่ได้มีอันใดมาก ที่ลูกหลานของตนจะได้กินหรูอยู่สบายอยู่ภายนอก โดยไม่เหลียวแลปรนนิบัติผู้เป็บุพการี!
แม่เฒ่าทังเริ่มแผดเสียงด่าทอออกมา "เ้าพวกเด็กเหลือขอสารเลว! ใครหน้าไหนมันกล้ามาขโมยเสบียงของข้าไป จงไปบอกนังหญิงแพศยาไร้ยางอายแม่ของพวกเ้าด้วย ว่าให้รีบกลับมาเสีย หากขืนชักช้าก็ไม่ต้องกลับมาอีก ข้าจะให้ลูกชายข้าหย่านังพวกแก่หนังเหี่ยวให้สิ้นซาก..."
กิจวัตรประจำวันที่แสนจะวุ่นวายโกลาหลของบ้านตระกูลทัง เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้ว
……
เช้าวันรุ่งขึ้น ไฉ่ซื่อเตรียมตัวจะไปขอยืมเกวียนวัวจากบ้านผู้เฒ่าหวังที่หมู่บ้านตระกูลหวัง
เสี่ยวหยวนเป่าที่ยังอยู่ในนิทราพลันได้ยินเสียงแว่วเข้าหู นางรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นทันที ด้วยปรารถนาจะออกไปเที่ยวเล่นด้วย
เ้าก้อนแป้งผู้นี้หูไวเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็เพราะนางได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมาตลอดทั้งคืน
ไฉ่ซื่อพาเสี่ยวหยวนเป่าและต้าเป่าออกเดินทางไปด้วยกัน ต้าเป่านั้นเติบโตขึ้นมากแล้ว ย่อมสามารถช่วยงานได้ไม่น้อย ส่วนเอ้อร์เป่าและซานเป่าถูกสั่งให้เฝ้าเสบียงอยู่ที่บ้าน
หมู่บ้านตระกูลหวังและหมู่บ้านตระกูลทังมีเพียงแม่น้ำสายหนึ่งกั้นกลาง บนแม่น้ำมีสะพานหินทรงโค้งที่สร้างไว้อย่างเรียบง่ายตั้งอยู่ สะพานนั้นกว้างประมาณสองเมตรเห็นจะได้
ทว่าด้านข้างไม่มีราวกันตก
ไม่รู้ว่าสะพานนี้สร้างมานานกี่ปีแล้ว แผ่นหินดูเก่าคร่ำคร่า ผ่านแดดฝนมานับไม่ถ้วนแต่ก็ยังคงตั้งตระหง่านไม่พังทลาย
เสี่ยวหยวนเป่าจ้องมองสะพานนั้นจากระยะไกล นางรู้สึกสังหรณ์ใจมิดีอย่างไรชอบกล
ในยามเช้าเช่นนี้ บริเวณรอบสะพานปกคลุมไปด้วยม่านหมอกบาง ๆ และละอองน้ำ
ยามนี้อยู่ใน่ฤดูหนาว อากาศหนาวเหน็บนัก แม่น้ำที่อื่นล้วนจับตัวเป็แผ่นน้ำแข็ง ทว่าที่นี่กลับได้ยินเสียงสายน้ำไหลเชี่ยวกราก
ไฉ่ซื่อโอบอุ้มเสี่ยวหยวนเป่าก้าวขึ้นไปบนสะพาน พลางกำชับว่า "ระวังหน่อยนะลูก เมื่อคราวก่อน พี่เทียนโกวของลูกก็พลัดตกจากที่นี่ลงไปเบื้องล่าง สายน้ำข้างใต้นั้นเชี่ยวและลึกนัก ทั้งยังมีกระแสน้ำวน หากตกลงไปย่อมยากจะกลับขึ้นมาได้"
ต้าเป่าวัยสิบขวบ มีความสูงเสมอไหล่ของไฉ่ซื่อแล้ว เด็กหนุ่มมีความสุขุมรอบคอบ เดินตามหลังไฉ่ซื่อไปติด ๆ วางตัวราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อยที่คอยปกป้องท่านแม่และน้องสาว
"ลูกทราบแล้วขอรับท่านแม่"
เสี่ยวหยวนเป่ามองลงไปใต้สะพานด้วยความสงสัย "ท่านแม่เ้าคะ แม่น้ำนี้มีชื่อว่าอะไรหรือเ้าคะ"
ที่แท้พี่เทียนโกวก็จมน้ำตายที่นี่นี่เอง มิน่าเล่า บรรยากาศรอบข้างจึงดูผิดแผกพิกล
ภายใต้สะพานมีไอหมอกลอยกรุ่น ดูคล้ายจะแผ่ซ่านขึ้นมาถึงตัวสะพาน เสี่ยวหยวนเป่าพ่นลมหายใจเบา ๆ เข้าใส่กลุ่มหมอกเ่าั้ ทันใดนั้น ไอหมอกเ่าั้พลันหดตัวถอยกะร่นลงไปทันที
ไฉ่ซื่อเดินอย่างระมัดระวังพลางเอ่ยตอบ "แม่น้ำทังหวังจ้ะ"
แม่น้ำที่กั้นกลางระหว่างหมู่บ้านทังและหมู่บ้านหวัง จึงมีนามว่าแม่น้ำทังหวัง ส่วนสะพานหินโค้งนี้ ก็ถูกขานนามตามง่าย ๆ ว่าสะพานทังหวัง
ชาวชนบทส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้สูงส่ง ชื่อสถานที่ต่าง ๆ จึงมักตั้งตามความเข้าใจที่ง่ายที่สุด
เ้าก้อนแป้งน้อยถามต่อด้วยความสงสัย "ท่านแม่เ้าคะ แม่น้ำที่อื่นล้วนกลายเป็น้ำแข็งไปหมดแล้ว เหตุใดน้ำที่นี่จึงไม่ยอมแข็งตัวเล่าเ้าคะ"
ไฉ่ซื่อจนปัญญาจะตอบคำถามนี้
ทว่าต้าเป่าผู้มีความรู้กว้างขวางกว่าเอ่ยขึ้น "ข้าเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกรากย่อมไม่ง่ายที่จะจับตัวเป็น้ำแข็ง อีกทั้งพวกเรายังสัญจรไปมาบนสะพานนี้อยู่บ่อยครั้ง มีไุ์รายล้อม อุณหภูมิย่อมสูงกว่าที่อื่นเล็กน้อยกระมัง..."
ไอหมอกใต้สะพานไม่รู้ว่าพัดพาขึ้นมาั้แ่เมื่อใด มันแผ่ซ่านเป็เส้นสายพยายามเกาะติดร่างกายของผู้สัญจรไปมาอย่างแเี ทว่าเสี่ยวหยวนเป่าแสร้งทำเป็มองไม่เห็น
นางยังคงสนทนากับต้าเป่าต่อ "พี่ใหญ่ ท่านช่างมีความรู้กว้างขวางนักเ้าค่ะ"
ต้าเป่าผู้สุขุมอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ
เมื่อแม่ลูกทั้งสามข้ามสะพานหินมาได้ เสี่ยวหยวนเป่าก็ยังคงหันกลับไปจ้องมองเื้ัอยู่หลายครา นางทำท่าครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะหันกลับมา แล้วพ่นลมหายใจใส่ไฉ่ซื่อและต้าเป่าหลายต่อหลายครั้ง
ทำตัวราวกับลูกสุนัขตัวน้อย ๆ
ไฉ่ซื่อคิดว่านางเพียงแต่เล่นสนุกตามประสาเด็กจึงไม่ได้ใส่ใจ ทว่าหลังจากถูกเ้าก้อนแป้งน้อยพ่นลมใส่ ร่างกายของพวกนางพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมยามเดินทางออกจากบ้าน โดยเฉพาะความเย็นเยือกยามข้ามสะพานทังหวัง พลันมลายหายไปสิ้น
เมื่อมาถึงหมู่บ้านหวัง
ชาวบ้านบางคนที่เห็นเสี่ยวหยวนเป่าต่างพากันเข้ามาทักทาย ชื่อเสียงของนางในยามนี้โด่งดังนัก ทั้งสองหมู่บ้านไม่มีใครไม่รู้จักนาง
เสี่ยวหยวนเป่าผู้นี้วางตัวได้อย่างสง่าผ่าเผย ไม่ได้มีท่าทางหวาดระแวงคนแปลกหน้าไม่ เมื่อผู้อื่นทักทายนางก็น้อมรับและกล่าวตอบอย่างร่าเริง
ไม่ว่าจะเป็ผู้ที่รู้จักหรือไม่ก็ตาม
ช่างเป็ที่เอ็นดูของผู้พบเห็นยิ่งนัก
เมื่อมาถึงบ้านผู้เฒ่าหวังและแจ้งเจตจำนงเรียบร้อยแล้ว
ผู้เฒ่าหวังเอาแต่กล่าวขอโทษ "เป็ความบกพร่องของพวกข้าเองที่ไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบแต่แรก หากล่วงรู้ว่าจะเป็เช่นนี้ ข้าคงให้เสบียงเ้าไปน้อยหน่อย แล้วค่อยนำไปฝากไว้ที่ร้านในเมืองให้เสร็จสรรพ ยามนี้จึงทำให้เ้าต้องลำบากเดินทางมาอีกรอบ รอข้าสักครู่นะ ข้าจะไปเตรียมเกวียนวัวที่หลังบ้าน"
"ไม่รีบร้อนเ้าค่ะ ข้าจะไปหาพี่เทียนโกวสักครู่" เสี่ยวหยวนเป่าเดินสำรวจไปรอบลานบ้านเพื่อตามหาหวังเทียนโกว
แม่เฒ่าหวังจึงเชิญให้ไฉ่ซื่อและคนอื่น ๆ เข้าไปพักจิบชาด้านใน
"เทียนโกวยังหลับอยู่เลยลูก ยังไม่ยอมลุกจากเตียงที"
"ข้าจะไปปลุกพี่ชายเองเ้าค่ะ" เสี่ยวหยวนเป่านั่งไม่สุข
นางมีนิสัยเข้ากับผู้อื่นได้ง่ายและซุกซนเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว เสี่ยวหยวนเป่าเดินไปจนถึงห้องนอนของหวังเทียนโกว นางผลักประตูเข้าไปทันที
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู จมูกน้อย ๆ ก็สูดอากาศ "เหม็นจัง! พี่เทียนโกว ท่านแอบตดเหม็นฉุนแต่เช้าเลยหรือเ้าคะ!"
หวังเทียนโกวเป็คนหลับตื้น นับั้แ่ฟื้นจากการความตาย เขาก็มักจะรู้สึกหงอยเหงา อ่อนเพลีย เอาแต่นอนหลับใหล ยามค่ำคืนมักฝันร้าย และยามเช้าก็ยากจะตื่นขึ้นมาได้
หากทางบ้านไม่มีกิจธุระสำคัญ เขามักจะนอนยาวไปจนตะวันโด่งถึงจะลุกจากเตียง เมื่อถูกเ้าก้อนแป้งพุ่งพรวดเข้ามาเช่นนี้ เขาย่อมไม่ทันตั้งตัว
ร่างกายยังคงสวมเพียงชุดตัวใน แม้จะห่มผ้าห่มหนาไว้ ทว่าใบหน้าของเขาก็พลันแดงก่ำด้วยความขวยเขิน ความรู้สึกประหนึ่งรวงรังของเด็กชายถูกรุกราน
เดิมทีเขาเป็คนพูดน้อยอยู่แล้ว
ยามนี้หวังเทียนโกวตื่นเต็มตาหายง่วงเป็ปลิดทิ้ง เขาอยากจะดุด่านางไม่น้อย "เ้าต่างหากที่ตดเหม็น ออกไปเดี๋ยวนี้เลย"
ทว่าเสี่ยวหยวนเป่าไม่ได้ฟังคำสั่งเขา นางยังคงทำตัวราวกับสุนัขตัวน้อย สูดดมกลิ่นในอากาศอย่างขะมักเขม้น
"ดูเหมือนจะหาไม่ใช่กลิ่นตด... หรือจะเป็กลิ่นรองเท้าที่เหม็นอับหรือ"
พริบตาถัดมา นางก็พุ่งพรวดไปที่ข้างเตียงของหวังเทียนโกว ทำท่าจะก้มลงไปดมรองเท้าของเขาจริง ๆ
หวังเทียนโกวใจนต้องรีบคว้าเสื้อมาคลุมแล้วลงจากเตียง สวมรองเท้าอย่างลนลาน
เ้าตัวน้อยหยุดฝีเท้าลงที่ข้างเตียง "พี่เทียนโกว เหตุใดตัวท่านจึงเหม็นเช่นนี้! ท่านแอบไปกินของเน่าเสียมาหรือเ้าคะ"
หวังเทียนโกว...
เขามักจะฝันร้ายและกลิ่นที่เหม็นนั้นคงเป็กลิ่นเหงื่อที่โชกโชนออกมาจากความหวาดกลัวในฝัน เขากำลังจะอ้าปากอธิบาย ทว่าเ้าก้อนแป้งก็พึมพำต่อ
"แต่มันก็ดูผิดแปลก กลิ่นเหม็นเช่นนี้ ข้าเคยได้กลิ่นที่ไหนมาก่อนนะ..."
นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง ห้องนี้โปร่งโล่งและสะอาดสะอ้าน ไม่ได้มีไอหยินสะสมแต่อย่างใด นี่คือห้องนอนที่ดีที่สุดของบ้านตระกูลหวัง
ทว่ากลับมีกลิ่นเหม็นที่ไม่ใช่กลิ่นของมนุษย์ลอยอบอวลอยู่ คล้ายกับว่าไม่นานมานี้ มี 'สิ่งของที่ส่งกลิ่นเหม็น' เคยมาอาศัยอยู่ที่นี่
เสี่ยวหยวนเป่านึกถึงสิ่งไม่ดีบางอย่างขึ้นมาได้ "พี่เทียนโกว ยามค่ำคืนท่านฝันร้ายบ้างหรือไม่เ้าคะ"
หวังเทียนโกวพยักหน้า
"อืม... ฝันร้ายบ่อยครั้งนัก"
"ท่านฝันเห็นสิ่งใดหรือ" เ้าตัวน้อยซักไซ้
หวังเทียนโกวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ข้าฝันเห็นดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่ง คอยจ้องมองข้าอยู่ในความมืดมิด ข้าหวาดกลัวเหลือเกิน"
เขาไม่ได้ฝันเห็นเพียงครั้งเดียว
ความรู้สึกมันช่างแจ่มชัดราวกับอยู่ใกล้ตัว ทุกครั้งที่พยายามจะลืมตาตื่นด้วยความหวัง ทว่ากลับไม่อาจทำได้ แต่ดวงตาคู่นั้นก็ไม่ได้ก้าวเข้ามาใกล้เขา เพียงแต่แอบซุ่มซ่อนเฝ้ามองอยู่อย่างเงียบงัน
หากสายตาคู่ระแวงนั้นสามารถกัดกินคนได้ หวังเทียนโกวรู้สึกว่าเขาคงถูกเขมือบไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
……
ในขณะที่เด็กน้อยทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ในห้อง แม่เฒ่าหวังและคนอื่น ๆ ก็เดินตามเข้ามาด้านใน