ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 78 ได้ที่หนึ่งอย่างมีความสุข

     

    เมื่อมีกำแพงเหมันต์กั้นไว้ เซี่ยฮุยก็ไม่ลังเลที่ปล่อยพลังสภาวะทั้งหมดออกมา

     

    พลังสภาวะของขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสองระเบิดออกไป ส่วนหมัดอีกข้างหนึ่งก็ก่อเกิดเป็นลมแห่งพลังสภาวะขนาดใหญ่

     

    ตงฟางป้าถลึงตามองเซี่ยฮุยที่กำลังซัดหมัดเข้าใส่ด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัว

     

    “เชี้ย...ขั้น...สอง!”

     

    ตงฟางป้าสบถด่าอยู่ภายในใจราวกับสติแตก ก่อนหน้านี้เขาเข้าใจว่าเซี่ยฮุยคงมีความสามารถอยู่ที่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นเท่านั้น

     

    คิดไม่ถึงเลยว่าเซี่ยฮุยจะซ่อนความแข็งแกร่งของเขาไว้ การโจมตีด้วยพลังทั้งหมดที่มีของอีกฝ่ายทำให้ตงฟางป้ารับรู้ได้ว่าเขาสามารถต้านการโจมตีได้อีกต่อไป

     

    หมัดขวาที่กำลังถูกส่งออกมาทำให้เขาไม่สามารถเบี่ยงตัวหลบหนีออกไปได้ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้เช่นกัน

     

    หมัดซ้ายของเขาถูกส่งออกไปเพื่อรับการโจมตีจากหมัดของเซี่ยฮุย

     

    ต่อให้อีกฝ่ายเป็นอมตะ เขาก็ไม่มีทางที่จะยอมรับความพ่ายแพ้นี้!

     

    ตงฟางป้าส่งเสียงตะโกนอยู่ภายในใจ พลังปราณภายในร่างกายควบแน่นเข้าด้วยการและรวมอยู่บนหมัดของเขา

     

    หมัดซ้ายปะทะเข้าใส่วายุหมัดที่น่าทึ่งของเซี่ยฮุย บนหมัดซ้ายของตงฟางป้าก่อเกิดเป็นภาพพยัคฆ์ขาวที่พุ่งทะยานเข้าใส่วายุหมัดราวกับพร้อมที่จะขย้ำคู่ต่อสู้

     

    แต่ก็เปล่าประโยชน์เพราะความแข็งแกร่งของพวกเขาแตกต่างกันเกินไป

     

    หลังจากที่เข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าจะห่างกันแค่หนึ่งขั้นแต่ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะเทียบกันได้

     

    วินาทีที่พยัคฆ์ขาวปะทะเข้ากับวายุหมัด ร่างของมันก็แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ

     

    จากนั้นหมัดของตงฟางป้าก็ปะทะเข้ากับหมัดของเซี่ยฮุย ครั้งนี้การโจมตีไม่ได้ชะงักราวกับมีแม่เหล็กดูดเข้าหากันอีกต่อไป

     

    การปะทะกันทำให้ตงฟางป้ารู้สึกราวกับถูกรถไฟความเร็วสูงชนเข้าใส่ พลังมหาศาลที่ส่งออกมาทำให้ร่างของเขากระเด็นลอยออกไป

     

    วายุหมัดมวลใหญ่ทำให้ใบหน้าของตงฟางป้าเหยเก ร่างกายของเขาไร้ซึ่งการควบคุมและรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัว

     

    วินาทีนี้ราวกับร่างกำลังแหลกกระจุย ร่างกายที่อ่อนระทวยของเขาหมุนไปตามแรงลมและพุ่งเข้าใส่กำแพงเหมันต์

     

    แต่ยังไม่ทันที่ร่างของเขาจะกระแทกเข้ากับกำแพง วายุหมัดของเซี่ยฮุยก็ทำให้กำแพงเหมันต์แตกกระจายเสียก่อน

     

    ดังนั้นร่างของเขาที่ลอยอยู่ท่ามกลางลมกรรโชกจึงกลิ้งตีลังกาหลายตลบก่อนจะร่อนลงสู่พื้นดิน

     

    วินาทีที่ร่างของเขาลงมาสู่พื้นดิน ความสามารถในการควบคุมร่างกายของตงฟางป้าก็กลับคืนมาอีกครั้ง

     

    วายุหมัดของเซี่ยฮุยเมื่อสักครู่นับว่าเป็นพลังทำลายล้างที่น่าทึ่ง ทว่ามันกลับกระจายตัวออกจากกันแบบหลวม ๆ

     

    ตงฟางป้ามองเซี่ยฮุยด้วยความประหลาดใจ เขารู้ดีว่าคนที่มีความแข็งแกร่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ไม่มีทางที่จะไม่สามารถรวบรวมสภาวะพลังให้ควบแน่นเข้าด้วยกันได้

     

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ทำให้เขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเซี่ยฮุยออมมือให้เขา

     

    เมื่อเห็นว่ากำแพงเหมันต์ถล่มลงมาจนแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ นักเรียนชายทั้งสี่คนที่พยายามจะทำลายกำแพงเหมันต์ก็มองเห็นโอกาส

     

    พวกเขาเห็นเซี่ยฮุยที่ยืนห่างออกไป ก็รีบพุ่งตัวเพื่อซัดหมัดเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างรีบร้อน

     

    “หยุด!”

     

    ตงฟางป้ากล่าวเสียงขรึมเพื่อสั่งให้พวกเขาทั้งสี่หยุดลงมือ

     

    คนเหล่านั้นหยุดชะงักและหันไปมองตงฟางป้าด้วยความสงสัย

     

    “พวกเรายอมแพ้!”

     

    หลังจากนั้นตงฟางป้าก็พูดออกมา

     

    ฟุบ!

     

    ทันทีที่ตงฟางป้าประกาศยอมแพ้ ทุกคนต่างก็มองเขาราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

     

    แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่พวกเขาอยู่ด้านในนั้น แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นคือร่างของตงฟางป้ากระเด็นลอยออกมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ เสียงที่แผดออกมาอย่างยังคงทรงพลัง ทุกคนจึงรับรู้ได้ว่าภายในร่างกายของเขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน

     

    ทุกคนต่างประหลาดใจและงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

     

    นักเรียนอีกสี่คนที่เตรียมตัวจะจัดการเซี่ยฮุยดูเหมือนว่าจะงงยิ่งกว่าคนอื่น ๆ พวกเขาหันไปมองตงฟางป้าราวกับต้องการให้เขาอธิบายถึงเหตุผล

     

    แต่ตงฟางป้ากลับไม่มีท่าทีว่าจะอธิบายพวกเขา หลังจากเขายอมรับความพ่ายแพ้ เขาก็เดินออกจากสนามต่อสู้ไป สิ่งนี้ทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าเขาไม่ได้พูดเล่น

     

    “คุณชายป้า”

     

    หนึ่งในสี่หันไปพูดกับตงฟางป้าด้วยความสับสน “นายยอมแพ้แต่กลับไม่คิดจะอธิบายเหตุผล จะให้พวกเราเข้าใจว่ายังไง?”

     

    พวกเขาทั้งสี่คนไม่มีใครยอมเดินตามตงฟางป้าออกไป แม้ว่าพวกเขาจะยอมรับตงฟางป้าให้เห็นผู้นำ และยอมอยู่ในฐานะของน้องชาย

     

    ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่ทุกตระกูลภายในเมืองหลวงก็มีอิทธิพลไม่น้อย พวกเขาไม่ได้สนใจรางวัลในการทดสอบครั้งนี้

     

    แต่อันดับในสถาบันผู้ฝึกยุทธ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาในอนาคตของพวกเขา

     

    พวกเขายอมถอยออกจากการแข่งขันไปง่าย ๆ แบบนี้ ต่อให้รู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจของตระกูลตงฟางมากขนาดไหนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกลังเล

     

    “ถ้าพวกนายยังยอมรับในตัวฉัน ก็ถอยออกมาซะ”

     

    เมื่อเห็นว่าทั้งสี่คนยังลังเล ตงฟางป้าก็เริ่มขมวดคิ้ว

     

    คนเหล่านี้เชื่อฟังคำสั่งของเขามาโดยตลอด แต่ครั้งนี้พวกเขากลับทำท่าทีต่อต้าน สิ่งนี้ทำให้ตงฟางป้าแอบรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา

     

    “เหอะ!”

     

    เมื่อเห็นว่าตงฟางป้ายังไม่พูดอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น นักเรียนชายที่เพิ่งย้อนถามกลับไปเมื่อสักครู่ก็เริ่มแสดงสีหน้าเคร่งขรึม ตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป

     

    หลังจากเขาส่งเสียง “เหอะ” ออกมา เขาก็พูดต่อไปว่า “คุณชายป้า ถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งของนายจะสูงกว่าพวกเรา แต่นายจะให้พวกเรายอมถอยออกไปแบบนี้เนี่ยนะ?”

     

    “โทษทีนะ พวกฉันคงทำไม่ได้”

     

    พูดจบอีกสามคนที่เหลือก็ยืนนิ่ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็คิดแบบเดียวกัน

     

    “เยี่ยม! เยี่ยม!”

     

    ตงฟางป้ายิ้มออกมา จากนั้นสายตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นความเย็นชาอย่างฉับพลัน

     

    “ในเมื่อพวกนายอยากรนหาที่ตาย ฉันก็จะไม่ห้าม หลังจากนี้เชิญพวกนายเดินตามเส้นทางที่เลือกเถอะ พวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”

     

    พูดจบตงฟางป้าก็ไม่สนใจคนเหล่านั้นอีก เขาก้าวเท้าเดินฝ่ากลุ่มนักเรียนออกจากเส้นกั้นและเดินไปหาที่นั่งเพียงลำพัง

     

    “อยากไปก็เชิญ”

     

    ชายคนนั้นกล่าวเสียงทุ้มต่ำ จากนั้นก็หันไปพูดกับอีกสามคนที่อยู่ข้าง ๆ “ตอนนี้พวกเราไม่มีทางให้ถอยแล้ว จะเป็นหรือตายก็คงได้เห็นกันในวันนี้แหละ”

     

    อีกสามคนที่เหลือพยักหน้าตอบ

     

    หลังจากนั้นทั้งสี่คนก็หันมามองเซี่ยฮุยที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง สายตาของพวกเขาเกิดเป็นแสงเปล่งประกายขึ้น

     

    มันคือความทะเยอทะยาน!

     

    “อันที่จริงพวกนายควรฟังเขานะ”

     

    เซี่ยฮุยกวาดตามองนักเรียนชายทั้งสี่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความทะเยอะทะยาน จากนั้นก็กล่าวเสียงเรียบว่า “คนเราควรมีความทะเยอทะยาน แต่จะมีมากน้อยขนาดไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของตัวเองถึงจะถูกต้อง แต่พวกนายน่ะ...ผู้ที่รู้เวลาและหน้าที่คือวีรบุรุษ แต่พวกนายกลับถูกความทะเยอทะยานบังตา”

     

    “เลิกพล่ามสักที”

     

    นักเรียนชายคนนั้นพูดพร้อมกับทำสีหน้าโหดเหี้ยมใส่เซี่ยฮุย

     

    จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “แล้วทำไมไม่ขยับตัวล่ะ? คงได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้เมื่อกี้ล่ะสิ ถึงกล้ามายืนวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นอยู่ที่นี่ เดี๋ยวพวกพี่ทั้งสี่คนจะส่งนายออกไปพูดพล่ามข้างนอกเอง”

     

    พูดจบพวกเขาทั้งสี่คนก็เปิดใช้พลังปราณอีกครั้ง แม้ว่าพวกเขาจะคาดเดาว่าเซี่ยฮุยได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ไม่มีใครกล้าประมาทแม้แต่คนเดียว

     

    ถ้าหากเซี่ยฮุยยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พวกเขาคงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้สู้กับอีกฝ่าย

     

    ดังนั้นพวกเขาต้องคว้าโอกาสในครั้งนี้ไว้!

     

    พวกเขาทั้งสี่เปิดใช้พลังทั้งหมดที่มี พลังสภาวะมีจำนวนมากกว่าก่อนหน้านี้ สิ่งเหล่านั้นถูกส่งออกมาจากร่างกายจนทำให้รู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขาม

     

    หลังจากนั้นพลังเหล่านั้นก็หลอมรวมอยู่บนหมัดของพวกเขา สู้ให้ถึงที่สุด!

     

    พลังสภาวะของทั้งสี่คนเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุด หลังจากที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดของขั้น 9 พลังเหล่านั้นก็หยุดลง

     

    เส้นเลือดบนใบหน้าของพวกเขาปูดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเกิดขึ้นจากการเปิดใช้วิชาลับ

     

    เซี่ยฮุยไม่ได้รู้สึกตกตะลึง ในเมื่อทั้งสี่คนมีความกล้าที่จะสู้กับเขาต่อไป แน่นอนว่าพวกเขาย่อมมีของดีซ่อนไว้อยู่ในตัวอย่างไม่ต้องสงสัย

     

    “มีไพ่เด็ดแค่นี้เองเหรอ น่าผิดหวังเหมือนกันนะเนี่ย”

     

    เซี่ยฮุยพูดด้วยใบหน้าหยิ่งผยองหลังจากเห็นว่าทั้งสี่คนเปิดใช้พลังสูงสุดแค่ขั้นสูงสุดของขอบเขตพิเศษขั้น 9 อีกทั้งยังแอบรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่ภายในใจ

     

    “หรือว่าจะเป็นเพราะเราเก็บซ่อนพลังสภาวะไว้?”

     

    คิดเช่นนี้ พลังสภาวะที่ถูกกลับเข้าไปก็ถูกปล่อยออกมาอีกครั้งด้วยพลังสภาวะของขอบเขตศักดิ์สิทธิ์

     

    “พระเจ้า...ขั้นสอง!”

     

    หนึ่งในนักเรียนชายที่มีพรสวรรค์ในการตรวจสอบเปล่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง

     

    “อะไรนะ...ขั้นสอง...ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสองเหรอ?!”

     

    “ไม่อยากจะเชื่อเลย เขาบ่มเพาะได้ไงเนี่ย!”

     

    “ถ้าบอกว่าบ่มเพาะตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก็คงไม่เวอร์เกินไปหรอก อีกอย่าง...ฉันได้ยินมาว่าหมอนี่มาจากสิบสามเมืองหลังด้วย”

     

    “ร้ายกาจ!”

     

    “……”

     

    ในเวลานี้เอง คนที่ยืนชมการต่อสู้ก็เริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้น ความแข็งแกร่งของเซี่ยฮุยอยู่เหนือกว่าที่พวกเขาคิดไว้

     

    “ขะ...ขั้นสอง!”

     

    เมื่อทั้งสี่คนรับรู้ได้ถึงพลังสภาวะที่เซี่ยฮุยปล่อยออกมา พวกเขาก็แอบรู้สึกผิดกับตัวเองที่ตัดสินใจเช่นนี้ แต่ตอนนี้พวกเขาเดินมาถึงจุดนี้แล้ว

     

    ทั้งสี่คนหันไปสบตากัน พวกเขาตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกัน

     

    “ลุย!”

     

    เสียงคำรามดังขึ้น จากนั้นพวกเขาทั้งสี่ก็พุ่งทะยานเข้าใส่เซี่ยฮุยทันที

     

    “เฮ้อ...”

     

    เซี่ยฮุยถอนหายใจออกมาเบา ๆ

     

    ในเมื่อทั้งสี่คนบังคับให้เขาต้องสู้ เขาก็คงต้องลงมืออย่างเลี่ยงไม่ได้

     

    เห็น ๆ อยู่ว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้แต่ก็ยังไม่คิดจะหยุด เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นคงคิดอยากจะพนันกันสักตั้งเผื่อจะได้รับชัยชนะในครั้งนี้สินะ

     

    เซี่ยฮุยกำหมัดแน่นและมองไปยังพวกเขาทั้งสี่คนที่พุ่งทะยานเข้ามาจากทั้งสี่ทิศ เขายังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง มีแค่หมัดที่ยังคงถูกกำไว้แน่น พลังถูกหลอมรวมอยู่บนหมัดและรอคอยให้พวกเขาทั้งสี่ขยับเข้ามาใกล้

     

    เขาเปิดใช้พลังสูงสุดของตัวเอง ความเร็วของทั้งสี่คนถือว่ารวดเร็วราวกับแสง การพุ่งทะยานจากทั้งสี่ทิศทำให้เกิดรอยแยกกลางอากาศถึงสี่สายที่กำลังจะเข้ามารวมตัวกันบริเวณจุดที่เซี่ยฮุยยืนอยู่

     

    เพียงไม่กี่อึดใจ พวกเขาทั้งสี่คนก็เข้าใกล้เซี่ยฮุยในระยะรัศมีแค่ครึ่งเมตร

     

    หมัดของเซี่ยฮุยถูกยกขึ้นก่อนที่คนเหล่านั้นจะวิ่งทะยานเข้ามา

     

    หมัดแหวกอากาศออกไปจนเกิดเสียงฉีกขาด “สวบ” ร่างของพวกเขาทั้งสี่พุ่งเข้าใส่เซี่ยฮุยเพื่อหวังสังหาร

     

    วินาทีที่หมัดของพวกเขาทั้งสี่กำลังจะปะทะเข้าใส่เซี่ยฮุย

     

    เซี่ยฮุยก็ขยับตัวและปล่อยหมัดออกไป สี่หมัดในหนึ่งอึดใจ ทว่าเซี่ยฮุยกลับรับหมัดทั้งสี่ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่พลาดแม้แต่ครั้งเดียว

     

    ทั้งสี่คนจะรับแรงปะทะจากหมัดที่ทรงพลังของเซี่ยฮุยได้อย่างไรกัน

     

    ตอนที่ร่างของพวกเขาลอยอยู่กลางอากาศ พวกเขาทั้งสี่ก็กระอักเลือดสีแดงสดออกมาคำโต

     

    ด้านล่างลำตัวของพวกเขาเกิดแสงสว่างขึ้นและถูกส่งตัวออกจากสนามทดสอบแห่งนี้

     

    เรียบร้อยแล้ว

     

    เซี่ยฮุยดึงหมัดกลับมา พลังสภาวะของเซี่ยฮุยก็ลดลงในทันที ตอนนี้เขากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาคนหนึ่งอีกครั้งแล้ว

     

    ธรรมดากับผีน่ะสิ!

     

    เหล่านักเรียนที่ยืนห้อมล้อมเป็นเส้นกั้นให้กับสังเวียนต่อสู้เห็นพลังสภาวะที่ซ่อนอยู่ด้วยตาตัวเอง มุมปากของพวกเขาต่างก็กระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ภายในใจก็แอบรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมา

     

    “แปะ ๆ”

     

    มู่หรงหลานปรบมือพร้อมกับพูด “นายแข็งแกร่งมาก พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาย เรายินดีที่จะให้นายเป็นที่หนึ่งในครั้งนี้”

     

    เซี่ยฮุยแอบงุนงงเพราะตอนนี้ภายในนี้ยังเหลือนักเรียนที่เข้าร่วมการจัดลำดับอีกสิบคน

     

    มู่หรงหลานพูดต่อไปว่า “นายเพียงคนเดียวแต่สามารถกำจัดคู่ต่อสู้ได้ถึงห้าคน ตอนนี้พวกเราเหลืออยู่สิบคน แค่นี้ก็เพียงพอที่จะสรุปอันดับได้แล้วล่ะ”

     

    “นายแค่คนเดียวสามารถกำจัดพวกเราทั้งสิบคนได้สบาย ๆ ในบรรดาพวกเราที่ยืนอยู่ที่นี่ไม่มีใครสามารถทำแบบนั้นได้”

     

    “ดังนั้นพวกเราจึงไม่มีความเห็นต่างเกี่ยวกับการมอบอันดับหนึ่งในครั้งนี้”

     

    “ใครบอกว่าไม่มี ฉันมี”

     

    จู่ ๆ เสียงของอูหม่าหยาหย่าก็แทรกขึ้นมาขัดจังหวะมู่หรงหลาน

     

    เธอกระโดดลงมาจากเสาน้ำแข็งและมาหยุดอยู่ตรงหน้ามู่หรงหลาน

     

    จากนั้นก็พูดด้วยความไม่พอใจว่า “เขาคือน้องชายของฉัน ทำไมถึงถูกจัดอยู่หน้าฉันล่ะ ฉันควรจะเป็นที่หนึ่งและให้เขาเป็นที่สอง...”

     

    “โอ้ย!”

     

    อูหม่าหยาหย่าเทเลพอร์ตถอยออกไปหลายเมตร เธอยกมือขึ้นมาลูบศีรษะเล็ก ๆ ของตัวเองหลังจากที่ถูกลอบทำร้าย

     

    หลังจากนั้นเธอก็ยกมือชี้หน้ามู่หรงหลาน “เธอจบเห่แน่ หลังจากออกไปจากที่นี่ฉันจะไปฟ้องพี่ของฉันให้มาจัดการเธอ”

     

    มู่หรงหลานไม่ได้สนใจเธอ แต่หันกลับมาพูดกับเซี่ยฮุยต่อ “คนที่เหลืออยู่ทั้งหมดไม่คิดจะสู้ต่อแล้วล่ะ หลังจากลงความเห็นแล้วเราจะจัดอันดับอื่น ๆ ตามความเหมาะสม นายคิดว่ายังไง?”

     

    “ฉันต้องเห็นด้วยอยู่แล้ว”

     

    คิดไม่ถึงว่าแค่กำจัดคู่ต่อสู้ออกไปห้าคนจะทำให้สังเวียนแห่งนี้ไร้ประโยชน์ทันตาเห็น

     

    เซี่ยฮุยมองออกว่าคนอื่น ๆ ก็คิดแบบเดียวกับมู่หรงหลาน ไม่เช่นนั้นคนเหล่านี้คงร่วมมือกันจัดการกับเขาไปนานแล้ว

     

    เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ มู่หรงหลานก็พยักหน้าและพูดเสียงดังว่า “เอาเป็นว่าอันดับของสถาบันผู้ฝึกยุทธ์ในปีนี้สรุปตามนี้นะ”

     

    ไม่มีคนออกความเห็นอื่นเพราะทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับการจัดอันดับในครั้งนี้

     

    หลังจากนั้นทุกคนก็เดินไปหาที่นั่ง และแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์วิถียุทธ์ของตัวเอง คนที่ไม่เคยได้พูดคุยกันก็จะได้รู้จักกันในตอนนี้...

     

    ตอนนี้เหล่านักเรียนของสถาบันผู้ฝึกยุทธ์ก็แค่นั่งรอครูประเมินผลเข้ามาประกาศสิ้นสุดการทดสอบในครั้งนี้

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน