“แม้คำตอบไม่ได้ล้ำลึก แต่ด้วยระยะเวลาคิดที่สั้นกอปรกับสามารถแฝงความภักดีไว้ในคำตอบได้ ที่ว่าเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ก็ไม่เกินเลย” ราชินีหมิงซินประเมินเด็กหนุ่มตระกูลซุนจากคำตอบที่ได้รับ
จากนั้นนางกล่าวถามไปยัง บุตรชายตระกูลจง “จงซิ่นหลิง สมญา เทียนฉายถงจื่อข้าเป็นผู้มอบให้ เพราะเจ้ายอดเยี่ยมในเชิงยุทธ์ เพียงแต่เชิงความคิด เจ้าจะให้คำตอบนี้แก่ข้าอย่างไร??”
ระหว่างที่ซุนหวง กล่าวตอบ จงซิ่นหลิงเองก็ได้คิดคำตอบไว้บ้างแล้ว หากแต่สิ่งที่มันตอบออกไปชวนให้ผู้คนที่ได้ฟังบังเกิดอาการขนลุกขนขึ้นมา“กระหม่อม จงซิ่นหลิงไม่ได้มีความคำพูดที่สวยหรูเหมือนคุณชายซุน แต่ถ้าจักรพรรดินีไม่ต้องการเห็นรูปปั้นซิงเทียนละก็ กระหม่อมก็จะทำลายมัน”
ผู้ที่ถูกพาดพิงถึง ว่าใช้คำพูดสวยหรูในการตอบคำถาม ขมวดหว่างคิ้วเข้าหากัน “คุณชายจง ทำลายรูปปั้นซิงเทียน เกรงว่าด้วยฝีมือของท่านคงไม่สามารถ”
อีกฝ่ายตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งแกร่ง “เวลานี้ข้าอายุ25ปี หากยังไม่สามารถทำลายรูปปั้นซิงเทียนได้ ข้าในอายุ35ปีก็จะไม่ล้มเลิกความพยายามนี้และหากยังทำลายไม่ได้ก็ฝึกฝนต่อไป จนวันหนึ่งที่ข้าแข็งแกร่งกว่าแม่ทัพมู่ ข้าก็จะทำลายรูปปั้นซิงเทียนให้แหลกสิ้นคามือ...ประหนึ่งผู้ใดทำให้จักรพรรดินีขุ่นข้องใจ ตราบเท่าชีวิตของจงซิ่นหลิงยังมีอยู่ มันผู้นั้นจะต้องมอดไหม้ด้วยสองมือของกระหม่อม”
คำตอบนี้ของบุตรชายตระกูลจง สร้างความพึงพอใจให้แก่ราชินีหมิงซินไม่น้อย “ยอดเยี่ยม นี้คือคำตอบของนักรบ หากวันนี้ทำไม่สำเร็จ วันพรุ่งนี้ก็จะทำให้สำเร็จ”
สายตาของราชินีหมิงซินย้ายมาที่บุตรชายตระกูลจง “หานจิ่นเม่ยแล้วเจ้าละจะให้คำตอบนี้อย่างไร??”
หานจิ่นเม่ยยืนขึ้นตอบคำถาม “หากเป็นกระหม่อมจะไม่พึ่งพาผู้อื่นหรือใช้กำลังตัดสิน ตัวของกระหม่อมเป็นพ่อค้าจึงมองรูปปั้นซิงเทียนเป็นเพียงการค้า หากกระหม่อมรับซื้อรูปปั้นซิงเทียนด้วยราคาที่เหมาะสม กระหม่อมเชื่อว่าคนทั้งแผ่นดินเหยี่ยชิงจะหาวิธีย้ายรูปปั้นซิงเทียนให้พ้นจากสายตาของพระองค์และมาขายกระหม่อมถึงที่เองพะยะค่ะ”
คำตอบของหานจิ่นเม่ย สร้างความสนใจให้แก่ขุนนางคนอื่นๆมาก ไม่ใช้ทั้งกำลัง ไม่ใช้ทั้งแรง แต่ใช้อำนาจเงินในการทำให้สำเร็จ สมแล้วที่เป็นบุตรชายของเจ้ากรมการคลัง
“เป็นคำตอบที่แตกต่างไปจากที่ข้าคิดไว้ หานจิ่นเม่ย คนนี้จะมีอนาคตไกล เป็นอย่างไรบ้าง ผ่านไปสามคนแล้ว เจ้าชอบ...คำตอบของใคร??” ราชินีหมิงซินกล่าวออกกับหลานสาว
หมิงจิวได้ยินดังนั้น นางกล่าวตอบ “ทั้งสาคมมีวิธีคิดที่แตกต่าง ยากจะตัดสินได้”
ได้ยินเช่นนั้นจักรพรรดินีพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ “ถ้าเป็นเช่นนั้น ลองฟังคำตอบของคนที่เหลือก่อนก็ไม่สาย” จากนั้นพระนางถามหาคำตอบจากบุตรชายตระกูลเสิ่น
เสิ่นต้าที่มีเวลาคิดมากพอ ใคร่ครวญคำตอบที่ดีที่สุดออกไป “กระหม่อมจะใช้การว่าจ้าง แสวงหาผู้คนที่สร้างรูปปั้นซิงเทียนขึ้น และว่าจ้างให้เขาแปลงเปลี่ยนรูปโฉมของรูปปั้นให้มีรูปลักษณ์ที่ถูกพระทัยของจักรพรรดินี”
ราชินีหมิงซินพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “เป็นความคิดที่ไม่เลว ไม่จำเป็นต้องร้องขอ ไม่จำเป็นต้องฝึกฝน ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน เพียงแค่หาผู้สร้างพบก็จะสามารถแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ตามใจนึก” ฟังมาทั้งหมดสี่คำตอบ ราชินีหมิงซินรู้สึกถูกใจกับคำตอบนี้มากที่สุด แม้แต่หมิงจิวยังคิดว่า นี้เป็นคำตอบที่ดี
เสิ่นเจินจูภาคภูมิใจในสติปัญญาของบุตรชายเป็นอย่างมาก เป็นตัวมันที่แย้มยิ้ม และกลายเป็น จงซิ่นหลี่ ซุนอู่โหวและหานปิงที่ต้องหุบยิ้มแทน
มาถึงตระกูลหยาง ราชินีหมิงซินมองไปที่หยางหลี่หยางด้วยความสนใจเล็กน้อย ชื่อเสียงของหยางหยาง ไม่ว่าเด็กหรือแก่ต้องได้ยินชื่อของคุณชายเจ้าสำราญ และที่สำคัญชื่อเสียงนี้ทำให้หลานสาวของนางอารมณ์เสียเมื่อกล่าวถึง ตัวตนที่แท้จริงของคุณชายเจ้าสำราญจะเป็นอย่างไร?? พระนางจะรู้ได้ด้วยความคิดอ่านถึงคำตอบของคำถาม “หยางหยาง หากข้าไม่ชอบรูปปั้นซิงเทียน เจ้าจะทำอย่างไร??”
ได้ยินเช่นนั้นหยางหลี่หยางแทบไม่ต้องคิด หาใช่ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามันครุ่นคิดถึงคำตอบที่เหมาะสม แต่เป็นเพราะคำถามนี้ไม่จำเป็นต้องคิดแต่อย่างใด ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ “หากท่านไม่ชอบก็แค่ทำให้มันหายไปเท่านั้นเอง”
หยางลู่ได้ยินเช่นนี้ มันขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะกระแอมไอเตือนสติหลานชาย “หยางหยาง ระวังคำพูดด้วย”
ทว่าราชินีหมิงซินมิได้สนใจในเรื่องเล็กน้อย นางกล่าวด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “ข้าได้บอกไว้แต่แรกแล้ว วันนี้ทุกคนวางศักดิ์ฐานะ ดื่มฉลองกันเหมือนครอบครัว ไม่จำเป็นต้องพูดเป็นทางการกับข้าก็ได้” จากนั้นพระนางกล่าวถามด้วยความสงสัย “ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีความคิดอยู่แล้ว อธิบายให้ข้าฟังหน่อยสิ”
หยางหลี่หยางตอบกลับ “แค่ทำให้หายไปจากสายตาของท่านไม่ใช่หรือ ไม่เห็นจะต้องใช้ความพยายามหรือต้องอธิบายอะไรเลย”
คำพูดของหยางหลี่หยาง ทำให้หยางลู่ต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ รูปปั้นที่มีน้ำหนักมากกว่าสองหมื่นชั่ง แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินเหยี่ยชิงยังยกออกมาด้วยหยาดเหงื่อบนใบหน้า แต่หลานชายของมันบอกว่าไม่ต้องใช้ความพยายามงั้นรึ??
หยางหลี่หยางยังคงกล่าวต่อโดยไม่ให้ผู้ใดกล่าวแทรก “ความคิดของข้า การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น พยายามที่จะทำลาย ใช้เงินทองในการแก้ปัญหาหรือกระทั้งแสวงหาผู้สร้างจากแผ่นดินกว้างใหญ่ ไม่มีใครบอกได้ว่าคำตอบเหล่านี้จะทำให้พระองค์กลัดกลุ้มกับรูปปั้นซิงเทียนนานเพียงใด พระองค์ก็แค่ต้องการให้มันหายไปจากสายตาเท่านั้น ใยต้องใช้เวลาทำเรื่องยุ่งยากเหล่านี้ด้วย” กล่าวถึงตรงนี้มันมองไปยังคุณชายของสี่ตระกูลใหญ่ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “ข้าไม่ได้จะหาเรื่องพวกท่านนะ ข้าแค่ตอบคำถามของจักรพรรดินีเท่านั้นเอง”
ดวงตาของซุนหวงหรี่เล็ก ก่อนจะถามกลับ “คุณชายหยาง อาจยังไม่รู้ว่ารูปปั้นซิงเทียนนั้นหนักมากเพียงใด การจะเคลื่อนย้ายมันไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ถูกที่คุณชายซุนพูดทุกประการ การจะย้ายมันไปให้พ้นสายตาของจักรพรรดินี จะต้องใช้ทั้งกำลังและเวลา ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายอย่างที่คุณชายหยางกล่าวมา” จงซิ่นหลิงกล่าวเสริม
หานจิ่นเมย มองไปที่อีกฝ่ายพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากมีวิธีที่เข้าท่ากว่านี้ ข้าก็อยากฟังดูเหมือนกัน”
“หยางหยางคำพูดของเจ้าเลื่อนลอยไม่มีความจริง การจะทำให้รูปปั้นที่มีน้ำหนักกว่าสองหมื่นชั่งหายไปได้ ถ้าทำได้จริงก็จงแสดงให้ทุกคนได้เห็น” ด้วยความโกรธแค้นในเรื่องหลิวปิงหยุน เสิ่นต้าจึงกล่าวออกอย่างไม่ไว้หน้า
ได้ยินเช่นนั้น ในใจของหลี่หยางคิด ‘ก็จริงนิหว่า ในโลกของข้า ไม่ต้องกล่าวถึงเรือหรือเครื่องบิน แค่รถบรรทุกคันเดียวก็มากพอแล้ว แต่ถึงจะไม่มีรถบรรทุกวิธีที่จะทำให้มันหายไปมีมากมาย’ จากนั้นมันกล่าวออกแก่ราชินีหมิงซิน “ท่านต้องการให้ข้าลบรูปปั้นซิงเทียนให้หายไปจากสายตาของท่านตอนนี้เลยหรือไม่??”
ดวงตาของราชินีหมิงซินหรี่เล็กลงด้วยความสงสัย ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดอย่างมู่อวิ้นเจียงก็ยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าจะทำให้รูปปั้นซิงเทียนหายไปจากสายตาได้‘แม้จะเสียดายศิลาทองอยู่บ้าง แต่มันก็คุ้มค่าหากทำให้ได้เห็นอะไรดีๆ’ คิดได้เช่นนั้นพระนางกล่าว “ก็เอาสิ หากเจ้ามีความสามารถทำให้มันหายไปจากสายตาของข้าตอนนี้ได้ ข้าจะมอบหนึ่งหมื่นตำลึงให้แก่เจ้า”
สำหรับคนอื่นๆ อาจพูดได้ว่าตอบเพียงทฤษฎี การขอให้แม่ทัพมู่ช่วยเหลือ ก็ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะยอมช่วย คิดจะทำลายก็ยังไม่แน่ว่าชั่วชีวิตของจงซิ่นหลิงจะทำลายได้ ต่อให้ทำการค้ากับรูปปั้นซิงเทียน ใครเล่าจะบอกได้ว่า ผู้ใดกัน??ที่จะทำการค้านี้ให้สำเร็จ หรือกระทั้งตามหาผู้สรรค์สร้างรูปปั้นซิงเทียน หากคนผู้นั้นไม่ได้อยู่บนโลกแล้ว คำตอบนี้ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้
แม้จะครุ่นคิดมาเป็นอย่างดี แต่คำตอบของคุณชายทั้งสี่คน เป็นเพียงคำพูดที่ไม่ได้รองรับความสำเร็จ มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะตอบคำถาม แต่เวลานี้สำหรับหยางหลี่หยาง สิ่งที่มันกำลังจะทำคือการสร้างผลลัพธ์มิใช่ตอบแต่เพียงทฤษฎี
ไม่มีผู้ใดในที่นี้แม้แต่คนเดียว คิดว่าหยางหลี่หยางจะทำสำเร็จ พวกมันได้แต่ยิ้มย่องรอเวลาให้อีกฝ่ายหน้าแตกและระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยด้วยความสะใจ
แม้แต่แม่ทัพใหญ่ มู่อวิ้นเจียงยังต้องส่ายหน้า พร้อมกับถอนหายใจ “คุณชายเจ้าสำราญผู้นั้นหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ ท่านหลางลู่คงจะหนักใจน่าดูที่มีผู้สืบทอดเช่นนี้”
ถึงหมิงจิวจะไม่ชอบหน้าหยางหยาง แต่การถูกหักหน้าและกลายเป็นตัวตลกต่อขุนนางระดับสูงมากมายเช่นนี้ ไม่เท่ากับเป็นการดับอนาคตตระกูลหยางหรือ?? “แค่ลมปากของคนๆหนึ่ง ไม่เห็นต้องทำให้ท่านปู่ลู่และตระกูลหยางต้องลำบากใจเลย”
ได้ยินเช่นนั้น ราชินีหมิงซินมองไปยังหลานสาว “เจ้าเองก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้หรือ??”
หมิงจิวส่ายหน้า “หลานคิดว่า ไม่มีทางเป็นไปได้”
จักรพรรดินีตอบกลับ “ข้าเองก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่น้ำเสียงและสีหน้าของหยางหยางผู้นั้น ไม่เหมือนคนกำลังหวาดกลัวที่จะต้องพิสูจน์คำโกหกของตัวเองแม้แต่น้อย”
หลี่หยางลูบไปที่ปลายคางเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวออกแก่ราชินีหมิงซิน “ข้าขอผู้ช่วยสัก2คนได้หรือไม่?”
เมื่อได้รับอนุญาตจากองค์ราชินี หยางหลี่หยางวิ่งไปหาองครักษ์ผู้หนึ่งพร้อมกับกระซิบบอกความ จากนั้นมันใช้สายตาจับจ้องไปที่ แม่ทัพใหญ่ มู่อวิ้นเจียง “ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินเหยี่ยชิง” จากนั้นมองไปที่อัครมหาเสนาบดี เฉินเฟย “ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในเมืองเหยี่ยชิง หากเป็นพวกท่านสองคนช่วยกันยก คงจะพอเป็นไปได้ละมั้ง??”
คำพูดนี้ของหยางหลี่หยางสร้างความไม่พอใจให้แก่ทุกคนในที่นี่เป็นอย่างมาก แม้แต่สองคนที่ถูกกล่าวถึงยังต้องขมวดหว่างคิ้วดึงสีหน้าอย่างไม่พอใจ “ใช้ผู้แข็งแกร่งที่สุดของแผ่นดินเหยี่ยชิงสองคนช่วยกันยกเนี้ยนะ ไร้เหตุผลสิ้นดี”“เป็นความคิดที่โง่เง่า สมกับหยางหยางผู้นี้จริงๆ”
พริบตาเดียว เสียงก่นด่าดังขึ้นเป็นระงม หลี่หยางรีบเหยียดสองมือ กางสิบนิ้วไปข้างหน้า “ทุกท่านใจเย็นๆก่อน เมื่อครู่แค่มุกนะ มุกตลก เหตุใดทุกคนถึงจริงจังกันเช่นนี้ละ” กล่าวถึงตรงนี้ หลี่หยางใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งขวาแตะไปที่ริมฝีปากสองข้างและค่อยๆออกแรงฉีกยิ้มของตัวเองขึ้น “ทุกคน สไมล์ สไมล์”
“สไมล์??” ราชินีหมิงซินกล่าวถาม “สไมล์ คือสิ่งใด??”
หยางหลี่หยางตอบกลับ “เป็นภาษาที่ข้าพึ่งคิดขึ้นเมื่อครู่ สไมล์ก็คือยิ้มกว้าง ยิ้มกว้าง แต่ช่างเถอะ ดูเหมือนว่ามุกตลกจะไม่ตลกแล้ว แถมยังทำให้คนหลายคนโกรธอีกด้วย”
เป็นเวลาเดียวกับที่องครักษ์ ได้นำพาพ่อบ้านจิ้นอิงและสหายของมันจิ้งอวี่มาถึงสถานที่จัดงาน หลี่หยางกราบทูลต่อจักรพรรดินี “นี้คือสองคนที่ ข้าทูลขอ”
จิ้งอวี่กวาดสายตามองไปรอบๆไม่เห็นว่ามีสายตาใดที่เป็นมิตรแม้แต่น้อย มันจึงกระซิบถาม “หยางหยาง เจ้าไปสร้างเรื่องอะไรมา เหตุใดสายตาของพวกเขาจึง...??”
หยางหลี่หยางยิ้มแห้งๆพรางกระซิบตอบ “ระหว่างที่รอเจ้า ข้ากะจะเล่นมุกตลกคั้นเวลา แต่พวกเขากลับไม่ตลกด้วยนะสิ แย่ชะมัด”
เสิ่นต้าตะโกนออกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เจ้าจะลีลาไปถึงไหน หากทำไม่ได้ก็บอกว่าทำไม่ได้ หาใช่ถ่วงเวลาไร้สาระต่อหน้าพระพักตร์ของจักรพรรดินี”
จงซิ่นหลิงเค้นเสียงในลำคอ “เฮอะ ตระกูลหยางเป็นพวกดีแต่ปากสินะ”
ซุนหวงกล่าวต่อ “คุณชายหยาง หากไม่สามารถทำได้ แค่ขอโทษพวกเราต่อหน้าทุกคน พวกเราจะไม่เอาความคนอย่างเจ้า”
หานจิ่นเม่ยไม่ได้กล่าวคำใด หากแต่ในใจคิดว่าถูกต้องแล้ว ที่ไม่พูดคุยเชื่อสัมพันธ์กับคนที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เช่นนี้...