ลำแสงสีทองแหลมคมกริบแหวกทะลวงอากาศแม้แต่เม็ดฝนที่ร่วงลงมาก็ถูกตัดขาดสะบั้น นี่คือพลังวิญญาณเจินหยวนที่ถูกเร่งการกระตุ้นขึ้นโดยปราณวิญญาณธาตุทอง หากแต่การบำเพ็ญของมู่อี้นั้นยิ่งน่าหวาดกลัวพลังเจินหยวนที่อบอวลไปทั่วร่างต่างเกาะตัวแน่นไม่ฟุ้งกระจาย นั่นเป็นเพราะเขาก้าวไปสู่ระดับสร้างฐานรากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากการบำเพ็ญระดับสร้างฐานรากของมู่อี้เพียงการตบมือโจมตีครั้งเดียว ต่อให้แฝงพลังเจินหยวนเพียงเล็กน้อย แม้แต่ผู้ฝึกตนในระดับหลอมปราณขั้นท้ายต่างก็ยังรับไว้ไม่ไหวยิ่งไปกว่านั้นหลินโม่ที่เพิ่งบรรลุระดับหลอมปราณขั้นต้นล่ะ
หายใจไม่ออก...
หลินโม่รู้สึกหายใจไม่ออกอย่างรุนแรงที่สุดในชีวิตนี่คือความรู้สึกที่เกิดจากความห่างชั้นทางพลังของทั้งสอง
ทันใดนั้น!
ดาวดวงหนึ่งร่วงลงจากฟากฟ้าตกลงบนมือของมู่อี้พลังแสงดาวอันอ่อนโยนขจัดพลังวิญญาณเจินหยวนธาตุทองมหาศาลที่มองไม่เห็นออกก่อนจะถูกตัวหลินโม่ไปจนสิ้นสีหน้าของมู่อี้พลันเปลี่ยนไปโดยไม่ได้ตั้งใจแล้วรีบยั้งมือลง
“ท่านมู่ ไม่พบกันหลายปี นิสัยของท่านยังฉุนเฉียวใจร้อนอยู่เช่นเดิมสินะ”น้ำเสียงนิ่มนวลดังขึ้น แสงจุดดาวมากมายพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของตำหนักส่วนที่สี่ในที่สุดจึงรวมตัวกลายเป็นชายชราในชุดขาวสะอาดตาคนหนึ่ง
ชายชราดวงหน้าอิ่มเอมไปด้วยความเมตตารอยยิ้มตาหยีที่ประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลานั้นทำให้ผู้คนที่เห็นต่างรู้สึกอารมณ์ดีตามว่าตามตรงนี่ก็คือชายชราใจดีคนหนึ่งนั่นเอง
“เทียนซิงจื่อ...”
ท่าทางของมู่อี้แปลกไปไม่เป็นธรรมชาติชายชราผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นชายชราธรรมดาคนหนึ่งที่ต่อให้เดินสวนกันก็คงไม่ได้ใส่ใจมองหากแต่ฐานะของคนผู้นี้ในสำนักเทียนซิงนั้นกลับไม่ธรรมดา เพราะเขาคือหนึ่งในสี่ของเจ้าสาขาใหญ่ขอบเขตในการควบคุมดูแลแน่นอนว่าคือสาขาเทียนซิงนั่นเอง
แม้ว่าการสืบทอดของสาขาเทียนซิงเกือบจะขาดสิ้นไปอีกทั้งยังใกล้ล่มสลายกลายเป็นสาขาขยะรกร้างแล้ว ทว่าในสี่สาขาใหญ่ สาขาเทียนซิงนั้นค่อนข้างพิเศษต่างจากใครอื่นคิดไม่ถึงว่าเมื่อห้าร้อยปีก่อน สาขาเทียนซิงจะเป็นผู้ก่อตั้งสำนักเทียนซิงขึ้นมาด้วยสถานะนี้ต่อให้สาขาเทียนซิงจะมีเพียงคนเดียวที่ยังคงอยู่ อย่างไรก็ไม่มีทางถูกกำจัดทิ้งไปแน่นอน
เทียนซิงจื่อคือเจ้าสาขาของสาขาเทียนซิงรุ่นนี้และยังดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่นๆอีกด้วย หลายปีที่ผ่านมาเจ้าสาขาใหญ่ทั้งสามคนแตกต่างกันมาก เจ้าสาขาผู้นี้ประดุจเป็นนกกระสาป่าที่ล่องลอยเหนือเมฆอย่างเพลิดเพลินถือสันโดษปลอดจากโลกียวิสัยทั้งสิ้น เอาแต่อยู่ข้างนอกตลอดทั้งปี น้อยครั้งนักที่จะกลับสาขาเทียนซิง ธุระต่างๆ ของสาขาล้วนทิ้งไว้ให้เหล่าศิษย์ไม่กี่คนที่เหลืออยู่เป็นผู้จัดการ นานวันเข้าหลายคนต่างลืมเลือนเทียนซิงจื่อในฐานะเจ้าสาขาของสาขาเทียนซิงไปแล้ว
“ศิษย์คนนี้ทำร้ายศิษย์หน่วยควบคุมกฎของสาขาลัวซาไปมากมาย ยิ่งกว่านั้นยังทำร้ายเหล่าผู้พิทักษ์กฎหลายคนรวมถึงผู้พิทักษ์กฎใหญ่เลี่ยวจนบาดเจ็บสาหัสอีกทั้งทำร้ายสุ่ยหลิวเฟิงศิษย์แห่งสาขาลัวซาจนสภาพเป็นเช่นนี้ ข้าที่เป็นผู้ตรวจตราของสำนักเทียนซิงจำต้องนำตัวเขากลับไปยังตำหนักกฎหมาย”มู่อี้กล่าวอย่างเข้มงวดด้วยสีหน้าจริงจัง นั่นคือความจริง ที่ว่าหลินโม่ทำร้ายศิษย์มากมายจนเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้แม้จะเป็นเจ้าสาขาของสาขาเทียนซิงก็มิอาจขัดขวางให้เขานำตัวหลินโม่กลับไปได้
“ท่านมู่ เด็กหนุ่มผู้นี้คือศิษย์แห่งสาขาเทียนซิงของข้า ท่านมู่โปรดวางใจข้าจะพาเขากลับไปยังสาขาเทียนซิงแล้วสั่งสอนให้ดี” เทียนซิงจื่อยังคงกล่าวต่อด้วยท่าทางอ่อนโยน
“ไม่ได้! แม้ว่าเขาจะเป็นศิษย์ของสาขาเทียนซิงก็ไม่ได้อยู่ดียิ่งไปกว่านั้นผู้ที่ถูกเขาทำร้ายบาดเจ็บนั้นล้วนเป็นศิษย์ของสาขาลัวซา เจ้าสาขา ข้าจำต้องพาเขาไป นี่ถึงจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดีและยุติธรรมกับสาขาลัวซา” มู่อี้เอ่ยตอบอย่างเย็นชา
“เฮ้อ! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอถามท่านสักประโยคได้หรือไม่?”เทียนซิงจื่อถอนหายใจยาวเหยียดอย่างจนปัญญา
เหล่าอาวุโสระดับสูงสายในกลับไม่รู้สึกว่ามีเรื่องแปลกอันใดแม้เทียนซิงจื่อจะเป็นถึงหนึ่งในสี่เจ้าสาขาใหญ่ แต่บุคลิกกลับขี้ขลาดอ่อนแอ ซึ่งในสำนักเทียนซิงนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในนามว่าชายชราผู้ใจดีเป็นเพราะไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นก็จะไม่ยอมสร้างปัญหาให้ตนและผู้อื่นเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด
“ย่อมได้!” ครั้นมู่อี้เห็นเทียนซิงจื่อยอมแพ้จึงไม่ได้คิดอันใดมาก
“หลินโม่ เหตุใดเจ้าจึงบุกรุกสาขาลัวซา? เหตุใดต้องทำร้ายผู้อื่น?”เทียนซิงจื่อเอ่ยถามเสียงกังวาน ขณะเดียวกันหลินโม่ก็กะพริบตาปริบๆ แรกเริ่มหลินโม่ยังไม่ค่อยเข้าใจนักทว่าไม่นานก็เข้าใจขึ้นมา
“ขอน้อมตอบท่านเจ้าสาขา สหายข้าเหลิงอู่เหยียนเป็นศิษย์ของสาขาลัวซา เพื่อที่จะช่วยข้าทวงคืนความยุติธรรมจึงต้องการเข้าตำหนักในไปพบปะกับเหล่าผู้อาวุโสสุดท้ายกลับถูกศิษย์หน่วยควบคุมกฎขวางไว้ ทั้งยังอาศัยจำนวนคนที่มากเหยียดหยามรังแกเหลิงอู่เหยียนยามที่ข้ามาถึงอวัยวะทั้งสี่ของเหลิงอู่เหยียนถูกหักแหลกไปแล้ว อีกทั้งตันเถียนก็ถูกทำลาย...”เสียงของหลินโม่แม้ไม่ดังทว่ากลับทรงพลัง
อวัยวะทั้งสี่ถูกหักตันเถียนถูกทำลาย...
ทุกคนที่ได้ยินต่างรู้สึกสะเทือนใจเป็นที่สุดผู้ฝึกตนที่ถูกหักอวัยวะทั้งสี่ ถึงแม้จะฟื้นคืนสภาพได้ แต่วันหน้าก็ต้องส่งผลกระทบบางอย่างแน่นอนทว่าการที่ตันเถียนถูกทำลาย สำหรับผู้ฝึกตนทุกคนแล้วนี่ยังเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก
หลังจากระดับฝึกร่างขั้นที่เก้าการทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณนั้นจำต้องใช้ตันเถียนในการรวบรวมเจินหยวน หากตันเถียนถูกทำลายไม่เพียงส่งผลกระทบอย่างเลวร้ายต่อการทะลวงขั้น แต่กระทั่งที่ว่านับจากนี้จะไร้ซึ่งหนทางก้าวไปสู่ระดับหลอมปราณและกล่าวได้ว่า วิถีแห่งการฝึกของเหลิงอู่เหยียนได้จบสิ้นลงไปก่อนแล้ว จากนี้การคิดจะก้าวเข้าไปยังระดับหลอมปราณนั้นยังเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก
และเหล่าศิษย์ใหม่ต่างรู้ดีแก่ใจว่าเหลิงอู่เหยียนคือศิษย์ใหม่ผู้มีศักยภาพซ่อนเร้นสูงสุดของสาขาลัวซาทั้งยังครอบครองปราณวิญญาณธาตุคู่น้ำและไฟไว้อีกด้วย หากเติบโตต่อไป ไม่แน่ว่าวันหน้าจะสามารถกลายเป็นหนึ่งในสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ก็ได้
บุคคลผู้มีศักยภาพเยี่ยมยอดขั้นสุดเช่นนี้มาทวงความยุติธรรมเพื่อสหายคาดไม่ถึงว่าจะตกอยู่ในสภาพถูกทำลายตันเถียนลงได้ นี่ทำให้ศิษย์ไม่น้อยต่างรู้สึกสะท้านใจอย่างที่สุดแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้เกิดกับตัวพวกเขา แต่หลังจากนี้ล่ะ?
จากสายตาของเหล่าศิษย์เมื่อสหายสนิทถูกคนทำร้าย การที่หลินโม่จะบุกมาเรียกร้องความยุติธรรมนั้นก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว
สีหน้าของมู่อี้พลันเปลี่ยนไปอย่างผิดปกติ
“ทวงคืนความยุติธรรม? เหตุใดสหายเจ้าจึงต้องช่วยเจ้าทวงคืนความยุติธรรมกัน?”เทียนซิงจื่อเอ่ยถามต่อ
“เรื่องนี้คงต้องเรียนถามท่านผู้ตรวจตราอาวุโสของพวกเราแล้วล่ะ”
สายตาของหลินโม่จดจ้องไปยังมู่อี้ใบหน้าพลันแน่นตึง สีหน้าที่อ่านยากนั้นยิ่งดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก “การประเมินครั้งสุดท้ายของสายนอกข้าได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งผ่านมาด้วยเวลาเก้าลมหายใจ เดิมควรได้โอสถหลอมปราณเป็นรางวัลทว่าไม่เพียงแค่โอสถจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ข้ายังถูกจับแยกให้เข้าสาขาเทียนซิงด้วยเช่นกันข้าอยากรู้เหลือเกินว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ท่านผู้ตรวจตราอาวุโสเองก็อยู่ที่นั่นจะรบกวนชี้แจงเรื่องนี้ได้หรือไม่?”
แรกสุดหลินโม่ไม่รู้สักนิดว่าใครเป็นคนทำทว่าชั่ววินาทีที่มู่อี้ลงมือเมื่อครู่ สายตากลับเต็มไปด้วยจิตสังหารถึงตาย
ว่ากันตามหลัก หลินโม่และมู่อี้ก็ไม่ได้คลุกคลีกันมากนักและเคยพบกันเพียงคราเดียวแค่ตอนประเมินครั้งสุดท้ายของสายนอกก็เท่านั้น อีกทั้งยังไม่เคยล่วงเกินอี้มู่สักนิดเหตุใดจึงต้องถูกแก้แค้นกัน?
ครั้นหวนกลับไปคิดถึงเรื่องก่อนหน้าแต่ละอย่างที่ผ่านมาหลินโม่ก็เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ทั้งเรื่องรางวัลโอสถหลอมปราณที่ถูกชิงไป ทั้งเรื่องที่ตนถูกจัดส่งไปยังสาขาเทียนซิงและมู่อี้นั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างสลัดไม่หลุดเป็นเพราะแท้จริงแล้วเขาคือผู้ตรวจตราแห่งสำนักเทียนซิงที่มีอำนาจจัดสรรศิษย์สายนอกเข้าสู่สาขาใหญ่ทั้งสี่
“ชี้แจง?”
มู่อี้เอ่ยเสียงเยือกเย็น“หลินโม่ เจ้าอย่าคิดว่าใช้คำพูดเหล่านี้แล้วจะสามารถพ้นจากความผิดทั้งหมดที่เจ้าก่อได้เจ้าต้องการคำชี้แจงใช่ไหม? ได้ ข้าจะบอกเจ้าไว้ว่าเหตุใดเจ้าจึงถูกส่งเข้าสาขาเทียนซิง แม้ว่าในการประเมินครั้งสุดท้ายเจ้าจะคว้าอันดับหนึ่งมาได้ แต่คะแนนประจำวันของเจ้ากลับเป็นอันดับรั้งท้ายจากศิษย์ทั้งสายนอกส่วนของการจัดสรรศิษย์ ทางสายในของเราไม่ได้ตัดสินจากการประเมินครั้งสุดท้ายเท่านั้นหากแต่ตัดสินจากคะแนนรวมประจำวันด้วยเช่นกัน อิงจากคะแนนทั้งสองสิ่งนี้ เจ้าก็เลี่ยงที่จะถูกส่งเข้าสาขาเทียนซิงไม่ได้แล้วล่ะ”
“สำหรับโอสถหลอมปราณ เป็นรางวัลจากสำนักเทียนซิงที่มอบให้แก่ศิษย์ที่เยี่ยมยอดที่สุดแล้วอะไรคือศิษย์ที่เยี่ยมยอดที่สุด? ก็ไม่เหมือนคนอย่างเจ้าที่ไม่สนใจคะแนนประจำวันหรือเป็นชายหนุ่มผู้น่าจับตามองในการประเมินครั้งสุดท้ายเช่นนี้หากแต่เป็นศิษย์ที่พยายามฝึกฝนอย่างหนักมาโดยตลอด ทั้งยังมีคุณสมบัติที่เยี่ยมยอดเหนือใครอย่างไรล่ะด้วยคำชี้แจงนี้เจ้าคงจะพอใจแล้วสินะ?” ขิงแก่ก็ย่อมเผ็ดอยู่แล้วอย่างไรเสียคำพูดของผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนย่อมดูน่าเชื่อถือยิ่งกว่า มู่อี้เอ่ยขึ้นเพียงสองสามประโยคก็ตัดบทโยนความรับผิดชอบทิ้งไป
หากแต่เมื่อเหล่าศิษย์คนอื่นได้ยินประโยคนี้เข้ากลับรู้สึกกำลังถูกเสียดสีเยาะเย้ยไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นเหล่าศิษย์ที่ล้มเกลื่อนอยู่กลางลานจัตุรัสรวมทั้งเลี่ยวเจว๋และสุ่ยหลิวเฟิงหนึ่งในสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ ภาพเบื้องหน้าที่ดันสอดคล้องกับคำชี้แจงเมื่อครู่ทำให้ยิ่งรู้สึกถูกเสียดสีเข้าไปอีก
ศิษย์ผู้มีศักยภาพยอดเยี่ยม?
เช่นนั้นก็ดี แล้วศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่นนี้อย่างฉิวจวิ้นล่ะ? ต่อให้เขาทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณขั้นต้นแล้วจะมีพลังมากพอที่จะโจมตีสุ่ยหลิวเฟิงให้พ่ายแพ้หรือเปล่า?แม้ว่าสุ่ยหลิวเฟิงก็อยู่ในระดับหลอมปราณขั้นต้นเช่นกัน ทว่าแค่ลำดับชั้นในสาขาลัวซาก็ไร้ซึ่งคู่ต่อสู้แล้วหรือแม้กระทั่งการยืนหยัดอยู่ท่ามกลางศัตรูทั้งสามได้ล่ะ จุดนี้ฉิวจวิ้นสามารถทำได้หรือเปล่า?แน่นอนว่าย่อมไม่ได้อยู่แล้ว
ยิ่งนานเสียงเอะอะรอบด้านก็ยิ่งดังขึ้นถึงขั้นมีนักเรียนบางคนแสดงความไม่พอใจของตนขึ้นมา เหล่าอาวุโสระดับสูงสายในต่างตะโกนยั้งไว้ทว่ากลับยากที่จะขวางกั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นอย่างรวดเร็วของเหล่าศิษย์ได้ ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นศิษย์อยู่ดีบางทียามนี้อาจจะยังไม่ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม แต่หลังจากนี้ล่ะ? หากพวกเขาต้องประสบเหตุการณ์เหมือนอย่างที่หลินโม่เจอนี้ล่ะ?พวกเขาต้องทำเช่นไร? พวกเขาไม่ได้มีพลังเหมือนหลินโม่จะทวงคืนความยุติธรรมเพื่อตัวเองได้แน่หรือ
ครั้นกวาดสายตามองการเคลื่อนไหวของเหล่าศิษย์ที่ปั่นป่วนมากยิ่งขึ้นสีหน้าของมู่อี้ก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น
“ไม่ว่าฝีมือของศิษย์จะเป็นอย่างไร หากทำร้ายศิษย์สำนักเดียวกันบาดเจ็บสาหัสเดิมต้องลงโทษตามกฎของสำนักเทียนซิง”
คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาจากระยะไกลแม้ฝีเท้าจะดูเหมือนช้า ทว่ากลับลงหนักรุนแรงอย่างถึงที่สุด ทุกๆ ย่างก้าวนำพามาซึ่งความรู้สึกอึดอัดขีดสุดแก่ผู้คนคล้ายกับถูกเหยียบย่ำลงบนหัวใจอย่างไรอย่างนั้น
ผู้นำคือชายชราร่างอวบในชุดคลุมพร้อมรบสีม่วงผู้หนึ่งชายผู้นี้สักลวดลายสีมรกตอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้บนหน้าอก นี่คือตราสัญลักษณ์ที่มีเฉพาะในผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลเลี่ยวแห่งเมืองหลินโจวเท่านั้น