มู่เชียนปรากฏตัวขึ้นบริเวณป่าโปร่งแห่งหนึ่ง ทันทีที่เข้าสู่สมรภูมิ ประสาทสัมผัสทั่วร่างของเด็กสาวก็ตื่นตัวทันที เหตุเพราะร่างๆหนึ่งที่ปรากฏขึ้นใกล้ตัวนางอย่างมาก เพียงไม่ถึงสามจ้างเท่านั้น !
เกราะวารีถูกสร้างขึ้นเบื้องหน้าเพื่อป้องกันอันตราย ในขณะที่ดวงตากลมโตตวัดฉับใส่ผู้มาเยือน ปราณธาตุอัคคีในร่างถูกรวบรวมอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้
มู่เฉิงหลิน หันหน้ามาด้วยท่าทางดุดัน กระบี่เพลิงเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือเขาอย่างรวดเร็ว ทว่าอึดใจเดียวใบหน้าเคร่งเครียดก็เปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มอย่างยินดี
“บังเอิญจริง… !!”
อาจเพราะพวกเขาเป็นฝาแฝดกัน ความคล้ายคลึงของสายเลือดอย่างที่สุดคงเป็นเหตุให้พวกเขาถูกส่งมาอยู่ในจุดที่ใกล้เคียงกันเช่นนี้…
“ไม่รู้คนอื่นๆตอนนี้จะเป็นยังไงกันบ้าง”
แม้มู่เชียนยินดีที่ได้พบกับน้องชายเร็วเช่นนี้ แต่ก็ยังอดห่วงศิษย์พี่น้องคนอื่นๆไม่ได้ ท่ามกลางอันตรายจากผู้ฝึกตนระดับสูงกว่า ศิษย์จากแคว้นล่างสุดอย่างพวกเขาย่อมเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆแน่นอน
“เชื่อใจพวกเขาเถิด .. พวกเขาเป็นยอดฝีมือระดับต้นๆของแคว้นต้าหนานเรา คิดจัดการพวกเขาไม่ใช่เรื่องง่าย”
มู่เฉิงหลินเอ่ยด้วยรู้ดีว่าพี่สาวเป็นห่วงศิษย์ร่วมสำนัก มู่เชียนมองมู่เฉิงหลินแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาก อย่างน้อยคนที่นางเป็นห่วงที่สุดก็อยู่ตรงนี้
ในกลุ่มของพวกนางทั้งแปดคน มู่เฉิงหลิน โม่เจี้ยน และหยางอี้ปินคือผู้ที่มีปราณยุทธ์ต่ำที่สุด… ทว่าโม่เจี้ยนนั้นยังดี เคล็ดวิชาควบคุมสัตว์อสูรรวมกับสัตว์อสูรที่สำนักมอบให้เขาก่อนมา ทำให้สถานการณ์ของเขาไม่น่าเป็นห่วงนัก ส่วนหยางอี้ปินนั้นปราณโอสถในร่างทำให้เขามีพลังชีวิตสูงมาก ทั้งยังฉลาดเฉลียว รู้สถานการณ์ ต่อให้ยันต์ถูกทำลายจนต้องกระเด็นออกไป มู่เชียนก็มั่นใจว่าศิษย์พี่ผู้นี้จะสามารถเอาตัวรอดได้แน่
“พวกเรามุ่งหน้าไปบึงชิงกู่ก่อนก็แล้วกัน”
“เสี่ยวจิ้งบอกว่าเราอยู่ทางตะวันออกของหุบเขา ห่างจากจุดทางเข้าเมื่อครู่ประมาณ 500 ลี้ นับว่าอยู่ไกลจากบึงชิงกู่พอสมควร”
เทพมังกรน้อยแม้ไม่อาจปรากฏตัวออกมาแต่ก็ยังสามารถสัมผัสถึงปราณภายนอกได้อย่างชัดเจน เขาสามารถระบุถึงปราณที่คุ้นเคยได้ด้วยซ้ำ อย่างเช่นฉวนสี่ โม่เจี้ยน หยางอี้ปิน สามคนนี้ เขาบอกต่อมู่เชียนว่าทั้งสามแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็ห่างกันไม่มาก น่าจะเจอกันได้ไม่ยาก
“เช่นนั้นพวกเราควรมุ่งหน้าไปทางตะวันตกสินะ” หลังได้ข้อสรุปสองพี่น้องก็ออกเดินทางทันที
“ปั้ง..!!”
เสียงจากระเบิดปราณธาตุดังก้องป่า บุรษเก้าคนยืนอยู่ล้อมวงกันอยู่ จากตำแหน่งพอสังเกตได้ว่าพวกเขาแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ท่าทางระแวดระวังกันเองอย่างมาก
“เหตุใดต้องทำเช่นนี้ ลูกแก้วอสูรหลายสิบลูกเมื่อครู่ย่อมเพียงพอให้พวกเราแบ่งกันได้”
“หึ… ในเมื่อพวกเราสามคนออกแรงมากที่สุด ย่อมไม่อาจแบ่งกับพวกเจ้าอย่างเท่าเทียม… เอาอย่างนี้สิ เห็นแก่ที่พวกเราร่วมมือกันมา พวกข้าสามคนก็มิใช่ไร้น้ำใจ ลูกแก้วเหล่านั้นพวกเราจะเก็บไว้เพียงหกส่วน อีกสี่ส่วนพวกเจ้าหกคนก็ไปแบ่งกัน ดีหรือไม่ ?”
“เจ้าโลภเกินไปแล้ว !” นั่นมิใช่ว่าพวกเขาหกคนเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งส่วนต่อคนหรอกหรือ ?
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ร่างสองร่างก็เดินผ่านมา ชายทั้งเก้าคนรีบละวางอคติแล้วกลับเข้ามารวมกลุ่มกันอีกครั้งอย่างสามัคคีทันที ดวงตาพวกเขาหันไปจ้องมองมาที่ผู้มาใหม่อย่างระแวดระวัง กระทั่งมองเห็นชัด สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นประหลาดใจ
ยอดยุทธ์สองคนตรงหน้า มีอายุราว 16-17 ปีเท่านั้น การที่คนผู้หนึ่งจะบรรลุยอดยุทธ์ได้ก่อนยี่สิบปีนั้นหาได้ยากมาก เดาได้เลยว่าพรสวรรค์ของพวกเขาคงสูงล้ำอย่างแท้จริง แต่เมื่อความตื่นตะลึงผ่านไป ความโลภก็เข้ามาแทนที่
อัจฉริยะหัวแก้วหัวแหวนเหล่านี้มักจะมีสมบัติติดตัวไม่น้อยเลย….!! ดวงตาเก้าคู่มองสบกันอย่างรู้ใจ… เสร็จเรื่องนี้แล้วค่อยมาคุยเรื่องผลประโยชน์กันอีกที
สองคนนั่นคือมู่เชียนและมู่เฉิงหลินพี่น้องที่กำลังเดินทาง พวกเขาเห็นคนเก้าคนที่กำลังจะมีเรื่องกันก็ไม่สนใจ คิดจะเดินผ่านไปเฉยๆ ทว่าเสียงตะโกนจากคนกลุ่มนั้นก็หยุดทั้งสองไว้ก่อน
“เจ้าทั้งสองคนหยุดก่อน….!”
“มีอะไรหรือ ?” มู่เฉิงหลินหันมาสอบถามด้วยใบหน้างุนงง ขณะที่มู่เชียนพอจะคาดเดาเหตุผลได้ลางๆ
“ทิ้งของมีค่าไว้ แล้วค่อยไป !!” ชายร่างใหญ่ที่ดูเป็นผู้นำกลุ่มก้าวออกมากล่าวเสียงกระด้างใส่
คาดไว้ไม่ผิดเลย คนพวกนี้คิดจะปล้นนางจริงๆ…..
“เร็วสิ…! อยากเจ็บตัวหรือไร ?” ชายอีกคนเอ่ยเร่ง
ยันต์ในตัวคนทั้งสองนี้พวกเขาไม่คิดสนใจ… อย่างไรก็มีเพียงแต่ยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่คิดสะสมยันต์หู่ลี่เพื่อได้เป็นผู้ชนะ และสามารถเข้าสู่เข้าสู่ถ้ำอสูร ส่วนคนเช่นพวกเขาเข้ามาเพื่อสะสมสมบัติให้มากที่สุดเท่านั้น !
ทั้งเก้ากระจายตัวออกล้อมมู่เชียนและมู่เฉิงหลินไว้ตรงกลาง เด็กสาวกวาดตาแวบหนึ่งก็สามารถประเมินความสามารถของพวกเขาออกมาได้
‘ยอดยุทธ์ชั้นปลายแปดคน ปราชญ์ยุทธ์หนึ่งคนหรือ ?’
“พวกเจ้าแน่ใจว่าอยากขวางข้า ? ไม่คิดเปลี่ยนใจแน่นะ ” มู่เชียนเอ่ยถามอย่างเจตนาดี… แต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นเพียงเสียงหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า.. อัจฉริยะอย่างพวกเจ้า คงคิดว่ายอดยุทธ์ชั้นปลายนั้นเหนือผู้ใดในหล้าแล้ว กบในกะลาจริงๆ”
“อย่าโยกโย้เสียเวลา รีบส่งของมีค่ามา เสร็จจากพวกเจ้าแล้วพวกข้ายังมีเรื่องต้องจัดการต่อ”
วงล้อมบีบใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นราวกับรอไม่ไหวคิดจะพุ่งเข้ามาจัดการมู่เฉิงหลินที่เป็นเพียงยอดยุทธ์ชั้นต้นก่อน
“วูบบบบ ….” หางสีดำสะบัดใส่ร่างของคนผู้นั้นแล้วบีบรัดอย่างแรง เพียงอึดใจเดียวร่างของเขาก็แตกสลายกลายเป็นละอองสีฟ้า เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บสาหัสจนยันต์ถูกทำลาย กระเด็นออกจากหุบเขาไปแล้ว
“อสรพิษหยกดำ… ระดับปราชญ์อสูรขั้นสูง !” ผู้เป็นปราชญ์ยุทธ์ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ.. แม้จะรู้ว่าสองคนนี่ไม่ธรรมดา แต่เหตุใดจึงครอบครองสัตว์อสูรที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้ได้
ร่างของเสี่ยวจือจืออยู่ในร่างครึ่งอสรพิษครึ่งสาวงาม คลี่ยิ้มอย่างยั่วยวน ใบหน้างามล้ำทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมชั่วร้าย คนหลายคนตรงนั้นเพิ่งรู้ตัวว่าเลือกเหยื่อผิดแล้ว คิดจะคุกเข่าลงขอชีวิตทว่ากลับถูกห้ามไว้เสียก่อน
“อย่าเพิ่งแตกตื่น ข้าจะล่อมันไว้ พวกเจ้าไปจับเจ้าของมันแล้วฆ่าเสีย” ปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นผู้นั้นตะโกนสั่งพรรคพวกก่อนจะพุ่งร่างเข้าใส่เสี่ยวจือจือทันที
‘ก็แค่ยอดยุทธ์สองคนจะต่อสู้กับยอดยุทธ์ชั้นปลายถึงเจ็ดคนได้อย่างไร กลยุทธ์ครั้งนี้ ขอเพียงไม่กี่ลมหายใจ ชัยชนะจะเป็นของเรา’
คนที่เหลือพยักหน้ารับคำสั่ง แต่ในเมื่อไม่รู้ว่าผู้ใดที่เป็นเจ้าของอสุรกายตนนี้ พวกเขาจึงตัดสินใจจัดการทั้งคู่ไปพร้อมกัน สามคนแยกตัวออกเพื่อรับมือกับมู่เฉิงหลิน ส่วนอีกสี่คนพุ่งเข้าโจมตีมู่เชียน
“ฟึ่บ..” ร่างของมู่เชียนหายวับไป โดยไม่มีผู้ใดมองตามได้ทัน ทั้งสี่ได้แต่หันมองไปรอบๆอย่างร้อนรน
“ความเร็วอะไรกันนี่ ?!”
“หึ..”. เสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านหลัง ทว่าชายทั้งสี่ไม่ทันหันร่างกลับมาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก พวกเขาก้มลงมองก็พบแท่งแสงขนาดเท่าตะเกียบด้ามหนึ่งปักบริเวณตำแหน่งหัวใจของพวกเขา ทุกคน… คนละหนึ่งด้ามอย่างเท่าเทียม
ทั้งสี่ร่างสลายไปโดยไม่รู้เลยว่าพวกเขาพ่ายแพ้ได้อย่างไร …. !!
มู่เชียนหันมองฝั่งของมู่เฉิงหลิน เห็นน้องชายถือกระบี่อัคคีเล่มหนึ่งต้านกับผู้ถือขวานใหญ่ที่ฟันลงมา แรงกดดันของยอดยุทธ์ชั้นสูงนั้นทำให้เข่าข้างหนึ่งของชายหนุ่มทรุดลงกับพื้น ในขณะที่ศัตรูอีกสองคนก้าวเข้ามา คิดจะแทงเขาจากทั้งสองด้านอย่างเหี้ยมโหด
ใบหน้าของมู่เชียนเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ เคล็ดวิชาแสงศักดิ์สิทธิ์ของนางในยามนี้สามารถโจมตีได้ในระยะสิบก้าว ทั้งยังมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก พันดาวตกชั้นปลายนั้นทำให้นางไปโผล่อยู่เบื้องหน้ามู่เฉิงหลินได้ในพริบตาเดียว… ดวงตากลมโตมีประกายสีเงินวาบผ่าน จากนั้นร่างสองร่างที่กำลังจะโจมตีมู่เฉิงหลินก็สลายไปอย่างง่ายดาย
ในขณะเดียวกัน เสี่ยวจือจือก็เลื้อยลากหางยาวเหยียดของนางเข้ามา ด้านหลังของอสรพิษสาวไม่มีร่างปราชญ์ยุทธ์ผู้นั้นปรากฏอยู่อีกแล้ว คงไว้เพียงรอยเลือดที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มาจากร่างของนาง
ชายคนสุดท้ายที่เหลืออยู่มองทั้งสามคนด้วยดวงตาหวาดกลัว พรรคพวกที่แข็งแกร่งทั้งแปดคนของเขาถูกกำจัดไปอย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี่ใช้เวลาไม่ถึงสามลมหายใจด้วยซ้ำ
ชายถือขวานไม่คิดสู้อีกแล้ว ร่างใหญ่โตทรุดตัวลงโขกศีรษะ แล้วเอ่ยวาจาอ้อนวอนอย่างไม่คิดรักษาหน้าตาแม้แต่น้อย
“พวกข้ามันโง่ ถูกความโลภบังตาจนมองไม่เห็นเขาไท่ซาน ขอท่านผู้เก่งกล้าปล่อยข้าไปเถิด กว่าข้าจะเข้ามาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ข้ายินดีมอบสมบัติที่มีทั้งหมดให้”
มือของเขารีบควักเอาถุงหนังใบหนึ่งออกมา แล้วเทลงเบื้องหน้ามู่เชียน ลูกแก้วสัตว์อสูรหลายสิบดวงร่วงกรูลงกองกับพื้น คาดไม่ถึงว่าล้วนเป็นลูกแก้วสัตว์อสูรระดับปราชญ์ยุทธ์ขึ้นไปทั้งสิ้น
“พวกเจ้าไปเอามาจากไหน ?” มู่เชียนเอ่ยถาม หากบอกว่าเขาล่าสัตว์อสูรเอง เวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วยามนับแต่หุบเขาเปิดย่อมเป็นไปไม่ได้แน่
“พวกเราได้มาจากบ่อน้ำใกล้ๆขอรับ”
“ในบ่อน้ำเหตุใดมีลูกแก้วอสูรได้ ?”
“ บ่อน้ำนั้นเรียกว่าบ่อลูกแก้วอสูร ภายในหุบเขาแห่งนี้มีอยู่หลายแห่ง ไม่มีผู้ใดทราบลูกแก้วเหล่านั้นมาได้อย่าง แต่ทุกครั้งที่ถูกนำออกไป สามปีกลับมาใหม่พวกมันก็เพิ่มกลับมาอีกครั้งในปริมาณเท่าเดิม”
“อ้อ.. ดูเจ้าจะรู้จักภายในหุบเขาแห่งนี้ดีนี่นะ มีที่ใดที่น่าสนใจในเทือกเขาแห่งนี้อีกบ้าง ?” มู่เฉิงหลินกล่าวขึ้นอย่างนึกสนุก
“นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ข้าเข้ามา อ้อ.. ข้ามีแผนที่ขุมทรัพย์ภายในหุบเขาขอรับ แผนที่นี้ซื้อขายกันเป็นการภายในราคาสูงมาก แต่หากท่านต้องการข้ายินดียกให้เลย” ……. อย่างไรเขาก็จำได้ขึ้นใจแล้ว
มือหนารีบหยิบแผ่นหนังออกมาประคองส่งให้มู่เฉิงหลินอย่างนอบน้อม มู่เชียนมองน้องชายสลับกับชายร่างใหญ่ตรงหน้าแล้วก็ยกยิ้มมุมปาก
“เห็นแก่ความจริงใจของเจ้าข้าจะให้โอกาสสักครั้ง”
เสียงใสเอ่ย ทำให้สีหน้าของชายผู้เหลือรอดผ่อนคลายลงทันที ศีรษะใหญ่คิดจะก้มลงโขกพื้นเพื่อแสดงความขอบคุณแต่กลับถูกนางห้ามไว้ก่อน
“ข้ายังมีเงื่อนไขอีกข้อ นั่นคือ… เจ้าต้องเอาชนะเขาให้ได้ !” มือเรียวงามชี้ไปที่ร่างของมู่เฉิงหลิน
“ข้าหรือ ?”
มู่เฉิงหลินถูกถ้อยคำไม่คาดคิดนี้ทำให้ตกตะลึงไป ใบหน้าหล่อเหลาดูงุนงงอย่างยิ่ง ทว่าพี่สาวฝาแฝดของเขากลับไม่สนใจ ยังคงเจรจากับชายร่างใหญ่ต่อไปอย่างเร่งเร้า
“เอาชนะเขา แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป เจ้าจะว่าอย่างไร?”
ชายผู้นั้นมองมู่เฉิงหลินที่อยู่ด้านข้าง ชายหนุ่มผู้เป็นเพียงแค่ยอดยุทธ์ชั้นต้น หากสู้ตัวต่อตัวเขาย่อมเอาชนะได้อยู่แล้ว
“ท่านจะรักษาสัญญาใช่หรือไม่ ?” เสียงกระด้างเอ่ยเพื่อขอคำยืนยัน
“แน่นอน !”
“เช่นนั้นข้าก็ขอล่วงเกินแล้ว”
ชายผู้นั้นลุกยืนขึ้นช้าๆ รังสีการต่อสู้ไหลบ่าออกจากร่างของเขาอีกครั้ง ดวงตาแข็งกร้าวที่มองมาทำให้มู่เฉิงหลินได้แต่ส่ายหน้าให้กับความโชคร้ายของตน
“เฉิงหลิน พยายามเข้านะ…”
มู่เชียนยิ้มให้มู่เฉิงหลินอย่างเบิกบาน แน่นอนว่าชายหนุ่มย่อมเข้าใจจุดประสงค์ของนางอยู่แล้ว ผู้เป็นน้องถอนหายใจครั้งหนึ่งแล้วก้าวเดินออกไป
พี่สาวของเขาช่างมีวิธีแสดงความรักที่ไม่เหมือนใครจริงๆ…..
หมดสต้อกละค่า… หลังจากพรุ่งนี้ลงวันเว้นวัน ครั้งละสองตอนนะคะ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ
Tian Si