เพียงไม่นาน สีหน้าของโจรผู้นั้นก็แปรเปลี่ยน ประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวแดง มือหนึ่งกุมลำคอแน่น อีกมือหนึ่งตะกุยตะกายคว้าอากาศราวกับปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำ น้ำลายยืดไหลออกจากมุมปาก ก่อนร่างจะทรุดลงและล้มตึงไปในที่สุด
เจียวอวี๋และอาฟู่ใช้แรงที่มีช่วยกันดันร่างโจรออกจากรถม้า พวกโจรด้านนอกพากันตกตะลึง หญิงสาวร่างบางกับสาวใช้ตัวเล็ก แม้แต่แรงเชือดไก่ก็ไม่น่าจะมีแรงพอ แต่เหตุไฉนลูกสมุนร่างกายกำยำสูงใหญ่ที่ส่งเข้าไปจับพวกนางถึงกับเสียท่าร่วงลงมาได้ หัวหน้าโจรจึงรีบวิ่งขึ้นมาบนรถม้าหมายจะจับพวกนางอีกครั้งให้ได้
“หยุดนะ!”
ขณะนั้นเอง มีเสียงลมแหวกอากาศดังมาจากข้างหลัง พวกโจรต่างหันขวับไปยังต้นเสียงโดยพร้อมเพรียง บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏขึ้นบนหลังม้า ร่างกายสูงใหญ่กำยำ ท่วงท่าองอาจประหนึ่งเทพา เื้ัมีทหารองครักษ์ราวห้านายควบม้าตามมาติดๆ พวกเขากระโจนเข้าต่อสู้โรมรันโดยไม่แม้จะเอื้อนเอ่ยคำใด ความโกลาหลบังเกิดขึ้นฉับพลัน เสียงกระบี่กระทบกันดังกึกก้อง สลับกับเสียงร้องโหยหวนของโจรผู้ร้าย ท่ามกลางการต่อสู้ฟาดฟัน พลันมีเสียงหนักดัง ‘ตุ๊บ’ ก้องกังวาน ศีรษะของเหล่าโจรที่ถูกสับขาด หล่นกระแทกพื้นอย่างน่าสยดสยอง
ไม่นานนัก เสียงประมือก็ค่อยๆ สงบลง เจียวอวี๋ลอบแง้มม่านหน้าต่างรถม้าออกมาดูลาดเลา ดวงตาคู่งามทอดมองออกไปเบื้องหน้า พวกโจรป่าทั้งหมดถูกบั่นคอสังหารจนตาย ร่างและศีรษะแยกกันกระจัดกระจายคล้ายมิใช่ร่างมนุษย์แต่อย่างใด โลหิตไหลอาบบนพื้นสีแดงฉาน กลิ่นคาวสนิมฟุ้งเต็มในอากาศ เจียวอวี๋ที่เคยติดตามหมอมู่ ได้พบเห็นคนป่วยตายมานับไม่ถ้วน แต่ทว่าภาพตรงหน้าก็ทำให้นางรู้สึกตระหนกใแกมหวาดกลัวไม่น้อย
เจียวอวี๋สบตาเข้ากับชายหนุ่มบนหลังอาชาสีแดงน้ำตาล สายตาของทั้งคู่ประสานกันชั่วขณะ ก่อนดวงตาของนางจะหยุดนิ่งจ้องอยู่บนร่างนั้น เป็บุรุษผู้ซึ่งนางเคยพานพบมาแล้วครั้งหนึ่ง
“ท่าน…คุณชายเฉิน” เจียวอวี๋แปลกใจเมื่อพบว่าเป็ชายหนุ่มที่นางเคยช่วยเอาไว้ที่วัดหลิงอิน
“แม่นางเจียวอวี๋? เหตุใดถึงเป็เ้าได้!” เฉินชิงอวิ้นพลันตกตะลึง นึกไม่ถึงว่านางจะมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ เดิมทีเขาเข้าใจว่าเป็เพียงรถม้าของขุนนางผู้เคราะห์ร้าย ที่บังเอิญถูกโจรป่าปล้นระหว่างทาง จึงตั้งใจจะเข้ามาช่วยเหลือ ทว่าเมื่อพบว่านางคือเจียวอวี๋ หัวใจของเขากลับทั้งตื่นตระหนกและดีใจไปพร้อมกัน เขารีบควบม้าเข้ามาใกล้รถม้าของนางทันที
“เ้าปลอดภัยดีใช่หรือไม่?” เฉินชิงอวิ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใย
“ข้าไม่เป็ไร ปลอดภัยดีเ้าค่ะ ขอบคุณท่านที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ” เจียวอวี๋ย่อกายคำนับเฉินชิงอวิ้นเป็การขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ หากไม่ได้เขาช่วยไว้ นางไม่อยากคิดเลยว่าตนกับอาฟู่จะมีสภาพเป็อย่างไร
“เ้าอย่าได้เห็นข้าเป็คนอื่นคนไกล เ้าเคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้ครั้งหนึ่ง วันนี้ข้ามีโอกาสได้ตอบแทน ถือว่าเป็เื่สมควรแล้ว” เฉินชิงอวิ้นกล่าวพร้อมเผยรอยยิ้มจริงใจ
ขณะเดียวกันหางตาเขาเหลือบมองที่ล้อรถม้าของเจียวอวี๋ บัดนี้แผ่นไม้ได้แตกหักและแยกออกจากกันจนไม่มีชิ้นดี คาดว่าเป็ผลจากการที่รถม้าหยุดลงกะทันหันเมื่อครู่
“รถม้าของเ้าใช้การไม่ได้แล้ว ข้าจะไปส่งเ้ากลับเอง ส่วนสาวใช้กับสารถี เ้าค่อยให้คนจากบ้านมารับพวกเขาภายหลัง ระหว่างนี้ข้าจะทิ้งองครักษ์ไว้ดูแล” เฉินชิงอวิ้นเอ่ยจบก็พลิกกายลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนยื่นแขนให้เจียวอวี๋จับขึ้นมา
นางเงยหน้ามองม้าที่ลำตัวสูงใหญ่กว่าศีรษะ สีหน้าเผยความลังเล ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้า…ขี่ม้าไม่เป็”
“ไม่เป็ไร ข้าขี่เป็” เฉินชิงอวิ้นตอบกลับ ก่อนจะอุ้มร่างบางขึ้นไปนั่งพาดบนหลังม้าโดยไม่ทันได้ตั้งตัว แล้วจึงะโขึ้นตามมาประกบด้านหลัง
เจียวอวี๋เผลอกรีดร้องด้วยความใ หันมาถลึงตาใส่เขา ใบหน้างดงามฉายแววขุ่นเคือง แต่ก็ไม่อาจปิดบังความเขินอายที่ซ่อนอยู่ได้
“ล่วงเกินเ้าแล้ว”
เสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ ของเฉินชิงอวิ้นดังอยู่ข้างหูเจียวอวี๋ มือขวาของเขาจับเอวนางไว้หลวมๆ ป้องกันไม่ให้นางตกลงไป ไหล่บางแนบชิดกับแผงอกกำยำ ส่วนมือซ้ายกำบังเหียนไว้แน่น
แววตาอ่อนโยนยามทอดมองเจียวอวี๋เปลี่ยนเป็คมปลาบ ยามเหลือบมองร่างของโจรบนพื้น ก่อนจะออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเก็บกวาดให้เรียบร้อย พร้อมกับส่งคนไปแจ้งเหตุยังที่ว่าการ
เฉินชิงอวิ้นกระทุ้งส้นเท้าบังคับม้าให้ทะยานไปข้างหน้า ตั้งใจจะส่งเจียวอวี๋ให้ถึงเรือนก่อนอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้า
สำหรับเจียวอวี๋แล้ว นอกจากบิดาและพี่ชาย นางไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษใดถึงเพียงนี้มาก่อน ตามธรรมเนียมแล้วชายหญิงมิสมควรอยู่ใกล้ชิดกันเช่นนี้ นางอยากปฏิเสธขึ้นม้าั้แ่แรก
ทว่าเมื่อครุ่นคิดถึงยามใกล้ค่ำที่เต็มไปด้วยอันตราย ไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีโจรป่าปรากฏตัวขึ้นอีกหรือไม่ อีกทั้งนางยังไม่้าให้อาฟู่และสารถีต้องเสี่ยงชีวิตเพราะตนเอง ท้ายที่สุด เจียวอวี๋จึงได้แต่กัดฟันทน ยอมนั่งบนหลังม้าไปกับชายหนุ่มผู้ซึ่งนางเพิ่งพานพบเป็ครั้งที่สองเท่านั้น
ขณะควบอยู่บนหลังม้า โดยมีหญิงสาวนั่งแนบชิดอยู่ด้านหน้า นางหารู้ไม่ว่าหัวใจของเฉินชิงอวิ้นกลับเต้นพลิ้วสั่นระรัว ราวกับขนนกต้องลม อ่อนไหวจนไร้ทางต้าน เม็ดเหงื่อค่อยๆ ซึมออกมาเต็มฝ่ามือจนยากจะควบคุม
ยามที่สายลมพัดผ่านใบหน้าและเส้นผม กลิ่นหอมอ่อนจางจากกายนางก็ลอยมากระทบประสาทัั หอมหวานผสานความสดชื่นอย่างที่เขาไม่เคยพบมาก่อน กลิ่นนั้นทำให้หัวใจของเขายิ่งเต้นกระหน่ำ สั่นไหวจนแทบควบคุมจังหวะหัวใจของตนเองไม่ได้
ครั้งก่อน ณ วัดหลิงอิน แม้จะอยู่ใกล้กันเพียงหนึ่ง่ตัว เขาก็มิเคยรับรู้ถึงกลิ่นหอมเฉกเช่นในยามนี้ เส้นผมนุ่มละมุนของนางปลิวลู่ตามแรงลม แ่เบาคลอเคลียไล้อยู่บนผิวแก้มของเขา ทำให้รู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ เฉินชิงอวิ้นค่อยผ่อนฝีเท้าอาชาลงช้าๆ ในใจลึกๆ กลับมิอาจหักห้ามความคิดไว้ได้ เขาอยากให้ระยะทางทอดยาวกว่านี้ ยาวไกลออกไปนับพันลี้
ในที่สุดดวงอาทิตย์อัสดงอยู่ปลายทิวเขา ม้าตัวใหญ่ท่าทางปราดเปรียวหยุดฝีเท้าลงที่หน้าจวนสกุลจื่อ เฉินชิงอวิ้นขออภัยนางก่อนจะอุ้มเจียวอวี๋ลงจากหลังม้า เจียวอวี๋ย่อกายคำนับขอบคุณสำหรับเหตุการณ์ในวันนี้ แล้วรีบหมุนตัว สาวเท้าเดินเข้าประตูจวน
“ช้าก่อน”
เฉินชิงอวิ้นะโรั้งนางไว้ เจียวอวี๋ชะงักฝีเท้า หันหน้ากลับมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ทว่าแววตามีความจนใจแฝงความขุ่นเคืองอยู่บางๆ เจียวอวี๋ไม่พอใจที่เขาอุ้มนางขึ้นลงม้า ทำราวกับนางเป็เด็กน้อย โดยไม่ไถ่ถามความ้าของนางก่อน อีกทั้งใบหน้าของนางยามนี้แทบไม่มีความรู้สึก เพราะถูกลมเย็นกระทบมาตลอดทาง
“ท่านมีอะไรจะกล่าวหรือ” เจียวอวี๋เอ่ยถาม แม้ในใจอยากจะรีบไปแจ้งองครักษ์ที่จวนให้ไปรับอาฟู่และสารถี
เฉินชิงอวิ้นยกแขนขึ้นมา เผยให้เห็นแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุตกหลุมดักสัตว์กับนางในวันนั้น ขอบแผลเริ่มบวมแดง เจียวอวี๋เห็นแล้วขมวดคิ้วมุ่นเดินปรี่เข้ามาตรงหน้าเฉินชิงอวิ้น มือขาวจับแขนกร้านแดดให้อยู่นิ่งเพื่อดูาแให้ชัดเจน นิ้วมืออุ่นนุ่มของนางัักับแขนเย็น ความรู้สึกร้อนวูบวาบพลันแล่นผ่านิั ชอนไชไปทุกอณูทั่วร่างกายของเฉินชิงอวิ้น
“ข้าเตือนท่านแล้วว่าอย่าให้แผลโดนน้ำ!” นางอดตำหนิเขาไม่ได้ หน้าเรียวขาวนิ่วเข้าหากัน มองดูแผลแดงอักเสบด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ ดวงตากลมโตถลึงกว้างจ้องมองเขาอย่างขัดใจ