บทที่ สี่สิบเก้า
ค่ำคืนในราชสำนักช่างเงียบสงบห้องทรงงานในตำหนักท้องพระโรงอากาศเย็นขึ้นเล็กน้อยหลังดวงตะวันลาลับความสว่างจากโคมแขวนที่แขวนลดหลั่นจากเพดานสูงทอดเงาสีทองซีดลงบนพื้น บรรยากาศโดยรอบมีเพียงเสียงปลายพู่กันเสียดไปกับแผ่นฎีกาดังแว่วสะท้อนในห้องกว้าง
บุรุษในชุดคลุมยาวร่างสูงใหญ่ผึ่งผายแผ่รัศมีแห่งอำนาจโม่เหวินหานเพียงพยักหน้าให้หลี่ต้ากงคนสนิทด้านหนึ่งของท้องพระโรงก็บรรจบด้วยเสียงฝีเท้าของขุนนางผู้มีสิทธิ์เข้าเฝ้ายามวิกาลสองคน
"ถวายบังคมฝ่าบาท" เสียงของชายสูงวัยผู้นำอาภรณ์สีแดงเข้มดังกังวานท่าทีของเขาองอาจแม้อายุล่วงเข้าเลขห้าแต่ดวงตากลับเปล่งรัศมีมิแพ้หนุ่มฉกรรจ์เขาคือเซี่ยอิ้นหลางขุนนางผู้รับผิดชอบการพิจารณาคดีความของแผ่นดินเป็นผู้รอบรู้ในข้อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจนได้รับสมญา ‘มือชั่งธรรมแห่งต้าเหว่ย’
อีกคนหนึ่งรูปร่างผอมสูงอาภรณ์สีน้ำตาลอ่อนผ้าทอลายเรียบแต่ท่าทีสุขุมกิริยาเช่นบัณฑิตผู้มองการณ์ไกลเขาคือซูก่งเจ๋อขุนนางฝ่ายที่ปรึกษา รู้ลึกในตำราและเชี่ยวชาญการอ่านใจคนเป็นหนึ่งในผู้ที่โม่เหวินหานไว้ใจมากที่สุด
“ลุกขึ้นเถิด” เสียงทุ้มของฮ่องเต้เอ่ยเรียบสงัดปลายดวงเนตรเลื่อนไปยังฎีกาหลายฉบับเบื้องหน้า ก่อนละจากและวางพู่กันลงอย่างสงบ “เรื่องของไหลอ๋องที่ถูกคุมตัวไว้แล้วทั้งสองคิดเห็นอย่างไรบ้าง?” คำถามนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแต่แฝงด้วยความคาดหวังว่าทั้งสองจะเข้าใจในความหมายที่ลึกกว่าตัวคำ
เซี่ยอิ้นหลางสบตาอีกฝ่ายแล้วค้อมศีรษะก่อนเอ่ยขึ้น“กระหม่อมได้สอบถามจนได้คำยอมรับจากไหลอ๋องด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะเขายอมรับว่ามีเจตนาเปิดเส้นทางขนส่งสู่ซีเป่ยจริงแม้ยังไม่ถึงขั้นลงมือจนสำเร็จแต่ก็ถือว่ากระทำไปแล้ว”
“เช่นนั้นท่านคิดว่าควรมีการตัดสินลงโทษอย่างไร” โม่เหวินหานเอ่ยคำถามหยั่งความคิด
“หากลงโทษตามกฎหมายทหารต้องนับเป็นกบฏ แต่เพราะยังมิได้ส่งกำลังหรือทรัพยากร คงลดชั้นโทษลงได้พ่ะย่ะค่ะ” เสียงเข้มตอบตรงไปตรงมาแต่สุดท้ายก็แล้วพระวินิจฉัยของฮ่องเต้
ซูก่งเจ๋อที่ยืนอยู่ข้างกันพลันก้าวขึ้นก้าวหนึ่งแล้วกล่าวเสริมด้วยท่าทีมั่นคง “ฝ่าบาทมิสู้ใช้ไหลอ๋องเป็นนกต่อลวงซีเป่ยว่าเขายังภักดีอยู่ทั้งก่อนหน้าเราก็สืบอย่างลับๆ ซีเป่ยไม่รู้ ทั้งไหลอ๋องก็โอนอ่อนแล้วด้วยเราอาจได้ข้อมูลลับจำนวนมากและยังอาจโยงไปถึงผู้สมรู้ในราชสำนัก หากมี..”
โม่เหวินหานนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้มมองรายงานที่กางอยู่บนโต๊ะ เคาะนิ้วสองสามครั้งอย่างใช้ความคิดก่อนริมฝีปากจะขยับเบาๆ “..หากเขายินยอมเล่นบทบาทนี้โดยไม่ปริปากอาฆาตคงดีกว่าให้ตัดหัวแล้วเอาศพเงียบๆ ไปฝัง”
“จริงอย่างที่ท่านซูกล่าวไหลอ๋องยังเป็นโล่ซ้ายที่พอใช้ได้ แค่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด” เขาหรี่ตาแล้วกล่าวต่อ “ให้เขียนฎีกาลับไปยังซุ่ยหยวนให้ผู้ตรวจการฉีรับดำเนินการต่อบอกว่าให้ยื่นข้อเสนอหากไหลอ๋องมีความประสงค์จะเป็นสายลับและทำหน้าที่สำเร็จให้เจรจาลดโทษได้โดยให้เขาแสร้งเป็นยินดีทำเส้นทางการค้าต่อ..เหมือนทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น”
เซี่ยอิ้นหลางและซูก่งเจ๋อค้อมตัวรับคำ“กระหม่อมจะจัดการทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
โม่เหวินหานพยักหน้าน้อยๆแล้วโบกมือให้ทั้งสองถอยกลับ “ไปเถิด” ขุนนางทั้งสองขอถวายบังคมอีกครั้งก่อนก้าวถอยออกจากตำหนักเมื่อเสียงฝีเท้าสุดท้ายเลือนลับเสียงผืนกระดาษพลิกไหวและพู่กันแตะจานหมึกก็ดังขึ้นอีกครา
ไม่ถึงกึ่งเค่อหลังจากนั้นเงาร่างคล่องแคล่วในชุดคลุมสีหมึกก็ปรากฏตัวหน้าตำหนักอย่างเงียบงันเขาคือหนึ่งในองครักษ์ลับประจำราชสำนักผู้ได้รับหน้าที่ดูแลตำหนักฟู่ตงโดยตรงร่างสูงในชุดสีเข้มคุกเข่าลงเบื้องหน้าอย่างนอบน้อม “กระหม่อมมารายงานเรื่องตำหนักฟู่ตงพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้วางพู่กันลงหันใบหน้าเล็กน้อยโดยไม่ลุกจากที่ “วันนี้มีอะไรผิดแผกไปหรือ?”
องครักษ์นั้นยังคุกเข่าก้มหน้าน้ำเสียงทุ้มนิ่ง “ต่างไปเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะวันนี้หลี่ผินไม่ได้อยู่ในตำหนักทั้งวันเช่นเคยวันนี้พระสนมออกไปเดินที่อุทยานหลวงในช่วงท้ายยามซื่อจนถึงยามอู่พ่ะย่ะค่ะ”
ผู้เป็นเจ้าแผ่นดินได้ยินคำรายงานก็ชะงักปลายนิ้วที่ถือพู่กันเล็กน้อยก่อนจะวางเก็บพู่กันกับแท่นหยกก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยพร้อมปมที่คิ้วบางๆ “เพียงเดินเล่นชมดอกไม้หรือ?”
“จากการสังเกตของกระหม่อมเปล่าพ่ะย่ะค่ะ หลี่ผินดูเหมือนมิได้ทอดสายตาใดให้ดอกไม้ใดเลยแต่กลับมองไปรอบด้านราวกับตามหาสิ่งใดพอหาไม่พบผ่านไปครู่หนึ่งจึงกลับเข้าตำหนักตามเดิม”
ฮ่องเต้ครุ่นคิดเงียบสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ในดวงตากลับมีรอยขบคิดบางอย่างแฝงเร้น “ผู้ใดที่ติดตามนางอยู่บ้างช่วงนั้น?”
“มีองครักษ์สองนายประจำด้านนอกและนางกำนัลอีกสองคนที่เป็นข้ารับใช้ส่วนตัวมิได้มีสิ่งใดผิดแปลกพ่ะย่ะค่ะ”
“เฝ้าดูต่อไป..หากนางกำลังหาอะไรจริงย่อมไม่จบเพียงครั้งเดียว”
“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ลับผู้นั้นลุกขึ้นแล้วล่าถอยเงียบดุจเงา
โม่เหวินหานเอนตัวกลับพิงพนักอย่างต้องการจะผ่อนคลายแต่ดวงเนตรยังคงมีแววครุ่นคิดเห็นทีก็คงจะเกี่ยวกับการที่หนีออกไปพบหลี่เสวี่ยครั้งก่อนแน่พักนี้นางมีอะไรซ่อนจากเขามากเต็มไปหมด ส่วนเขาก็ได้แต่คิดตามสืบจากสถานการณ์ หากให้ไปเค้นถามนางก็ไม่มีทางบอกไม่ว่าใช้ไม้อ่อนไม้แข็งนางคงยอมถูกประหารมากกว่าจะให้เรื่องไปถึงหลี่เสวี่ยหรือเผ่าซาเฟิงแต่ถ้าเขาบอกนางว่าเขารู้ความลับเรื่องสลับตัวแล้วก็กลัวจะไม่มีอะไรรั้งนางไว้อีกเกรงนางจะรับผิด..กระโดดเข้ากองไฟหนีเขาทันที เขายังไม่พร้อมเสียนาง
โม่เหวินหานถอนหายใจกับความคิดในห้วงลึกที่เก็บไว้ไม่อาจจะปล่อยวางเขาหลับตาลงก่อนจะยกมือขึ้นนวดหัวตาเพื่อผ่อนคลาย “หลี่ต้ากง” เสียงเอ่ยเรียกเบาขณะหลับตา
ขันทีสูงวัยผู้เฝ้าอยู่ใกล้ประตูรีบเดินก้าวออกมาแล้วคุกเข่าลงทันที“กระหม่อมอยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องร่างกฎใหม่..จะประกาศพรุ่งนี้ใช่หรือไม่?”
“พ่ะย่ะค่ะ จะประกาศพร้อมกันทั่วทุกตำหนักในยามอู่พร้อมกัน”
“ดี” ฮ่องเต้พยักหน้าสีหน้าดูคล้ายผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนจะลืมตามองผู้ที่ยังก้มตัวรอรับคำสั่ง “ถ้าเช่นนั้นจัดเตรียมสนามฝึกซ้อมที่ตำหนักกว่างเจวี๋ยให้พร้อมก่อนยามเฉินพรุ่งนี้”
‘กว่างเจวี๋ย’ สนามซ้อมขนาดใหญ่ริมกำแพงชั้นในเป็นสนามที่ใช้ฝึกยุทธประจำตัวฮ่องเต้ในยามที่ต้องลับฝีมือส่วนมากจะถูกใช้เวลาจะมีการประลองฝีมือในพิธีการใหญ่เพราะถ้าตามปกติเขาจะฝึกที่สนามเล็กในตำหนักเฉียนชิงของตัวเอง
“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ต้ากงค้อมตัวรับแล้วกลับไปยืนประจำที่
โม่เหวินหานยกปลายพู่กันขึ้นอีกครั้งเสียงของหมึกกระทบกระดาษกลับดังชัดเจนขึ้นในค่ำคืนนี้เขาเร่งจัดการฎีกามากมายมาหลายวันหลายคืนเพื่อวันพรุ่งนี้หลังว่าราชกิจประจำวันจะได้พาแมวป่าไปลับคมเล็บเสียหน่อยช่วงที่เขาไม่ได้ไปหาที่ตำหนักฟู่ตงนางคงเริงร่านักที่ไม่เห็นหน้าเขา แต่พรุ่งนี้นางอาจจะดีใจขึ้นสักหน่อยที่เห็นเขาพร้อมของขวัญที่เตรียมให้
แสงแดดยามเช้าสาดต้องเรือนชายคากระเบื้องเงางามแห่งตำหนักฟู่ตงลำแสงอุ่นกระทบผิวน้ำใสในสระกลางสวนที่ปลาหลีฮื้อหลากสีว่ายเวียนแสงตะวันมิแผดเผาเกินกลั้นแต่กลับอบอุ่นพอให้นกร้องรับสลับกับเสียงสายลมไหวท้ายคิมหันต์
ในเช้าวันนี้หลังจากเสร็จกิจวัตรยามเช้าทั้งเรื่องชำระกายภัตตาหารเบา และดื่มโอสถบำรุงประจำวันหลี่ผินซึ่งเป็นเจ้านายแห่งตำหนักฟู่ตงก็ทำในสิ่งที่ข้ารับใช้ทั้งตำหนักแทบไม่เชื่อสายตา
สตรีผู้นั้นเรียกให้อิงหลานช่วยหยิบหีบหนังสองใบจากห้องด้านในซึ่งภายในเต็มไปด้วยตำราหลากเล่ม บางเล่มผิวปกเก่าคร่ำราวผ่านการอ่านมานับสิบปีบางเล่มบันทึกเดินทางที่บรรจุเรื่องราวการเดินป่าหาทางหรือลายแทงเส้นทางภาคตะวันตก บางเล่มเป็นกลอนโคลงที่เขียนด้วยพู่กันลายครูลายเส้นงามประณีตคล้ายกลีบบุปผาอันอ่อนช้อย หลี่ผินยกทุกสิ่งลงบนถาดไม้แล้วให้ฟ่านหรูช่วยถือมาวางที่โต๊ะหินทรงกลมใต้ร่มไม้ริมสระ
นางสวมอาภรณ์บางเบาสีครามเทาลายเมฆาเคลื่อนไหวด้านในเป็นเสื้อตัวยาวผ้าฝ้ายเนื้อดีสีขาวสะอาดท่ามกลางภาพของบุปผาผู้เป็นนายยึดถือตำราหนังสือ พลางเลือกจะนั่งกลางสวนท่ามกลางแสงตะวันอ่านหนังสือย่อมมิใช่ภาพชินตาคนสนิทอย่างอิงหลานฟ่านหรูอยู่แก่ใจดี ผู้เป็นนายของตนไม่ชอบอ่านตำรา!
อิงหลานยืนอยู่ด้านข้างจับชายแขนเสื้อไว้แน่น ขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมเหลือบตาไปยังฟ่านหรูที่ยืนอีกด้านคล้ายจะปรึกษาด้วยสายตา
"เจ้าคิดว่าเหตุใดพระสนมถึงดู..เงียบขรึมเช่นนี้เล่า?" อิงหลานกระซิบแผ่วใบหน้ากลมมนเปี่ยมด้วยความห่วงกังวล
ฟ่านหรูที่เช็ดกระเบื้องหินใสๆเพื่อให้เจ้านายวางหนังสือสะดวก ยืดตัวขึ้นพลางเหลือบมองภาพเบื้องหน้า "ข้าไม่แน่ใจ..หรือจะเป็นเพราะเมื่อวานออกไปอุทยานหลวงแล้วไม่พบไท่ผิน?"
อิงหลานเม้มปาก“เจ้าเคยเห็นพระสนมกลัดกลุ้มเพียงเพราะผิดหวังครั้งเดียวหรืออีกทั้งมิใช่ล้มเหลวเสียหน่อย ยังมีโอกาสอีกมิใช่หรือ” นางว่าก่อนจะหยุดคิดนิดหนึ่ง "ทั้งเหตุการณ์ใช่จะพึ่งเกิด..ดูเหมือนพระสนมจะไม่สบอารมณ์มาสองสามวันแล้วถ้าเจ้าสังเกต"
ฟ่านหรูถอนใจเบา“เช่นนั้นอากาศก็ร้อนนักข้าเห็นสีพระพักตร์ก็หม่นลง อาจเป็นเพราะแดดจ้า?”
“เจ้านี่! คิดอะไรตื้นๆพระสนมจะโมโหกับอากาศหรือ?” อิงหลานเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้าอย่างระอา“หากผู้ใดถูกแดดก็เพียงกลับตำหนักมิใช่แผ่ความอึมครึมไปทั้งตำหนักเช่นนี้หรอก”
คำตอบที่แลกเปลี่ยนกันพลันหายไปเมื่อทั้งสองหันกลับไปเห็นหลี่ผินกำลังเปิดตำราหนึ่งด้วยสีหน้าราบเรียบปลายนิ้วเรียวยาวพลิกหน้ากระดาษอย่างเบามือสายตาแม้ทอดไปยังอักษรแต่ความรู้สึกกลับคล้ายล่องลอยออกไกลเกินเอื้อม
ภายในใจของหลี่ผินในยามนี้เงียบงันราวสระน้ำในคืนไร้จันทร์นางไม่อาจบอกแก่ผู้ใดได้ว่าเหตุใดถึงปล่อยให้ตนเงียบงันเกินกว่าปกติแม้ใบหน้าเยือกเย็นมิได้แสดงความขุ่นเคืองออกมาแต่ภายในกลับคล้ายกิ่งเหมยที่ถูกลมสะบัดแต่ยังไม่ยอมร่วงยึดไว้จนแห้งคากิ่ง
นางเคยคิดว่าหลังจากวันที่ฮ่องเต้ยินยอมให้เริ่มประกาศกฎตำหนักในใหม่คงเป็นเพราะโทสะของเขาได้คลายลงแล้ว แต่ห้าวันเต็มผ่านไปตั้งแต่วันนั้นที่ตนเร่งเข็มปักลงบนผ้าแพรชิ้นใหม่ชายผู้นั้นกลับไม่ปรากฏตัวอีกเลย!
“หรือว่า..ที่แท้เขายังโกรธอยู่จริงๆ?” ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจเงียบงันนักเงียบงันยิ่งกว่าครั้งใด จากที่เคยโปรดปรานเสมือนจะฝากใจ..กลับเลือนหายไปในเพียงข้ามคืน
นางเม้มริมฝีปากแน่นใช้ปลายนิ้วดันตำราเบื้องหน้ากลับเข้าที่เดิมหากบุรุษผู้นั้นคิดจะถือโทษเพียงเพราะเรื่องที่นางออกไปนอกวังในวันนั้น เช่นนั้นก็เลิกเสียเถิดปักผ้าไปก็เพียงมือแดงทนเข็มทิ่มตำไม่เห็นจะได้อะไร
‘วันนี้แหละ! ถ้าประกาศจากกรมวังมีขึ้นเมื่อไรข้าจะฝึกกระบี่เปิดเผยเสียที’ ดวงตาที่เคยเฉื่อยชาเริ่มมีเปลวไฟลุกเรืองแต่กลับจริงจังเกินกว่าคำใดจะลบล้างได้
เมื่อเข้าสู่ยามอู่เสียงขันทีจากกรมวังในชุดสีน้ำเงินกรมท่าประกาศกึกก้องหน้าตำหนักฟู่ตงด้วยเสียงทุ้มกังวาน
“ประกาศจากกรมวัง! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สตรีในตำหนักในมีสิทธิ์เรียนรู้ศาสตร์ทุกแขนงตามแต่ใจประสงค์ ทั้งการทหาร ยุทธวิธี วรรณกรรม คหกรรม และการแพทย์!” เสียงกล่าวจบคนประกาศก็หายตัวไป
อิงหลานกับฟ่านหรูที่มัวแต่คิดถึงผู้เป็นนายได้ยินก็ชะงักมองหน้ากันสีหน้าตื่นเต้นปะปนกับความดีใจแต่ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดหลี่ผินผู้เป็นนายก็ลุกขึ้นทันที มือเรียวปิดตำราแล้วหมุนกายก้าวกลับด้านในตำหนักโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
“หลี่ผิน!? จะไปไหนหรือเพคะ!?” อิงหลานรีบตามไปฟ่านหรูก็ไม่รอช้าติดตามไปด้วย
“เปลี่ยนชุด!”
ขณะเดียวกันหน้าตำหนักฟู่ตง ประตูไม้ใหญ่เพิ่งเปิดออกร่างสูงในชุดคลุมยาวสีมรกตก้าวผ่านเข้ามาเงียบงัน ไร้เสียงประกาศหรือขันทีคอยนำเขามาด้วยตนเองและขันทีผู้เฒ่าอีกคนเท่านั้น แม้จะทักเตือนแล้วว่าไม่ควรมาตำหนักในช่วงกลางวันแต่บุรุษผู้นี้ก็ดื้อดึงยิ่งนักกล่าวจะแค่จะมารับคนไม่ได้หยุดพำนักเสียหน่อย ตำหนักในก็ของเขาทำไมจะแวะมาไม่ได้หลี่ต้ากงถึงกลับกุมขมับอย่างจำยอม
โม่เหวินหานก้าวเท้าเข้ามาได้ไม่กี่ก้าวชะงักฝีเท้าเมื่อพบว่าห้องโถงด้านหน้าว่างเปล่าเขาเหลือบมองไปที่โต๊ะริมสระมีกองหนังสือมากมายก็ขมวดคิ้วหลังหยุดสงสัยมองตำราเหล่านั้นครู่หนึ่งก็ก้าวลึกเข้าไปเรื่อยๆประตูห้องในบานหนึ่งแง้มไว้เพียงเล็กน้อยเขาเดินตรงเข้าไปแล้วยกมือเคาะประตูสามครา..ช้าแต่หนักแน่นก่อนจะเตรียมเปิดออก
ภายในห้องหลี่ผินเพิ่งคลี่ชุดใหม่ที่ต้องการจะเปลี่ยนออกเตรียมมาวางไว้ที่ฉากม่านบังตาแต่เสียงเคาะนั้นทำให้นางชะงักทันควัน ใครกันมาเคาะเรียกเวลานี้..
นางตวัดสายตาไปยังสองสาวรับใช้แล้วสั่งเสียงแผ่ว“พวกเจ้า..หลบไป” อิงหลานกับฟ่านหรูหน้าเหลอแต่ไม่กล้าขัดคำรีบพากันหลบหลังฉากผ้าไหมที่ใช้บดบังบรรยากาศห้องพักผ่อน
หลิวชิงเซียงก้าวเท้ารวดเร็วสูดลมหายใจลึกขณะเดินไปยังประตูมือเรียวคว้าเตรียมจับบานประตูแต่ยังไม่ทันที่จะได้ผลักออกบานประตูก็เปิดออกเองเสียก่อน..สิ่งแรกที่ปรากฏคือเงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมมรกตดิ้นทองดวงตาคมกริบของบุรุษเบื้องหน้า และรอยยิ้มบางราวเสี้ยวจันทร์กระจ่างแววตาของเขาสะท้อนแสงแดดผ่านชายผ้ากึ่งโปร่งของตำหนักราวกับทุกสิ่งรอบกายพลันเลือนหายเหลือเพียงภาพของชายตรงหน้าที่รู้สึกว่าไม่ได้เห็นมานาน..
หญิงสาวพลันชะงักดวงตาเบิกกว้างสีหน้าแทบไม่เปลี่ยนแต่ในใจกลับคล้ายระลอกคลื่นซัดสาดเข้าฝั่งเมื่อครู่ยังกล้ากล่าวหาว่าเขามักง่ายหน่ายเร็วในใจไม่ต่างจากบุรุษทั่วไป ทันใดนั้นเขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มเช่นนั้น..ทำไมนางจึงรู้สึกว่าในอกของตนสั่นไหวอย่างมิอาจควบคุม
ประตูบานไม้เบื้องหน้าถูกเปิดออกแล้วแต่ภายในห้องกลับตกอยู่ในความเงียบงันราวกับแม้เสียงลมหายใจก็ลอยคลุ้งในอากาศอย่างขัดเขินร่างบางยืนนิ่งมือเรียวที่จับขอบประตูเบาๆ พลันแข็งขืนไม่รู้จะวางไว้ที่ใดขณะนั้นนางยังไม่อาจกล่าวคำใดออกไปได้สมองว่างเปล่าดั่งผืนกระดาษใหม่ที่ยังไร้ลายพู่กัน เขามาแล้ว..หลังจากที่หายเงียบไปหลายวัน
“เหตุใดถึงเอาแต่ยืนจ้องเรา..หรือเจ้าคิดถึงจนตะลึง?” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยพลางประดับหัวเราะเบาราวสายลมยามเช้าที่พัดมาปะทะใบหน้า
หลิวชิงเซียงได้สติทันใดใบหน้าร้อนผ่าวพลันผินหนีหลุบตาลงต่ำก่อนจะก้าวถอยครึ่งก้าวแล้วคุกเข่าประนมมือถวายบังคมตามแบบแผน “ถวายบังคมเพคะ” ท่าทางเรียบร้อยราวตำรา ตรงทุกจังหวะไร้ช่องโหว่ให้ติ แต่หลังจากนั้นนางมิได้กล่าวคำใดอีก
โม่เหวินหานหัวเราะเบาในลำคอ"ตามสบายเถิดเราไม่ได้มาเพื่อให้เจ้าวางตัวห่างเหินเช่นนี้" นางไม่กล่าวขัดแย้งเพียงพยักหน้าเบาๆแล้วค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง
“เมื่อครู่เราผ่านสวนเห็นกองหนังสือมากมาย..ตำราทั้งวรรณกรรม กลอนโคลงปะปนอยู่กันหมด เจ้า..กำลังทำสิ่งใดอยู่?” คำถามที่เปล่งออกอย่างแผ่วเบาทว่าก็เปี่ยมไปด้วยความใคร่รู้
หลิวชิงเซียงเงยหน้าขึ้นเพียงครู่แล้วยกมือขึ้นปัดปลายผมข้างแก้มที่พลิ้วลงคลอไหล่ ลมหายใจของนางอ่อนเบาก่อนจะเอ่ยเสียงราบ “เมื่อครู่กำลังอ่านหนังสือเพคะ..”
โม่เหวินหานเลิกคิ้วเล็กน้อยแววตาฉายประกายสนใจอยู่เพียงพริบตา แต่แล้วกลับลดสายตาลงพร้อมแค่นยิ้ม “เช่นนั้นตอนนี้เจ้ามาทำสิ่งใดในเรือนนอน?”
“..อากาศร้อนเพคะ..ไม่อยากอยู่ข้างนอก” นางตอบเรียบ ใบหน้ายังไม่หันกลับไปมองเขาท่วงท่าคล้ายจะเรียบนิ่งแต่หางเสียงพยายามกดต่ำ
ทว่าก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อเสียงกระซิบแผ่วเบาก็ลอดออกมาจากด้านหลังฉากผ้าไหมที่มุมห้อง “เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าเป็นเพราะอากาศร้อน..ถึงได้อารมณ์ไม่ดี”
เสียงของฟ่านหรูกระซิบอย่างจริงจังจนเกินจะถือเป็นความเผลอปากเสียอิงหลานได้ยินก็ยังไม่เชื่อเต็มที่เพียงขมวดคิ้วทว่าทั้งสองน่าจะลืมไปว่าฉากผ้านั้นบางยิ่งนัก ไม่อาจกันเสียงสนทนาได้เลย
โม่เหวินหานเลิกคิ้วเล็กน้อยหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแฝงความประหลาดใจโดยมิได้ตำหนิแม้แต่น้อย “เจ้ากำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่หรือ?”
หญิงสาวผู้ถูกเอ่ยถึงสะดุ้งเล็กน้อยรีบก้มหน้าลงพลางเบือนสายตาหนีอีกครั้ง เสียงที่เอื่อยออกเบาราวจะปลิวหายไปกับลม “มิกล้าเพคะ..” ปลายคำแทบไม่ได้ยินแต่โม่เหวินหานก็ฟังได้ชัดเจน แถมยังเห็นชัด..ริมฝีปากเรียวนั้นขมุบขมิบอย่างมาดร้ายใส่เขาอย่างที่แต่ก่อนชอบทำ
ดวงเนตรของเขาเป็นประกายขึ้นทันตารอยยิ้มค่อยๆ คลี่กว้างขึ้นอย่างอดกลั้นไม่อยู่เสียงหัวเราะในอกทะลักออกมาแผ่วเบาราวสายฝนในคืนวสันต์ “หรือเพราะเรา..ที่ทำให้เจ้าอารมณ์ไม่ดี?”
อีกฝ่ายมิได้ตอบใดริมฝีปากเปลี่ยนมาเป็นเม้มแน่น ดวงหน้าไม่ขยับแต่หูและข้างแก้มกลับแดงเรื่อ
“เราไปทำสิ่งใดผิดหรือ?” เสียงของเขาอ่อนลงจนแทบกลายเป็นกระซิบ
ในขณะนั้นด้านหลังฉากฟ่านหรูที่ยังแนบหูฟัง ส่วนอิงหลานได้ยินถึงกับเบิกตา หันขวับมองอีกคนข้างกายราวกับโลกทั้งใบเปิดออกตรงหน้า “ข้ารู้แล้ว!” นางกระซิบตื่นเต้น “ที่แท้พระสนมอารมณ์ไม่ดีเพราะปักผ้าตั้งมากมายแต่ฝ่าบาทก็ไม่เสด็จมาตำหนักเลยต่างหาก!”
เสียงนั้นแม้จะเป็นเสียงกระซิบแต่ก็ยังลอดออกไปจนถึงผู้ที่ยืนด้านนอกฉากผู้เป็นนายพลันตวัดใบหน้ากลับไปมอง ดวงตาคมเปล่งรัศมีคล้ายจะลุกเป็นไฟ
“เงียบเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงต่ำหนักเปี่ยมด้วยแรงกดดันจนทั้งสองนางกำนัลรีบเก็บวาจาแทบไม่ทัน
โม่เหวินหานยืนมองภาพนั้นด้วยดวงตาเป็นประกายรอยยิ้มที่เคยบางค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความยินดีล้นในใจยากนักที่เขาจะได้เห็นสตรีตรงหน้าสูญเสียท่าทีเยือกเย็นเช่นนี้ เพราะนางหวังให้เขามาหาจึงอารมณ์ไม่ดีมาเสียหลายวัน..
“พวกเจ้า..ออกไปก่อน” เสียงเขาเอ่ยขึ้นในที่สุดทว่าไม่ใช่การขับไล่ด้วยความไม่พอใจหากแต่คล้ายเป็นการประทานรางวัลแก่ผู้รู้ดีเสียยิ่งกว่านายของตนสองนางกำนัลพากันเดินตัวลีบออกจากฉากผ้าแล้วออกจากห้องนอนไปไม่กล้าสบตาเจ้านายแม้แต่น้อย
เมื่อโม่เหวินหานก็ก้าวเข้าไปด้านในอย่างเงียบเชียบประตูห้องปิดลงอย่างเงียบงันทิ้งกลิ่นเครื่องหอมอ่อนจางไว้ในอากาศราวกลิ่นเฉพาะตัวของฤดูใบไม้ผลิ
หลี่ต้ากงผู้ที่ติดตามมามองบานประตูที่ปิดลงก็ถอนหายใจ..ไหนพระองค์ว่าจะแค่มารับหลี่ผินไปลานฝึกกันเล่า
----------------------------------------------------
เชิงๆถามรีดทุกคนหน่อยค่าว่าควรมีชื่อบทดีไหมคะ ทุกคนอยากให้มีกันไหม คือเชิงๆคิดว่ากว่าจะสปอยเนื้อหาเลยไม่ใส่ชื่อตอน
เรื่องนี้ประสบการณ์ส่วนตัวเชิงๆเวลาอ่านนิยายแล้วเจอเองเลยไม่ใส่ กลัวรีดเสียอรรถรส ยังไงฝากบอกเชิงๆ ทีค่ะ
/// ฝากเล่ม4 วางแผงแล้วนะคะ เล่มหน้าเป็นเล่มจบแล้วค่ะ /// เลิฟๆ รีด