อันเหลิ่งกัดปากซูหลิงอินราวกับ้าลงโทษ ฟันคมบาดริมฝีปากเล็กน้อย พวกเขาแลกจุมพิตที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื
จากนั้นซูหลิงอินก็ตวัดปลายลิ้นแดงฉานออกมาเลียแผลที่ปาก เอียงคอยิ้มโดยไม่พูดจา
ท่าทางของอันเหลิ่งออกจะลึกล้ำซับซ้อนอยู่หน่อยๆ หมายความว่ายังมีการดำรงอยู่พิเศษบางอย่างในอาณาเขตนี้ใช่ไหม
เพียงไม่นานเขาก็เข้าใจความหมายของอันเหลิ่ง ก่อนจะพบว่าปลาโง่พวกนี้อยู่ในฐานะอะไรก็ไม่สำคัญเท่าไรในเวลานี้
อันเหลิ่งกอดซูหลิงอิน ดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกที่สุดของน่านสมุทรเล็กๆ นี้
เมื่อร่างกายซูหลิงอินัักับทรายละเอียดใต้ร่าง สายตาก็แทบมองไม่เห็นอะไรอีก เป็ก้นทะเลลึกที่แสงส่องลงมาไม่ถึง ต่อให้การมองเห็นในความมืดของปลานั้นดีแค่ไหนก็ใช่ว่าจะอยู่เหนือหลักเหตุและผล
แน่นอนว่าเงือกเป็ข้อยกเว้น
นับแต่เงือกถือกำเนิด ก็ไม่ใช่สายพันธุ์ที่ใช้ภาษามนุษย์
แหงละ
ซูหลิงอินหลับตา เมื่อลืมตาอีกครั้ง โลกที่ปรากฏก็ยังคงเหมือนเดิม ราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านดำเลือนราง
ความถดถอยของการมองเห็นมักมาคู่กับประสาทััส่วนอื่นๆ ที่ดีขึ้น
ทันทีที่ปลายนิ้วอันเหลิ่งััข้างเอวซูหลิงอิน ส่งผลให้เขาตัวสั่นสะท้านน้อยๆ เนื่องด้วยความรู้สึกที่ไวขึ้น ลมหายใจยังสะดุดไปชั่วขณะ
ครีบมือเคลื่อนที่อย่างแช่มช้า เทียบกับมืุ์แล้วดูเหมือนจะเย็นชื้นกว่า ความวาบหวามอันอ้อยอิ่งนี้เปรียบเสมือนการทารุณจากอสรพิษที่รัดพันมากกว่า
ซูหลิงอินเอี้ยวหลบด้วยความไม่สบายตัวตามสัญชาตญาณ
ครีบมือรีบกระชับเอวเขาไว้แน่น
“ห้ามหนี” อันเหลิ่งส่งเสียงขู่ข้างหูเขา
“อือ…” ซูหลิงอินหลุดเสียงออกมาคล้ายแมวน้อยวิงวอน ตัวเขาดูอ่อนแอลงเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก
อันเหลิ่งชะงัก กอดเขาไว้อย่างอ่อนโยน “กลัวความมืดเหรอ”
“...เปล่า” ซูหลิงอินตอบเสียงเบา ทั้งยังได้ยินแววสะอื้นจางๆ
เขาไม่้าให้อันเหลิ่งถามต่อ จึงเป็ฝ่ายแหงนหน้าจุมพิตปิดปากเ้าตัวไว้
บางทีอันเหลิ่งคงถูกกำหนดให้เสียท่ากับซูหลิงอินละมั้ง การเข้าหาเพียงเล็กน้อยนี้ทำให้เงือกหนุ่มยากจะควบคุมความปรารถนาต่อไปได้ ั์ตาลุ่มลึกทอประกายแดงเรื่อ สติสัมปชัญญะค่อยๆ พังทลายลง
เขาทำท่าจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่กั้นขวางบนตัวซูหลิงอินอย่างทนไม่ไหว เล็บแหลมเกี่ยวเข้ากับปกเสื้อเชิ้ตสีขาว
ซูหลิงอินหอบหายใจเสียงสั่น รีบรั้งข้อมืออันเหลิ่งไว้ “ฉันทำเอง…ฉันยังต้องใส่กลับไปใหม่ จะทำขาดไม่ได้…”
เขามองไม่เห็น แต่สัญชาตญาณยังอยู่ ลมหายใจอุ่นร้อนของอันเหลิ่งที่รินรดต้นคอตนนั้นเปิดเผยความปรารถนาอยากกลืนกินเขาทั้งตัวอย่างแจ่มชัด
อสูรที่กำลังกระสันจะหลงเหลือสติเท่าไรกันเชียว ถ้าให้อันเหลิ่งทำ เกรงว่าเสื้อผ้าเขาคงถูกฉีกเป็ชิ้นๆ ในเสี้ยววินาที ขาดรุ่งริ่งไม่มีชิ้นดีเป็แน่
ทว่าอันเหลิ่งเอาแต่จับไว้แน่นจนเขาขยับตัวไม่ได้
ซูหลิงอินจุมพิตใบหน้าอันเหลิ่งซ้ำๆ ด้วยความจนใจ ััอย่างอ้อยอิ่งเย้ายวนแล้วผละออก น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยด้วยแรงปรารถนา “อันเหลิ่ง เป็เด็กดีนะ ให้ฉันถอดเอง…”
อันเหลิ่งเอียงคอมองเขา ท่าทางคล้ายกำลังขบคิด ซูหลิงอินกลับมองไม่เห็นว่าสีน้ำเงินเข้มอันยวนใจนั่นแทบจะเต็มไปด้วยกำหนัด
ผ่านไปเนิ่นนาน อันเหลิ่งถึงคลายแรงที่รัดรึงซูหลิงอินออกเล็กน้อย
ซูหลิงอินถอยหลังหนึ่งก้าว แต่กลับชนบางสิ่งเข้าอย่างจัง
เขายันมือไปด้านหลัง ััเข้ากับวัตถุเย็นชื้นทว่านุ่มลื่น ให้ความรู้สึกคล้ายหยกนิลจินดา ถึงรู้ว่านั่นคือเกล็ดบนหางของอันเหลิ่ง
จังหวะนั้นซูหลิงอินพลันเข้าใจ หางของอันเหลิ่งสะบัดเบาๆ เลิกชายเสื้อเชิ้ตขึ้นคล้ายไม่ตั้งใจ ถูไถส่วนเอวที่ไวต่อััของซูหลิงอินอย่างแฝงความนัย
ซูหลิงอินหรี่ตาร้องเสียงเบา เอื้อมมือหมายจะห้ามปราม “อันเหลิ่ง อย่า”
เนื่องจากท่าทียั่วเย้าของอันเหลิ่ง ั์ตาซูหลิงอินพลันค่อยๆ ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก อาบย้อมความงามอันพร่ามัว
ในสายตาอันเหลิ่ง เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะอายุยี่สิบตรงหน้าเวลานี้ช่างดูอ่อนแอไร้พิษภัย ผมสั้นสีดำแลดูปุกปุยนุ่มมือ ดวงตากระจ่างใส บริสุทธิ์ประหนึ่งหินแก้วูเาไฟ เมื่อมีไอหมอกแผ่คลุมยิ่งให้ความรู้สึกสะอาดหมดจดราวกับขุนเขาหลังฝนตก ความเ็าเบาบางลงจากปกติ
ขณะเดียวกันการแต่งตัวของเขาก็ดูสะอาดสะอ้านสมวัย เสื้อเชิ้ตสีขาวคู่กับกางเกงสีดำแบบสบายๆ เรียบง่าย พอเลิกวางมาดวิเศษวิโส กลับดูคล้ายเด็กชายที่เพิ่งแตกหนุ่มจริงๆ ให้ความรู้สึกใสซื่อบริสุทธิ์แบบหนุ่มน้อยอายุสิบหกสิบเจ็ด
อันเหลิ่งสะบัดหางสะกิดยั่วยวนเขาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าปรารถนาอย่างแรงกล้า
ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวถูกหางปลาเลิกขึ้นเกือบหมด เผยให้เห็น่เอวและหน้าท้องอันซีดขาวของซูหลิงอินที่ปกติซ่อนไว้ใต้ร่มผ้ามาตลอด
ทันใดนั้นอันเหลิ่งพลันชะงัก หรี่ตาลงเมื่อเห็นรอยแผลเป็ฉกรรจ์ที่ยาวรอยหนึ่งข้างเอวซูหลิงอิน พาดยาวลงไปจนกระทั่งถูกกางเกงบดบัง
ทว่าอันเหลิ่งในตอนนี้ไม่ได้คิดอะไรมาก