ท่าทางผ่อนคลายไร้ซึ่งความเกรงกลัวของเสิ่นจื่อโยวทำให้หรงเมิ่งหลันโมโหแล้วจริงๆ
ตั้งแต่ท่านอาเข้าวังหลวงจนขึ้นเป็นสนมคนโปรดของฮ่องเต้สถานะของตระกูลหรงก็ประหนึ่งน้ำขึ้นพาเรือให้ล่องสูงมีสตรีนางใดในเมืองหลวงบ้างที่เมื่อเห็นนางแล้วจะไม่ก้มศีรษะโค้งเอวพะเน้าเอาใจนาง?
นอกจากนี้เสิ่นจื่อโยวยังเป็นเพียงบุตรสาวของอนุที่ถูกตระกูลเสิ่นรังเกียจทอดทิ้งหากไม่ใช่เพราะมีพี่ซูเฟยอวี่คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ด้านข้างนางก็คงตายโดยไร้ร่างไปแล้วจะเอาความมั่นใจจากที่ใดมาแสดงท่าทางหยิ่งผยองเหิมเกริมเช่นนี้
หรงเมิ่งหลันเกลียดท่าทางที่ซูเฟยอวี่ใช้ปกป้องเสิ่นจื่อโยวมันทำให้นางสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ไม่อาจพรรณนา
“พี่เฟยอวี่เป็นของข้านางผู้หญิงสารเลวจงไสหัวออกไปซะ!”
เมื่อหรงเมิ่งหลันตะโกนจบก็ฟาดแส้ไปที่ร่างของเสิ่นจื่อโยวอย่างรวดเร็ว
เสิ่นจื่อโยวเบี่ยงกายหลบแส้ฟาดผ่านข้างกายนางไปกระทบโต๊ะหินอ่อนที่อยู่เบื้องหลังจนแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย!
“ไอหยา แส้ไม่เลวนี่”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวกลั้วรอยยิ้มคิ้วเลิกขึ้น
หรงเมิ่งหลันคิดว่าอย่างไรแส้นี้ก็ต้องสร้างความเกรงกลัวให้แก่เสิ่นจื่อโยวอยู่บ้างแต่ผลกลับปรากฏว่านางไร้ซึ่งความหวาดกลัวอันใด ยังคงมีท่าทีสบายอารมณ์
ยังมีกะจิตกะใจที่จะหยอกเย้านาง?! หรงเมิ่งหลันยิ่งโมโหมากขึ้น
“เสิ่นจื่อโยว! เจ้าอย่าได้ย่ามใจไป!เมื่อครู่ข้ายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่มีรอเมื่อข้าใช้มันแล้วเจ้าก็จงเตรียมคุกเข่าอ้อนวอนที่พื้นเถอะ!”
“เอาสิ แสดงฝีมือออกมาข้าอยากรู้นักว่าเมื่อเจ้า ‘ใช้พลังทั้งหมดที่มี’ แล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร”
เสิ่นจื่อโยวยิ้มเย้ายวน
“เจ้าทำปากกล้าไปเถอะ!รอจนเมื่อปากของเจ้าเละเทะ ขาแขนของเจ้าพิการแล้ว ข้าจะดูว่าเจ้ายังปากกล้าได้อีกหรือไม่!”
กล้าดื่มน้ำแกงที่ข้าเตรียมไว้ให้พี่เฟยอวี่นางผู้หญิงคนนี้ช่างรนหาที่ตาย!
แส้ของหรงเมิ่งหลันถูกสะบัดไปมาด้วยความดุดันในสายตาของผู้ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวย่อมรู้สึกว่ามันน่าสะพรึงไม่น้อย
เพียงแต่ในสายตาของเสิ่นจื่อโยวที่มีพลังจิตแกร่งกล้าประสบการณ์โชกโชนการเคลื่อนไหวของหรงเมิ่งหลันมีช่องโหว่มากมายไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่กำลังเล่นดินโคลน
ดังนั้นสภาพภายในห้องส่วนตัวหมายเลขสองของหอน้ำชาเทียนเซียงจึงปรากฏเป็นภาพน่าขันภาพหนึ่ง
หญิงสาวในอาภรณ์ผ้าแพรคล้ายกำลังบ้าคลั่งนางใช้แส้ฟาดทำลายสิ่งของทุกอย่างภายในห้องอย่างดุดันทว่าสตรีที่อยู่เบื้องหน้านางนั้นกลับมีท่าทีผ่อนคลายสงบนิ่งตั้งแต่ต้นจวบจนบัดนี้ล้วนหลบหลีกอย่างว่องไวเคลื่อนไหวสง่างามราวกับกำลังย่างกรายท่ามกลางสายพิรุณงดงามชวนให้เหลียวมองยิ่งนัก
หลังเวลาผ่านไปสามก้านธูปการเคลื่อนไหวของหรงเมิ่งหลันก็เริ่มช้าลง
“เหนื่อยแล้วหรือ”
เสิ่นจื่อโยวที่ยืนอยู่เบื้องหน้านางเอ่ยถามเสียงเนิบช้าไร้ซึ่งอาการอันใด
“...” หรงเมิ่งหลันฟาดสะบัดแส้จนตาแดงก่ำหัวใจเต้นรัวนางหอบหายใจหนักหน่วง
เสิ่นจื่อโยวหัวเราะเบา ๆ“หากเจ้าเหนื่อยเช่นนั้นก็ถึงตาข้าแล้ว”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบ ไม่ทันรอให้หรงเมิ่งหลันตอบสนองก็ยกเท้าถีบนางทันที!
เท้านี้ว่องไวประหนึ่งอสนีบาต หรงเมิ่งหลันไร้หนทางหลบเลี่ยงกอปรกับที่นางกำลังคิดพุ่งตัวฟาดแส้ใส่เสิ่นจื่อโยวแรงปะทะนี้จึงยิ่งทวีความรุนแรง
ในสายตาของผู้ชมภายนอกหรงเมิ่งหลันราวกับพุ่งตัวเข้าหาฝ่าเท้าของเสิ่นจื่อโยวด้วยตัวเองดูโง่เขลาเหลือคณา
“กรี๊ด...”
หรงเมิ่งหลันกรีดร้องออกมานางกระเด็นออกไปชนกับราวบันไดอย่างรุนแรง ก่อนจะกลิ้งตัวตกไปตามขั้นบันได
“คุณหนู!” ลวี่จู๋รีบวิ่งตามลงไปมือสั่นเทาควักยารักษาอาการบาดเจ็บกองโตออกมาจากสาบเสื้อ
ตายแล้ว ๆวันนี้คุณหนูพานางออกมาแต่กลับได้รับบาดเจ็บสาหัสนายท่านต้องไม่มีทางปล่อยนางไปเป็นแน่
โพรงปากของหรงเมิ่งหลันเต็มไปด้วยโลหิตสดแขนอยู่ในลักษณะผิดรูปร่าง เป็นเช่นคำที่นางเพิ่งกล่าวไว้เมื่อครู่ ปากเละยับเยินแขนขาพิการ
ทว่าคำกล่าวนี้กลับปรากฏบนร่างของนางไม่ใช่ร่างของเสิ่นจื่อโยว
กลืนยารักษาอาการบาดเจ็บไปกองโตชีวิตน้อย ๆ ของหรงเมิ่งหลันจึงถือว่าสามารถประคองไว้ได้แล้ว
“เสิ่นจื่อโยว! เจ้ามันคนชั่วช้า กล้าทำร้ายคุณหนูเช่นนี้นายท่านต้องไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่! ยังมีหรงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟยจะต้องคิดบัญชีกับเจ้าเตรียมตัวรอไว้เถอะ!”
ลวี่จู๋กัดฟันกล่าวด้วยความตื่นตระหนกโมโหนางควักคัมภีร์ย้ายมวลสารออกมา แสงสีขาวพลันสว่างวาบ จากนั้นนางกับหรงเมิ่งหลันก็หายตัวไป
เห็นทีคงกลับบ้านไปหาคนช่วยชำระบัญชีพร้อมรักษาตัวแล้ว
เสิ่นจื่อโยวสะบัดชายแขนเสื้อปัดฝุ่นผงที่เปรอะเปื้อนบนร่าง ไม่สนใจถ้อยคำ ‘วางโต’ของลวี่จู๋ก่อนจากไปแต่อย่างใด
“เสี่ยวโยว เจ้าวู่วามเกินไปแล้ว หรงเมิ่งหลันไม่ใช่คนที่เราจะล่วงเกินได้”
ซูหวั่นเยว่ทอดถอนใจด้วยความกังวล
หากตระกูลซูยังคงเป็นเช่นในอดีตพวกเขาย่อมไม่ต้องกลัวว่าเบื้องหลังหรงกุ้ยเฟยจะเล่นลูกไม้อะไรทว่ายามนี้ตำแหน่งของหรงกุ้ยเฟยในวังหลังมั่นคงยิ่งนักที่สำคัญองค์ชายสามพระโอรสของหรงกุ้ยเฟยยังเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทที่ได้รับการสนับสนุนมากที่สุด
ปะทะกับหรงกุ้ยเฟยเช่นนี้นางกลัวว่าบุตรสาวของนางจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำครั้งใหญ่
ซูเฟยอวี่เองก็กังวลเป็นอย่างยิ่งทว่าเขาไม่ได้กล่าวออกมา
เป็นเพราะเขาญาติผู้น้องจึงได้ล่วงเกินหรงเมิ่งหลันดังนั้นในยามนี้เขาจึงไม่ควรที่จะสร้างแรงกดดันให้แก่นางอีกเขาควรหาหนทางปกป้องญาติผู้น้องจากโทสะของหรงกุ้ยเฟยเต็มกำลัง
ในขณะนี้เองที่ความปรารถนาให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นของเขาก็รุนแรงขึ้นอย่างไม่อาจพรรณนา
เสิ่นจื่อโยวเก็บอารมณ์สีหน้าของญาติพี่น้องไว้ในใจนางอดยิ้มพลางกล่าวปลอบประโลมไม่ได้ “พอแล้ว ๆ ไม่ต้องกังวลไป ในเมื่อรู้จักลงมือข้าย่อมรู้จักขอบเขตของตนนอกจากนี้ข้าก็ได้ลงมือไปแล้ว เรื่องได้เกิดขึ้นแล้วพวกท่านกังวลไปก็ไร้ประโยชน์พวกเราเปลี่ยนห้องแล้วกินข้าวกันต่อเป็นอย่างไร”
“เจ้านี่นะ”ซูหวั่นเยว่จิ้มไปที่หน้าผากของเสิ่นจื่อโยวอย่างไม่สบอารมณ์
แสดงท่าทีผ่อนคลายได้ถึงเพียงนี้ นับแต่สมัยบรรพกาลคงมีบุตรสาวของนางเพียงคนเดียวเท่านั้น?
ยามราตรี เสิ่นจื่อโยวนอนอยู่บนเตียงขณะกำลังเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวานข้างเตียงก็มีเสียงลมหายใจของผู้หนึ่งดังขึ้น
“ประตูก็ปิดแล้ว หน้าต่างก็ปิดแล้วท่านเข้ามาได้อย่างไรกันแน่”
เสิ่นจื่อโยวลืมดวงตาทั้งคู่มองไปที่โม่จื่อเซวียนที่อยู่ข้างกายอย่างอับจนวาจา
“เจ้าลองเดา?” โม่จื่อเซวียนยิ้มเจ้าเล่ห์
“คร้านจะเดา”เสิ่นจื่อโยวพลิกตัวกลับไป หันหลังศีรษะให้กับโม่จื่อเซวียน พลางหาวหวอดอย่างเกียจคร้าน
โม่จื่อเซวียนหัวเราะแผ่วเบาเขาม้วนปอยผมของเสิ่นจื่อโยวขึ้นเล่นพลางกล่าว “เสี่ยวโยวเอ๋อร์เจ้าสังเกตหรือไม่ว่าเจ้าทำตนราวกับไร้ซึ่งป้อมปราการอันใดต่อข้า”
หัวใจของเสิ่นจื่อโยวกระตุกทว่านางยังทำปากแข็งโต้กลับไป “แล้วอย่างไร”
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะขายเจ้าหรือ” โม่จื่อเซวียนปีนขึ้นไปนอนข้างกายเสิ่นจื่อโยวพลางเอ่ยถาม
“ข้าไม่คิดว่าตัวข้าซึ่งเป็นเพียงบุตรสาวของอนุเล็กๆ ในจวนเสนาบดีคนหนึ่งจะมีค่าอันใดให้เถ้าแก่ของกิจการตระกูลโม่รู้สึกสนใจ หากท่านขายข้าก็คงได้เงินไม่เท่าไร”เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงฮึออกมา
ริมฝีปากของโม่จื่อเซวียนยกโค้งเป็นรอยยิ้มนัยน์ตาฉายแววรักใคร่ที่แม้แต่ตนเองก็สัมผัสได้
เขาดีดศีรษะของเสิ่นจื่อโยวกระซิบเสียงเบา “หยอกเจ้าเล่น ข้าไม่มีวันทำใจขายเสี่ยวโยวเอ๋อร์ได้อยู่แล้ว”
เสิ่นจื่อโยวเข้าใจว่าเขากำลังสัพยอกตนเองจึงคร้านจะสนใจ
บรรยากาศเงียบสงัดไปชั่วครู่ก่อนที่โม่จื่อเซวียนจะกล่าวขึ้น“เสี่ยวโยวเอ๋อร์ วันนี้เจ้าอยากชมการแสดงหรือไม่”
“ชมการแสดง?” เสิ่นจื่อโยวพลิกร่างกลับไปดวงตาสุกสกาวจับจ้องโม่จื่อเซวียน
ประเสริฐ เมื่อครู่ยังมีอาการง่วงงุนทว่าทันทีที่พูดถึง ‘ชมการแสดง’ ก็กลับมีชีวิตชีวาขึ้น
โม่จื่อเซวียนกำมือวางไว้ตรงบริเวณมุมปากเพื่อปิดบังเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ดังขึ้นจากลำคอ
“ถูกต้อง ชมการแสดง”โม่จื่อเซวียนลูบศีรษะของเสิ่นจื่อโยว “สวมเสื้อคลุมให้ดีคืนนี้พวกเราจะไปชมการแสดงด้วยกัน”
ระหว่างที่เสิ่นจื่อโยวราวกับกำลังอยู่ในกลุ่มหมอกควันโม่จื่อเซวียนก็พานางมาถึงวังหลวง
แน่นอนว่าพวกเขาใช้วิธีการ ‘เหาะเหิน’ ไปอย่างไร้สุ้มเสียงนางไม่รู้ว่าโม่จื่อเซวียนทำได้อย่างไรบรรดาองครักษ์ในวังหลวงจึงไม่ทันสังเกตแขกที่ไม่ได้รับเชิญสองคนนี้
“ดึกดื่นยามวิกาลมาทำอะไรที่วังหลวง” เสิ่นจื่อโยวพึมพำ“หรือจะมาดูฮ่องเต้แสดงความโปรดปรานต่อนางสนม?”
ปึ้ก
โม่จื่อเซวียนเขกศีรษะของเสิ่นจื่อโยวแล้วกล่าว“อย่าแม้แต่จะคิด ข้าไม่มีทางให้เจ้าดูเรื่องพรรค์นั้น”
“อย่าได้กล่าวเหมือนข้าอยากดูนักได้หรือไม่? ข้าเพียงคาดเดาก็เท่านั้น”เสิ่นจื่อโยวทักท้วง นวดหน้าผากของตน
“คาดเดาก็ไม่ได้”น้ำเสียงของโม่จื่อเซวียนราบเรียบอย่างยิ่งยวด “พระวรกาย ‘เปลือยเปล่า’ ของฮ่องเต้มีสิ่งใดน่ายลกัน ก็แค่คนแก่ชราคนหนึ่ง”
เสิ่นจื่อโยว “...”
ที่แท้เขาก็ถือสาเรื่องนี้?
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังโต้วาทีกันอยู่โม่จื่อเซวียนก็พาเสิ่นจื่อโยวมาหยุดอยู่บนคานในห้องบรรทมของหรงกุ้ยเฟย
“ที่นี่…”
ท่ามกลางความมืดมิดตรงมุมหนึ่งมีร่างที่ราวกับภูตผีผมเผ้ากระเซอะกระเซิงนั่งอยู่เสิ่นจื่อโยวจับจ้องไปยังหรงกุ้ยเฟยที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
“ตั้งแต่ปีนั้นที่หรงกุ้ยเฟยได้บีบคอบุตรสาวของตนเองจนสิ้นลมหายใจแล้วโยนความผิดไปให้ฮวาเฟยก็เริ่มมีสติกึ่งไม่สมประดี…ในวันนี้ของทุกปีนางจะมีสภาพเช่นนี้”
โม่จื่อเซวียนกระซิบบอกเล่าข้างหูเสิ่นจื่อโยว…
“วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของบุตรสาวนาง”
นัยน์ตาของเสิ่นจื่อโยวหรี่แคบมองไปยังโม่จื่อเซวียนอย่างยากจะเชื่อ
เหตุใดจึงมีคนใจเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้แม้แต่บุตรสาวของตนเองก็บีบคอจนตายได้?!
มุมปากของโม่จื่อเซวียนยกหยักอันที่จริงเขาไม่อยากให้เสิ่นจื่อโยวล่วงรู้ถึงเรื่องสกปรกโสมมในวังหลวงมากเกินไปทว่าเขาชัดเจนถึงอุปนิสัยของเสิ่นจื่อโยวดี เทียบกับการพึ่งพิงอาศัยผู้อื่นในทุก ๆเรื่องแล้วเสิ่นจื่อโยวชอบที่จะจัดการปัญหาบางเรื่องด้วยตนเองมากกว่า
“พรุ่งนี้ตระกูลหรงต้องพาหรงเมิ่งหลันมาพบหรงกุ้ยเฟยเพื่อทูลฟ้องเป็นแน่พวกเขาต้องกล่าวว่าเจ้าทำร้ายหรงเมิ่งหลันจนนางบาดเจ็บสาหัสดังนั้นสิ่งที่เจ้าได้รับรู้ในคืนนี้จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่เสี่ยวโยวเอ๋อร์จะใช้ในการโต้ตอบพวกเขา”โม่จื่อเซวียนคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เสี่ยวโยวเอ๋อร์ของข้าชาญฉลาดเจ้าจะต้องรู้แน่ว่าควรทำอย่างไร ใช่หรือไม่”
เสิ่นจื่อโยวหรี่ตาลงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่ริมฝีปากจะยกโค้งเป็นรอยยิ้ม“เป็นเรื่องสำคัญที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ”
จากนั้นนางจึงเลิกคิ้วปรายตามองโม่จื่อเซวียนแล้วกล่าว
“ที่แท้ ‘การแสดง’ในคืนนี้ก็เป็นเพียงอารัมภบทเท่านั้น พรุ่งนี้จึงจะเป็นการเปิด ‘การแสดง’ที่แท้จริง”
โม่จื่อเซวียนฉีกยิ้มกว้างผงกศีรษะพลางกล่าว“แน่นอน ‘การแสดง’ นี้ต้องมีเสี่ยวโยวเอ๋อร์เข้าร่วมจึงจะเยี่ยมยอด”
เขารอคอยการแสดงอันยอดเยี่ยมของเสี่ยวโยวเอ๋อร์ยิ่งนัก