อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 79 วิธีแสดงความรัก

    มู่เชียนปรากฏตัวขึ้นบริเวณป่าโปร่งแห่งหนึ่ง  ทันทีที่เข้าสู่สมรภูมิ ประสาทสัมผัสทั่วร่างของเด็กสาวก็ตื่นตัวทันที  เหตุเพราะร่างๆหนึ่งที่ปรากฏขึ้นใกล้ตัวนางอย่างมาก  เพียงไม่ถึงสามจ้างเท่านั้น ! 


    เกราะวารีถูกสร้างขึ้นเบื้องหน้าเพื่อป้องกันอันตราย ในขณะที่ดวงตากลมโตตวัดฉับใส่ผู้มาเยือน ปราณธาตุอัคคีในร่างถูกรวบรวมอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้


    มู่เฉิงหลิน หันหน้ามาด้วยท่าทางดุดัน กระบี่เพลิงเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือเขาอย่างรวดเร็ว ทว่าอึดใจเดียวใบหน้าเคร่งเครียดก็เปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มอย่างยินดี


    “บังเอิญจริง… !!”


    อาจเพราะพวกเขาเป็นฝาแฝดกัน ความคล้ายคลึงของสายเลือดอย่างที่สุดคงเป็นเหตุให้พวกเขาถูกส่งมาอยู่ในจุดที่ใกล้เคียงกันเช่นนี้…


    “ไม่รู้คนอื่นๆตอนนี้จะเป็นยังไงกันบ้าง” 


    แม้มู่เชียนยินดีที่ได้พบกับน้องชายเร็วเช่นนี้ แต่ก็ยังอดห่วงศิษย์พี่น้องคนอื่นๆไม่ได้ ท่ามกลางอันตรายจากผู้ฝึกตนระดับสูงกว่า ศิษย์จากแคว้นล่างสุดอย่างพวกเขาย่อมเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆแน่นอน


    “เชื่อใจพวกเขาเถิด .. พวกเขาเป็นยอดฝีมือระดับต้นๆของแคว้นต้าหนานเรา คิดจัดการพวกเขาไม่ใช่เรื่องง่าย”  


    มู่เฉิงหลินเอ่ยด้วยรู้ดีว่าพี่สาวเป็นห่วงศิษย์ร่วมสำนัก มู่เชียนมองมู่เฉิงหลินแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาก อย่างน้อยคนที่นางเป็นห่วงที่สุดก็อยู่ตรงนี้ 


    ในกลุ่มของพวกนางทั้งแปดคน มู่เฉิงหลิน โม่เจี้ยน และหยางอี้ปินคือผู้ที่มีปราณยุทธ์ต่ำที่สุด… ทว่าโม่เจี้ยนนั้นยังดี เคล็ดวิชาควบคุมสัตว์อสูรรวมกับสัตว์อสูรที่สำนักมอบให้เขาก่อนมา ทำให้สถานการณ์ของเขาไม่น่าเป็นห่วงนัก ส่วนหยางอี้ปินนั้นปราณโอสถในร่างทำให้เขามีพลังชีวิตสูงมาก ทั้งยังฉลาดเฉลียว รู้สถานการณ์  ต่อให้ยันต์ถูกทำลายจนต้องกระเด็นออกไป มู่เชียนก็มั่นใจว่าศิษย์พี่ผู้นี้จะสามารถเอาตัวรอดได้แน่


    “พวกเรามุ่งหน้าไปบึงชิงกู่ก่อนก็แล้วกัน”  


    “เสี่ยวจิ้งบอกว่าเราอยู่ทางตะวันออกของหุบเขา ห่างจากจุดทางเข้าเมื่อครู่ประมาณ 500 ลี้ นับว่าอยู่ไกลจากบึงชิงกู่พอสมควร”


    เทพมังกรน้อยแม้ไม่อาจปรากฏตัวออกมาแต่ก็ยังสามารถสัมผัสถึงปราณภายนอกได้อย่างชัดเจน เขาสามารถระบุถึงปราณที่คุ้นเคยได้ด้วยซ้ำ อย่างเช่นฉวนสี่ โม่เจี้ยน หยางอี้ปิน สามคนนี้ เขาบอกต่อมู่เชียนว่าทั้งสามแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็ห่างกันไม่มาก น่าจะเจอกันได้ไม่ยาก

     


    “เช่นนั้นพวกเราควรมุ่งหน้าไปทางตะวันตกสินะ”   หลังได้ข้อสรุปสองพี่น้องก็ออกเดินทางทันที 




    “ปั้ง..!!”


    เสียงจากระเบิดปราณธาตุดังก้องป่า   บุรษเก้าคนยืนอยู่ล้อมวงกันอยู่ จากตำแหน่งพอสังเกตได้ว่าพวกเขาแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ท่าทางระแวดระวังกันเองอย่างมาก


    “เหตุใดต้องทำเช่นนี้ ลูกแก้วอสูรหลายสิบลูกเมื่อครู่ย่อมเพียงพอให้พวกเราแบ่งกันได้”


    “หึ… ในเมื่อพวกเราสามคนออกแรงมากที่สุด ย่อมไม่อาจแบ่งกับพวกเจ้าอย่างเท่าเทียม… เอาอย่างนี้สิ   เห็นแก่ที่พวกเราร่วมมือกันมา   พวกข้าสามคนก็มิใช่ไร้น้ำใจ  ลูกแก้วเหล่านั้นพวกเราจะเก็บไว้เพียงหกส่วน อีกสี่ส่วนพวกเจ้าหกคนก็ไปแบ่งกัน ดีหรือไม่ ?”


    “เจ้าโลภเกินไปแล้ว !”  นั่นมิใช่ว่าพวกเขาหกคนเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งส่วนต่อคนหรอกหรือ ?


    ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ร่างสองร่างก็เดินผ่านมา ชายทั้งเก้าคนรีบละวางอคติแล้วกลับเข้ามารวมกลุ่มกันอีกครั้งอย่างสามัคคีทันที  ดวงตาพวกเขาหันไปจ้องมองมาที่ผู้มาใหม่อย่างระแวดระวัง  กระทั่งมองเห็นชัด สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นประหลาดใจ


    ยอดยุทธ์สองคนตรงหน้า มีอายุราว 16-17 ปีเท่านั้น การที่คนผู้หนึ่งจะบรรลุยอดยุทธ์ได้ก่อนยี่สิบปีนั้นหาได้ยากมาก เดาได้เลยว่าพรสวรรค์ของพวกเขาคงสูงล้ำอย่างแท้จริง   แต่เมื่อความตื่นตะลึงผ่านไป ความโลภก็เข้ามาแทนที่ 


    อัจฉริยะหัวแก้วหัวแหวนเหล่านี้มักจะมีสมบัติติดตัวไม่น้อยเลย….!!    ดวงตาเก้าคู่มองสบกันอย่างรู้ใจ… เสร็จเรื่องนี้แล้วค่อยมาคุยเรื่องผลประโยชน์กันอีกที


    สองคนนั่นคือมู่เชียนและมู่เฉิงหลินพี่น้องที่กำลังเดินทาง พวกเขาเห็นคนเก้าคนที่กำลังจะมีเรื่องกันก็ไม่สนใจ  คิดจะเดินผ่านไปเฉยๆ ทว่าเสียงตะโกนจากคนกลุ่มนั้นก็หยุดทั้งสองไว้ก่อน


    “เจ้าทั้งสองคนหยุดก่อน….!”


    “มีอะไรหรือ ?”    มู่เฉิงหลินหันมาสอบถามด้วยใบหน้างุนงง ขณะที่มู่เชียนพอจะคาดเดาเหตุผลได้ลางๆ



    “ทิ้งของมีค่าไว้ แล้วค่อยไป !!”  ชายร่างใหญ่ที่ดูเป็นผู้นำกลุ่มก้าวออกมากล่าวเสียงกระด้างใส่


    คาดไว้ไม่ผิดเลย  คนพวกนี้คิดจะปล้นนางจริงๆ…..


    “เร็วสิ…! อยากเจ็บตัวหรือไร ?”  ชายอีกคนเอ่ยเร่ง


    ยันต์ในตัวคนทั้งสองนี้พวกเขาไม่คิดสนใจ…    อย่างไรก็มีเพียงแต่ยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่คิดสะสมยันต์หู่ลี่เพื่อได้เป็นผู้ชนะ  และสามารถเข้าสู่เข้าสู่ถ้ำอสูร  ส่วนคนเช่นพวกเขาเข้ามาเพื่อสะสมสมบัติให้มากที่สุดเท่านั้น !


    ทั้งเก้ากระจายตัวออกล้อมมู่เชียนและมู่เฉิงหลินไว้ตรงกลาง  เด็กสาวกวาดตาแวบหนึ่งก็สามารถประเมินความสามารถของพวกเขาออกมาได้


    ‘ยอดยุทธ์ชั้นปลายแปดคน  ปราชญ์ยุทธ์หนึ่งคนหรือ ?’

     

    “พวกเจ้าแน่ใจว่าอยากขวางข้า ? ไม่คิดเปลี่ยนใจแน่นะ ”    มู่เชียนเอ่ยถามอย่างเจตนาดี…   แต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นเพียงเสียงหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน


    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า.. อัจฉริยะอย่างพวกเจ้า คงคิดว่ายอดยุทธ์ชั้นปลายนั้นเหนือผู้ใดในหล้าแล้ว  กบในกะลาจริงๆ”


    “อย่าโยกโย้เสียเวลา รีบส่งของมีค่ามา เสร็จจากพวกเจ้าแล้วพวกข้ายังมีเรื่องต้องจัดการต่อ”


    วงล้อมบีบใกล้เข้ามาเรื่อยๆ  หนึ่งในนั้นราวกับรอไม่ไหวคิดจะพุ่งเข้ามาจัดการมู่เฉิงหลินที่เป็นเพียงยอดยุทธ์ชั้นต้นก่อน 


    “วูบบบบ ….” หางสีดำสะบัดใส่ร่างของคนผู้นั้นแล้วบีบรัดอย่างแรง เพียงอึดใจเดียวร่างของเขาก็แตกสลายกลายเป็นละอองสีฟ้า เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บสาหัสจนยันต์ถูกทำลาย กระเด็นออกจากหุบเขาไปแล้ว 


    “อสรพิษหยกดำ… ระดับปราชญ์อสูรขั้นสูง !”   ผู้เป็นปราชญ์ยุทธ์ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ.. แม้จะรู้ว่าสองคนนี่ไม่ธรรมดา แต่เหตุใดจึงครอบครองสัตว์อสูรที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้ได้


    ร่างของเสี่ยวจือจืออยู่ในร่างครึ่งอสรพิษครึ่งสาวงาม คลี่ยิ้มอย่างยั่วยวน ใบหน้างามล้ำทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมชั่วร้าย  คนหลายคนตรงนั้นเพิ่งรู้ตัวว่าเลือกเหยื่อผิดแล้ว คิดจะคุกเข่าลงขอชีวิตทว่ากลับถูกห้ามไว้เสียก่อน


    “อย่าเพิ่งแตกตื่น ข้าจะล่อมันไว้  พวกเจ้าไปจับเจ้าของมันแล้วฆ่าเสีย” ปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นผู้นั้นตะโกนสั่งพรรคพวกก่อนจะพุ่งร่างเข้าใส่เสี่ยวจือจือทันที  


    ‘ก็แค่ยอดยุทธ์สองคนจะต่อสู้กับยอดยุทธ์ชั้นปลายถึงเจ็ดคนได้อย่างไร  กลยุทธ์ครั้งนี้ ขอเพียงไม่กี่ลมหายใจ ชัยชนะจะเป็นของเรา’  


    คนที่เหลือพยักหน้ารับคำสั่ง  แต่ในเมื่อไม่รู้ว่าผู้ใดที่เป็นเจ้าของอสุรกายตนนี้  พวกเขาจึงตัดสินใจจัดการทั้งคู่ไปพร้อมกัน สามคนแยกตัวออกเพื่อรับมือกับมู่เฉิงหลิน ส่วนอีกสี่คนพุ่งเข้าโจมตีมู่เชียน



    “ฟึ่บ..”​ ร่างของมู่เชียนหายวับไป โดยไม่มีผู้ใดมองตามได้ทัน ทั้งสี่ได้แต่หันมองไปรอบๆอย่างร้อนรน 


    “ความเร็วอะไรกันนี่ ?!”


    “หึ..”. เสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านหลัง ทว่าชายทั้งสี่ไม่ทันหันร่างกลับมาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก  พวกเขาก้มลงมองก็พบแท่งแสงขนาดเท่าตะเกียบด้ามหนึ่งปักบริเวณตำแหน่งหัวใจของพวกเขา ทุกคน… คนละหนึ่งด้ามอย่างเท่าเทียม 


    ทั้งสี่ร่างสลายไปโดยไม่รู้เลยว่าพวกเขาพ่ายแพ้ได้อย่างไร …. !!


    มู่เชียนหันมองฝั่งของมู่เฉิงหลิน เห็นน้องชายถือกระบี่อัคคีเล่มหนึ่งต้านกับผู้ถือขวานใหญ่ที่ฟันลงมา แรงกดดันของยอดยุทธ์ชั้นสูงนั้นทำให้เข่าข้างหนึ่งของชายหนุ่มทรุดลงกับพื้น ในขณะที่ศัตรูอีกสองคนก้าวเข้ามา คิดจะแทงเขาจากทั้งสองด้านอย่างเหี้ยมโหด


    ใบหน้าของมู่เชียนเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ เคล็ดวิชาแสงศักดิ์สิทธิ์ของนางในยามนี้สามารถโจมตีได้ในระยะสิบก้าว ทั้งยังมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก  พันดาวตกชั้นปลายนั้นทำให้นางไปโผล่อยู่เบื้องหน้ามู่เฉิงหลินได้ในพริบตาเดียว… ดวงตากลมโตมีประกายสีเงินวาบผ่าน จากนั้นร่างสองร่างที่กำลังจะโจมตีมู่เฉิงหลินก็สลายไปอย่างง่ายดาย


    ในขณะเดียวกัน เสี่ยวจือจือก็เลื้อยลากหางยาวเหยียดของนางเข้ามา    ด้านหลังของอสรพิษสาวไม่มีร่างปราชญ์ยุทธ์ผู้นั้นปรากฏอยู่อีกแล้ว คงไว้เพียงรอยเลือดที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มาจากร่างของนาง


    ชายคนสุดท้ายที่เหลืออยู่มองทั้งสามคนด้วยดวงตาหวาดกลัว  พรรคพวกที่แข็งแกร่งทั้งแปดคนของเขาถูกกำจัดไปอย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี่ใช้เวลาไม่ถึงสามลมหายใจด้วยซ้ำ


    ชายถือขวานไม่คิดสู้อีกแล้ว ร่างใหญ่โตทรุดตัวลงโขกศีรษะ แล้วเอ่ยวาจาอ้อนวอนอย่างไม่คิดรักษาหน้าตาแม้แต่น้อย


    “พวกข้ามันโง่ ถูกความโลภบังตาจนมองไม่เห็นเขาไท่ซาน  ขอท่านผู้เก่งกล้าปล่อยข้าไปเถิด กว่าข้าจะเข้ามาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย  ข้ายินดีมอบสมบัติที่มีทั้งหมดให้”


    มือของเขารีบควักเอาถุงหนังใบหนึ่งออกมา แล้วเทลงเบื้องหน้ามู่เชียน ลูกแก้วสัตว์อสูรหลายสิบดวงร่วงกรูลงกองกับพื้น คาดไม่ถึงว่าล้วนเป็นลูกแก้วสัตว์อสูรระดับปราชญ์ยุทธ์ขึ้นไปทั้งสิ้น


    “พวกเจ้าไปเอามาจากไหน ?” มู่เชียนเอ่ยถาม  หากบอกว่าเขาล่าสัตว์อสูรเอง เวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วยามนับแต่หุบเขาเปิดย่อมเป็นไปไม่ได้แน่


    “พวกเราได้มาจากบ่อน้ำใกล้ๆขอรับ”


    “ในบ่อน้ำเหตุใดมีลูกแก้วอสูรได้ ?”


    “ บ่อน้ำนั้นเรียกว่าบ่อลูกแก้วอสูร ภายในหุบเขาแห่งนี้มีอยู่หลายแห่ง  ไม่มีผู้ใดทราบลูกแก้วเหล่านั้นมาได้อย่าง แต่ทุกครั้งที่ถูกนำออกไป สามปีกลับมาใหม่พวกมันก็เพิ่มกลับมาอีกครั้งในปริมาณเท่าเดิม”


    “อ้อ.. ดูเจ้าจะรู้จักภายในหุบเขาแห่งนี้ดีนี่นะ  มีที่ใดที่น่าสนใจในเทือกเขาแห่งนี้อีกบ้าง ?” มู่เฉิงหลินกล่าวขึ้นอย่างนึกสนุก


    “นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ข้าเข้ามา  อ้อ..  ข้ามีแผนที่ขุมทรัพย์ภายในหุบเขาขอรับ  แผนที่นี้ซื้อขายกันเป็นการภายในราคาสูงมาก  แต่หากท่านต้องการข้ายินดียกให้เลย” ……. อย่างไรเขาก็จำได้ขึ้นใจแล้ว


    มือหนารีบหยิบแผ่นหนังออกมาประคองส่งให้มู่เฉิงหลินอย่างนอบน้อม มู่เชียนมองน้องชายสลับกับชายร่างใหญ่ตรงหน้าแล้วก็ยกยิ้มมุมปาก


    “เห็นแก่ความจริงใจของเจ้าข้าจะให้โอกาสสักครั้ง” 


    เสียงใสเอ่ย ทำให้สีหน้าของชายผู้เหลือรอดผ่อนคลายลงทันที  ศีรษะใหญ่คิดจะก้มลงโขกพื้นเพื่อแสดงความขอบคุณแต่กลับถูกนางห้ามไว้ก่อน


    “ข้ายังมีเงื่อนไขอีกข้อ นั่นคือ…  เจ้าต้องเอาชนะเขาให้ได้ !”  มือเรียวงามชี้ไปที่ร่างของมู่เฉิงหลิน


    “ข้าหรือ ?” 


    มู่เฉิงหลินถูกถ้อยคำไม่คาดคิดนี้ทำให้ตกตะลึงไป  ใบหน้าหล่อเหลาดูงุนงงอย่างยิ่ง ทว่าพี่สาวฝาแฝดของเขากลับไม่สนใจ ยังคงเจรจากับชายร่างใหญ่ต่อไปอย่างเร่งเร้า


    “เอาชนะเขา แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป  เจ้าจะว่าอย่างไร?”


    ชายผู้นั้นมองมู่เฉิงหลินที่อยู่ด้านข้าง ชายหนุ่มผู้เป็นเพียงแค่ยอดยุทธ์ชั้นต้น หากสู้ตัวต่อตัวเขาย่อมเอาชนะได้อยู่แล้ว


    “ท่านจะรักษาสัญญาใช่หรือไม่ ?” เสียงกระด้างเอ่ยเพื่อขอคำยืนยัน


    “แน่นอน !”


    “เช่นนั้นข้าก็ขอล่วงเกินแล้ว” 


    ชายผู้นั้นลุกยืนขึ้นช้าๆ รังสีการต่อสู้ไหลบ่าออกจากร่างของเขาอีกครั้ง ดวงตาแข็งกร้าวที่มองมาทำให้มู่เฉิงหลินได้แต่ส่ายหน้าให้กับความโชคร้ายของตน


    “เฉิงหลิน พยายามเข้านะ…” 


    มู่เชียนยิ้มให้มู่เฉิงหลินอย่างเบิกบาน แน่นอนว่าชายหนุ่มย่อมเข้าใจจุดประสงค์ของนางอยู่แล้ว  ผู้เป็นน้องถอนหายใจครั้งหนึ่งแล้วก้าวเดินออกไป 


    พี่สาวของเขาช่างมีวิธีแสดงความรักที่ไม่เหมือนใครจริงๆ…..



    หมดสต้อกละค่า… หลังจากพรุ่งนี้ลงวันเว้นวัน ครั้งละสองตอนนะคะ 


    ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ 


    Tian Si


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน