ทันทีที่หลี่ไท่หนานได้ยินคำกล่าวของว่าที่ชายา มุมปากของเขาก็กระตุกยกยิ้มขึ้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“ข้าไม่เคยคิดจะเปรียบเทียบเจ้ากับสตรีนางอื่นเลย...” ทันทีที่กล่าวจบใบหน้าของเขาก็รีบเปลี่ยนกลับไปกลายเป็นเรียบเฉยและเย็นชาเหมือนดั่งเช่นเคย ซูหนิงที่ได้เห็นใบหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของเขา ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้น
เหตุใดในใจของนางจึงรู้สึกอบอุ่นและโล่งใจเช่นนี้ที่ได้เห็นใบหน้าและแววตานั่น...
ถึงแม้นางจะเห็นมันเพียงแค่ชั่วครู่แต่ภายในจิตใจใต้สำนึกของนางก็เก็บภาพที่ช่างหาได้ยากนี้ไว้ในความทรงจำไปเสียแล้ว
‘รอยยิ้มนั่นทำไมข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกับเคยเห็นมันมาแล้วที่ไหนมาก่อน...’ ซูหนิงคิดขึ้นอย่างสงสัย แต่ถึงแม้นางจะพยายามนึกมันไปมากมายเท่าใด กลับเห็นเป็นเพียงรอยยิ้มของเด็กชายคนหนึ่งกำลังยิ้มซ้อนทับกับรอยยิ้มของหลี่ไท่หนานก็เท่านั้น
ช่างละม้ายคล้ายกันเสียจริง...
แม้ซูหนิงจะเห็นใบหน้าของเด็กชายผู้นั้นได้ไม่ชัด แต่ซูหนิงก็ยังคงรู้สึกว่ามันคล้ายคลึงกับหลี่ไท่หนานอยู่ดี ทันทีที่คิดจบใบหน้าขาวนวลของซูหนิงก็พลางส่ายหน้าไปมารัวๆมือบางสองข้างพลางยกขึ้นตบลงบนใบหน้าเพื่อเรียกคืนสติ
แปะ แปะ
ซูหนิงหลับตาปี๋ก่อนจะลืมตาใสขึ้นอีกครั้ง ทันทีที่ตาใสเปิดออกจนเบิกกว้างก็พบว่าหลี่ไท่หนานมายืนอยู่ตรงหน้าของนางเสียแล้ว ระยะห่างระหว่างกายของทั้งสองห่างกันเพียงหนึ่งศอกเท่านั้น ซูหนิงที่เห็นว่ามันใกล้เกินไปแล้วจึงรีบยกมือบางทั้งสองข้างเหยียดดันร่างแกร่งของบุรุษตรงหน้าออกไป ปากบางเริ่มเอ่ยขึ้นอย่างเข้าประเด็น
“ชินหวังอ๋องทรงพาหม่อมฉันมาที่นี่ทำไม...” ซูหนิงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย นัยต์ตาใสเบี้ยงมองไปที่สิ่งอื่น
หลี่ไท่หนานได้ยินก็หันแผ่นหลังของตนกลับไป เท้าหนาเริ่มก้าวตรงไปอย่างช้าๆ เหมือนบ่งบอกให้ซูหนิงก้าวตามออกไป
ระหว่างทางที่ทั้งสองเดินทางมาซูหนิงก็เหลือบตาใสมองบรรยากาศและธรรมชาติรอบๆ พื้นยาสีเขียว แสงอรุณสาดส่องจนทั่วบริเวณ ต้นไม้ใบหญ้าที่ถูกปลูกและตัดตกแต่งงดงาม
ที่นี่ไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติแต่เป็นฝีมือของคนที่สร้างมันขึ้นมา
ทันทีที่ร่างหนาหยุดลง ซูหนิงก็พลันหยุดฝีเท้าตาม เบื้องหน้าของนางคือเรือนไม้ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างงดงาม รอบนอกถูกจัดตกแต่งด้วยต้นเหมยที่ปลูกขึ้น ที่กิ่งอันแข็งแรงของต้นเหมยยังมีชิงช้าไม้ที่ทำมือผูกไว้อีกด้วย แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาจากด้านหลังเรือนทำให้เรือนที่ถูกสร้างอย่างประณีตนี้งดงามขึ้นไปอีก
‘คนที่สร้างที่นี่คงเลือกสรรทั้งสถานที่และลงมือปลูกสร้างสิ่งต่างๆอย่างบรรจงใส่ใจมากเป็นแน่...’ ซูหนิงคิดขึ้นพร้อมกับยิ้มอ่อนออกมา
“ชินหวังอ๋องทรงเจอสถานที่งดงามเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ” ซูหนิงถามหลี่ไท่หนานด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
หลี่ไท่หนานเมื่อได้ยินก็พลางหันใบหน้าคมสันกลับมาแล้วพูดตอบขึ้น “ข้าเป็นคนสร้างที่นี่ขึ้นมาเอง...” ซูหนิงเมื่อได้ยินก็พลางตกตะลึงขึ้นเล็กน้อย
เขาสร้างที่นี่เองเลยหรือ...
แม้จะตกตะลึงกับสิ่งที่หลี่ไท่หนานพูดแต่นางก็ฉุกคิดสงสัยขึ้นว่าแล้วเขาพานางมาที่นี่ทำไม คงไม่ใช่ว่าอยากจะมาอวดนางเฉยๆหรอกนะ “แล้วทรงพาหม่อมฉันมาที่นี่ทำไมหรือเพคะ?” ซูหนิงถามขึ้นอีกครั้ง
หลี่ไท่หนานเมื่อได้ยินก็กระตุกมุมปากยกยิ้มขึ้น ปากหนาเริ่มเอ่ยอย่างสุขใจ “ข้าสร้างที่นี่ไว้สำหรับคนที่จะมาเป็นพระชายาของข้าซึ่งตอนนี้ก็คือเจ้า”
คำพูดของหลี่ไท่หนานทำให้ซูหนิงฉุกคิดขึ้นอย่างประหลาดใจ
‘เขาสร้างที่นี่เพื่อข้าหรือ?’
ซูหนิงที่เมื่อคิดเช่นนั้นก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาในใจเล็กน้อย ความจริงที่นางแต่งงานกับเขาก็เพราะหวังเพียงตำแหน่งพระชายาของเขาเพื่อที่จะได้หลอกใช้และแก้แค้น ใครจะคิดว่าชินหวังอ๋องผู้เย็นชาจะจริงจังกับการแต่งงานถึงเพียงนี้
ใบหน้ารู้สึกผิดของซูหนิงเผลอหลุดแสดงออกมาเล็กน้อย หลี่ไท่หนานเมื่อเห็นดังนั้นก็พลางยิ้มขึ้นก่อนจะกล่าวออกมา “ตอนนี้ข้ายกมันให้เจ้า หากวันใดที่เจ้าเบื่อวังหลวงหรือเบื่อจวนที่ไร้บรรยากาศของข้า เจ้าก็สามารถมาที่นี่ได้เสมอถ้าเจ้าต้องการ” หลี่ไท่หนานพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน เพราะเขารู้ดีว่าสตรีที่ยืนอยู่ตรงนี้นางแต่งงานกับตนเพื่อหวังจะกระทำการบางอย่างอยู่ แต่ในเมื่อนางจะเข้ามาเป็นพระชายาของตนแล้ว เขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนทุกการกระทำของผู้เป็นภรรยา
ซูหนิงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจไม่หยุด ในใจคิดว่าทำไมเขาถึงดีกับนางขนาดนี้ เป็นเพราะว่านางจะมาเป็นชายาของเขาหรือ เขาทำแบบนี้ทำไม? หญิงสาวยังคงคาดเดาการกระทำบุรุษตรงหน้าไม่ออก เพราะยิ่งเขาดีกับนางแบบนี้นางยิ่งรู้สึกผิดที่จะหลอกใช้
ซูหนิงพลันหันใบหน้าขาวนวลเบี้ยงหลบใบหน้าของหลี่ไม่หนาน
นางกำลังสับสน....
หลี่ไท่หนานที่มองออกว่าซูหนิงกำลังคิดอะไรอยู่เขาจึงรีบเอ่ยขึ้นก่อนจะหันตัวกลับไป “วันนี้เจ้าคงเหนื่อยแล้วข้าจะให้คนไปส่งเจ้ากลับจวน...” ทันทีที่หลี่ไท่หนานกล่าวจบองครักษ์คนสนิทอย่าง ปินเหิง ก็มายืนรอซูหนิงพร้อมกับรถม้าอยู่ก่อนแล้ว
ซูหนิงที่ตอนนี้รู้สึกสับสนและคาดเดาไม่ได้อยู่กับการกระทำของหลี่ไท่หนานก็รู้สึกอยากอยู่คนเดียวเงียบๆสักพัก นางรีบเอ่ยตอบกลับคำพูดของหลี่ไท่หนานในทันที
“ไม่เป็นไร หม่อมฉันกลับเองได้” แม้นางจะมาที่นี่เพียงครั้งแรกแต่นางก็สามารถจำเส้นทางไปกลับได้ทั้งหมดแล้ว เพราะในอดีตนางต้องจดจำรายชื่อยาพิษ เส้นทางลับภายในวังและคนที่ต้องฆ่าเพื่อช่วยคนคนนั้นนับร้อยนับพันดังนั้นเพียงแค่เส้นทางสั้นๆแค่นี้ใยนางจะจำไม่ไดั
ทันทีที่พูดจบ ร่างบางมุ่งตรงไปยังรถม้ามือบางเริ่มปลดม้าออกจากพันธนาการก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้า “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันทูลลา” ทันทีที่กล่าวจบร่างบางก็ควบขี่ม้าออกไปอย่างชำนาญ
หลังจากที่ซูหนิงจากไป ปินเหิงองครักษ์คนสนิทที่เห็นซูหนิงควบขี่ม้าได้คล้ายกับผู้เป็นนายก็พลางเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ “ลักษณะการควบม้าของพระชายาช่างเหมือนพระองค์ยิ่งนัก”
หลี่ไท่หนานเมื่อได้ยินองครักษ์คนสนิทกล่าวเช่นน้้นก็พลันยิ้มกว้าง “จะให้ไม่เหมือนได้อย่างไรก็ข้าสอนนางเองเก็บมือ...” คำพูดของผู้เป็นนายทำใจปินเหิงถึงกับตกตะลึง เขารีบหันกลับไปหาหลี่ไท่หนานก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างประหลาดใจ “พระองค์จะบอกกระหม่อมว่า พระชายาคือแม่นางคนนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ไท่หนานเมื่อได้ยินก็เอาแต่ยิ้มเยาะ ก่อนจะเอ่ยตอบอีกครั้ง “เหลือเพียงสิ่งเดียวที่ต้องพิสูจน์...”
“พิสูจน์อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?!” ปินเหิงกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น
“พิสูจน์ว่านางชำนาญด้านพิษรึเปล่า...” ทันทีที่เอ่ยจบเขาก็เดินตรงเข้าเรือนไม้ไป ในใจฉุกคิดขึ้นด้วยใจที่เป็นสุข ‘แม้รูปลักษณ์ภายนอกของเจ้าจะเปลี่ยนไปเช่นไร ตัวตนที่แท้จริงกับจิตวิญญาณของเจ้ามันก็เปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆหรอก...ซูหนิง....’ ทันทีที่กล่าวจบดวงตาสีดำก็เหลือบไปมองตำราเรื่องเหนือธรรมชาติ
การกลับชาติมาเกิด...
‘ครั้งนี้ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปให้ใครอีกแล้ว...แคว้นจิ้งพวกเจ้าต้องชดใช้!’