ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่154 ล่อเหยื่อ

            ชายแดนฉู่เยว่ ทหารส่วนใหญ่ของเยว่ประชุมพลอยู่ที่นี่ทหารจากค่ายพิทักษ์อุดร ค่ายพิทักษ์ประจิม ค่ายมังกรล้วนอยู่ที่นี่ทั้งสิ้นทหารสองแสนนายเล่นศึกมาแรมเดือนจนเริ่มเหนื่อยล้ากองทัพเทพสงครามแห่งฉู่รุกคืบเข้ามาเรื่อย ๆจนถึงตอนนี้หลังทัพเยว่ติดกับแม่น้ำเหอซีแล้ว

             

            สถานการณ์ฝั่งเยว่ตกเป็นรองกองทัพฉู่มีกำลังพลถึงสามแสนยอดฝีมือหลายร้อยหลายพัน ยอดฝีมือเขตแดนพิภพก็มีถึงสามที่มีฝีมือไม่ธรรมดากันทั้งนั้นโดยเฉพาะเทพสงครามฉู่หยาง ที่เปิดฉากวันแรกก็รุกคืบเข้ามาเกือบห้าสิบลี้หนึ่งเดือนมานี้ก็ต้อนกองทัพเยว่เสียจนมุมมาตรึงทัพไว้ที่ปราการสุดท้าย

             

            จอมทัพแห่งฉู่คือฉู่หยาง จอมทัพแห่งเยว่คือจักรพรรดิเยว่หวังแต่ผู้นี้ทำสงครามจริง ๆ คือผู้บัญชาการค่ายมังกร ‘ลู่เฟย’ ฝีมือกล้าแข็งมากแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจเทียบเทียมเทพสงครามได้

             

            สงครามรบดุเดือดติดต่อกันมาสิบวัน กองทัพสองฝ่ายต่างอ่อนล้าช่วงเวลาสองถึงสามวันนี้คือช่วงเวลาพักรบ

             

            กระโจมหลัก

             

            “ฝ่าบาทกระหม่อมเกรงว่ากองทัพเราจะต้านทานทัพฉู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือนแล้วขอพระองค์ได้โปรดเสด็จกลับนครหลวงเหอผิงก่อนเถิดพะยะค่ะ”ผู้บัญชาการค่ายพิทักษ์ประจิมกล่าว สีหน้าของเขามิสู้ดีนัก

             

            จักรพรรดิทอดพระเนตรแล้วก็ไม่ตอบสิ่งใด แววตาพระองค์ยังดูสงบนิ่งไร้คลื่นผันผวน จากนั้นทรงย้ายสายพระเนตรไปยังเสนาบดีผู้เฒ่าใบหน้าแดงฉานหนวดเครายาวพลิ้ว

             

            เมื่อชายชราเห็นดังนั้นก็ประสานมือไปยังจักรพรรดิ แล้วเอ่ยขัดขึ้น

             

            “ไม่ได้ ไม่สมควรเป็นเช่นนั้น ฝ่าบาทอยู่แนวหน้ากำลังใจทหารก็ฮึกเหิมหากพระองค์เสด็จไปแล้ว เหล่าทหารย่อมคิดว่า การศึกต้องแพ้แน่แล้วจะพากันเสียกำลังใจฝ่าบาทยังทรงต้องประทับเป็นมิ่งขวัญแก่เหล่าทหารหาญจนกว่าสงครามในครั้งนี้จะสิ้นสุด ด้วยพระบารมีของฝ่าบาทแล้วย่อมแผ่ไพศาลปกป้องพสกนิกรและทหารหาญให้พ้นพาลอริราชศัตรูนี้ไปได้”

             

            เหล่าเสนาทัพได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วยไปตามกันหรือใครบังอาจจะกล้าไม่เห็นด้วย !

             

            เสนาบดีผู้นี้หาใช่ใครหากแต่เป็นเหรินจูหง ผู้นำตระกูลเหรินอันยิ่งใหญ่แม้ว่าอำนาจตระกูลใหญ่จะลดลง แต่ก็ไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง

             

            เยว่หวังก็หัวเราะออกมาเสียงดัง บรรยากาศก็คลายความตรึงเครียดลง“พวกท่านทั้งหลายอย่าได้วิตกเรื่องของเราที่สำคัญในเวลานี้คือการขับไล่พวกฉู่ให้พ้นแผ่นดินเมื่อนั้นประชาราษฎร์จะได้สงบสุขดังเดิม”

             

            “พวกกระหม่อมยินดีขับไล่ชาวฉู่ให้พ้นแผ่นดิน !”เหล่าเสนาต่างพากันกล่าวขานด้วยเสียงหนักแน่น ประหนึ่งเจตนารมณ์อันแน่วแน่

             

            แต่ไหนเลยเพียงไม่กี่ประโยคจะเปลี่ยนความคิดขุนศึกทั้งหลายได้หมดเฟยลู่ยังคงยืนยันคำพูดเดิมของตนอย่างไรเสียที่นี่ก็อันตรายเกินไปสำหรับประมุขแห่งอาณาจักร หากไม่อาจทูลทัดทานได้ก็มีแต่ต้องเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น

             

            “ฝ่าบาทกระหม่อมคิดว่าหากพระองค์จะเสด็จประทับอยู่ที่นี่ ควรที่จะเรียกกองทัพโลหิตทมิฬขึ้นมาพิทักษ์ฝ่าบาทและช่วยกู้สถานการณ์ไปด้วยพะยะค่ะ”

             

            “กระหม่อมเองก็เห็นด้วย” เหรินจูหงกล่าวสนับสนุน ทุกคนล้วนเห็นด้วย

             

            “ได้ เราจะ...” เยว่หวังกำลังจะออกโองการ ทว่าซือหลี่กลับทัดทานไว้

             

            “ฝ่าบาทกระหม่อมนั้นไม่เห็นด้วยกองทัพโลหิตทมิฬได้รับคำสั่งจากผู้สำเร็จราชการและคณะเคลื่อนพลลงใต้ปราบปรามคนเถื่อน หากละทิ้งแดนใต้ในยามนี้คนเถื่อนตะลุยฝ่าป้อมซิ่นหลิงมาได้มณฑลใต้ก็จะถึงคราววิบัติภัย และเมื่อนั้นกองทัพคนเถื่อนก็จะบุกขยี้ไล่ฆ่าราษฎรแม้กระทั่งอาจตีตลบหลังกองทัพเราก็เป็นได้ขอได้ทรงโปรดพิจารณาใหม่ด้วยเถิดพะยะค่ะ”

             

            “อืม...” เยว่หวังทำท่าครุ่นคิดทั้งที่จริงแล้วเขาได้คำตอบแต่แรก

             

            เฟยลู่เห็นท่าทีจักรพรรดิเปลี่ยนไปก็คิดจะทูลใหม่อีกครั้ง “ฝ่าบาทกระหม่อมเห็นว่า...”จักรพรรดิโบกพระหัตถ์หยุดไว้

             

            “ไม่ต้องแล้วที่ผู้บัญชาการหลี่พูดมาก็มีเหตุผล”“เอาล่ะข้าตัดสินใจแล้วจะไม่เรียกทัพโลหิตทมิฬขึ้นมาช่วยรอจนกว่าจะปราบปรามคนเถื่อนได้เสร็จสรรพเมื่อนั้นเราจะออกพระราชโองการไปเรียกทัพมากู้สถานการณ์ก่อนจะถึงเวลานั้นก็ต้องลำบากพวกท่านทั้งหลายแล้ว”

             

            “หามิได้ พวกกระหม่อมล้วนยินดีออกรบเพื่อฝ่าบาท !” เหล่าเสนาทหารพากันกล่าวขันแข็ง

             

            ทหารเยว่แม้จะเหนื่อยล้า ทว่าการที่จักรพรรดิประทับอยู่ที่นี่ก็ทำให้พวกมันต่อสู้ได้อย่างแข็งขันจนน่าเหลือเชื่อ

             

            ..........

             

            สามวันต่อมากองทัพฉู่เคลื่อนพลเข้ามาในระยะสิบลี้กองทัพเยว่นำโดยลู่เฟยก็ออกไปรับศึก การรบในครั้งนี้ไม่ใช่การเผชิญหน้าโดยตรง

             

            ลู่เฟยเมื่อเห็นโอกาสโจมตีก็จะบุกโจมตีทันที แต่เมื่อเพลี่ยงพล้ำก็จะถอยอย่างรวดเร็วกองทัพฉู่ไล่ตามตี ทหารเยว่ก็แยกไปคนละทิศแล้วรวมตัวใหม่ ทำให้ทหารฉู่สับสนอลหม่านลู่เฟยใช้โอกาสนั้นเข้าโจมตีอีกครั้งแล้วก็ถอยหนีเช่นเคย

             

            กองทัพที่เขานำไปมีจำนวนเพียงสามหมื่นนายเท่านั้น ต่อให้เขาใช้ทหารดุจเทพเซียนในการรบกองทัพฉู่ก็หาได้พ่ายแพ้ไม่ กลับเดินหน้าเข้ามาเรื่อย ๆ อย่างเป็นระเบียบลู่เฟยจิตใจหนักอึ้ง เขาทำได้เพียงชะลอทัพฉู่เท่านั้น แต่ไม่อาจหยุดยั้งไว้ได้

             

            ฉู่หยางใช้ทหารอย่างรอบคอบแม้แต่การเดินทัพก็ไม่เร่งรีบ แผนการใด ๆล้วนไร้ผลสำหรับเขา ต่อให้เกิดความสับสนชั่วครู่ก็สามารถกลับมาเป็นทัพที่แข็งแกร่งได้ดังเดิมการล่อลวงใด ๆ ของทัพเยว่ก่อนหน้านี้ไร้ผลอย่างสิ้นเชิงต่อให้หว่านเหยื่อที่น่าสนใจมากเพียงใดก็ตามแต่ที่พวกเขาไม่กล้าที่วางคงจะเป็นองค์จักรพรรดิ

             

            ลู่เฟยฝืนรั้งยื้อสองชั่วยามก็เกินจะต้าน ถอยร่นไม่เป็นขบวนลงมาสู่ทัพใหญ่ทัพหนึ่งแสนตั้งขบวนรอรับอยู่แล้ว ซือหลี่เป็นผู้นำทัพมา

             

            เมื่อเห็นทหารฉู่ติดตามลงมาด้วยเข้ามาในระยะร้อยจั้ง ก็เปิดที่กำบังออกจากที่เคยเป็นป่าไม้ชุกชุมก็กลายเป็นผู้คนนับแสนไปเสียได้ ทหารเยว่ก็โห่ร้องอึกทึกฮึกเหิมทหารฉู่ที่ติดตามลงมาเจอทัพใหญ่ก็หยุดชะงักเท้ารีบถอยกลับไปรวมกับทัพใหญ่ของตน

             

            แต่ไหนเลยซือหลี่จะปล่อยพวกมันไปโดยง่าย ธนูหลายหมื่นดอกถูกปล่อยออกฝนธนูพุ่งทะลุร่างทหารฉู่หลายพันนายล้มตายลง

             

            จอมทัพแห่งฉู่ได้ทราบข่าวก็หาได้ตื่นตระหนกไม่ สั่งให้เสริมทหารทัพหน้าไปอีกหมื่นนายให้ครบห้าหมื่นแล้วค่อยบุกต่อ  

             

            ทัพหน้าฉู่ใช้ทหารเกราะหนักเข้าปะทะกับทัพใหญ่เยว่ขบวนทัพเยว่ก็ทำทีราวกับจะค่อยๆ โอบล้อม แต่หาได้เป็นเช่นนั้นด้วยรู้ดีว่าเมื่อใดที่พวกมันโอบล้อมไปแล้วทัพหลักของฉู่ก็จะโผล่มาบดขยี้ในทันที

             

            ทหารเยว่ก็ห้าวหาญนักสู้สุดใจ ทหารฉู่แม้มากมายเพียงใดก็ไม่อาจฝ่าเข้ามาได้ทั้งสองฝ่ายสู้รบตะลุมบอนยันเย็นจึงแยกย้ายกลับไปที่ค่ายของตน

             

            ...

             

            ลู่เฟยกลับมาค่ายด้วยความเหนื่อยล้าก็ต้องไปรายงานเสียก่อนจะได้พักในวันนี้เขายืนหน้าทหารต้านข้าศึกอย่างทรหดบวกกับความเหนื่อยล้าสะสมเวลานี้เขาอยากจะกลับไปพักผ่อนเต็มทน

             

            ขณะที่เขากำลังจะเดินไปยังกระโจมหลักอยู่นั้นขันทีข้างพระวรกายองค์จักรพรรดิก็มาถ่ายทอดรับสั่งคำสั่งนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่งให้เขากลับไปพักผ่อนฟื้นกำลังให้เต็มที่แล้วค่อยไปเข้าเฝ้าลู่เฟยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เขาก้มลงถวายบังคมไปยังเบื้องทิศที่ประทับแล้วก็เดินกลับกระโจมของตน

             

            ผ่านไปสามชั่วยามลู่เฟยตื่นขึ้นในยามนี้พละกำลังฟื้นคืนมาได้เก้าในสิบส่วนแล้วเพียงพอสำหรับศึกในวันถัดไปเขารีบลุกขึ้นทันทีแล้วตรงไปจะหาน้ำล้างหน้าทันใดนั้นขันทีคนเดิมก็ปรากฏตัวพร้อมกับอ่างล้างหน้า ลู่เฟยแปลกใจเล็กน้อย

             

            ขันทีเห็นดังนั้นจึงเอ่ยว่า “ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ข้าน้อยติดตามรับใช้ท่านอย่าให้ขาดตกบกพร่องยามใดที่ตื่นแล้วก็ให้เตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยฝ่าบาทรอท่านอยู่ที่กระโจมหลักแล้ว”

             

            ลู่เฟยพยักหน้าเบา ๆ เขาล้างหน้าเสร็จก็ปัดชุดเกราะเล็กน้อยในการศึกที่ผ่านมาเขาไม่เคยนอนถอดเกาะแม้แต่ครั้งเดียวเตรียมพร้อมสำหรับการศึกอยู่เสมอจึงไม่เสียเวลาในการแต่งกายมากนัก เพียงปัด ๆก็เสร็จเรียบร้อย หากผู้อื่นรู้คงต้องแปลกใจ ผู้บัญชาการค่ายมังกรที่ยิ่งใหญ่กลับมีชีวิตลำเค็ญถึงเพียงนี้

             

            กระโจมของเขา และกระโจมหลักไม่ไกลกันนักเมื่อมาถึงแล้วจักรพรรดิก็มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าทันที

             

            ลู่เฟยถวายบังคมแล้วก็รายงานการศึก “ทัพฉู่เคลื่อนพลด้วยความเร็วที่คงที่มาโดยตลอดมุ่งหมายใช้กำลังที่เหนือกว่ากำชัยชนะอย่างไม่เร่งรีบทหารฝ่ายเราสูญเสียไปไม่มาก แต่ก็ไม่รั้งทัพฉู่ไว้ได้นานหากยังไม่มีแผนการสืบต่อไปเห็นทีกองทัพเราจะต้านไม่ไหวเป็นแน่”

             

            จักรพรรดิถอนหายใจ ทว่าแววตากลับสงบนิ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุผลเอาเสียเลย “พรุ่งนี้เราจะนำทัพไปด้วยตนเองหากฉู่หยางไม่คิดจะกลืนเราลงท้องก็ให้มันรู้ไปหากว่าตัวเราอันเป็นเหยื่อโอชะจะไม่ถูกปากมันเห็นทีอาณาจักรเยว่คงต้องเสียแก่ฉู่แล้วเป็นแน่แท้”

             

            ดวงตาของลู่เฟยสั่นไหว ใจมันกระตุกวูบรีบทัดทานขึ้นทันที “ฝ่าบาทไม่ได้นะพะยะค่ะนั่นมันอันตรายมากจอมทัพแห่งฉู่เป็นเทพสงครามแห่งยุคจะหาใครเสมอเหมือนในทวีปหนานโจวนี้มีไม่หากพระองค์เลือกจะนำทัพในวันพรุ่งนี้แล้วเห็นทีจอมทัพฉู่คงไม่ปล่อยให้พระองค์พ้นมือมันเป็นแน่ ขอฝ่าบาทได้โปรดพิจารณาใหม่ด้วยเถิด”

             

            เยว่หวังส่ายศีรษะ “เราคิดดีแล้ว ทำตามนี้ !”

             

            “ฝ่าบาท !” น้ำเสียงของลู่เฟยแข็งกร้าวขึ้นเขาจ้องไปในพระเนตรที่ดูเฉยเมยนั้น

             

            “ผู้บัญชาการลู่พรุ่งนี้ท่านเองก็ต้องทำหน้าที่เช่นกันท่านนำทหารม้าสามหมื่นนายอ้อมไปเยือนหลังทัพฉู่เสียหน่อย ลงมือให้รวดเร็ว เด็ดขาด !” จักรพรรดิกำชับลู่เฟยอย่างหนักแน่นเขารู้แล้วว่ายามนี้ไม่อาจเปลี่ยนพระทัยองค์จักรพรรดิได้ทำได้เพียงน้อมรับคำสั่งแต่โดยดีหากแต่ยังเป็นกังวลอยู่..

             

            เวลานั้นเองเหรินจูหงก็เดินเข้ามาแล้วหันไปมองลู่เฟยพร้อมเอ่ยขึ้น “อย่าได้กังวลฝ่าบาทนั้นให้เราผู้ชราเป็นธุระเอง”ทั้งสองพยักหน้าแก่กัน ก่อนที่จะทูลลาไปเตรียมกองทัพให้พร้อมรบ

             

            ...

             

            แม่น้ำเหอซี

             

            กองทัพคนเถื่อนได้ข้ามแม่น้ำนั้นมาสิ้นแล้วพร้อมที่จะจู่โจมทันทีอัลเดนยืนมองแผ่นดินอันกว้างใหญ่ที่เขียวชอุ่มไปด้วยพืชพรรณก็อดจะทอดถอนหายใจไม่ได้เมื่อนึกถึงดินแดนทะเลทรายอันเวิ้งว้างสองสถานที่ช่างต่างกันมากเสียเหลือเกินทั้งที่อยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่นัก

             

            อัลเดนไม่รีบที่จะเดินทัพ เขาอยากจะเก็บเกี่ยวความทรงจำนี้ให้มากที่สุดไม่แน่ว่าเขาอาจจะชนะ หรือแพ้ก็เป็นได้ ทุกสิ่งไม่แน่นอนเรื่องนี้เขารู้ดีมองราชาคนเถื่อนในยามนี้ก็เห็นเพียงความเศร้าที่ปล่อยผ่านไปกับสายลม ความเย็นชา โหดเหี้ยมถูกลบเลือนไปกับสายลม ผมดำขลับปลิวไสวมงกุฎแห่งกษัตริย์ส่องแสงสีทองอร่ามแววตาที่ดูสับสนก็กลับมาเย็นชาอีกครั้ง

             

            “เคลื่อนพล !”

             

            ทหารคนเถื่อนต่างพากันโห่ร้องกึกก้อง เคลื่อนพลด้วยความฮึกเหิมบัดนี้พวกมันพร้อมสำหรับการรบอันยิ่งใหญ่แล้ว !

             

            ..........

             


            ***เนื่องจากมีภารกิจจากนี้ถึงสิ้นเดือนมิถุนายนจะงดลงนิยายชั่วคราวนะครับ แต่อาจจะลงสัปดาห์ละ 1-2 ตอน แจ้งให้ทราบล่วงหน้าครับ***



    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน