ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 250 : ทะยานฝ่าขุมนรก

จารึกที่ 250 : ทะยานฝ่าขุมนรก : ชิงปราณผลึกปฐพีและหนี้แค้นที่รอสาง


ภายในมิติใต้พิภพที่กำลังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น มีเพียงเศษเถ้าธุลีของ 'ราชาอสูรศิลาบรรพกาล' ที่ลอยอวลอยู่ในอากาศธาตุ การตระหนักรู้มรรคาวิถีแห่งสูญตาของอาเจีย และการผลิบานของ 'ดอกบัวสูญตา' ได้ลบเลือนเจตจำนงแห่งการคงอยู่ของตัวตนระดับกึ่งหลอมความว่างเปล่าไปจนสิ้นซาก ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ชวนให้วิญญาณของสรรพสิ่งต้องสั่นสะท้าน


บนดาดฟ้าของนาวาทะลวงเมฆา ที่เต็มไปด้วยรอยร้าวและคราบโลหิต อาเจียทรุดตัวคุกเข่าหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ปราณวิญญาณในจุดตันเถียนของเขาเหือดแห้งประหนึ่งบ่อน้ำกลางทะเลทราย สัมผัสเทวะอ่อนล้าจนแทบประคองสติไม่อยู่ ทว่าสองมือที่สั่นเทาของเขากลับกอบกุม 'แก่นปราณผลึกปฐพีบริสุทธิ์' ขนาดเท่างาช้างไว้แน่นแนบอก ประหนึ่งมารดาที่โอบกอดบุตรในอุทร


แก่นผลึกสีอำพันนี้ส่องประกายเจิดจรัส มันมิใช่เพียงแร่ธาตุที่ขุดค้นพบได้ทั่วไป ทว่ามันคือการตกผลึกของกฎเกณฑ์ฟ้าดินและเจตจำนงแห่งปฐพีที่สั่งสมมานับหมื่นปี ภายใต้แสงสีอำพันนั้น มีเส้นสายวิถีเต๋าแห่งดินไหลเวียนอยู่ประหนึ่งโลหิต เพียงแค่มองด้วยตาเปล่า ก็สามารถสัมผัสได้ถึงปราณชีวิตอันมหาศาลที่เต้นตุบๆ อยู่ภายใน


"ฮ่าฮ่าฮ่า... รวยแล้ว... ข้าได้มันมาแล้ว... สมบัติระดับตำนานที่แม้แต่ยอดคนระดับหลอมความว่างเปล่ายังต้องหลั่งเลือดแย่งชิง..." อาเจียหัวเราะเสียงแหบแห้ง รอยยิ้มของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยความปีติยินดีระคนความเหนื่อยล้า วิญญาณพ่อค้าของเขาเบิกบานจนแทบจะโบยบินขึ้นสู่สรวงสวรรค์


ทว่า ความสุขของคนตระหนี่มักมีอายุขัยสั้นยิ่งกว่าแมลงเม่า


"แฮ่ม!" เสียงกระแอมใสๆ ดังก้องขึ้นในห้วงสำนึกของอาเจีย ตามมาด้วยภาพของ เจ้าหญิงตัวน้อย จิตวิญญาณปฐมต้นกำเนิดแห่งพู่กันนิรันดร์ ที่ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าดวงจิตของเขา ภายในมิติสีขาวโพลน นางยืนกอดอก เชิดคางขึ้นสูง ดวงตากลมโตทอประกายระยิบระยับประหนึ่งสุนัขจิ้งจอกที่เห็นชิ้นเนื้ออันโอชะ


"นายท่านขี้งก... ท่านมัวแต่ชื่นชมก้อนหินนั่นจนลืมอะไรไปหรือเปล่า? สัญญาที่ท่านให้ไว้ก่อนที่ข้าจะมอบพลังแห่งมหาภาวะชวีให้ท่านลงมายังขุมนรกแห่งนี้น่ะ... เจ็ดส่วน! ข้าขอแก่นปราณผลึกปฐพีเจ็ดส่วน! ห้ามขาดแม้แต่เพียงเศษเสี้ยวธุลี!" นางยื่นมือเล็กๆ ขาวผ่องออกมาเบื้องหน้า ท่าทางเอาเรื่องและเด็ดขาดจนไม่มีช่องว่างให้ต่อรอง กลิ่นอายแห่งความว่างเปล่าแผ่ซ่านออกจากร่างของนาง กดทับวิญญาณของอาเจียจนหนาวเยือก


อาเจียสะดุ้งเฮือก ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาปวดร้าวรุนแรงประหนึ่งถูกกระบี่ของฉินมู่หลางแทงทะลุ เขาตระหนักดีว่าหากไม่มีคำชี้แนะและมหาภาวะชวีของนาง เขาคงตายตกไปตั้งแต่หน้าประตูวิหารผลึกแล้ว ทว่าการต้องเฉือนสมบัติล้ำค่าระดับนี้ออกไปถึงเจ็ดส่วน... มันคือการทรมานวิญญาณพ่อค้าของเขาอย่างแสนสาหัส!


"ท่านหญิงน้อย... เรา... เราเจรจากันใหม่ได้หรือไม่? ลดเหลือสักสามส่วน... ไม่สิ สี่ส่วน! ข้าให้ท่านสี่ส่วนเลยเอ้า! ก้อนผลึกนี้มีมูลค่าประเมินมิได้ ส่วนที่เหลือข้าต้องเก็บไว้ประมูลขายที่หอสุวรรณดารา เพื่อนำศิลาปราณมาหล่อเลี้ยงพยนต์เทวะและเป็นทุนรอนให้พวกเรานะ!" อาเจียพยายามต่อรองด้วยใบหน้าที่น่าเวทนาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาของเขาฉายแววอ้อนวอนประหนึ่งขอทานที่หิวโหย


เจ้าหญิงตัวน้อยเบ้ปาก นางตวัดนิ้วมือเบาๆ พริบตานั้น กลิ่นอายแห่งมหาภาวะชวีรอบตัวอาเจียพลันเปลี่ยนเป็นคมมีดที่มองไม่เห็น พันธะสัญญาแห่งเต๋าที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณเริ่มสั่นสะเทือน กฎเกณฑ์แห่งบรรพกาลไม่ยอมรับการตระบัดสัตย์!


"หากท่านกล้าเบี้ยวหนี้ข้า ข้าจะลบเลือนวิถีแห่งสูญตาที่ท่านเพิ่งตระหนักรู้ให้หายวับไปจากห้วงสำนึกของท่านเดี๋ยวนี้! และข้าจะกลืนกินศิลาปราณทุกก้อนในแหวนมิติของท่านจนไม่เหลือแม้อีแปะเดียว! เลือกเอา!"


"ยอมแล้ว! ข้ายอมแล้ว! สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งคนหน้าตาดีเช่นข้า!" อาเจียรีบตะโกนลั่น เขาหวาดกลัวการถูกริบทรัพย์ยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับราชาอสูรศิลาเสียอีก ชายหนุ่มกัดฟันกรอด น้ำตาแห่งความเสียดายไหลรินลงมาอาบแก้ม เขาฝืนรีดเค้นปราณวิญญาณที่เหลือเพียงน้อยนิด ตวัดนิ้วมือที่อาบด้วยเจตจำนงกระบี่ปราณ ตัดแบ่งแก่นปราณผลึกปฐพีออกเป็นสองส่วนอย่างแม่นยำ


ส่วนที่ใหญ่กว่าถึงเจ็ดในสิบส่วน ถูกมอบให้แก่พู่กันนิรันดร์ 


พริบตาที่แก่นปราณผลึกปฐพีสัมผัสกับด้ามพู่กัน มันพลันละลายกลายเป็นกระแสวิถีเต๋าสีอำพันเข้มข้น ถูกด้ามพู่กันดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น แสงสว่างเจิดจรัสระเบิดออกจากพู่กันนิรันดร์ กลิ่นอายแห่งความเก่าแก่และทรงอำนาจแผ่ซ่านออกมากดทับมิติอากาศ อักขระหลิงสีทองที่สลักอยู่บนด้ามพู่กันทอแสงมีชีวิตชีวาและทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีกหลายขั้น!


ภายในมิติพู่กัน เจ้าหญิงตัวน้อยอ้าปากรับกระแสปราณปฐพีนั้นเข้าไป ร่างกายที่เคยเป็นเพียงภาพมายาโปร่งแสง บัดนี้ดูควบแน่นและมีแก่นแท้แห่งวิญญาณที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นางลูบท้องน้อยเบาๆ อย่างพึงพอใจ


"อิ่มจังเลย! ฮิฮิ... นายท่านขี้งกช่างรักษาคำสัตย์ ข้าจะยอมให้ท่านยืมวิถีแห่งความว่างเปล่าของข้าต่อไปก็แล้วกัน!"


อาเจียเก็บแก่นปราณผลึกปฐพีสามส่วนที่เหลือลงในแหวนมิติระดับสูงสุดด้วยความทะนุถนอมประหนึ่งไข่ในหิน ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ภัยพิบัติที่แท้จริงซึ่งถูกสะกดข่มไว้ด้วยพลังของราชาอสูรศิลา ก็อุบัติขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด!


"กัมปนาทททท!!! ครืนนนน!!!"


การตายของราชาอสูรศิลาและการหายไปของแก่นปราณปฐพีบริสุทธิ์ ทำให้สมดุลของกฎเกณฑ์ฟ้าดินภายในซากมหานครหัตถ์กลพังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ! เพดานถ้ำเบื้องบนที่เคยถูกรองรับด้วยเสาหลักแห่งวิถีปราณ บัดนี้เกิดรอยร้าวขนาดมหึมาและเริ่มถล่มลงมาดุจโลกาวินาศ

มวลหินอัคนีขนาดเท่าภูเขานับร้อยลูก พร้อมด้วยทะเลลาวาเดือดพล่านที่สะสมอยู่ด้านบน กำลังทะลักล้นลงมาดุจน้ำหลากจากขุมนรก ซากมหานครโลหะเบื้องล่างกำลังถูกฝังกลบ เสียงฟันเฟืองฟ้าขนาดยักษ์แตกหักดังเสียดแทงวิญญาณ กองทัพพยนต์เทวะโบราณและอสูรศิลาที่เหลือรอด ต่างถูกบดขยี้แหลกสลายไปในทะเลเพลิงและแรงกระแทกอันไร้ปรานี


"มหานครกำลังถล่ม! กฎเกณฑ์แห่งดินกำลังแตกสลาย! หากพวกเราไม่ทะยานออกไปเดี๋ยวนี้ พวกเราจะถูกฝังลืมอยู่ที่นี่ตลอดกาล!" ฉินมู่หลางคำรามลั่นฝ่าเสียงกัมปนาท เขารีบพยุงร่างของเฟิงอี้หรานที่บาดเจ็บสาหัสขึ้นมา ขณะที่หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นกัดฟันฝืนอาการบาดเจ็บทางวิญญาณ เร่งกางม่านปราณเหมันต์และปราณกระบี่ปกป้องเรือเหาะอีกครั้ง


อาเจียพุ่งตัวไปที่แท่นควบคุมแกนบัญชาอักขระของนาวาทะลวงเมฆา ทว่าใบหน้าของเขาต้องซีดเผือดลงอีกครั้งเมื่อพบว่า เบ้าหลอมปราณที่ใช้เป็นรากฐานการขับเคลื่อนเรือ บัดนี้ว่างเปล่าและแตกร้าว ศิลาปราณทั้งหมดถูกเผาผลาญไปกับการกางม่านกักขังและการหลบหนีก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น!


"บัดซบ! เบ้าหลอมไม่มีปราณขับเคลื่อน! ค่ายกลทะลวงมิติไม่ทำงาน! สวรรค์จงใจกลั่นแกล้งข้าชัดๆ!" อาเจียสบถลั่น มือทุบแท่นควบคุมด้วยความสิ้นหวัง


ท่ามกลางวิกฤตแห่งความเป็นความตาย เงาร่างสีทองอร่ามพลันก้าวออกมายืนเคียงข้างอาเจีย เจ้าสัว พยนต์เทวะในร่างราชันย์อเวจีกึ่งเซียน ที่บัดนี้มีกลิ่นอายแข็งแกร่งและดุดันยิ่งกว่าเดิมจากการกลืนกินแกนปราณบรรพกาล มันกางปีกโลหะทั้งหกแฉกออก ดวงตาสีอำพันสาดประกายความโอหังและหน้าเงินอย่างปิดไม่มิด


"นายท่านผู้โง่เขลา... ความตระหนี่ทำให้ดวงตาของท่านมืดบอดไปชั่วขณะหรือ? ท่านลืมไปแล้วหรือว่าก่อนหน้านี้ ข้าและเจ้าแมงมุมโสโครกนั่น 'เก็บเกี่ยว' ผลประโยชน์ใดมาบ้างท่ามกลางสนามรบ?" เจ้าสัวส่งกระแสจิตเย้ยหยัน ก่อนจะกระแทกฝ่ามือโลหะลงบนพื้นดาดฟ้าเรือ พริบตานั้น มิติเงาเบื้องล่างพลันสั่นไหว เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ ก็แทรกกายออกจากความมืด มันอ้าเขี้ยวคาย 'แกนปราณบรรพกาล' ของพยนต์เทวะระดับสูงนับสิบชิ้น และ 'ศิลาปราณบริสุทธิ์' ที่ขโมยมาจากศพอสูรศิลาอีกหลายหมื่นก้อน ออกมากองท่วมหัวตรงหน้าแท่นควบคุม!


อาเจียเบิกตากว้าง ดวงตาสีเงินยวงทอประกายแห่งความหวังและความโลภที่ผสมปนเปกันอย่างรุนแรง "ยอดเยี่ยม! ขุมทรัพย์นี่... สมกับเป็นพยนต์ที่ถอดแบบเจตจำนงความงกของข้ามาไม่มีผิดเพี้ยน! พวกเจ้าคือสหายร่วมอุดมการณ์ที่ประเสริฐที่สุด!"


ไม่รอช้า อาเจียกอบโกยแกนปราณบรรพกาลและศิลาปราณบริสุทธิ์ทั้งหมด ยัดทะลวงลงไปในเบ้าหลอมปราณของนาวาทะลวงเมฆาอย่างบ้าคลั่งโดยไม่เสียดาย


"ปังงงง!!!"


ทันทีที่แกนปราณโบราณสัมผัสกับค่ายกลขับเคลื่อน นาวาทะลวงเมฆาพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประหนึ่งสัตว์ร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล แสงสว่างสีเงินยวงปนทองคำระเบิดออกจากตัวเรือ รอยร้าวตามกราบเรือถูกสมานด้วยเจตจำนงของโลหะวิญญาณ พลานุภาพของเรือเหาะในยามนี้มิใช่เพียงอาวุธระดับสวรรค์อีกต่อไป ทว่ามันถูกยกระดับขึ้นเทียบเท่าสมบัติวิเศษระดับกึ่งก้าวบรรพกาลชั่วคราวด้วยอานุภาพของแกนปราณโบราณนับสิบชิ้น!


"จับให้แน่น! พวกเราจะทะยานฝ่าวิถีแห่งความตายนี้ กลับสู่เบื้องบน!" อาเจียคำรามลั่น เขาตวัดพู่กันนิรันดร์ วาด 'อักขระหลิงผสานเจตจำนงทะลวงฟ้า' ลงบนค่ายกลควบคุมทิศทาง


"ฟิ้วววว!!!"


นาวาทะลวงเมฆาพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนด้วยความเร็วที่ฉีกกระชากมิติอากาศ ทิ้งไว้เพียงแสงสีเงินยวงที่ตัดผ่านความมืด! มันพุ่งสวนทางกับมวลหินอัคนีขนาดยักษ์นับหมื่นตันและคลื่นลาวาที่กำลังร่วงหล่นลงมา


"เจตจำนงแห่งโลหะของข้า... จะเป็นผู้เบิกทางให้เอง!" เจ้าสัวก้าวออกไปยืนตระหง่านอยู่ที่หัวเรือ ปีกโลหะทั้งหกแฉกที่อาบด้วยวิถีจตุรธาตุบรรพกาล สั่นสะเทือนด้วยความถี่ที่สามารถตัดผ่านกฎเกณฑ์แห่งมวลสาร มันหมุนตัวเป็นพายุเกลียวสว่าน ฟาดฟันปีกโลหะเข้าใส่ก้อนหินอัคนีขนาดยักษ์ที่ขวางทาง


"เคร้ง! บรึ้ม! บรึ้ม!"


หินผาขนาดเท่าภูเขาที่ตกลงมา ถูกความโอหังและความคมกริบของปีกโลหะฟันจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง กฎเกณฑ์แห่งความแข็งแกร่งของหินถูกบดขยี้อย่างย่อยยับ! หากมีเศษหินหรือลาวาสายใดเล็ดลอดเจตจำนงของเจ้าสัวเข้ามาได้ เจ้าถุงเงิน ที่เกาะอยู่บนเสากระโดงเรือ จะพ่นใยเงาสลายวิญญาณ ถักทอเป็นตาข่ายเต๋า ตัดขาดความร้อนและผลักดันหายนะเหล่านั้นให้ออกห่างจากตัวเรืออย่างแม่นยำ


นักพรตหมื่นอีแปะ ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่ท้ายเรือ เขามิได้สูญเสียปราณแม้แต่ครึ่งอีแปะ ทว่าสายตาที่ทอดมองการสอดประสานระหว่างเจตจำนงของอาเจียและพยนต์ทั้งสองนั้น เต็มไปด้วยความลุ่มลึกที่ยากจะหยั่งถึง


'ความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอดและความละโมบที่จะปกป้องสมบัติของไอ้เด็กเวรนี่... มันกล้าแข็งจนสามารถบิดเบือนวิถีแห่งเต๋าได้... หากปล่อยให้มันเติบโตขึ้นไป โลกผู้ฝึกตนคงได้ถูกมันปั่นหัวจนแทบพลิกคว่ำเป็นแน่' ลอบประเมินในใจ


"โฮกกกก!"


เสียงคำรามของความร้อนระอุพุ่งถึงขีดสุด นาวาทะลวงเมฆาพุ่งแหวกคลื่นลาวาสายสุดท้ายที่อัดแน่นด้วยปราณไฟบรรพกาล ความกดดันมหาศาลแทบจะบดขยี้กระดูกของทุกคนในเรือ ทว่าอาเจียกัดฟันปลดปล่อยเจตจำนงสูญตาออกไปห่อหุ้มตัวเรือ ลบล้างกฎเกณฑ์แห่งความต้านทานของสสารเบื้องหน้าให้กลายเป็นความว่างเปล่า


"ตูมมมมม!!!"


เสาลาวาขนาดยักษ์พุ่งทะลักออกจากปากปล่องภูเขาไฟของหุบเขาเพลิงผลาญ ทะลวงม่านฟ้าขึ้นสู่เบื้องบน พร้อมกับร่างของนาวาทะลวงเมฆาที่ทะยานพ้นจากขุมนรกใต้พิภพ พุ่งทะลุม่านหมอกควันสีเทาขึ้นสู่แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่!


แสงตะวันอันสว่างเจิดจ้าและอบอุ่น สาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและเขม่าควันของคณะวิปลาส สายลมบริสุทธิ์ที่พัดผ่านนำพาเอาความหนาวเหน็บและความกดดันของใต้พิภพมลายหายไปจนสิ้น


พวกเขาทำสำเร็จ! พวกเขาก้าวข้ามความตาย รอดชีวิตกลับมาจากสุสานของสำนักหัตถ์กล พร้อมกับมรดกเต๋าและขุมทรัพย์ที่ประเมินค่ามิได้!

"ฮ่าฮ่าฮ่า! ข้ารอดแล้ว! สมบัติของข้าอยู่ครบทุกอีแปะ! พวกเรารวยแล้ว!" อาเจียแหงนหน้ามองท้องฟ้า หัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งคนเสียสติ เขาล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนดาดฟ้าเรือ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าทางวิญญาณเข้าครอบงำ ทว่าสองมือก็ยังคงลูบคลำแหวนมิติของตนเองอย่างหวงแหนประดุจชีวิต


ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานทรุดตัวลงนั่งพิงกราบเรือ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ซีดเซียว หลินชิงเสวี่ยรีบหยิบโอสถฟื้นฟูแก่นแท้ออกมาป้อนให้แก่ทุกคน บรรยากาศแห่งความตายผ่อนคลายลงชั่วขณะ


ทว่า... ในมรรคาของผู้บำเพ็ญเพียร ความสงบสุขมักเป็นเพียงภาพมายาก่อนพายุโลหิตจะมาเยือนเสมอ


ขณะที่นาวาทะลวงเมฆากำลังลอยตัวอยู่เหนือหุบเขาเพลิงผลาญเพื่อฟื้นฟูปราณ ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวพลันมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน!


มิใช่เมฆฝนตามธรรมชาติ ทว่ามันคือมวลหมู่เมฆาสีดำทะมึนที่อัดแน่นไปด้วย 'เจตจำนงแห่งอัสนีสวรรค์' สายฟ้าสีม่วงคล้ำแลบแปลบปลาบอยู่ภายในหมู่เมฆ พร้อมกับแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสูรศิลา แผ่ซ่านลงมาครอบคลุมอาณาเขตนับพันลี้!


"กลิ่นอายนี้... มียอดคนตั้งค่ายกลกักขังมิติฟ้าดินไว้!" ฉินมู่หลางลุกพรวดขึ้น แม้ร่างกายจะบาดเจ็บ ทว่าเจตจำนงกระบี่นิรันดร์ในมือกลับกู่ร้องด้วยความระแวดระวัง ดวงตาหรี่แคบลงจ้องมองขึ้นไปบนฟ้า


ท่ามกลางหมู่เมฆสีดำทมิฬ เงาร่างนับร้อยปรากฏตัวขึ้น ปิดล้อมทิศทางการหลบหนีของนาวาทะลวงเมฆาไว้ทุกด้าน ผู้ที่ยืนหยัดอยู่แนวหน้าคือชายชราสามคนในชุดคลุมสีม่วงเข้มสลักลายสายฟ้า ท่วงท่าของพวกเขาสูงส่งและเย่อหยิ่ง กลิ่นอายที่แผ่ออกมาเบียดเบียนกฎเกณฑ์ฟ้าดิน บ่งบอกถึงระดับการบำเพ็ญเพียรในขั้น 'วิญญาณแรกเริ่ม' ทั้งสิ้น!


บนอกเสื้อของพวกเขา มีตราสัญลักษณ์รูปสายฟ้าผ่าทะลวงฟ้า ซึ่งเป็นที่หวาดหวั่นของชนชั้นผู้ฝึกตนทั่วทั้งดินแดน...


"สำนักอัสนีบาต!" เฟิงอี้หรานกัดฟันกรอด "พวกมันมาดักซุ่มรอพวกเราอยู่ที่ปากทางเข้าตั้งแต่เมื่อใดกัน!"


หนึ่งในผู้อาวุโสแห่งสำนักอัสนีบาตก้าวออกมาเบื้องหน้าเหยียบย่ำบนความว่างเปล่า สายตาของเขาจับจ้องมายังกลุ่มของอาเจียด้วยความเย็นเยียบและละโมบ "ไม่คิดเลยว่ามดปลวกโสโครกอย่างพวกเจ้า จะสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาจากก้นบึ้งของหุบเขาเพลิงผลาญได้ ซ้ำยังมีกลิ่นอายของสมบัติวิเศษและแก่นปราณโบราณติดตัวมามากมาย... ลิขิตสวรรค์ช่างเข้าข้างสำนักอัสนีบาตของพวกเราเสียนี่กระไร!"


ชายชราแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ปลดปล่อยกฎเกณฑ์สายฟ้าลงมากดทับ "จงส่งมอบแหวนมิติและมรดกทั้งหมดที่พวกเจ้าได้มาจากใต้พิภพ รวมถึงเรือเหาะลำนั้นมาให้ข้าแต่โดยดี แล้วข้าผู้อาวุโสจะเมตตา เหลือซากศพที่สมบูรณ์ไว้ให้พวกเจ้าได้ฝังกลบ!"


คำขู่ที่เต็มไปด้วยเจตจำนงแห่งการกดขี่ ดังก้องไปทั่วท้องฟ้า บัดนี้ หนทางสู่ความรอดถูกปิดตาย หนี้แค้นระหว่างคณะวิปลาสและขั้วอำนาจอันยิ่งใหญ่อย่างสำนักอัสนีบาต กำลังจะถูกสะสางด้วยโลหิตและมรรคาวิถี!


อาเจียที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า เขาปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ใบหน้าที่เคยกักขฬะและแสดงความอ่อนล้า บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบและเหี้ยมโหดถึงขอบเขตสูงสุด นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาหรี่แคบลง จ้องมองไปยังผู้อาวุโสสำนักอัสนีบาตประหนึ่งมองดูศพที่ไร้ค่า


ใครก็ตามที่คิดจะเอาชีวิตเขา เขายังพอเจรจาหลบหลีกได้... แต่ใครก็ตามที่กล้ามาปล้นชิงสมบัติที่เขาเพิ่งเฉือนเนื้อเอาชีวิตเข้าแลกมาอย่างยากลำบาก... โทษทัณฑ์ของมันคือการถูกลบเลือนออกจากวัฏจักรฟ้าดิน!


มหาสงครามแห่งความแค้นและมรรคาวิถีเหนือปากปล่องภูเขาไฟ ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน