THE ONE

    ตอนที่ 41 ความเคลื่อนไหวของชนชั้นสูง


            ภายใต้ความมืดมิดยามค่ำคืน กลุ่มชายชุดดำกระจายตัวออกไปคนละทิศละทาง คล้ายกับเงาที่โบกสะบัดตามแสงเทียน

                  

            นครวิหคครามเมืองหลวงของดาววิหคคราม

                  

            นครแห่งนี้ตั้งอยู่บนทะเลสาบขนาดใหญ่โครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ทำขึ้นจากหิน และโลหะนา ๆชนิด ทำให้มันแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นสูง ใจกลางนครเป็นโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่รูปทรงปีรามิดหกเหลี่ยม สูงถึง1200 เมตร และยังเป็นที่ตั้งของตระกูลกัวหลัก ตระกูลผู้ควบคุมนครวิหคครามและดาวเคราะห์ดวงนี้รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของสำนักวิหคครามสาขาหลักด้วย

                  

            การจะเข้าออกนครแห่งนี้สามารถเข้าได้ผ่านสะพานหินขนาดใหญ่ที่เชื่อมกับแผ่นดินภายนอก 7 ทิศทาง  คือทิศเหนือทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศใต้

                  

            ซึ่งเป็นทางเข้าออกเฉพาะของหัวเมืองหลักทั้ง7 เมือง คือ เมืองตระกูลกัวสาขา 2 ,3 และ 4 เมืองประกายทอง เมืองเพชฌฆาตอสูร เมืองซานเปาฉีและเมืองประกายเงิน

                  

            บนชั้นสูงสุดของอาคารสูง1200 เมตร เป็นลานกว้างโล่ง ตรงใจกลางลานนั้นมีกรอบหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่มันกว้างกว่า 15 เมตร และสูง 20เมตร กรอบหินนี้มีลวดลายสลักอยู่ตลอดทุกส่วนของมัน เหมือนเป็นอักขระที่ใช้ในวิชาเวทย์

                  

            ข้างๆกรอบหินนี้ มีชายชุดดำ 4 คน ยืนอยู่ ซึ่งไม่ควรจะมีใครปรากฏอยู่ที่นี่ได้เพราะการจะเข้ามายังพื้นที่นี้ ต้องเป็นสายเลือดตระกูลกัวสาขาหลัก ที่มีตราหินเฉพาะเท่านั้นและทางที่จะเข้ามา ยังมีผู้คุ้มกันตลอดเส้นทางกว่า 100 คน และเป็นถึงนักรบระดับเชี่ยวชาญขั้นสูงทั้งหมด

                  

            นั่นจึงหมายความว่าชายชุดดำทั้ง 4 คนนี้ นอกจากจะต้องมีระดับพลังที่สูงกว่าผู้คุ้มกันทั้ง 100คนนี้แล้ว ยังจะต้องมีวิชาลอบเล้นกายระดับสูงอีกด้วย เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้ามาได้ตรง ๆ หรืออีกวิธีคือบินขึ้นมา แต่ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เพราะระบบป้องกันภัยจากการบินเข้ามานั้นสูงกว่าเข้ามาทางปรกติเสียอีก

                  

            “หัวหน้าพวกเราเจอแหล่งผลิตแร่เงินแล้ว ตอนนี้กำลังตรวจสอบตำแหน่งที่แน่ชัดและสำรวจกำลังการรบ ขอคำสั่งต่อไปด้วย” เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆทำลายความเงียบสงบของลานโล่งแห่งนี้

                  

            “ดีทันทีที่เจ้าได้ขอมูลมาแล้ว ให้กลับมาที่จุดรวมพล เราจะดำเนินแผนการต่อไปแล้ว”

                  

            “รับทราบขอรับหัวหน้า”

                  

            “หึหึ... ได้เวลาชำระหนี้แล้วไอพวกเวร” ชายชุดดำที่เป็นหัวหน้า ยิ้มกริ่มอย่างผู้มีชัยและกำลังรอคอยสิ่งที่จะได้ทำในอนาคตอันใกล้นี้

                  

            ย้อนกลับไปเมื่อราว 10 กว่าวันที่แล้ว ณ สำนักวิหคครามสาขาหลัก ประจำนครวิหคคราม

                  

            “ท่านเจ้าสำนักท่านหมายความว่าอย่างไร ที่เบื้องบนสั่งห้ามไม่ให้เราจับกุมตัวผู้บุกรุก”หนึ่งในชายชราคนหนึ่ง ในจำนวน 20 คน ที่นั่งล้อมกันเป็นครึ่งวงกลมเอ่ยถามด้วยความเดือดดาลต่อ ชายชราอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงกลางครึ่งวงกลมนี้

                  

            “คำสั่งก็คือคำสั่งเราแค่ต้องปฏิบัติตาม ... ทำไม ท่านสงสัยในคำสั่งของเบื้องบนรึ”ชายชราที่ยืนอยู่ตรงกลางเอ่ยตอบเสียงเรียบด้วยสีหน้านิ่งเฉยแม้ฝ่ายตรงข้ามกำลังจะถึงจุดเดือดก็ตามที

                  

            “ใช่ข้าสงสัย ในเมื่อเรารู้แล้วว่าพวกมันเป็นแวมไพร์ทำไมถึงไม่ทำการจับกุมแล้วสอบปากคำพวกมัน แต่กลับปล่อยพวกมันเพ่นพ่านในนครของเราเพื่ออะไรกัน”

                  

            “เหอะท่านมีสิทธิ์ที่จะสงสัยและตั้งคำถาม แต่บางเรื่องแม้มีสิทธิ์ถาม ไม่ไม่มีสิทธิ์รู้คำตอบซึ่งท่านเองก็เป็นเช่นนั้น ท่านไม่มีสิทธิ์รู้ แค่ทำตามคำสั่งก็พอ อย่างได้ถามข้าเรื่องนี้อีก”

                  

            “ท่าน.... ก็ได้ ข้าจะทำตามคำสั่ง” ชายชราที่ถูกตอกกลับพลันหน้าตาบูดบึ้ง หว่างคิ้วที่ขมวดแน่นปรากฏเส้นเลือดปูดโปนออกมาเขากำหมัดแน่น ก่อนจะจากไปด้วยความไม่เต็มใจ

                  

            “เอาล่ะ... ทุกท่านก็ได้ยินคำสั่งของเบื้องบนแล้ว ขอให้ปฏิบัติตามกันแต่โดยดีด้วย ใครฝ่าฝืนคำสั่งมีโทษสถานหนัก ไม่เฉพาะผู้ที่ฝ่าฝืน แต่รวมถึงตระกูลของคนผู้นั้นด้วย ขอให้ทุกท่านเข้าใจด้วย”

                  

            “ขะเข้าใจแล้ว” เสียงตอบรับของบรรดาผู้อาวุโสชราเหล่านี้ ล้วนสั่นเทาทำไมพวกเขาจะเดาไม่ออกถึงแผนการเบื้องหลัง ของคำสั่งที่สั่งการลงมา

                  

            พวกเขาล้วนเป็นผู้อาวุโสระดับสูงสุดของแต่ละตระกูลที่ดูแลควบคุมหัวเมืองหลัก และสำนักวิหคครามสาขา เรียกได้ว่า เป็นชนชั้นระดับสูงสุดของดาวเคราะห์ดวงนี้แล้วแน่นอนว่าระดับความรู้ความสามารถย่อมไม่ธรรมดา

                  

            ในที่นี้พวกเขามีพลังระดับปรมจารย์กันทุกคนระดับสูงสุดอยู่ขั้น 5 และระดับต่ำที่สุดอยู่ ขั้น 1 พวกเขาประเมินได้แทบจะในทันทีว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นหลังจากนี้

                  

            พวกเขาพากันแยกย้ายกันกลับไปตามสถานที่ที่เป็นเขตการดูแลของพวกเขาและจะสังเกตุได้ว่าในกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีหวังต้าเจิงซึ่งเป็นเจ้าเมืองประกายเงินอยู่ด้วย

                  

            หลังจากกลับมาจากการประชุมลับสุดยอดผู้นำหวงจื่อหาน ที่เป็นหนึ่งในผู้อาวุโส 20 คนนั้น ก็หน้าตาเคร่งเครียดกลับมาประชุมลับภายในตระกูลซึ่งมีไม่กี่คนที่รู้ว่าเขากลับมาแล้ว ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงทุกคนที่ถูกเรียกก็มารวมตัวกันที่ตำหนักเจ้าเมืองประกายทองด้วยความเร่งรีบ

                  

            เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทั่วทุกเมืองและสำนักที่บรรดาเหล่าผู้อาวุโส20 คนนี้กลับถึงเขตการดูแลของพวกเขา

                  

            จากนั้นไม่นานข้อสรุปของการประชุมก็ออกมาหนึ่งในข้อสรุป นั้นก็คือการยกเลิกการหมั้นหมายระหว่างเซียนอินและหวงอี้จือ

                  

            หวงอี้จือไม่ได้เข้าประชุมลับในครั้งนั้น จึงยังไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไร และออกจะไม่พอใจคำสั่งของการประชุมผู้นำตระกูล เขาพยายามถามหาเหตุผลว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ไร้ผล เป็นเหมือนกับการประชุมลับของผู้อาวุโสระดับสูงที่นครวิหคครามที่บรรดาชนชั้นที่ต่ำกว่า ไม่มีสิทธิ์รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆเพียงแค่รับคำสั่งและก้มหน้าก้มตาทำตามเพียงเท่านั้นและแน่นอนว่าหากมีการขัดคำสั่ง นั่นหมายถึงการถูกลงโทษที่รุนแรง

                  

            หวงอี้จือยอมแพ้และไม่ถามอะไรอีก ใจนึงรู้สึกเสียดายที่โอกาสในการเป็นเจ้าเมืองหลุดหายไปแต่หากต้องแลกกับการลงโทษของเบื้องบนก็คงไม่สวยนัก

                  

            แต่ภายใต้เคราะห์กรรมของหวงอี้จือก็มีลูกหลานตระกูลหวงอีกหลายคนที่กระหยิ่มยิ้ม หัวเราะชอบใจในความทุกข์ของคนอื่น ๆพวกเขาล้วนแต่เป็นหนึ่งในตัวเลือกของคนที่จะเป็นคู่หมั้นของเซียนอินแต่พวกเขาพ่ายแพ้การคัดเลือกให้กับหวงอี้จือ จึงเกิดความคับแค้นใจเมื่อได้เห็นว่าตอนนี้สิ่งที่หวงอี้จือพยายามมาทั้งหมดนั้นกำลังจะศูนย์ปล่าวพวกเขาแทบจะจัดงานเลี้ยงฉลอง

                    

            หวงอี้จื้อใช่ว่าจะไม่รู้ว่า ญาติๆเขาเป็นอย่างไร ยิ่งตระกูลใหญ่มากเท่าไหร่ การแข่งขันกันระหว่างลูกหลานก็สูงมากเท่านั้นเพราะผลประโยชน์ที่จะได้มาหากประสบความสำเร็จนั้นเกินกว่าจะจิตนาการ

                  

            “เหอะเห่าหอนกันไปเถอะ ใช่ว่าถ้าข้าไม่ได้เป็นเจ้าเมือง แล้วข้าจะต้องจบลงเพียงแค่นี้อย่าได้เอาข้าไปเทียบกับขยะอย่างพวกเจ้า” หวงอี้จือพึมพับคนเดียวก่อนจะเดินทางไปที่สำนักวิหครามสาขาเมืองประกายทอง

                  

            ตำหนักเจ้านครนครวิหคคราม ภายในห้องโถงหนึ่ง

                  

            “ท่านพี่ท่านได้ยินข่าวเรื่องแวมไพร์บ้างหรือไม่”

                  

            “ชู่วววว์.... เจ้าไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหนน่ะ” หญิงสาวรีบเอามือไปปิดปากน้องชายด้วยความว่องไวแล้วหันซ้ายหันขวากลัวว่าจะมีใครได้ยินเสียงน้องชายเมื่อครู่หรือไม่

                  

            “อื้มมมปล่อยข้าก่อน .... ข้าได้ยินมาจากพี่สี่ ... ว่าแต่ท่านก็รู้อยู่แล้วเหรอ พี่สามท่านช่างใจร้ายนักกับข้าท่านก็ไม่ยอมบอก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าข้าบังเอิญได้ยินที่พี่สี่คุยกับพี่ใหญ่ละก็คงไม่มีวันรู้เรื่องนี้เลยล่ะสิ”เด็กหนุ่มคนหนึ่งโวยวายใส่ผู้เป็นพี่สาวด้วยความโกรธเคืองและน้อยใจสองคนนี้ที่กำลังคุยกันก็คือ กัวไหเจิน และกัวซินเหยียนนั่นเอง

                  

            ถึงแม้เรื่องแวมไพร์จะถูกบอกว่าเป็นความลับแต่ก็เฉพาะกับประชาชนคนธรรมดา ในบรรดาผู้สูงศักดิ์ตระกูลใหญ่ต่างรู้เรื่องนี้กันถ้วนหน้าและกำลังวางแผนรับมือ กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

                  

            แต่ดูเหมือนจะมีอยู่สถานที่หนึ่งที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเลย แม้จะเป็นกลุ่มคนที่ถือได้ว่าเป็นคนชั้นสูงแต่พวกเขากลับถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ราวกับว่าพวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องรู้อะไรทั้งนั้น นั่นก็คือเมืองประกายเงิน แม้แต่เจ้าเมืองอย่างหวังต้าเจิงก็ไม่ทราบ ว่ามีกลุ่มผู้บุกรุกเผ่าแวมไพร์ได้เข้ามายังดาวเคราะห์วิหคครามแล้ว และแม้แต่เข้ามาในเมืองของเขา ปะปนอยู่กับชาวเมืองของเขาแล้ว เขาเพียงได้ข้อมูลระดับต่ำ ที่บอกว่ามีการเคลื่อนไหวของแวมไพร์เพียงเท่านั้น ...

    คล้ายกับเรื่องTHE ONE ที่คุณอ่าน