ตอนที่ 14 เพลง-กาย-ใจ-จิต
“เหตุไฉนท่านพี่ต้องฝึกท่วงท่าประหลาดเช่นนั้นด้วยเ้าคะ”
เสวียนฮวาเอ่ยถามพี่ชาย เมื่อนางเห็นเขายกก้อนหินขนาดหนักราว 20 จิน ยื่นไปข้างหน้าสุดแขนแล้วทำท่าราวกับแกว่งมันไปจนสุดตัวแล้วดึงเข้าหาตนเองอีกครั้ง เหมือนกับคนกำลังตัดต้นไม้ไม่มีผิด ทว่าการขยับตัวนั้น เขากลับทำอย่างเชื่องช้า กว่าที่แขนของท่านพี่จะขยับหินก้อนนั้นได้แต่ละชุ่นนั้น ก็ทำเอากล้ามเนื้อทั้งแผ่นหลังเขาบิดเกร็งจนเห็นเป็ปั้นแข็งไปทั่วทั้งหลัง
พี่ชายนางไม่ตอบคำ เสวียนฮวายามนั้นก็เป็เพียงเด็กหญิงตัวน้อย นั่งดูท่านพี่ของตนเองฝึกฝนไม่วางตา ดูแล้วก็พาให้รู้สึกขำไม่น้อย แต่ก็รู้อยู่ว่าพี่ชายของนางต้องใช้ความอุตสาหะเป็อย่างมาก เพราะเด็กหญิงเห็นกับตาว่าหยาดเหงื่อที่ไหลรินจากิัอันชุ่มโชกนั้นหยดลงพื้นเป็ระยะ
เสียงลมหายใจของท่านพี่ดังนัก สูดลมหายใจเข้าช้าๆ แต่หนักแน่น เสวียนฮวาเคยลองพยายามหายใจตามพี่ชายตัวเองยามเขาฝึกวรยุทธ ทว่าปอดอันน้อยของนางนั้นยามสูดลมเข้าก็ทำถึงที่สุดได้ไม่ถึงครึ่งทางที่พี่ชายนางทำได้เลย ยามหายใจออกก็ได้เพียงแค่พ่นลมออกมาได้เฮือกหนึ่งสั้นๆ เท่านั้น หาได้ปล่อยลมปราณออกมาได้ยาวนานเหมือนท่านพี่ไม่
ยามนั้นเมื่อ “เสวียนชง” ทำจนเสร็จท่วงท่านั้นแล้ว เขาก็เอ่ยว่า
“เพื่อให้ข้าฟันดาบได้ว่องไวกว่าใครในใต้หล้าอย่างไรเล่า”
ดวงตาคู่กลมของเด็กสาวเป็ประกาย “จริงหรือเ้าคะ ขยับตัวช้าๆ เยี่ยงนี้น่ะหรือเ้าคะจะทำให้ท่านพี่ขยับตัวได้ว่องไว”
เขาส่ายหน้า “ฟันดาบได้รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดต่างหาก”
เด็กสาวขำตัวสั่น ท่านพี่ของนางเป็ชายหนุ่มที่นางชอบกลั่นแกล้งเสมอ เสวียนชงในตอนนั้นอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น ก็เดินไปหยิบดาบของตัวขึ้นมาแล้วตวัดกระบี่คราหนึ่ง
“เร็วจริงๆ ด้วย” เด็กสาวร้องอย่างตื่นตะลึง
“ใช่ ท่านพ่อก็บอกว่าเื่นี้ข้าทำได้ดี”
ท่านพี่ของนางตั้งใจฝึกฝนวรยุทธอยู่ทุกวัน มิเคยเกียจคร้านเลย ก่อนที่เสวียนฮวาจะจากหยวินหนานมา นางเชื่อมาตลอดว่าเพลงดาบของท่านพี่นั้นว่องไวเป็อันดับหนึ่งหาใครเปรียบ
“ระดับยุทธทุกชนิดมีสี่ระดับ เพลง กาย ใจ จิต ผู้ใดหากบรรลุได้ถึงระดับ ‘กาย’ ก็เรียกว่าเป็ชนชาวยุทธฝีมือดีแล้ว แต่หากเข้าถึงระดับ ‘ใจ’ ก็นับว่าเป็ยอดยุทธชั้นแนวหน้าของยุทธภพ ทว่าหากเข้าถึงระดับ ‘จิต’ จะจิตหมัดก็ดี จิตกระบี่ก็ได้ หรืออาวุธอะไรก็ได้ทั้งนั้น คนผู้นั้นก็นับว่าเป็จอมยุทธแห่งใต้หล้าแล้ว” ท่านพ่อของนางเคยเล่าให้ฟังเมื่อตอนที่อยู่กันพร้อมหน้า ในจวนของท่านพ่อเมื่อครั้งที่นางอยู่ที่หยวินหนานนั้น นางจะร่วมรับประทานอาหารกับท่านพ่อและพี่ชายเสมออยู่เป็กิจวัตรประจำวัน
“ถ้าอย่างนั้นท่านพี่ก็ถึงขั้นจิตแห่งดาบแล้วสิเ้าคะ” เสวียนฮวาพูดอย่างดีใจ ในขณะที่เสวียนชงก็เมื่อได้ยินน้องสาวของตนเองกล่าวชมอย่างนั้นก็ทำหน้าเหมือนกลืนดีขมเข้าไปเต็มคำ
“ข้ารู้ว่าเ้านี่มันตั้งใจฝึกยุทธ ข้ารู้ว่าเ้ารักพี่ชายเ้า แต่ความจริงอาชงนั้นเรียกว่าอยู่ระดับกลางของกายกระบี่เท่านั้น” ผิงซีอ๋องเสวียนเจาเอ่ยกลั้วขำในความไม่ประสาของบุตรสาว
“หา ทั้งๆ ที่เพลงดาบของท่านพี่เร็วกว่าใครๆ ในหยวินหนานน่ะหรือเ้าคะ”
“อาฮวา ถูกที่ท่านพ่อกล่าวแล้ว เ้าไม่เห็นว่ามีใครเร็วกว่าข้าในหยวินหนานก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผู้มีฝีมือระดับนั้นในหยวินหนาน ยอดฝีมือที่เป็ัเร้นกายก็มีอยู่” เสวียนเชาอธิบาย
“หากระดับท่านพี่เรียกว่าอยู่ในขั้นกลางของระดับกายแล้วระดับจิตนั้นทำได้ถึงขนาดไหนหรือเ้าคะ ท่านพี่เคยเห็นหรือไม่”
“ข้าเคยเห็นจอมยุทธท่านหนึ่ง สังหารคนในคราเดียวก่อนที่ข้าจะได้ยินเสียงชักกระบี่ออกจากฝัก” ผิงซีอ๋องเอ่ย
“เก่งถึงเพียงนั้น” เด็กหญิงถามเสียงหลง
“ใช่ หากข้าไม่เห็นกับตาข้าก็ไม่มีวันเชื่อ พอข้ารู้ตัวอีกทีเืของผู้ที่ถูกสังหารก็ค่อยกระฉูดออกจากลำคอ และตอนนั้นข้าก็เห็นกระบี่อยู่ในฝักเขาแล้ว”
“แบบนั้นเขาบรรลุถึงระดับใดหรือเ้าคะ”
“ว่ากันว่าขั้นปฐมของใจกระบี่”
เด็กสาวประหลาดใจ โลกของเหล่าชาวยุทธมันช่างลึกล้ำยิ่งนัก มีมากมายหลายหลากราวกับมัจฉาในมหานที และลึกยากหยั่งถึงราวกับก้นมหาสมุทรไม่มีผิดเลย
“แล้วไยท่านพ่อมิชวนเขาเข้าร่วมกองทัพพวกเราล่ะเ้าคะ”
“พวกยอดฝีมือระดับนั้นจิตใจยากหยั่งถึงนัก แม้นเอาเงินทองกองเทียมฟ้าไปมอบให้เขาก็แค่ปรายตามาให้อย่างหยามเหยียดเท่านั้น”
“แต่หากเป็หญิงงามล่ะไม่แน่นะขอรับท่านพ่อ” เสวียนชงกล่าวขึ้นพร้อมอมยิ้มกรุ้มกริ่ม
แล้วทุกคนในนั้นก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน เสวียนฮวาตอนนั้นยังเด็กนัก นางก็หัวเราะตามผู้ใหญ่ทั้งสองอย่างไม่ค่อยเข้าใจ
เสวียนฮวาไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น มันเหมือนกับว่าจู่ๆ ก็เกิดเื่สยดสยองรอบตัวนาง
ศีรษะไถลร่วงลงจากบ่าของทหารองครักษ์และเสนาบดีกรมวังพร้อมกับเืที่ทะลักหลากเป็น้ำพุ เสวียนฮวารีบถลาตัวพาร่างหลบออกไปทันที แต่ทันใดนั้น นางก็นึกได้ว่ามีขันทีสองคนจับร่างนางไว้อยู่ พอเสวียนฮวาหันไปดูก็พบเพียงสายน้ำพุสีแดงฉานกระฉุดออกจากร่างไร้ศีรษะในชุดขันทีสองร่างนั่นแล้ว
นางมั่นใจว่านางมิได้กระพริบตาด้วยซ้ำ แต่นางกลับไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากเงาร่างของผางเยว่ที่เคลื่อนไหวอย่างที่มิอาจจะมองทัน เื่ที่เกิดขึ้นเป็ไปได้อย่างไร! รู้ตัวอีกทีก็เห็นผางเยว่ถือดาบไว้ในมือแล้ว ประกายดาบในมือเขานั้นเปล่งประกายวิบวับไม่มีหยาดโลหิตติดแม้แต่หยดหนึ่ง
ในชั่วพริบตา ชายผู้นี้สังหารหนึ่งองครักษ์ หนึ่งเสนาบดี และขันทีร่างใหญ่สองคน ตำแหน่งที่ทั้งสี่คนอยู่นั้นก็ต่างกันไป เขาต้องตวัดดาบถึงสี่คราจึงจะสามารถเด็ดหัวคนทั้งสี่ได้ เสวียนฮวานึกไม่ถึงเลยว่าเพลงดาบของผางเยว่จะรวดเร็วดุจเทพเซียนถึงเพียงนี้
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด” อาตงกรีดร้องด้วยความใ ร่างไร้ชีวิตของเสนาบดีกรมวังล้มไปทาบกับกายอาตงพอดี บ่าที่ไร้หัวของร่างอ้วนนั้นก็ฉีดโลหิตดุจน้ำสาดเข้าไปที่ร่างบางของสตรีอสรพิษ อาตงแข็งแรงนัก ทั้งๆ ที่โดนร่างไร้ชีวิตนั่นเอนกายทับใส่แต่นางกลับยืนตระหง่านแล้วกรีดร้องอย่างใปล่อยให้เืโสโครกของร่างอ้วนนั้นสาดใส่อย่างน่าเวทนา
ดาบในมือผางเยว่สำแดงอีกครั้ง คราวนี้มันตวัดขึ้นไปข้างบนใส่ใบหน้าของอาตง
เสวียนฮวาขนลุกไปทั้งกาย กระโหลกครึ่งหน้าที่เลยลำคอออกไปของอาตงหลุดจากตำแหน่งที่เคยอยู่ เสวียนฮวาเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นกระโหลกมนุษย์สดๆ ถูกตัดครึ่งซีกแบบนี้ สิ่งที่อยู่ข้างในศีรษะของนางอสรพิษผู้นั้นก็ปรากฏให้เห็นอย่างแจ่มชัด เนื้อในสีแดงสดชุ่มเืของร่างหญิงสาวที่ชูมือชักหงิกงอก็แผ่หราให้เสวียนฮวาและขันทีทุกคนในที่นั้นได้เห็น เสียงกรีดร้องของอาตงเงียบลงทันทีและตามด้วยเสียงของชิ้นเนื้อที่ชุ่มเืตกลงกระทบพื้นตำหนัก มันคือใบหน้าที่ถูกตัดออกของนางหล่นลงกระทบพื้นนั่นเอง และร่างบางของหญิงผู้นั้นก็ลมตัวลงไปจมกับกองเืที่ไหลนอง
ดาบของผางเยว่ตัดกระดูกคนได้ราวกับตัดเต้าหู้!
เสวียนฮวาเกิดในตระกูลทหารก็จริง นางเคยเห็นภาพการปะาชีวิตมาแล้วก็หลายครั้ง แต่ศีรษะคนปลิวว่อนสี่ศีรษะครึ่งภายในอึดใจเดียวแบบนี้นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ร่างของอาตงสั่นกระตุกบนพื้น ดวงตาของทุกคนในที่นั้นก็มองมาที่กองศพเป็ตาเดียว ขันทีที่เหลือในนั้นแม้นจะร่างกายกำยำแต่ก็ไม่มีใครผู้ใดที่เป็วรยุทธ
กว่าจะรู้ตัวอีกที ร่างของผางเยว่ก็ถลาเข้าไปในหมู่ขันทีที่ตะลึงงันแล้ว
จากหมู่คนผู้ที่เคยวางท่าดุจสุนัขป่ารายล้อมกวางน้อย ก็กลับกลายเป็ฝูงวัวพิการที่ถูกจอมพยัคฆ์ไล่ตะปบกิน หนึ่งดาบ หนึ่งชีวิต ไม่มีการกรายดาบคราไหนของผางเยว่ที่สูญเปล่าเลยสักครา